ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 56 ปลุกกายาราชันเซียน

            เกิดความวุ่นวายในตระกูลเซียวเหล่าบรรดาผู้นำตระกูลเรียกเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลประชุมเป็นการเร่งด่วนการหายไปของเหมืองแร่ของพวกเขาเป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างยิ่งเพราะรายได้ส่วนใหญ่ของพวกเขามาจากการทำเหมืองแร่พวกเขาส่งทีมออกไปตรวจสอบทีมแล้วทีมเล่าแต่กลับไม่ได้ข้อมูลอะไรกลับมาเลยได้แต่เพียงเหมืองแร่ทั้งสามแห่งถูกอสูรลิงยักษ์ระดับห้าเข้าโจมตีจากนั้นไม่นานเหมืองแร่ก็ไม่เหลืออยู่อีกแล้วรายงานที่ได้รับมาเหมือนกันทั้งสามแห่งทำให้เหล่าผู้นำตระกูลและผู้อาวุโสทั้งหลายต่างปวดหัวกันเป็นอย่างมาก

            หลังจากเฟิ่งหยูกลับมาเขากลับเข้าไปพักผ่อนในเจดีย์ฟ้าสวรรค์และเริ่มหลอมปรุงโอสถหลอมกายซึ่งเขาได้เตรียมสมุนไพรหายาก และโลหิตบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งสี่ไว้แล้ว นั่นก็คือโลหิตหงส์เพลิงบริสุทธ์ โลหิตเต่าดำบริสุทธิ์ โลหิตพยัคฆ์ขาวบริสุทธิ์และสุดท้ายคือโลหิตของมังกรบริสุทธิ์ ซึ่งตัวโอสถที่เขาจะปรุงนี้ถือว่าเป็นโอสถที่ปรุงยากมากที่สุดที่เขาเองก็ยังไม่เคยปรุงมาก่อนซึ่งการปรุงโอสถแต่ละครั้งนั้นต้องใช้สมุนไพรเป็นจำนวนมากและโลหิตของสัตว์โบราณแต่ละชนิดจำนวนสองหยดฟังดูเหมือนอาจจะน้อยแต่โลหิตแต่ละชนิดหายากยิ่งนัก  สมาคมการค้ามังกรดำสามารถหาโลหิตสองชนิดมาได้เพียงชนิดละสี่หยดเท่านั้นนั่นเท่ากับว่าเฟิ่งหยูต้องหลอมโอสถชนิดนี้ให้สำเร็จภายในสองครั้งเท่านั้น

             

                            ทางด้านตระกูลเซียวในเวลานี้

            “ท่านพ่อเหมืองแร่ของตระกูลเราหายไป ท่านสืบได้ความอะไรมาบ้าง”เซียวอ้าวกล่าวถามผู้เป็นบิดา

            “ยังไม่ได้ความอะไรเลยเพียงแค่พวกคนที่อยู่ที่นั่นได้เพียงแต่บอกว่าพวกเขาเจอสัตว์อสูรระดับห้าบุกจากนั้นอีกสามชั่วยามพวกเขากลับไปเหมืองแร่ก็หายไปแล้วทั้งสามแห่งเป็นเหมือนกันหมด”

            “แล้วพวกเราจะทำยังไงกันต่อดีเออ ท่านพ่อเมื่อวานข้าเจอเจ้าเมืองมาด้วย แถมมันยังรู้ว่าพวกเราตามตอแยมันอีกด้วย”เซียวอ้าวบอกกับผู้เป็นบิดา

            “ไอ่เด็กเมื่อวานซืนจะมีอะไรมากมายนักหนาก็แค่มีทางราชวงศ์หนุนหลังก็เท่านั้นเองตอนนี้หากพวกเราช่วยกันแก้ปัญหาเรื่องเหมืองแร่เป็นอันดับแรกก่อนเถอะ”

