อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    145 ตัวตนที่แท้จริง

    บริเวณชายแดนระหว่างแคว้นต้าหนานและแคว้นฉู่  ภูเขาหินสีแดงสลับดำขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางป่ารกร้างมานานนับพันปี ใต้ภูเขาหินแห่งนั้น มีเหมืองหินปราณร้างแห่งหนึ่งตั้งอยู่  


    เหมืองแห่งนี้ผ่านการขุดเอาหินปราณทั้งหมดออกไปแล้วตั้งแต่สิบกว่าปีก่อน   ยามนี้เหลือเพียงโถงถ้ำว่างเปล่า หลายปีแล้วที่ไม่มีคนย่างกรายเข้ามา


    ทว่าบัดนี้ กลับมีเสียงความเคลื่อนไหวบางอย่างดังแว่วออกมาจากภายในถ้ำเป็นระยะ คล้ายเสียงพูดคุยสลับกับเสียงตะโกนอย่างบ้าคลั่งของบุรุษ


    “ฝ่าบาท…  ทรงตั้งสติไว้ก่อนพะย่ะค่ะ”  ฟู่หลิงเอ่ยห้ามปรามนายเหนือหัว ที่เพิ่งระเบิดปราณธาตุมืดออกมา เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่ทราบในหนึ่งวันที่ผ่านมานี้


    พวกเขารู้ดีว่า หลังจากการเก็บตัวครั้งก่อน ปราณในร่างฝ่าบาทก็เปรียบเสมือนลูกโป่งที่อัดจนเต็มแน่น  เหมือนดั่งน้ำในแก้วที่ถูกเติมจนล้นปรี่  คาดเดาไม่ได้สักนิดว่าจะทรงบรรลุระดับกึ่งเทพยุทธ์เมื่อใด


    ทว่าต่อให้บังเอิญเช่นไร ก็ไม่ควรเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางอันฉุกละหุกเช่นนี้ !


    การบรรลุขั้นกึ่งเทพยุทธ์ทำให้ปราณจากรัตติกาลในร่างของเยว่เทียนหงรุนแรงขึ้นมากหลายสิบเท่า… เหล่าคนสนิทได้แต่หวั่นใจ เนื่องจากหลายวันที่ผ่านมา  …ช่วงเวลาที่พระองค์ทรงมีสตินั้นสั้นลงเรื่อยๆ


    คราก่อนที่บรรลุเหนือยุทธ์ พวกเขากางตาข่ายรวมธาตุแสงเพื่อช่วยพระองค์สยบปราณธาตุมืด  เพียงสามวันเยว่เทียนหงก็สามารถรวบรวมสติ กดข่มปราณบ้าคลั่งของตนเองลงไปได้  


    ทว่าคราวนี้เจ็ดวันผ่านไป นอกจากอาการไม่ดีขึ้นแล้วกลับยิ่งแย่ลง.. ปล่อยไว้เช่นนี้ฝ่าบาทของพวกเขาคงถูกปราณธาตุมืดกลืนสติไปจนสิ้นเป็นแน่   ..พวกฟู่หลิงนึกถึงมู่เชียนขึ้นมาจับใจ คิดอยากส่งข่าวให้นางเพื่อขอความช่วยเหลือ .. แต่กลับจนปัญญา  ด้วยไม่อาจละมือออกจากตาข่ายรวมแสงตรงหน้าได้แม้เพียงวินาทีเดียว



    เยว่เทียนหงเพิ่งระเบิดปราณธาตุมืดก้อนมหาศาลออกมาจากร่าง  ตาข่ายรวมแสงนั้นไม่ได้ช่วยให้เขาสงบลงแม้แต่น้อย มีเพียงสร้างความอึดอัดอันน่ารำคาญใจให้เท่านั้น


    จิตใจของราชาแห่งต้าเยว่เย็นเยียบอย่างมาก… เขากำลังถูกปราณอันชั่วร้ายกลืนกินจิตใต้สำนึกมากขึ้นเรื่อยๆ  ดวงตาสีดำสนิทเปล่งประกายสีแดงยามจ้องมองคนสนิท ที่กำลังกางข่ายเวทย์เพื่อกดปราณมืดของเขาเอาไว้ … เยว่เทียนหงกำลังพยายามอย่างหนัก เพื่อจะยับยั้งตนเองไม่ให้ลงมือสังหารคนทั้งสาม เพื่อให้ตนสามารถหลุดพ้นจากพันธนาการน่ารำคาญนี้


