ตอนที่ 147 ห้องใต้ดินลึกลับ
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ร่างมนุษย์เหล่านี้แปลกประหลาดเป็นอย่างมาก พวกมันมีรูปร่างที่แปลกตาถูกตรึงเข้ากับผนัง และผนังนี้ก็ไม่ได้มีร่างมนุษย์เพียงร่างเดียว
แต่ละร่างล้วนอยู่ในสภาพที่เหมือนกำลังกรีดร้องออกมาอย่างทุกข์ทรมาน ทำให้ภาพนี้ดูน่าหวาดกลัวเป็นอย่างมาก
แต่ถึงอย่างนั้นท่าทางของเมอร์ลินกลับไม่ได้ดูหวาดหวั่นเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังดูตื่นเต้นมากกว่าเดิมเสียอีก
“ดูเหมือนฉันจะเจออะไรที่น่าสนใจจริงๆ แล้ว”
ความจริงเรื่องพวกนี้มักจะถูกเขียนอยู่ในนิยายสยองขวัญ ซึ่งเมอร์ลินเคยอ่านมันมาหมดแล้ว
เมื่อได้มาเห็นด้วยตาของตัวเองจริงๆ มันจึงทำให้เขาอดที่จะรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้
ทว่ารอยยิ้มของเมอร์ลินกลับหุบลงเมื่อคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“ว่าแต่ทำไมถึงไม่มีวิญญาณของคนพวกนี้มาตามรังควานฉันบ้างล่ะ?”
จากทฤษฎีที่แน่นปึ๊กของเขาแล้ว บ้านที่มีคนตายมากมายขนาดนี้ควรต้องมีวิญญาณภูติผีมารบกวนผู้อยู่อาศัย แต่ทำไมเขาอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งหลายเดือนกลับไม่เจอเรื่องพวกนั้นเลย
“ต้องมันมีอะไรผิดพลาดตรงไหน? ไม่เข้าใจเลย”
จู่ๆ เมอร์ลินก็อดที่จะรู้สึกอิจฉาพวกคนที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้แล้วเจอผีหลอกไม่ได้
แม้เขาจะเป็นนักเวทยาศาสตร์ แต่ก็ต้องการเจอกับประสบการณ์ผู้ผีหลอกเหมือนกัน
เมอร์ลินจ้องผนังที่เป็นรูปนูนคนกรีดร้องอย่างไม่วางตา แต่เขาก็ไม่พบว่าจะเจอเหตุการณ์พิเศษใดๆ เลย
รูปผนังที่นูนออกมาพวกนี้แม้มันจะมีผิวสัมผัสที่เหมือนกับหนังของมนุษย์จริงๆ แต่เมื่อสังเกตไปนานๆ มันก็ไม่ต่างไปจากรูปปั้นหรือรูปสลักเท่านั้น
“ช่างเป็นงานศิลปะที่ไม่มีจิตวิญญาณเอาเสียเลย” เมอร์ลินส่ายศีรษะไปมาแล้วละความสนใจจากผนังพวกนี้อย่างรวดเร็ว
เขาเดินลงบันไดไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้เลยว่าหลังจากที่เขาเดินออกไป ร่างมนุษย์เหล่านั้นก็ขยับด้วยท่าทางส่งเสียงกรีดร้องที่ไม่มีเสียงดูน่าสยดสยองเป็นอย่างมาก
ทว่าไม่รู้ทำไมพวกมันถึงไม่ขยับตอนที่อยู่ใกล้กับเมอร์ลิน
