บทที่ 12 เล็งธนูใส่อนุห้าของหัวหน้าหมู่บ้าน
เพียะ!
เสียงตบดังกังวาน
ประหนึ่งเสียงฟ้าฟาดดังก้องในหูของทุกคน สั่นะเืจนพวกเขาไม่ได้สติคืนมาอยู่นาน
เหวินฮุ่ยเอ่ยปากถาม “เ้าคิดว่าตัวเองเป็ใคร ถึงกล้ามาร้องแรกแหกกระเชอหน้าประตูบ้านผู้มีพระคุณของข้า เขาไปกินข้าวบ้านเ้า หรือไปผลาญเงินใครงั้นรึ?”
“ไปให้พ้นซะ! ถ้ายังกล้ามาปากมากที่นี่อีก ระวังข้าจะฉีกปากเ้าเสีย”
“ใครกัน? ทำไมปากคอเราะร้ายได้ถึงเพียงนี้?”
“ข้าไม่รู้จัก ไม่น่าใช่คนในหมู่บ้านซีผิงของพวกเรานะ”
“ได้ยินอาสะใภ้สี่พูดว่านางเป็คนงานที่พ่อหนุ่มจ้าวพากลับมาด้วย”
“ที่แท้ก็เป็สาวใช้หรือเนี่ย!”
“นางกล้าขนาดนั้นได้อย่างไร ถึงกับตบอนุห้าของหัวหน้าหมู่บ้าน”
“เช่นนี้มันตัวปัญหาชัด ๆ เลยไม่ใช่หรือ”
“เ้าพูดผิดแล้ว ข้ากลับคิดว่าสาวใช้คนนี้ไม่เลวเลย รู้จักปกป้องเ้านาย เป็คนซื่อสัตย์ภักดีคนหนึ่ง”
เหล่าคนมุงส่งเสียงวิจารณ์เซ็งแซ่
เหวินฮุ่ยเท้าสะเอวยืนปักหลักอยู่หน้าประตู จ้องอวี๋ซิ่วอิงด้วยสายตาเย็นเยียบ ผู้มีพระคุณไม่อยู่ นางจะต้องปกป้องบ้านหลังนี้แทนผู้มีพระคุณให้ดี
ต้องปกป้องชื่อเสียงของผู้มีพระคุณ
ถึงแม้ต้องเผชิญหน้ากับผู้หญิงร้ายกาจกลุ่มใหญ่ นางก็ไม่คิดกลัวสักนิด
อวี๋ซิ่วอิงได้สติคืนมาก็ปรี่เข้ามาหาเหวินฮุ่ย
นับแต่นางกลายเป็อนุห้าของหัวหน้าหมู่บ้าน จะไปไหนก็มีแต่คนประจบเยินยอ ไหนเลยจะเคยได้รับความอัปยศเช่นนี้
วันนี้นางจะต้องสั่งสอนสาวใช้ที่ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำคนนี้เสียให้หลาบจำ ทำให้สำเหนียกว่าข้ารับใช้ควรทำตัวเช่นไร
ทว่านางยังไม่ทันได้ลงมือก็ได้ยินเสียงตวาดดังขึ้นมา
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
จะอย่างไรเหวินฮุ่ยก็เป็คนในบ้านเขา จ้าวผิงจะยืนมองนางถูกคนนอกรังแกโดยไม่ทำอะไรเลยได้อย่างไร
เขาก้าวออกมาทันที ถลึงตามองอวี๋ซิ่วอิง ไม่มีการปั้นหน้ายิ้มแม้แต่น้อย เรียกชื่อฝ่ายตรงข้ามออกมาตรง ๆ “อวี๋ซิ่วอิง ไม่อยู่เสพสุขที่บ้านหัวหน้าหมู่บ้าน แล่นมาโวยวายที่บ้านข้าเช่นนี้ เ้าคิดจะทำอะไร?”
“พ่อหนุ่มจ้าว เ้ามาพอดีเลย” พอเห็นจ้าวผิง อวี๋ซิ่วอิงพลันมีความมั่นใจมากกว่าเดิม
“รีบมาจัดการสุนัขรับใช้บ้านเ้าเร็วเข้า เห็นใครก็กัดไปทั่ว สุนัขเฝ้าบ้านเช่นนี้สมควรตีให้ตาย”
“นางไม่ใช่สุนัข ไม่ใช่คนใช้ด้วย แต่เป็อนุของข้า” จ้าวผิงกล่าวด้วยสีหน้ามืดครึ้ม “เ้าเสียอีก มาเห่าหอนหน้าบ้านข้าแต่เช้าทำไม?”