    ตาข่ายธาตุแสงส่งสัญญาณวูบไหว เมื่อคนทั้งสามรับรู้ถึงรังสีอำมหิตจากผู้เป็นนาย  … พวกฟู่หลิงกางตาข่ายมาเกือบอาทิตย์ … ใกล้จะแบกรับความเหนื่อยล้าไม่ไหวแล้ว ทว่าทั้งสามก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำต่อไป  ดวงตาสามคู่มองสบกันอย่างรู้ใจ..  


    ต่อให้ฝ่าบาทจะลงมือฆ่าพวกเขาให้ตาย พวกเขาก็จะไม่ปล่อยให้พระองค์บ้าคลั่งไปเด็ดขาด !


    ไม่กี่ชั่วยามต่อมา เยว่เทียนหงลุกขึ้นช้าๆ เจตนาสังหารในดวงตาของผู้เป็นราชานั้นชัดเจนอย่างมาก.. สำนึกเสี้ยวบางๆที่เหลือ เพียงแค่บอกให้รู้ว่าร่างนี้กำลังจะอยู่นอกเหนือการควบคุมของตนแล้ว  ขณะคิดจะตะโกนสั่งให้คนของตนหลบหนีไป สิ่งที่เปล่งออกมากลับเป็นเสียงหัวเราะแผ่วต่ำอย่างชั่วร้าย


    ‘เทียนหง …’ เสียงเบาๆที่แว่วออกมาจากกระจกหลายสิบครั้ง มิได้ทำให้เจ้าของชื่อมีปฏิกิริยาใด… สีหน้าของพวกฟู่หลิงทั้งสามหม่นหมองลงเรื่อยๆ  หากแม้แต่แม่นางมู่ยังเรียกสติพระองค์ไม่ได้ ครานี้คงหมดหวังแล้วจริงๆ


    จู่ๆกระจกวิญญาณในอกเสื้อของร่างสูงพลันมีแสงสีทองกลุ่มเล็กๆทะลักออกมา.. นั่นคือปราณของมู่เชียนที่กำลังพยายามจะเดินทางผ่านกระจก ปราณสีทองอบอุ่นรายล้อมร่างสูงอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะแวบหายไปในร่างของเขาอย่างรวดเร็ว


    ปราณอี้เจ๋อที่แล่นเข้ามาในร่าง เมื่อปะทะเข้ากับปราณมืดปริมาณมหาศาลก็เกิดการต่อต้านอย่างรุนแรง..   ความชั่วร้ายโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นอีกหลายระดับอย่างไม่ยินยอม ดวงตาหงส์สีดำสนิทปรากฏแสงสีแดงกระพริบวาบขึ้นอีกครั้ง .. ก่อนที่ปราณสีทองกลุ่มเล็กนั้นจะถูกทำลายลงไป !


    ปราณกลุ่มเล็กๆแค่นั้น ไม่มีทางเอาชนะปราณรัตติกาลมหาศาลที่กำลังอาละวาดในร่างเขาได้  มันเพียงทำให้สติของเขากลับคืนมาเล็กน้อยเท่านั้น.... มือของเขาสั่นเทายามดึงกระจกวิญญาณออกมา… นั่นคือฟางเส้นสุดท้ายที่จะช่วยเขาได้  ขณะที่มืออีกข้างกลับยกสูงโดยไม่อาจควบคุม  ปราณสีดำคมกริบกำลังจะฟาดลงไป หมายจะเพื่อทำลายกระจกนั้นให้สิ้นซาก


    ทันใดนั้นแสงสีทองปริมาณมากกว่าเดิมหลายสิบเท่าก็พวยพุ่งออกจากกระจกวิญญาณ..  ห่อหุ้มมือข้างนั้น ตลอดจนร่างทั้งร่างของเยว่เทียนหงเอาไว้.. ปราณอันอบอุ่นอ่อนโยนพรั่งพรูเข้าสู่ร่างสูงอย่างรวดเร็ว  พร้อมกับเสียงกรีดร้องอย่างไม่ยินยอมของปีศาจในร่างที่ดังแว่วมา… ดวงตาคมเหม่อมองมือสองข้างที่กลับมาอยู่ในการควบคุมของเขาอีกครั้ง


