หมอดูสาวพลิกชะตา

    chapter 31 : ความอับอายของหวังเย่ห์

            ณ ห้องโถงใหญ่แห่งคฤหาสน์ตระกูลเฉิน แสงแดดยามสายลอดผ่านบานหน้าต่างกระจกสี ฉาบทอเป็นลวดลายแพรโปร่งบางเบาบนพื้นหินเย็นเยียบ กลิ่นหอมของดอกเหมยลอยมากับสายลมอ่อน ข้ากำชายเสื้อแน่น สัมผัสเย็นชื้นของน้ำค้างยังเกาะปลายแขนเสื้อไม่จางหาย

      บ่าวไพร่ยืนเรียงรายรอบห้องโถง เสียงกระซิบกระซาบแผ่วเบาดุจสายลมในป่าไผ่ ข้าก้มหน้าต่ำ สายตาเหลือบมองแม่เลี้ยงของเฉินอี้เฟิงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หลัก ท่วงท่าสง่างามราวกับหยกขาว ทว่าในแววตานั้นมีบางสิ่งที่ข้าไม่อาจหยั่งถึง

      หวังเย่ว์และสาวใช้ก้าวเข้ามาในห้องโถง กลิ่นน้ำหอมฉุนเฉียวแตะจมูกข้า รอยยิ้มเย้ยหยันประดับบนริมฝีปากของนาง สายตาเย็นชาราวกับน้ำแข็งพันปี
      「วันนี้นางจะมาเล่นละครอันใดอีกเล่า?」
      ข้ากระชับชายเสื้อแน่นขึ้นอีก

      "เสี่ยวเหมย เจ้ายังกล้าปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนอีกหรือ?"
      หวังเย่ว์เอ่ยเสียงดัง แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลน

      สาวใช้ข้างกายหัวเราะคิกคักราวกับเสียงกระดิ่งเงิน [ >w< ]
      ข้าสูดลมหายใจลึก กลิ่นชาจาง ๆ จากป้านชาที่วางอยู่บนโต๊ะลอยแตะปลายจมูก ข้าพยายามข่มความหวาดหวั่นในอก
      「หากข้าหลบหนีในยามนี้ คำครหาจะยิ่งหนักหนา」
      เสียงหัวใจเต้นแรงราวกับกลองศึก

      "เจ้าก็แค่คนหลอกลวง ตระกูลของเจ้าก็เป็นเพียงขอทานไร้ค่า ไม่มีวันปลดคำสาปได้"
      วาจาของหวังเย่ว์แหลมคมราวกับเข็มเย็นจิ้มแทงกลางอกข้า [ T^T ]

      หวังเย่ว์เชิดหน้าขึ้น ริมฝีปากคลี่ยิ้มเย้ยหยัน
      "หรือเจ้าคิดว่าการแต่งตัวดี ๆ จะเปลี่ยนสายเลือดต่ำต้อยของเจ้าได้? คนอย่างเจ้าต่อให้สวมอาภรณ์งามเพียงใด ก็ไม่ต่างจากขอทานในตลาด"

      สาวใช้ข้างกายนางหัวเราะคิกคัก เสียงแหลมสูง
      "ขอรับกระโปรงใหม่จากคุณชายหรือเปล่าเจ้าคะ? หรือว่าต้องรอเศษผ้าจากบ่าวไพร่เหมือนเดิม?" [ -w- ]

      หวังเย่ว์ปรายตามองข้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
      "ข้าแปลกใจนักที่แม่เลี้ยงยังยอมให้คนอย่างเจ้าก้าวเข้ามาในคฤหาสน์นี้ได้ หากเป็นข้า คงไม่ยอมให้แม้แต่เงาของเจ้าผ่านธรณีประตู"

      สาวใช้ของหวังเย่ว์เสริม
      "ระวังเถิดเจ้าคะ เดี๋ยวจะเอาโชคร้ายมาติดคฤหาสน์เฉินเข้าให้" [ >.< ]

      เสียงหัวเราะของบ่าวไพร่ดังก้องราวลมพายุในหุบเขา ข้ากัดริมฝีปากแน่น หันไปมองรอบตัว บ่าวรับใช้บางกลุ่มก้มหน้าหลบสายตา สีหน้าเวทนาเจือปนความอึดอัด ราวกับอยากช่วยแต่ไร้เรี่ยวแรงจะเอื้อมมือมา ส่วนอีกกลุ่มกลับหัวเราะคิกคัก ดวงตาเปล่งประกายเย้ยหยันราวกับซ้ำเติมความอัปยศของข้า [ Q_Q ]

      สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ข้า ราวกับข้าคือสัตว์ประหลาดในตำนานที่ถูกนำมาเย้ยหยันต่อหน้าผู้คน แม่เลี้ยงของเฉินอี้เฟิงนั่งนิ่ง สีหน้าเฉยเมยราวกับทองไม่รู้ร้อน ไม่เอื้อนเอ่ยคำใด ไม่แม้แต่จะปรายตามองข้า