“ต่อให้ข้าเป็พวกสุรุ่ยสุร่ายแล้วเกี่ยวอะไรกับเ้า ไปให้พ้นเถิด ไม่อย่างนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ” สิ้นเสียงจ้าวผิง อวิ๋นหม่านพลันขึ้นศรเล็งธนูใส่อวี๋ซิ่วอิงทันที
เหวินฮุ่ยได้ยินคำพูดของจ้าวผิง ดวงตาพลันเป็ประกาย เมื่อได้มองดูเงาร่างอีกฝ่าย ทันใดนั้นก็รู้สึกราวกับคนตรงหน้าเป็ชายที่ยิ่งใหญ่ เขายืนขวางอยู่ตรงหน้าคอยบังลมบังฝน ทำให้นางรู้สึกมั่นคงปลอดภัย
อวี๋ซิ่วอิงถลึงตาใส่อวิ๋นหม่าน “อวิ๋นหม่าน เด็กบ้าเ้าคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงไปช่วยคนเสเพลอย่างจ้าวผิง?”
ฟิ่ว!
ลูกศรพุ่งออกไปปักบนพื้นตรงหน้าอวี๋ซิ่วอิง
อวี๋ซิ่วอิงใจนแทบทรุดลงบนพื้น
นางถอยกรูดพลางกรีดร้องเสียงดัง
“กรี๊ด!”
“อวิ๋นหม่านฆ่าคนแล้ว อวิ๋นหม่านฆ่าคนแล้ว”
“จ้าวผิงเป็อาจารย์ของข้า หากท่านยังกล้าลบหลู่เขา ครั้งหน้าลูกศรจะไปปักบนร่างของท่านเป็แน่” อวิ๋นหม่านกล่าวอย่างเ็า
ทำได้สวย! จ้าวผิงนึกชมในใจ
เขาตบไหล่อวิ๋นหม่าน “ไป พวกเราเข้าบ้านไปกินข้าวกันเถอะ”
“แล้วพวกนางเล่า?”
“ปล่อยพวกนางไว้ตรงนี้แหละ ปากงอกอยู่บนร่างพวกนาง จะเห่าหอนเมื่อไหร่ หรือที่ไหน พวกเราควบคุมไม่ได้หรอก แต่ถ้ายังส่งเสียงโหวกเหวกหน้าประตูบ้านข้าอีก เ้าจะยิงขาพวกนางก็ได้”
เป็คนหมู่บ้านเดียวกันทั้งนั้น จ้าวผิงไม่อยากทำเกินไป แต่ถ้าคนพวกนี้ยังไม่รู้ผิดชอบชั่วดี เขาก็ไม่ถือสาที่จะสั่งสอนให้พวกนางรู้ว่าคนปกติเขาทำตัวกันอย่างไร
มีธนูข่มขู่ดอกนั้นอยู่ คนเ่าั้คงไม่กล้าโวยวายอีกต่อไป
ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับ
แต่ยังคงมีเสียงซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์
“หรือที่อาสะใภ้สี่พูดจะเป็เื่จริง ที่พ่อหนุ่มนั่นล่าสัตว์เป็?”
“คงจะใช่กระมัง ไม่อย่างนั้น อวิ๋นหม่านที่แสนจะเย่อหยิ่งขนาดนั้นจะยอมกราบเขาเป็อาจารย์ได้อย่างไร”
“พวกเ้าไม่ได้สังเกตรึ ตอนพ่อหนุ่มจ้าวกลับมา บนหลังยังแบกกระต่ายกลับมาด้วยตั้งหลายตัว แต่ละตัวอ้วนพีทั้งนั้น น่าอิจฉาเสียจริง”
“พ่อหนุ่มจ้าวคงเปลี่ยนนิสัยแล้วจริง ๆ ต่อไปพวกเราก็อย่าตามอนุห้ามาระรานเขาอีกเลยจะดีกว่า คนรู้จักปรับปรุงตัว เราควรให้กำลังใจถึงจะถูก”
“ใช่ ๆ ข้าเห็นด้วย”
คนเ่าั้เว้นระยะห่างจากอวี๋ซิ่วอิงอย่างเงียบ ๆ
อวี๋ซิ่วอิงกลับไม่รู้ตัว พึมพำกับตัวเองอย่างเจ็บใจว่า “เ้าคนเสเพลแซ่จ้าว กล้าดีอย่างไรยุให้คนใช้มาตบข้า แถมยังให้อวิ๋นหม่านยิงธนูใส่ข้าอีกต่างหาก พวกเราได้เห็นดีกันแน่ ข้าจะไปฟ้องหัวหน้าหมู่บ้านให้เขามาจัดการกับเ้า”
ขณะเดียวกัน
จ้าวผิงและคนอื่น ๆ นั่งล้อมโต๊ะกำลังกินข้าวกันอยู่
หมั่นโถว น้ำแกงเนื้อกระต่ายและข้าวต้ม
อวิ๋นหม่านจ้องอาหารบนโต๊ะจนลูกตาแทบจะทะลักออกมาแล้ว ปากพลันกลืนน้ำลายไม่หยุด
เขา้าข่มความอยากอาหาร จึงหันไปถามจ้าวผิง “อาจารย์ กับข้าวจะเยอะเกินไปแล้วกระมัง? แม้แต่หัวหน้าหมู่บ้านยังไม่กล้ากินเช่นนี้เลยนะ”
“ฮ่า ๆๆ” จ้าวผิงยิ้มถาม “กลัวว่ากินเช่นนี้แล้วจะทำให้ข้าสิ้นเนื้อประดาตัวงั้นรึ?”
ท่านก็จนกรอบอยู่แล้วไม่ใช่หรือ
แน่นอนว่าอวิ๋นหม่านไม่ได้พูดออกมา
ถึงอย่างไรตอนนี้เขาก็มาพึ่งพาคนอื่น ตัวเองยังยากจนกว่าจ้าวผิงเสียอีก จึงทำได้เพียงพยักหน้า
“ไม่ต้องกลัว ข้ามีวิธีหาเงินเยอะแยะ ตอนนี้ข้ารู้สึกเหมือนกำลังกินมื้อข้ามปีกันอยู่เลย” จ้าวผิงพูด “เดี๋ยวเ้าก็จะรู้เองว่ากับข้าวพวกนี้ก็แค่มื้ออาหารธรรมดาทั่วไปเท่านั้น เ้าจะได้กินจนอิ่มหนำเลยทีเดียว”
หลิ่วเมิ่งหรูพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
หลังจากจ้าวผิงตกคูน้ำไปคราวนั้นก็ราวกับเปลี่ยนไปเป็คนละคน สามารถทำให้ทุกคนมีข้าวมีเนื้อกินเหมือนอย่างที่เขาพูดไว้จริง ๆ
แถมวันนี้ยังจับกระต่ายได้ตั้งห้าตัว โดยเก็บสองตัวไว้กิน แล้วอีกสามตัวเอาไปขายได้เงินตั้งสามร้อยอีแปะ ซื้อข้าวสารและแป้งมาเก็บไว้ ช่วยประทังไปได้หลายวัน
หลังจากนั้นจ้าวผิงก็ไปล่าสัตว์อีกครั้ง…
ความเป็อยู่ของครอบครัวมีแต่จะดีขึ้นเรื่อย ๆ นับวันก็ยิ่งมีความหวัง การล้ำหน้าหัวหน้าหมู่บ้านเป็เื่ของเวลาเท่านั้น
จ้าวเสียวเสี่ยวพูดอย่างตรงไปตรงมา “พี่ใหญ่อวิ๋น พ่อข้าบอกว่าต่อไปบ้านพวกข้าจะกินข้าวเช่นนี้ทุกวัน ท่านเป็ลูกศิษย์ของพ่อข้า จะต้องเชื่อในตัวเขานะ”
“รีบกินเถอะ ไม่อย่างนั้นคงเย็นหมดก่อน” จ้าวผิงเอ่ยเร่ง
ทุกคนจึงเริ่มขยับตะเกียบ
อวิ๋นหม่านออกอาการประหม่ามาก จนกระทั่งจ้าวผิงคีบกับข้าวให้เขา บอกให้เขากินเยอะ ๆ จะได้มีแรงไปทำงาน เด็กหนุ่มค่อยผ่อนคลายลงตามลำดับ
หลังได้กินหมั่นโถวไปสามลูก ข้าวต้มสองถ้วย และแทะเนื้อกระต่ายหลายชิ้น ในที่สุดเขาก็กินจนอิ่ม
เขาใช้แขนเสื้อเช็ดปากเสร็จ ก่อนเริ่มหางานที่ตนสามารถทำได้
แต่เมื่อมองไปรอบ ๆ แล้วก็ยังไม่เจอสิ่งใดที่สามารถทำได้ ฟืนถูกผ่าเสร็จหมดแล้ว แถมวางซ้อนกันอย่างเป็ระเบียบ
บ้านก็ทำความสะอาดเรียบร้อย
แม้แต่ในถังยังมีน้ำเต็มปริ่ม
อวิ๋นหม่านได้แต่เก็บถ้วยกับตะเกียบ แต่กลับถูกเหวินฮุ่ยห้ามปราม
“อวิ๋นหม่าน เ้าเป็ลูกศิษย์ของผู้มีพระคุณ ตั้งใจเรียนรู้จากผู้มีพระคุณก็พอแล้ว งานเล็กน้อยพวกนี้ให้ข้าทำเองเถอะ”
“พวกเ้าไม่ต้องทำหรอก” จ้าวผิงกินอิ่มก็วางตะเกียบลงพูดว่า “ไปเอาตะกร้าหวายกับถุงกระสอบแล้วตามข้าขึ้นเขามาด้วยกัน”
ได้ยินอย่างนั้น อวิ๋นหม่านพลันตาวาววับ
ให้เอาถุงกระสอบไปด้วยหมายความว่าเป็งานใหญ่สินะ อวิ๋นหม่านตั้งตารอคอยกว่าเดิม
เมื่อขึ้นไปถึงบนเขา จ้าวผิงก็หยุดลง ชี้ไปตรงหน้าแล้วบอกให้พวกเขาเริ่มขุด
“ขุด… ขุดอะไรหรือ?” อวิ๋นหม่านงงงวย
“ก็ขุดสมุนไพรน่ะสิ” เหวินฮุ่ยยิ้มพูด “ผู้มีพระคุณได้ใบอนุญาตของทางการมาแล้ว งั้นต่อไปพวกเราก็มีสิทธิ์ขายสมุนไพรแล้วน่ะสิ”
“เขาลูกนี้ก็คือขุมทรัพย์ ผู้มีพระคุณคิดจะพึ่งพามันหาเงินใช่หรือไม่“
“อ้อ!”
ความตื่นเต้นคึกคักของอวิ๋นหม่านพลันหดหาย “ที่แท้งานที่อาจารย์พูดถึงก็คือการขุดสมุนไพร ไม่ใช่ล่าสัตว์หรอกหรือ”
“ตอนนี้เป็่ฤดูใบไม้ร่วง พวกสัตว์ไม่ค่อยออกมากันแล้ว ตอนกลางวันแทบล่าสัตว์อะไรไม่ได้” จ้าวผิงอธิบาย “อีกอย่าง ธนูของเ้าก็ใช้งานไม่ได้ ต่อให้เจอตัวอะไรจริงก็ยากจะจับได้อยู่ดี”
“ไว้ว่าง ๆ ข้าจะทำหน้าไม้ให้เ้า ใช้อันนั้นล่าสัตว์จะได้ผลมากกว่า”
นี่เป็ครั้งที่สองแล้วที่อวิ๋นหม่านได้ยินคำว่าหน้าไม้ แต่ไม่รู้เลยว่าเ้าสิ่งนั้นคืออะไร
เมื่อก่อนจ้าวผิงยังเป็แค่คนเสเพลคนหนึ่ง แล้วจะทำอาวุธสำหรับล่าสัตว์เป็ได้อย่างไร คง้าปลอบใจเขามากกว่า
คิดถึงมาถึงตรงนี้ ความผิดหวังบนใบหน้าอวิ๋นหม่านพลันมีมากขึ้นกว่าเดิม พลางคอตกไม่พูดไม่จา ได้แต่ก้มหน้าขุดสมุนไพร ราวกับ้าระบายความหดหู่ในใจออกมา
“อวิ๋นหม่าน นั่นมันวัชพืช เ้าจะขุดออกมาทำไม?”
พอเห็นสิ่งที่อวิ๋นหม่านขุดอยู่ เหวินฮุ่ยพลันขมวดคิ้วถาม “วัชพืช?”
อวิ๋นหม่านมีสีหน้างุนงง “ที่ข้าขุดกับที่ท่านขุดต่างกันตรงไหนหรือ?”
“คนละอย่างเลย” เหวินฮุ่ยหยิบสมุนไพรต้นหนึ่งขึ้นมาอธิบาย “นี่คือไป๋จื่อ ต้องตัดส่วนที่อยู่เหนือพื้นดินออกก่อนแล้วค่อยขุดส่วนที่อยู่ใต้ดินออกมา ก่อนขูดรากฝอยออก แล้วค่อยเคาะเอาดินออก …”
“ส่วนอันนี้คือดอกสายน้ำผึ้ง เก็บตอนเช้าจะดีที่สุด”
“พวกเราเริ่มจากเก็บดอกสายน้ำผึ้งก่อน ถ้าตะวันขึ้นสูง สรรพคุณของมันจะน้อยกว่าเดิม กลิ่นก็จางกว่า ไม่เหมาะจะเอามาทำยาแล้ว…” เหวินฮุ่ยอธิบายอย่างคล่องแคล่ว จ้าวผิงได้แต่รับฟังอย่างอึ้ง ๆ
เขาถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ “เหวินฮุ่ย เ้าเคยเรียนวิชาแพทย์งั้นรึ?”