    “ข้าจะไปต้าเยว่…” เสียงหญิงสาวที่ดังออกมาจากระจกตรงหน้านั้นคุ้นหูอย่างมาก  แต่ชั่วขณะเขากลับจำไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วเขาเคยได้ยินเสียงหวานใสนี้จากที่ใด


    “ไม่ได้นะขอรับ/ไม่ได้  !” เยว่เทียนหงได้ยินเสียงอีกสองเสียงประสานกันร้อนใจ


    “นายหญิง ท่านยังอ่อนแอเกินไป.. ” น้ำเสียงสุภาพติดจะเคร่งครัดของชายหนุ่มผู้หนึ่งดังขึ้น


    “ใช่.. อีกทั้งต้าเยว่ยังมีกระจกบ้านั่นอยู่ เยว่เทียนหงก็ไม่รู้อยู่ที่ไหน…  เจ้าจะเอาตัวไปเสี่ยงเพื่ออะไรกัน !?”


    “ข้าคงปล่อยเขาไว้เช่นนั้นไม่ได้…” เสียงหวานของสตรีผู้นั้น แฝงกระแสแห่งความเป็นห่วงเอาไว้ ทำให้ความทรงจำที่สูญเสียไปค่อยๆชัดเจนขึ้น “วางใจเถอะ ข้ามีมุกพรางร่าง ทั้งยังสามารถหลบอยู่ในกำไลมิติได้..​.ต่อให้มีอันตรายข้าก็สามารถหนีพ้น”


    ภาพหญิงสาวนางหนึ่งปรากฏขึ้นในกระจก ใบหน้าเล็กงดงามอ่อนหวาน ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นอัดแน่นด้วยความมุ่งมั่นและห่วงใย 


    ‘เชียนเชียน’ ชื่อของนางก้องอยู่ในใจ  นางเท่านั้นที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเขามากมาย   น้ำแข็งที่เกาะกุมหัวใจของเขาค่อยปริแตก …เมื่อได้ยินว่านางกำลังจะไปเสี่ยงอันตรายเพื่อตามหาตนเอง


    “ไม่..ได้..” เสียงต่ำพร่า ที่เอ่ยออกจากลำคอแห้งผากช่างแสนแผ่วเบาจนไม่อาจสื่อถึงนางได้ เขาได้ยินเสียงหวานเอ่ยต่อไป


    ‘ยามที่ข้าเดือดร้อนไม่เคยสักครั้งที่เขาจะทอดทิ้งข้า  ยามนี้ข้าก็จะไม่ปล่อยเขาไว้ลำพัง ก็แค่ต้าเยว่เท่านั้น ข้าหากลัวไม่ !’


    “อย่าไป..” เยว่เทียนหงตะโกนออกมาสุดเสียง ทว่าที่แล่นผ่านกระจกไปอีกฝั่ง มีเพียงเสียงแหบแห้งเบาแสนเบาเท่านั้น.. แต่กลับทำให้มู่เชียนชะงักร่างคล้ายกับถูกสายฟ้าฟาด ก่อนที่ใบหน้าจะเปลี่ยนเป็นแตกตื่นและยินดี


    “เทียนหง.. ท่านอยู่ที่ไหน ปลอดภัยดีใช่หรือไม่ ?” เสียงหวานเอ่ยถามอย่างห่วงใย ทว่าฝ่ายตรงข้ามยังคงย้ำในสิ่งที่เขากังวลที่สุดเท่านั้น


    “อย่าไป… ห้ามไปต้าเยว่” 


    เสียงทุ้มที่แสนอ่อนแรง ทำให้มู่เชียนไม่อาจวางใจได้ “ ท่านอยู่ที่ไหน ข้าจะไปหาท่าน..” 