            เซียวอ้าวเข้าใจในสิ่งที่บิดาของตนสื่อจึงพยักหน้าอันที่จริงมันก็แปลกอยู่นะที่อยู่ดี ๆ กษัตริย์ก็แต่งตั้งเจ้าเด็กตัวกะเปี๊ยกนี่มาเป็นเจ้าเมืองจินเฟิงพวกเราเองก็ไม่ทราบที่มาที่ไปแต่อย่างไรพวเราก็ต้องระวังไว้ก่อนร่องรอยความเกลียดชังปรากฏให้เห็นบนใบหน้าของเซียวอ้าว

            “ไม่ว่ายังไงก็ตามเมื่อเฟิ่งหยูผงาดขึ้นมาเราก็ต้องถีบมันให้ร่วงลงไปเช่นนั้นหากมันแข็งแกร่งกว่านี้ เช่นนั้นหากมันแข็งแกร่งขึ้นไปกว่านี้ มันจะต้องมาแก้แค้นพวกเราในภายหลังเป็นแน่”

            “ท่านพ่อหากเราแก้ปัญหาเหมืองแร่ไม่ได้ เราก็แค่ยึดเมืองจินเฟิงแห่งนี้ให้เป็นของพวกเราไม่ดีกว่าเหรอ  เราวางแผนให้ดีหน่อยมันคงจะง่ายกว่าที่เราจะเซาะหาเหมืองแร่ใหม่นะท่านพ่อ” เซียวอ้าวออกความคิดเห็น

            “เรื่องนี้เราต้องปรึกษากับเหล่าผู้อาวุโสให้ถี่ถ้วนก่อน”

            “ตอนนี้เรื่องโอสถบำรุงจิตที่ข้าให้เจ้ารับผิดชอบเป็นยังไงบ้าง”

            “ท่านพ่อไม่ต้องห่วงตอนนี้ข้าได้โอสถบำรุงจิตระดับห้า และระดับหกมามากสมาคมมังกรดำไม่มีโอสถชนิดนี้จำหน่ายทางตระกูลเราก็คงไม่มีปัญหาคงได้กำไรมาทดแทนเหมืองแร่ได้บ้างขอรับ”

            “อื่ม ดี ดี ดีอย่างนี้ข้าค่อยวางใจได้หน่อย”

             

            ทางฝ่ายของเฟิ่งหยู

            หลังจากพยายามเป็นครั้งที่สองในที่สุดเขาก็สามารถหลอมโอสถหลอมกายได้สำเร็จการหลอมโอสถครั้งนี้เขาได้โอสถถึงสามเม็ดเมื่อหลอมโอสถสำเร็จเขาก็ออกมาจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์ เฟิ่งหยูเรียกจ้าวหยวนเข้าพบ

            “เราจะไปเยี่ยมตระกูลเซียวกันสักหน่อย”

            เฟิ่งหยูและจ้าวหยวนเดินทางไปที่ตระกูลเซียวเมื่อไปถึง พวกเขาถูกคนเฝ้าประตูขวางไว้ แต่เฟิ่งหยูไม่ได้ทำอะไรรอให้คนเฝ้าประตูไปรายงานผู้นำตระกูลเซียว

            ภายในห้องโถงตระกูลเซียวเมื่อผู้นำตระกูล เซียวอ้าวและเหล่าผู้อาวุโสได้รับรายงานว่าเจ้าเมืองจินเฟิงมาหาพวกเขาทั้งหมดต่างเงียบกริบรอการตัดสินใจของผู้นำตระกูล

            “พวกท่านคิดเห็นเป็นอย่างไรพวกเราควรให้เจ้าเมืองเข้ามาหรือไม่”

            “พวกเราควรให้เขาเข้ามาก่อนดูจุดประสงค์ว่าเขาจะมาดีหรือมาร้ายแล้วค่อยว่ากันอีกทีก็แล้วกัน” อาวุโสของตระกูลเซียวกล่าวออกมา

            “งั้นก็เอาตามนั้นก็แล้วกันไปเชิญท่านเจ้าเมืองเข้ามา”

