เมืองกรุงฯ สถานที่ที่รวมเอาความเจริญทั้งหมดมาไว้ที่นี่ เป็นอีกหนึ่งครั้งที่เอิงเอยเดินทางมา เฉกเช่นเมื่อต้นปีที่เพิ่งเรียนจบปริญญาตรีจาก ม.ดังที่นี่
แม้จะเป็นอย่างนั้นแต่เธอกลับไม่รู้สึกผูกพันธ์กับเมืองแห่งสีแสงสักนิด
สืบเนื่องจากในขณะที่เรียนอยู่ใน ม. มักจะถูกกลั่นแกล้ง ถูกบูลลี่นั่นเอง นอกเหนือจากนั้นแม้จะเดินเล่นในห้างสรรพสินค้ายังถูกมองเหยียดโดยพนักงานว่าแต่งตัวปอนๆ ไม่มีเงินซึ่งก็คือความจริง
หลังจากถอนหายใจเล็กน้อยเอิงเอยที่อยู่ในชุดทางการกระโปรงขาสั้นขึ้นรถโดยสารประจำทางสาย 4 ไปยังสถานที่นัดหมายตามอีเมล
กลิ่นของควันรถยนต์ในอากาศทำให้เธอต้องหยิบหน้ากากอนามัยขึ้นมาสวม
อากาศที่นี่ค่อนข้างแย่มากบอกตรงๆ โดยเฉพาะรถเมล์เก่าๆ ที่ควันดำขโมง ไม่รู้ว่ายี่สิบปีผ่านมาแล้วทำไมยังเอามาวิ่งบนถนน
กล่าวด้วยความสัตย์จริง ควรจะทุบมันทิ้งเป็นเศษเหล็กได้แล้ว สร้างมลพิษให้กับอากาศและผู้ใช้ถนน ไอ้พวกไดโนเสาร์
จ่ายเงินค่าโดยสารหลังลงจากรถ เงยหน้ามองดูถนนฝั่งตรงข้าม เป็นตึกขนาดใหญ่หรูหรา ให้ความรู้สึกราวกับโลกอีกใบหนึ่งก็ว่าได้
นี่คือสถานที่นัดหมาย โดยมีโลโก้ขนาดใหญ่อยู่ข้างหน้าเขียนว่า 44 Master anime
หลังจากได้รับอีเมล เอิงเอยจึงค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ พบว่าเมื่อเดือนก่อนมันเป็นพื้นที่รกร้างที่ยังไม่ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่ เป็นเพียงซากอาคารเก่าๆ ที่ยังสร้างไม่เสร็จ เพราะตัวเจ้าของเป็นหนี้ล้มละลายในยุคต้มยำกุ้ง
ด้วยระยะเวลาเพียง 1 เดือน ที่นี่เปลี่ยนไปจากที่เห็นในรูปเยอะ มีตึกสูง อาคารจำนวนมาก ทางเข้ามีโลโก้เด่นหรา ดูก็รู้ว่าเป็นบริษัทใหม่ที่ใครหลายคนอยากเข้าไปคว้าโอกาส
เธอเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
“ฉันจะได้ทำงานที่นี่เหรอ หนึ่งในบริษัทเครือของประธานเจมส์ 44 Master anime สถานีโทรทัศน์ดิจิตอลช่องใหม่เอี่ยม...” เอิงเอยพึมพำเสียงเบา แล้วรอรถว่างก่อนจะเดินข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม
แม้จะผิดหวังไม่ได้อยู่บนเรือ'ธันเดอร์โบ๊ท'แต่ที่นี่คือหนึ่งในธุรกิจในเครือของเขา งั้นก็หมายความว่าโอกาสของเธอยังมีอยู่ เพียงแต่ต้องพยายามคว้ามันไว้เท่านั้นเอง!