    ร่างสูงนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนจะปฏิเสธด้วยเสียงที่ยังคงไม่ปกตินัก “ข้าไม่รู้…”


    “เช่นนั้นท่านมาหาข้าได้หรือไม่ …. กระจกบานนี้… ”  


    “ไม่ได้….” เสียงทุ้มเอ่ยตัดประโยคของนางด้วยน้ำเสียงเริ่มนิ่งขึ้น  “ปราณของข้า..ยังไม่ปกตินัก…  ไม่อาจแบกรับการเดินทาง..ข้ามกระจกได้” 


    มู่เชียนลอบถอนหายใจ ในที่สุดเขาก็สามารถเอ่ยประโยคยาวๆออกมาได้ แม้จะยังกระท่อนกระแท่นอยู่บ้าง .. ทว่าปราณของเขาเกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่


    “สัญญากับข้า ไม่ว่าอย่างไร อย่าไปที่ต้าเยว่” เยว่เทียนหงยังคงย้ำคำเดิม 


    แม้อนาคตจะเกิดเรื่องใดขึ้นกับเขา เขาก็ไม่ต้องการให้นางไปตามหา  แคว้นต้องสาปแห่งนั้นต่อให้มีเขาคอยคุ้มกันนางก็อาจได้รับอันตราย.. ทว่ามู่เชียนยังคงนิ่งเงียบ ไม่ได้รับปาก ความดื้อรั้นของนางเขาย่อมเคยประจักษ์มาหลายครั้งแล้ว


    ‘เรื่องนี้ข้าคงตามใจเจ้าไม่ได้แล้ว..’ ชายหนุ่มคิดก่อนจะเอ่ยขอคำสัญญาเสียงแข็ง


    “สัญญากับข้า.. วันที่เจ้าจะมายังแคว้นต้าเยว่ นั่นคือวันที่เจ้าได้ครอบครองเทพอสูรทั้งหมดในมิติแห่งนี้แล้ว”


    คำขอกึ่งคำสั่งของผู้เป็นราชาอันดับหนึ่ง ทรงอำนาจจนทำให้นางเผลอพยักหน้ารับคำไป 


    “ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ?” เสียงหวานไต่ถามอย่างเป็นห่วง ทว่าเสียงทุ้มที่ตอบกลับมากลับเย็นชา และแข็งกร้าวอย่างที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อน 


    “อย่าลืมที่ข้าเคยบอก หากข้ากลายเป็นปีศาจตนนั้น ..” 


    “ข้าขอปฏิเสธ !” ไม่จำเป็นต้องรอให้เขาเอ่ยจนจบ นางก็รู้ดีว่าประโยคต่อไป คงเป็นคำขอให้นางสังหารเขาเสีย .. อย่างกับว่านางจะทำได้ ?!


    “ข้ารู้สึกกับท่านเช่นไร ท่านก็รู้ดีมิใช่หรือ.?” มู่เชียนเอ่ยอย่างขัดเขินกึ่งไม่พอใจ  ยิ่งอีกฝ่ายนิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจาใด …  มู่เชียนก็ตัดสินใจเอ่ยความในใจของตนออกมาอีกครั้ง


    “ข้าชอบท่าน.. ชอบท่านมากจริงๆ”  ไม่มีคำตอบรับใดๆจากชายผู้นั้น  กระจกอีกด้านมีเพียงเสียงหายใจแรงขึ้นในความมืด ก่อนจะเงียบหายไปนาน


    เพียงคำพูดไม่กี่คำจากนาง ก็ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นด้วยความยินดี   ด้วยเหตุนี้ ยามที่เขาบ้าคลั่ง..จึงมีเพียงนางเท่านั้นที่เข้าใกล้เขาได้ 


    และด้วยปราณที่เหนือกว่าอดีตราชาทั้งหลาย   เขาคงสร้างความเสียหายที่รุนแรงกว่าคนเหล่านั้นไม่รู้กี่เท่า  ภาพนองเลือดในอดีตเปลี่ยนดวงตาที่เกือบจะอ่อนลงเป็นแข็งกร้าวอีกครั้ง



    “มันเป็นหน้าที่ของเจ้า.. ธิดาเทพยุทธ์ ” เสียงเย็นชาเอ่ยราวไม่รู้สึกรู้สากับการเปิดเผยความรู้สึกของนาง ทำให้มู่เชียนทั้งอึดอัดและน้อยใจ



    “หน้าที่นี้ข้าไม่ได้ร้องขอ เหตุใดต้องเป็นข้าที่ต้องทำทุกสิ่งด้วย !” เสียงหวานระเบิดความในใจของตนออกเสียงดัง


    “ข้าจะบอกให้ท่านทราบไว้ ข้าไม่ใช่วีรสตรี… ข้ามีปรารถนา และมีความเห็นแก่ตัว  …ทุกการกระทำและความมุ่งหมาย  ข้าเพียงต้องการให้คนที่ข้าห่วงใยได้พบความสุข .. และหากคำว่าธิดาเทพยุทธ์นั่นทำให้ข้าต้องสูญเสียคนสำคัญของข้า  ข้าก็ไม่ต้องการ!”