            หลังจากนั้นไม่นานเฟิ่งหยูและจ้าวหยวนเข้ามาในห้องโถงของตระกูลเซียวเพียงแต่ว่าไม่เหมือนกันตระกูลเจียง เพราะแต่ละคนมาด้วยเหตุผลใด เฟิ่งหยูรู้ดีอยู่แก่ใจอยู่แล้ว

            “ข้ามาในวันนี้เพื่อเชิญพวกท่านมาร่วมกับเมืองจินเฟิงมาอยู่ภายใต้อาณัติของข้า”เฟิ่งหยูกล่าวออกมาตรง ๆ ทำให้เหล่าผู้อาวุโสและผู้นำตระกูลเซียวไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะเซียวอ้าว

            “เจ้าคิดว่าเจ้าใหญ่มาจากไหนแค่มีราชวงศ์หนุนนิดหน่อยอย่ามาวางอำนาจบาดใหญ่แถวนี้เลย” เซียวอ้าวพูดขึ้นมา

            “ข้าก็แค่มาชวนด้วยความจริงใจพวกเจ้าไม่อยากเข้าร่วมข้าก็ไม่ได้ว่าอะไร”

            เฟิ่งหยูกล่าวพร้อมกับยิ้มออกมา

            “พวกข้าไม่ต้องการอยู่ใต้อำนาจของใครแค่คนของตระกูลเซียวของเรารวมตัวกัน พวกเราก็ยิ่งใหญ่กว่าเมืองจินเฟิงแล้วจะให้เราอยู่ภายใต้เจ้านะเหรอฝันไปเหอะ”

            “ในเมื่อเจ้าตัดสินใจแทนผู้นำของเจ้าได้ข้ากึคงไม่รบกวนพวกเจ้าแล้วหละ กลับกันเถอะจ้าวหยวน”

            “เจ้าไม่ต้องห่วง ความคิดของข้ากับบิดาข้าไม่เคยขัดแย้งกันอยู่แล้ว”

            “เชิญ ไม่ส่งนะ”

            เฟิ่งหยูเดินออกจากตระกูลเซียวพร้อมกับจ้าวหยวนเสียงหัวเราะจากตระกูลเซียวดังตามหลังของพวกเขามา

            “คิดว่าตัวเองใหญ่มาจากไหนข้าเองยังคิดว่าจะมีความกล้ามากกว่านี้เสียอีก ฮ่า ๆๆๆๆๆ”เซียวอ้าวหัวเราะเสียงดัง

                           

                            ออกมาจากตระกูลเซียวได้ไม่นานเฟิ่งหยูพลันกล่าวกับจ้าวหยวน

                            “เจ้าไปบอกให้ผู้อาวุโสเม้งหวู่จ๋าว่าวันพรุ่งนี้ให้เปิดตัวโอสถบำรุงจิตพร้อมกับกระจายข่าวว่าโอสถบำรุงจิตนี้ทางสำนักเทพดาราเป็นผู้ปรุงข้าอยากเห็นหน้าเจ้าพวกนั้นในวันพรุ่งนี้จริง ๆ”

               

                            เช้าวันต่อมาภายในตระกูลเซียว

                            “ท่านผู้นำเกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ  ท่านผู้นำ”คนของตระกูลเซียวรีบวิ่งมาแจ้งข่าว

                            “มีเรื่องอะไรงั้นหรือไม่เห็นหรือเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายยังประชุมกันไม่เสร็จทำไมเจ้าไม่สำรวมเลย”

                            “เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ ตอนนี้สมาคมมังกรดำนำเปิดตัวโอสถบำรุงจิตระดับเจ็ดแถมราคายังต่ำกว่าของพวกเราอีกขอรับ”