หลังจากข้ามถนนมาถึงฝั่งตรงข้ามก็เดินเข้าไปติดต่อที่ป้อมยามที่เพิ่งทาสีเสร็จใหม่ๆ ถามว่าทำไมเธอถึงรู้ ก็คงต้องบอกว่าด้วยสีสดๆ และกลิ่นของใหม่ที่ยังติดจมูกนั่นเอง
เอกสารจากอีเมลถูกปรินต์ออกมาด้วยกระดาษขนาด A4 หลังจากกวาดสายตาดูครู่หนึ่ง คนที่ป้อมยามก็ขอบัตรประจำตัวประชาชน ลงบันทึกไว้แล้วให้บัตรผ่านสำหรับเข้าไปในบริษัทฯ
“ขอบคุณค่ะ” เอิงเองห้อยบัตรผ่านไว้ที่คอ ก่อนจะนั่งรอข้างป้อมยาม เพราะเขาบอกว่าได้ติดต่อคนข้างในแล้วครู่หนึ่งจะมีคนออกมารับ ไม่ต้องเดินเข้าไปเอง
จริงอย่างที่พูด
ราว 4 นาทีก็มีคนออกมารับ แถมยังเป็นคนคุ้นหน้า คุณไอริส หนึ่งในเลขาของประธานเจมส์นั่นเอง
“ขึ้นมาสิคะ เดี๋ยวฉันจะพาคุณไปหาเจ้านายเอง” ไอริสที่นั่งอยู่บนรถกอล์ฟบอก วันนี้หล่อนสวมสูทสีเทาอ่อน ผมถูกปล่อยเป็นลอนสวย เผยรอยยิ้มเป็นมิตรให้กับเอิงเอย
“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวพยักหน้า จากนั้นจึงเดินขึ้นไปนั่งเบาะด้านหลัง
รถกอล์ฟเริ่มแล่นออกไปช้าๆ ท่ามกลางการจ้องมอง เอิงเอยมองเห็นป้อมยามที่ค่อยๆ หายลับไปจากสายตา ถูกแทนที่ด้วยถนนและป่าไม้ด้านในบริษัทฯ
ตอนนี้เองที่เธอเพิ่งตระหนักว่า บริษัทแห่งนี้กว้างใหญ่มาก ราวกับยกสนามฟุตบอลมากกว่า 3 แห่งมารวมกัน
แต่จะว่าไปมันก็ไม่แปลก หากกล่าวถึงความร่ำรวยเงินทองของประธานเจมส์ ก็คงต้องเป็นบริษัทยิ่งใหญ่แบบนี้แหละถึงจะเหมาะสมกับสถานะ
ระหว่างที่นั่งอยู่บนรถอีกฝ่ายไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใด งั้นเอิงเอยจึงเงียบ ทำหน้าที่เป็นผู้โดยสารที่ดี โดยไม่เข้าไปรบกวนการขับรถของไอริส
รถขับมาจอดที่ด้านหลังอาคาร จากตรงนี้จะมองเห็นตึกสูงชัดถนัดตา รูปร่างค่อนข้างประหลาด ราวกับตึกกำลังเอียงอยู่งั้นแหละ กระจกรอบด้านเป็นสีดำทึบ บ้างยื่นนูนออกมาบ้างหลุบเข้าไปด้านใน ให้ความรู้สึกสับสนแก่ผู้มองเห็น
“นี่คือตึกที่ถูกออกแบบโดยคุณนักรบ”
“เอ๋...คะ”
อยู่ๆ อีกฝ่ายก็พูดมา ทำเอาตั้งตัวไม่ทันเลยแฮะ
ว่าแต่เขาเป็นใคร
“คุณนักรบเป็นเพื่อนของเจ้านาย ตอนนี้พวกเขากำลังคุยธุระกันอยู่ อีกเดี๋ยวคุณอาจจะมีโอกาสได้พบกับเขา เพราะงั้นฉันถึงได้บอก ยังไงก็ไม่ต้องกังวลนะคะ คุณนักรบอาจจะไม่ค่อยพูดหรือดูหยิ่งๆ ไปบ้าง แต่ลึกๆ ก็เป็นคนดี” ไอริสอธิบายสถานการณ์ด้านในตอนนี้ให้หญิงสาวฟัง
“เข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะจำให้แม่นเลยค่ะ” เอิงเอยตอบจริงจัง
ตัวตนของอีกฝ่ายใช่ธรรมดา มีสถานะเป็นเพื่อนเจ้าของบริษัทฯ นอกจากนั้นอาจมีหุ้นอยู่ด้วย การได้ทำความรู้จักกับเขาถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับเธอ
……