บรรยากาศรอบๆ ตัวของเด็กน้อยราวกับจะมีพลังที่ยิ่งใหญ่กดทับสรรพสิ่งเอาไว้จนทำให้วิญญาณพวกนี้ถึงกับหวาดกลัวไม่กล้าที่จะเข้าใกล้ มันจึงไม่แปลกที่เด็กน้อยจะไม่สามารถสัมผัสได้ถึงวิญญาณ แม้ยามที่เขาจับต้องร่างมนุษย์ที่ผสานกับผนังเหล่านั้น
ไม่รู้ว่าที่นี่เป็นสถานที่แบบใดกันแน่ ทำไมถึงมีร่างของมนุษย์มากมายถูกแปะติดกับผนังพวกนี้ หากสังเกตถึงอารมณ์โกรธแค้นและทุกข์ทรมานขอวิญญาณพวกนี้ก็พอจะคาดเดาได้ว่ามันไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างแน่นอน
สถานที่แห่งนี้จะต้องมีใครคนใดคนหนึ่งสร้างขึ้น และคนคนนี้ก็ดูเหมือนว่าจะซ่อนตัวอยู่กับคนธรรมดาได้อย่างแนบเนียน
น่าแปลกที่ว่าบ้านหลังนี้ผ่านการรีโนเวทมาแล้ว แต่กลับไม่มีใครพบประตูบานนี้เลยราวกับว่าไม่มีใครสามารถสังเกตเห็นประตูบานนี้ได้นอกจากเมอร์ลิน
เมอร์ลินเดินลงไปเรื่อยๆ เขาพบว่าบันไดนี้เป็นบันไดวนที่มีความลึกอย่างคาดไม่ถึง
“มันจะพาฉันเข้าไปที่ไหนกัน? คงไม่ใช่ขุมทรัพย์ของจอมโจรลูแซงหรอกนะ” เมอร์ลินกล่าวพลางยิ้มและอดที่จะส่ายศีรษะให้กับความคิดนี้ไม่ได้
จอมโจรลูแซงเป็นเรื่องเล่าของคนที่มีชีวิตนับหมื่นปีแล้ว เมืองแห่งนี้พึ่งก่อตั้งได้แค่ไม่กี่ร้อยปีตามมหาลัยเจเฮริสเท่านั้น บ้านหลังนี้จะเป็นทางเข้าของขุมสมบัติแบบนั้นได้ยังไง หรือต่อให้ใช่ก็เห็นได้ชัดว่าเคยมีคนมาที่นี่ก่อนหน้านี้แล้ว สมบัติคงไม่หลงเหลือไว้ให้เขา และอีกอย่างลูแซงคงไม่มีรสนิยมแปลกๆ แบบนี้เพราะตามตำนานเล่าว่าเขาไม่เคยฆ่าคนทำเพียงแค่ขโมยเท่านั้น
เมอร์ลินต้องเดินลงบันไดนี้ด้วยบรรยากาศวังเวงและกลิ่นไม่พึงประสงค์
ทางลงบันไดนี้ไม่ได้ไร้ที่สิ้นสุด ในที่สุดมันก็พาเมอร์ลินมาพบกับห้องโถงขนาดใหญ่ใต้ดิน
ห้องโถงนี้มีขนาดหลายสิบตารางเมตร มิหนำซ้ำมันยังมีทางแยกที่ดูเหมือนจะเชื่อมต่อไปห้องต่างๆ
“ดูเหมือนว่าฉันจะพบกับที่กบดานของใครบางคน” เมอร์ลินแสยะยิ้มออกมา
เบื้องหน้าของเขามีโครงกระดูกมากมายที่ถูกเสียบตรึงไว้กับไม้กางเขน บางแห่งมีเตียงและอุปกรณ์ทดลองมากมายที่มีซากกระดูก
สถานที่แห่งนี้เป็นดั่งที่เมอร์ลินพูด มันคือห้องทดลองของใครบางคนที่ค้นคว้าเกี่ยวกับมนุษย์ ซึ่งแน่นอนว่ามันอาจะเกี่ยวข้องกับศาสตร์วิญญาณ
เมอร์ลินไม่รู้สึกกลัวกับภาพนี้เลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำเขายังเดินสำรวจอย่างสนใจ
เขาพยายามที่จะหยิบกระดูกชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากเตียงหิน แต่ปรากฏว่ากระดูกชิ้นนั้นกลับแตกเป็นผุยผงทันทีที่มือของเขาสัมผัส
“ตามหนังสือที่ฉันอ่านมาสำหรับร่างกายมนุษย์เมื่อเวลาผ่านไป 50 ปี เนื้อเยื่อทั้งหมดจะกลายเป็นของเหลวและหายไป เหลือไว้แต่ผิวหนังและเส้นเอ็นซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นก็กำลังจะสลายอีกในไม่ช้า อีก 80 ปีต่อมากระดูกจะแตกเพราะคอลลาเจนในกระดูกเริ่มเสื่อมลงและเมื่อผ่านไป 100 ปี กระดูกชิ้นสุดท้ายจะแตกสลายและเพียงฟันที่แข็งแรงที่สุดเพียงซี่เดียวเท่านั้น”
เมอร์ลินหยิบฟันซี่หนึ่งขึ้นมา ซึ่งมันไม่แตกสลาย
“นี่หมายความว่าห้องทดลองนี้จะต้องมีอายุมากกว่าร้อยปีแน่นอน แต่มันก็ไม่เก่าแก่มากกว่าพันปีเพราะยังเหลือฟันซี่นี้”
เมอร์ลินกล่าววิเคราะห์
เขาสามารถตัดความเป็นไปได้ว่านี่จะเป็นสถานที่ที่เก็บขุมทรัพย์โบราณที่มีอายุนับหมื่นปีไปได้เลย แต่มันเป็นแค่สถานที่ทดลองของผู้วิปลาสที่ศึกษาศาสตร์วิญญาณเท่านั้น
เมอร์ลินเดินไปรอบๆ แล้วพบว่าห้องโถงแห่งนี้ได้เชื่อมต่อกับห้องเล็กอีกสามห้อง ซึ่งห้องเหล่านั้นแทบไม่มีสมบัติใดหลงเหลืออยู่
ที่สำคัญก็คือเขาตรวจพบได้ว่าก่อนหน้าที่เขาจะมาที่นี่ มันเคยมีคนมาที่นี่และเก็บกวาดของทั้งหมดไปแล้ว
เมอร์ลินใช้พลังจิตของเขากวาดผ่านไปทุกซอกทุกมุมก็ไม่พบกับสิ่งมีชีวิต ทางลับอื่น หรือของล้ำค่าใดๆ
“ไม่รู้ว่าคนที่มาก่อนหน้าฉันจะเป็นคนที่บังเอิญแบบฉันหรือเจ้าของกันแน่? พวกเขาไม่เหลือสมบัติให้ฉันสักชิ้นเลย”
เด็กน้อยอดที่จะรู้สึกเสียดายไม่ได้ ทั้งๆ ที่เขาได้พบสถานที่ที่น่าตื่นเต้นแบบนี้ แต่กลับไม่มีอะไรดีๆ ให้เขานำกลับไปได้เลย
แต่ถึงอย่างนั้นการมาครั้งนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์เลยซะทีเดียว
“ไหนๆ ฉันก็เจอที่นี่แล้ว สถานที่ที่มีค่ายกลอำพรางอย่างดีแบบนี้ ถ้าไม่ใช้ก็คงจะเสียดายเปล่า”
เดิมทีเขาก็ต้องการหาสถานที่ที่ใช้ในการทดลองอยู่แล้ว มิหนำซ้ำค่ายกลของที่นี่ก็ยอดเยี่ยมไม่ต่างจากห้องทดลองของหอคอยเวทมนตร์
เมื่อเขาพบมันในช่วงเวลาที่ลงตัวแบบนี้ มันก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธที่จะใช้ที่นี่เป็นห้องทดลองส่วนตัวของเขา
“ดูเหมือนว่าฉันจะไม่มีเหตุผลปฏิเสธข้อเสนอของคณบดีวิวเกอฟอร์ดแล้ว”