                            “เจ้าว่ายังไงนะสมาคมมังกรดำนะเหรอ จะเอาโอสถบำรุงจิตมาจากไหน ฮ่า ๆๆๆๆ  มันคงเป็นข่าวลือมากกว่าเพราะกว่าที่ข้าจะหาโอสถบำรุงจิตระดับห้าได้ ข้าต้องใช้เวลาเป็นปี ในการติดสินบนนักหลอมโอสถระดับสูงให้หลอมโอสถนี้ให้ข้าได้” เซียวอ้าวเอ่ยขึ้นมา

                            “เป็นสำนักเทพดาราสำนักเทพดาราเป็นผู้หลอมโอสถบำรุงจิตระดับเจ็ดขอรับตอนนี้ผู้คนต่างแย่งกันซื้อกันจำนวนมาก แถมยังซื้อโอสถบำรุงจิตได้อย่างไม่จำกัดอีกด้วยขอรับ”

                            “บัดซบเจ้าพวกเมืองจินเฟิง มิน่าไอ่หนูนั่นถึงมาที่นี่เมื่อวานนี้  หรือว่าเรื่องเหมืองแร่ก็เป็นฝีมือของพวกมัน”

                            “ต้องใช่แน่ๆ  ท่านผู้นำตระกูล”

                            “แต่พวกเราก็ไม่มีหลักฐานอะไรจะไปทำอะไรได้หละ” ผู้นำตระกูลเซียวถอนหายใจออกมา

                            “พวกมันบังคับเราถึงขนาดนี้เรายังจะยอมมันอีกหรือท่านพ่อ ตอนนี้เหมืองแร่ของเราก็ไม่มี โอสถก็จำหน่ายไม่ได้ในเมื่อพวกมันบีบบังคับเราเองเราก็ควรจะตอบโต้บ้างนะท่านพ่อ”

                            “แล้วเจ้ามั่นใจว่าจะเอาชนะพวกเมืองจินเฟิงได้หรือไม่”

                            “ท่านพ่อตอนนี้สำนักเทพดาราอยู่ภายใต้เมืองจินเฟิง หากพวกเรายึดเมืองจินเฟิงได้ก็เหมือนกับพวกเราได้นักหลอมโอสถเหล่านั้นมาด้วนนะขอรับและหากปล่อยให้พวกมันได้เติบใหญ่ ภายหน้าพวกเราเองจะไม่มีที่ยืนด้วยซ้ำไปพวกท่านว่ายังไงบ้างท่านผู้อาวุโส พวกท่านเห็นด้วยกับข้าหรือไม่”

                            “พวกเราเห็นด้วยกับนายน้อยนายท่าน ขอให้ท่านพิจารณา พวกเราตอนนี้เหมืองแร่ก็ไม่มี โอสถก็จำหน่ายไม่ได้พวกเรามีแต่ถอยหลังลงคลองแล้วนะขอรับเราควรฉวยโอกาสตอนนี้ยึดทุกอย่างมาเป็นของพวกเราซะ ส่วนเรื่องที่จะตามมา พวกเราก็เพียงแค่อ้างว่าเจ้าเมืองบริหารงานไม่ดีซะยังไงพวกเราก็ไม่มีความผิด หากจะโทษก็ต้องโทษเจ้าเมืองจินเฟิงที่อ่อนประสบการณ์เอง”

                            “งั้นก็เอาตามพวกท่านว่าก็แล้วกันแต่อย่างน้อยพวกเราก็ควรจะวางแผนให้รอบคอบกันก่อน ไม่ควรทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าแหวกหญ้าให้งูตื่น ตอนนี้ขอให้ทุกคนเก็บตัวเงียบ และเราจะเริ่มประชุมอีกทีวันพรุ่งนี้ขอให้ผู้อาวุโสทุกท่านกลับไปช่วยกันคิดหาหนทางบุกเมืองจินเฟิงในครั้งนี้ด้วยที่สำคัญอย่าให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไปภายนอกโดยเด็ดขาดมิเช่นนั้นพวกเราเองนั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มรบ”

                            ทางด้านของเมืองจินเฟิง

                            เฟิ่งหยูได้เข้าไปในเจดีย์ฟ้าสวรรค์เขาต้องการปลุกกายราชันเซียนของเขา เขาเตรียมตัวเรียบร้อยแล้วเม็ดยาก็พร้อมแล้ว หลังจากเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมแล้เฟิ่งหยูจึงหยิบเม็ดโอสถขึ้นมาทานหนึ่งเม็ดก่อน เมื่อเขาทานโอสถหลอมกายเข้าไปทันใดนั้นเขารู้สึกเจ็บร้าวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกราวกับถูกฝังเข็มลงทุกจุดชีพจรบนร่าง โดยเฉพาะตรงกลางกระหม่อมเขารู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมาก ความเจ็บปวดทุกข์ทรมานนี้สุดจะทานทนจนร่างของเขาล้มไปนอนลงบนพื้นกลิ้งไปมาดิ้นทุรนทุราย

                            ทันใดนั้นพลังอันมหาศาลก็แทรกซึมทะลวงเข้าสู่ร่างกายของเขา  ผ่านเส้นชีพจรแต่ละเส้น เข้าสู่หัวใจวิ่งลงสู่จุดตันเถียร โคจรระเบิดกวาดผ่านทั่วทั้งร่างการของเขาแม้ว่าเขาจะรู้สึกเจ็บปวดมาก เส้นโลหิตที่กระจายอยู่ทั่วทั้งตัวดูเหมือนว่าจะส่องสว่างเรืองแสงขึ้นทีละน้อย  ฉับพลันร่างของเฟิ่งหยูก็ส่องประกายแสงสีทองต้นกำเนิดมาจากจุดตันเถียรไหลวนไปที่ไหล่แขนทั้งสองข้างอย่างช้าๆ พลังที่พันเป็นเกลียวอยู่รอบตัวของเฟิ่งหยูรอบแล้วรอบเล่าจนร่างของเฟิ่งหยูกลายเป็นโปร่งใส จนสามารถเห็นเส้นเลือด กระดูกภายในได้อย่างชัดเจนเส้นแสงสีทองเริ่มกระพริบ และขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆเฟิ่งหยูรู้สึกได้ถึงพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วพลังจากเม็ดยาถูกรวบรวมไว้ที่จุดตันเถียร

                ตูมมมม !!!

                ตูมมมม !!!

                ตูมมมม !!!

                            เสียงระเบิดพลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  เขาก้าวข้ามระดับชั้นไปอย่างรวดเร็วเมื่อฤทธิ์ยาเริ่มอ่อนลงเฟิ่งหยูหยิบเม็ดยาโอสถออกมาอีกเม็ดเขาดูดซับพลังจากเม็ดยาอย่างต่อเนื่อง พลังที่อัดแน่นอยู่ที่จุดตันเถียรของเขาเหมือนคลื่นขนาดมหึมาที่ซาดซัดเข้าใส่ชายฝั่งเล็ก ๆ เขากระจายพลังออกไปยังทั่วร่างกายเพื่อขัดเกลาตนเองพลังทั้งหมดไหลเวียนอยู่ภายในตัวของเฟิ่งหยู ร่างกายของเขาโปร่งแสงขึ้นอีกครั้งจากนั้นพลังงานสีทองก็พลันห่อหุ้มทั้งตัวของเฟิ่งหยูพลังจากจุดตันเถียรของเฟิ่งหยูเริ่มควบแน่นก่อเกิดรูปร่างคล้ายเฟิ่งหยูยืนตระหง่าสูงเกือบสองร้อยเมตร ท่วงท่าเสมือนเทพเซียนก็มิปานในที่สุดกายาเซียนโบราณก็กำเนิดขึ้นอีกครั้งในตอนนี้เฟิ่งหยูก้าวขึ้นสู่ระดับราชันสวรรค์ขั้นที่ห้าแล้วแต่ความแข็งแกร่งของกายาราชันเซียนโบราณของเขาสามารถต่อสู้กับคนที่อยู่ในขั้นเทวะระดับหนึ่งได้อย่างสูสีแล้ว