      "เจ้าทำไมพูดจาแบบนี้!"
      เสียงของเฉินอี้เฟิงดังขึ้นกลางความวุ่นวาย แววตาเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว [ >A< ]

      แม่เลี้ยงหันขวับ ดวงตาเย็นชาราวกับน้ำแข็งพันปี
      "อี้เฟิง เจ้าจงฟังให้จบเสียก่อน"
      น้ำเสียงของนางหนักแน่นจนเฉินอี้เฟิงต้องชะงัก ฮัดฮัดอย่างขัดใจ

      「เหตุใดข้าต้องตกอยู่ในวงล้อมแห่งความอัปยศนี้ไม่รู้จบ?」 [ T^T ]

      ขณะที่หวังเย่ว์ยังคงพร่ำวาจาเสียดสี ข้าสังเกตเห็นตัวอักษรสีแดงปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของนางและสาวใช้ ตัวอักษรเดียวกับที่ข้าเคยเห็นที่ร้านน้ำชาในวันนั้น มันลอยเด่นชัดราวกับเปลวไฟในรัตติกาล
      「เหตุใดจึงเกิดขึ้นอีก? หรือว่านี่คือคำสาปที่แท้จริง...」 [ O_o ]

      ทันใดนั้น ข้ารู้สึกจามขึ้นมาอย่างแรง เสียงจามของข้าดังก้องไปทั่วห้องโถง ลมแรงจากการจามพัดกระโปรงของหวังเย่ว์และสาวใช้ให้พลิ้วขึ้น นางทั้งสองรีบเอามือไปปิดด้านหลังด้วยความเคยชินจากเหตุการณ์ครั้งก่อน ทว่ากลับลืมปิดด้านหน้า

      ทุกสายตาในห้องโถงเบิกกว้าง ส่วนที่ไม่ควรเปิดเผยของสตรีของหวังเย่ว์และสาวใช้โผล่ให้ทุกคนเห็น เสียงหัวเราะของบ่าวไพร่ระเบิดขึ้นดังก้องราวกับสายฟ้าฟาดกลางหุบเขา หวังเย่ว์และสาวใช้หน้าซีดเผือด รีบวิ่งหนีออกไปโดยไม่เหลียวหลัง [ x_x ]

      ข้ายืนตัวแข็งทื่อ ความอับอายและโกรธแค้นปะปนกันในอก
      「นี่หรือคือความยุติธรรม ? สวรรค์เอาคืนนางให้ข้า?」 [ >///<~ ]

      ท่ามกลางความวุ่นวาย ข้าสังเกตเห็นแม่เลี้ยงของเฉินอี้เฟิงมีสีหน้าตกใจวูบหนึ่งเมื่อเห็นเหตุการณ์นั้น ก่อนจะรีบเปลี่ยนเป็นสีหน้าปกติราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
      「เหตุใดนางจึงตกใจ? หรือว่านางมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่?」 [ -0- ]

      เสียงหัวเราะค่อย ๆ จางหายไป เหลือเพียงความเงียบงันเย็นเยียบจนหัวใจสั่นสะท้าน ข้าก้าวออกจากห้องโถงอย่างเงียบงัน สายตายังเหลือบมองแม่เลี้ยงของเฉินอี้เฟิงที่นั่งนิ่งราวกับรูปสลัก

      แม่เลี้ยงปรายตามองบ่าวไพร่รอบห้อง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
      "ต่างคนต่างก็มีหน้าที่ของตนเอง กลับไปทำงานเสียเถิด"
      เสียงของนางหนักแน่นแต่ไร้ความอบอุ่น

      บ่าวไพร่ทั้งหลายต่างก้มศีรษะรับคำแล้วทยอยแยกย้ายออกจากห้องโถง เหลือเพียงความว่างเปล่าและกลิ่นชาจาง ๆ ที่ลอยอ้อยอิ่ง

      เฉินอี้เฟิงขยับจะเดินตามข้าออกมา แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย [ Q_Q ] ทว่าก้าวเท้ายังไม่ทันพ้นธรณีประตู เสียงของแม่เลี้ยงก็ดังขึ้นอีกครั้ง

      "อี้เฟิง เจ้าจงไปดูบิดาของเจ้าหน่อย วันนี้เขาไม่สบาย"

      เฉินอี้เฟิงชะงักงัน ริมฝีปากขบแน่นราวกับต้องการจะเอื้อนเอ่ยบางสิ่ง แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงก้มหน้ารับคำอย่างจำยอม เงาร่างของเขาค่อย ๆ เลือนหายไปในม่านหมอกของห้องโถง ทิ้งข้าไว้เพียงลำพังกับความเงียบงันที่เย็นเยียบยิ่งกว่าก่อนหน้า

      「ในที่สุด ข้าก็ยังคงต้องเผชิญทุกอย่างเพียงลำพัง...」 [ TwT ]

    คล้ายกับเรื่องหมอดูสาวพลิกชะตา ที่คุณอ่าน