เดินเข้ามาในตัวตึกจะพบกับความหรูหราน่าประทับใจ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับบนเรือ 'ธันเดอร์โบ๊ท' ที่นี่ดูด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ลิฟท์เป็นแบบกระจกใส พอเข้าไปด้านในจะมองเห็นด้านนอก ทั้งอุปกรณ์ที่กำลังดึงลิฟต์ไปยังชั้นบน หรือก้มหน้ามองก็จะเห็นด้านล่างสุด
แต่สายตาของคนเราซูมไม่ได้เท่ากับกล้องถ่ายภาพ ดังนั้นจึงมองได้เพียงผิวเผินเพราะมันค่อนข้างมืด
ประตูเปิดออกแล้ว เดินตามคุณเลขาไปยังห้องห้องหนึ่ง คาดว่าคงเป็นห้องประชุม
พอเข้าไปหลังจากได้รับอนุญาต นอกจากจะมีคนที่คาดว่าชื่อนักรบแล้ว ยังมีผู้หญิงคุ้นหน้าคุ้นตาอีกคนหนึ่ง
“เอ๋....นั่นคือดาราสาวที่กำลังมีผลงานอยู่ตอนนี้นี่นา ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ หรือว่าจะย้ายช่องกัน” เอิงเอยพึมพำกับตัวเองไม่ได้พูดมันออกไป เพราะการทำแบบนั้นค่อนข้างจะเสียมารยาท และดูเป็นการเสือกเรื่องชาวบ้านจนเกินไป
เมื่อมาถึงเอิงเอยทำได้เพียงยืนรอ ในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยธุรกิจกัน
“เสร็จตามกำหนด ระยะเวลาเพียง 1 เดือนแต่ทำได้ถึงขนาดนี้ เยี่ยมมาก ขอบคุณคุณจริงๆ นักรบ” เจมส์ไม่ได้โกหก เพราะการก่อสร้างครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนจริงๆ
ชายผู้มีใบหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็งหยิบกาแฟขึ้นมาจิบ น้ำเสียงราบเรียบ พลางจ้องชายตรงหน้า
“เป็นเพราะคนที่คุณส่งมาด้วยต่างหาก หลังจากที่ก่อสร้างทั้งวันทั้งคืนโดยไม่หยุดพัก หากไม่เสร็จตามกำหนดเวลา ก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดี”
คนที่ถูกกล่าวถึงคือหุ่นยนต์แบนเนอร์ แน่นอนว่านักรบไม่รู้ว่าคือหุ่น เพียงมองว่าเป็นกลุ่มคนที่ขยันใช้งานได้ พวกสมองทึบกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
“นั่นแหละ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุณ เท่านี้ผมก็สามารถออกอากาศช่อง master anime ได้ตามตารางออกอากาศ ไม่ถูกฟ้องร้องค่าเสียหาย”
ปิ่นที่รับฟังอยู่ข้างๆ ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับแฟนหนุ่ม ตอนนั้นแค่แนะนำชื่อช่องไปเท่านั้นเอง ส่วนเขาจะใช้อะไรก็แล้วแต่
หลังจากได้คุยกันหลายครั้งหลายหน จึงสรุปว่าจะใช้เป็น master anime เพราะเน้นการ์ตูนเด็กๆ เป็นหลัก ส่วนเรื่องไอดอลหรือซีรีย์อะไรนั่นยังก่อน เพราะต้องไม่ลืมว่าเป็นช่องใหม่เอี่ยม ดังนั้นควรจะค่อยๆ เดินไปทีละก้าว
ปิ่นไม่มีข้อกังขา แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ดี ในอนาคตย่อมได้เห็นหล่อนโลดแล่นช่อง 44 แน่นอน
นักรบไม่ได้ปฏิเสธคำพูดของเขา เสริมว่า “งานตรงนี้เสร็จแล้ว แต่ผมก็คงไม่ได้หยุดพัก ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดตรวจสอบงานตามปั้มน้ำมันต่างๆ ตามคำสั่งของพ่อ...เห้อ...”
“ไม่เอาน่า คุณไม่ได้ไปคนเดียวสักหน่อย แต่มีสาวๆ เดินทางไปด้วยนะ”
“เลขาที่คุณเพิ่งรับสมัครเหรอ ใช่คนนี้หรือเปล่าล่ะ”
เห็นสายตาเย็นเยียบมองมา ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี แต่เอิงเอยต้องปั้นหน้ายิ้มสู้ ต่อให้ในใจจะหวาดกลัวเท่าใดก็ตาม
เจมส์ส่ายหน้า บอกยิ้มๆ “เปล่า เลขาสามคนของผมต่างหาก พวกเธอยังใหม่อยู่ต้องเรียนรู้อีกเยอะ และยิ่งผมมีธุรกิจที่ต้องดูแลจำนวนมาก การมีคนเข้าช่วยส่วนนี้เยอะๆ ก็ถือเป็นเรื่องดี คุณว่างั้นไหม”
“ใช่ แต่ว่านะเจมส์ ระวังมีเยอะเกินไปจะแบ่งเวลาไม่ได้ล่ะ”
“หืม...งั้นคุณจะเลือกสักคนไหม ขอบอกว่ามีแต่คนสวยๆ ทั้งนั้น ดีกรีไม่ธรรมดา...” ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า แต่เจมส์รู้สึกว่าหลังจากที่พูดออกมา ราวกับถูกใครเล็งปากกระบอกปืนมาที่ศีรษะ
ใครกันนะ
“ขอผ่านดีกว่า เรื่องอะไรก็คุยกับผมได้แต่ว่าเรื่องนี้มันไม่เหมาะจริงๆ คิดว่าเหมาะกับโจมากกว่า...พูดถึงโจพวกเราเคยคุยกันเรื่องทำเกี่ยวกับสวนสนุก คุณคิดว่าไง สนใจจะลงทุนด้วยกันไหม”
“สวนสนุกเหรอ...เท่าที่ผมรู้ตอนนี้มีสวนสนุกแค่ในกรุงเทพฯ และเมืองพัทยา ที่อื่นแม้จะมีก็แค่ขนาดเล็กมาก หรือสวนสนุกเร่ตามงานวัดงานเทศกาลต่างๆ ที่ชุดอุปกรณ์ไม่มั่นคง อาจก่อเกิดเหตุไม่คาดฝันให้กับผู้ใช้บริการ...”
นักรบพยักหน้าเห็นด้วย แม้เขาจะเป็นคนร่ำรวยและไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใครหรือกินข้าวข้างทาง ทว่าก็มีโอกาสได้ไปเที่ยวเล่นงานวัดสมัยเป็นเด็ก พบว่าเป็นอย่างที่เจมส์พูดจริง
“เดี๋ยวผมจะสรุปมาให้คุณฟัง พวกเราตั้งเป้าลงทุนครั้งนี้คือห้าพันล้านบาท นี่คือตัวเลขคร่าวๆ ที่คาดการณ์ ในอนาคตมันอาจจะขยับหรือมากเกินกว่าครึ่ง…” นักรบกล่าวโดยย่อ