    ….. 


    “เทียนหง..  ข้ารับปากท่าน  ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้ท่านไปถึงจุดนั้นอย่างแน่นอน” 


    ‘หึ.. เจ้าอยากเชื่อแทบตายสินะ’  แว่วเสียงปีศาจในร่างเอ่ยเยาะหยันเขาอยู่ในใจ   ทำให้เขานึกเกลียดความหวังที่นางพยายามมอบให้ ความรู้สึกยามที่ความหวังต้องถูกทำลายไปนั้น ..โหดร้ายกว่านี้มาก 


    ปราณในร่างของเขายับยั้งได้ยากขึ้นทุกที เมื่อครู่เขาเกือบจำเสียงนางไม่ได้ด้วยซ้ำ วันหนึ่งเขาอาจถึงขั้นคิดสังหารนาง …


    “พอซักที !!”   ความหวาดกลัวที่เก็บไว้ในใจเปลี่ยนเป็นเสียงตะโกนเกรี้ยวกราด


    “ปีศาจร้ายอยู่ในร่างข้า  จิตใจของข้าเย็นเยียบขึ้นทุกวัน แม้ยามนี้ข้ายังสัมผัสถึงความอบอุ่นใดๆไม่ได้เลย ”


    น้ำเสียงกรุ่นโกรธแฝงความหวาดกลัวนั้น นางย่อมสัมผัสได้ เนื้อความในประโยคนั้นก็ยิ่งชวนให้ใจสลาย  หญิงสาวสูดลมหายใจลึก เพื่อกลั้นน้ำตาแห่งความสงสารไว้ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่คิดว่าสามารถคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดของเขาได้ออกมา…


    “มีนิทานเรื่องหนึ่ง เอ่ยถึงเชือกวิเศษ สามารถล่ามคนสองคนไว้ด้วยกัน จนแม้กระทั่งอีกคนหนึ่งตายจากเหลือเพียงวิญญาณแล้ว ก็ไม่สามารถแยกจากกันได้ ท่านว่าน่ากลัวหรือไม่ ?”


     …….  ร่างสูงไม่ตอบ มู่เชียนจึงคลี่ยิ้มบางเอ่ยว่า


    “หากถึงวันนั้นจริง …ข้าจะใช้เชือกวิเศษผูกท่านติดไว้กับตัวข้า  ไม่ให้ท่านตายและไม่ให้ทำร้ายผู้อื่นด้วย ดีหรือไม่ ?” 


    “เช่นนั้นข้าคงทำร้ายเจ้า…” 


    “ไม่จริงหรอก  ท่าน.. ดีกับข้ามาก” 


    เห็นใบหน้าเล็กคลี่ยิ้มหวานออกมาอย่างไว้วางใจ ทำให้ความอดทนของอีกฝ่ายหมดลง เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับเจ้าของรอยยิ้มงดงามนี้ เขาจำต้องแสดงให้นางได้เห็นตัวตนแท้จริงอันดำมืดของเขา.. 


    ใบหน้าที่ปรากฏขึ้นในกระจก  ยังคงหล่อเหลาไม่ต่างจากเทพ ทว่าดวงตาสีดำสนิทกลับเย็นเยียบแข็งกร้าว ไร้ประกาย  เมื่อรวมกับเส้นสายสีแดงที่ปรากฏอยู่รอบดวงตา ทำให้เขาดูราวกับเป็นปีศาจโหดเหี้ยมไร้หัวใจ 


    “ข้าดีกับเจ้า ?” เสียงทุ้มเอ่ยพร้อมคลี่ยิ้มงดงามเย็นเยียบ ทำให้นางรู้สึกหนาวขึ้นมาจับใจ นึกสังหรณ์ร้ายกับประโยคถัดไปของเขา


    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน