บทที่ 12 เผื่อทางหนีทีไล่
หนิงเวยไม่รู้เลยว่า น้องสาวของตนเปลี่ยนไปแล้วและมีความสามารถมากมาย นางยังคงคิดว่าหนิงลั่วเพียงแค่ปลอบใจนางเท่านั้นจึงกล่าวว่า “ไม่ต้องพูดมากไปกว่านี้ การทำทั้งหมดนี้เป็สิ่งที่ข้าควรทำ ขอแค่เ้าปลอดภัยดี ข้าจะลำบากแค่ไหนก็ไม่เป็ไร”
ขณะนั้นเอง หนิงเสี่ยงเสี่ยงพลันขยี้ตา แม้ดวงตายังไม่ลืมเต็มที่ แต่ปากกลับะโออกมา “พี่รอง ข้ากำลังฝันอยู่หรอกหรือ เหตุใดข้าถึงได้ยินเสียงพี่สาม”
“เสี่ยงเสี่ยง เ้าดูให้ดีว่าข้าเป็ใคร” หนิงลั่วตรงเข้าไปอุ้มเขาขึ้นมาแนบอก
เมื่อหนิงเสี่ยงเสี่ยงเห็นว่าหนิงลั่วฟื้นขึ้นมาจริงๆ เขาก็หัวเราะร่าเริงด้วยความดีใจ
หนิงลั่วฉวยโอกาสหอมแก้มเขาไปฟอดหนึ่ง ใครจะคิดว่าเ้าเด็กน้อยจะเขินจนหน้าแดงขึ้นมาได้
ท่าทางของเขาทำให้พี่สาวทั้งสองพากันหัวเราะอย่างมีความสุข
พี่น้องทั้งสามพูดคุยกันด้วยความคิดถึงอยู่พักใหญ่ ระบายความรู้สึกหลังจากที่ต้องแยกจากกันไปนาน หนิงเวยยังคงเป็ห่วงอาการของหนิงลั่ว จึงถามไถ่อาการาเ็ของนางอีกครั้ง ซึ่งหนิงลั่วก็ตอบว่านางหายดีแล้ว
ตอนแรกหนิงเวยยังไม่ปักใจเชื่อ แต่เมื่อได้เห็นกับตาว่าแขนที่ท่านหมอบอกว่าไม่มีทางรักษาหายกลับเป็ปกติราวกับไม่เคยาเ็มาก่อน หากไม่ได้เห็นกับตา นางคงไม่กล้าเชื่อว่าเป็เื่จริง
“โชคดีที่ข้าไม่ละความพยายามให้เ้ากินยา ตอนนี้เ้าหายดีแล้ว ไข้ก็ลดแล้ว” หนิงลั่วพูดพร้อมกับน้ำตาคลอเบ้า นางรู้สึกซาบซึ้งใจในความรักของพี่สาว ได้ยินมาจากหนิงเสี่ยงเสี่ยงว่า ตอนที่ตนเองกินยาไม่ได้ พี่รองก็ใช้ปากป้อนยาให้
“หายดีก็ดีแล้ว นี่เป็โชคของเ้า และเป็โชคของพวกเราด้วย” หนิงเวยกล่าวพร้อมโอบกอดน้องสาวแน่นขึ้น ความสัมพันธ์ของพี่น้องยิ่งแน่นแฟ้นกว่าเดิม
หนิงเสี่ยงเสี่ยงเห็นเช่นนั้นก็รีบะโเข้ามากอดพี่สาวทั้งสอง พวกเขาหัวเราะมีความสุขอยู่นาน
เพื่อป้องกันไม่ให้แม่เฒ่ามาก่อเื่ หนิงเวยรีบสั่งให้หนิงเสี่ยงเสี่ยงไปแจ้งข่าวว่าหนิงลั่วฟื้นแล้ว
เมื่อหนิงเสี่ยงเสี่ยงไปบอกข่าวแก่แม่เฒ่า นางกลับไม่มีทีท่าใแม้แต่น้อย พูดด้วยน้ำเสียงเ็าว่า “ฟื้นก็ฟื้นไป มีอะไรต้องตื่นเต้น นอนมาหลายวันแล้ว ก็ควรจะตื่นได้แล้ว ถ้ายังไม่ตื่นอีก ข้าวในโอ่งของบ้านเราคงหมดแน่”
“ท่านย่า พี่สามของข้านอนป่วย ไม่ได้กินข้าวของท่านเลยนะ” หนิงเสี่ยงเสี่ยงอายุยังน้อยแต่ปากไวเหลือเกิน เขาอยากจะโตเร็วๆ จะได้ปกป้องพี่สาวได้เสียที
“พอเถอะ รีบกลับไปได้แล้ว ข้าเห็นเ้าแล้วหงุดหงิด” แม่เฒ่ากล่าว
“รับทราบ!” หนิงเสี่ยงเสี่ยงทำหน้าล้อเลียนใส่แม่เฒ่าก่อนจะวิ่งแจ้นไปบ้านอาสะใภ้หวังเพื่อบอกข่าวดี
เมื่ออาสะใภ้หวังได้ยินก็ดีใจมาก รีบหยิบไข่ไก่มาหลายฟองแล้วตรงมาหาหนิงลั่วทันที
“อาสะใภ้ไม่ต้องลำบากหรอก แค่ท่านมาก็พอแล้ว เหตุใดต้องเอาของมาด้วย” หนิงเวยรีบออกมาต้อนรับอาสะใภ้หวัง จากนั้นหันไปเอ่ยกับหนิงลั่วว่า “น้องสาม ครั้งนี้ต้องขอบคุณอาสะใภ้หวังให้มาก อาสะใภ้หวังให้พวกเรายืมเงินหนึ่งตำลึง อีกทั้งพี่หวังเผาก็ยังสละเวลาและกำลังพาพวกเราไปในเมืองเพื่อรักษาเ้า บุญคุณของครอบครัวหวัง พวกเราสามพี่น้องต้องจดจำไปตลอดชีวิต”
“ขอบคุณอาสะใภ้หวังมาก รอให้ข้าหายดีแล้ว ข้าจะไปขอบคุณถึงบ้านด้วยตัวเอง” หนิงลั่วเอ่ย
“รีบพักเถอะ ร่างกายของเ้าเพิ่งฟื้น อย่าเพิ่งขยับตัวมากนัก” อาสะใภ้หวังเห็นว่าหนิงลั่วที่ตัวเล็กอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งซูบผอมลงไปอีก ใบหน้าเหลืองซีด น่าสงสารนัก นางจึงหยิบไข่ไก่ที่นำมาวางลงในชามพลางพูดว่า “ไก่ที่บ้านออกไข่ได้ไม่กี่ฟอง ไม่ได้มีค่าอะไรมาก ข้าเห็นว่าหนิงลั่วเพิ่งหายป่วย ควรจะบำรุงร่างกายเสียหน่อย บิดามารดาของเ้าจากไปกะทันหัน ทิ้งพวกเ้าไว้ลำพัง บ้านใหญ่ก็ไม่คิดช่วยเหลือพวกเ้า ข้าจะทำเป็มองไม่เห็นได้อย่างไร” เดิมทีนางอยากจะพูดมากกว่านี้ แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดลงไป
“อาสะใภ้หวัง ขอบคุณท่านมาก ต่อไปข้าจะหาทางตอบแทนท่านให้ได้ ส่วนเงินที่ยืมมา รอข้ามีเงินแล้ว ข้าจะรีบใช้คืนแน่นอน” หนิงเวยกล่าวขอบคุณด้วยความจริงใจ รีบเอ่ยถึงเื่หนี้สินที่ยืมมา
“ช่างเถอะ ไม่ต้องคิดมาก พวกเราเป็เพื่อนบ้านกัน ใครๆ ก็ต้องมี่เวลาที่ยากลำบากกันทั้งนั้น ตอนที่บิดามารดาของเ้ามีชีวิตอยู่ พวกเขาก็เคยช่วยเหลือบ้านข้าไม่น้อย”
ท่านอาหวังเป็นายพราน ฝีมือการล่าสัตว์ของเขาได้รับการสั่งสอนจากหนิงโหย่วหรง ทั้งคู่มักจะออกล่าสัตว์ด้วยกันเสมอ ใน่ฤดูเก็บเกี่ยว หากบ้านหวังทำงานไม่ทัน หนิงโหย่วหรงก็มักจะช่วยเหลืออยู่บ่อยครั้ง ความสัมพันธ์ของทั้งสองครอบครัวจึงแน่นแฟ้น
ตอนนี้เด็กๆ ก็มักจะไปมาหาสู่กัน และดูเหมือนว่าหวังเผาจะมีใจให้หนิงเวย บางทีอนาคตอาจจะได้เกี่ยวดองกันก็เป็ได้
อาสะใภ้หวังคุยกับสองพี่น้องอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะทิ้งไข่ไก่ไว้แล้วจากไป
สองพี่น้องตระกูลหนิงกล่าวขอบคุณไม่หยุด หลังจากออกไปส่งอาสะใภ้หวังมา หนิงเวยก็ต้มไข่ให้หนิงลั่วหนึ่งฟอง ที่เหลือเก็บซ่อนไว้ กลัวว่าหากท่านป้าสะใภ้ใหญ่หรือแม่เฒ่าเห็นเข้าจะเกิดเื่ขึ้นมาอีก
“คนตายกันหมดแล้วหรือไร นี่มันยามใดแล้ว ยังไม่ทำกับข้าวอีก จะปล่อยให้ข้าหิวตายหรืออย่างไร” เสียงแม่เฒ่าหรือย่าหนิงะโดังมาจากหน้าประตู บอกให้หนิงเวยรีบไปทำอาหาร ถึงแม้จะรู้ว่าหนิงลั่วฟื้นแล้ว นางก็ไม่คิดแม้แต่จะเดินมาดูเลย
“ทราบแล้วเ้าค่ะ ท่านย่า ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” หนิงเวยตอบกลับเสียงดัง
ก่อนออกจากห้อง หนิงเวยมองไข่ที่กำลังต้มอยู่ในหม้อแล้วกล่าวว่า “พอไข่สุกแล้ว ให้เสี่ยงเสี่ยงเอามาให้เ้ากิน”
“หากเ้ายังเหนื่อยอยู่ ก็นอนพักต่อเถอะ ข้าจะไปทำอาหารแล้วจะเอามาให้เ้ากิน” หนิงเวยกล่าวพลางดึงผ้าห่มขึ้นห่มให้น้องสาวอีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าไฟในเตาผิงเริ่มอ่อนลง หนิงเวยก็นำเศษถ่านที่เผาไว้เองมาเติมลงเตา ใช้เศษไม้เล็กๆ โรยลงบนถ่านที่ยังมีเปลวไฟเพื่อให้ติดไฟช้าๆ แล้ววางถ่านก้อนใหญ่ไว้ข้างๆ ให้มันค่อยๆ เผาไหม้
หนิงเวยตั้งใจว่าเมื่อฝนหยุดตก จะขึ้นูเาไปตัดฟืนมาเผาถ่านเพิ่ม เพื่อให้หนิงลั่วกับหนิงเสี่ยงเสี่ยงไม่ต้องทนหนาวอีก
“พี่รอง ไปเถอะ ข้าไม่เป็อะไร” หนิงลั่วยิ้มบางๆ แล้วกล่าว
“อืม ข้าจะให้เสี่ยงเสี่ยงอยู่เป็เพื่อนเ้า” หนิงเวยตอบ
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น ในที่สุดปู่หนิงก็ถามถึงอาการของหนิงลั่ว หนิงเวยจึงตอบไปว่าน้องสาวฟื้นแล้ว เขาเพียงกล่าวว่า “ฟื้นแล้วก็ดีๆ” แล้วไม่ได้พูดอะไรอีก
หนิงเวยไม่ได้คาดหวังว่าพวกเขาจะเอ่ยคำพูดที่แสดงถึงความห่วงใย ขอเพียงไม่ก่อเื่อะไรก็ถือว่านางขอบคุณมากแล้ว แต่จากสีหน้าของย่าหนิง ดูเหมือนว่านางจะไม่พอใจเป็อย่างมาก ระหว่างรับประทานอาหารค่ำ ทุกคนจึงเงียบกันหมด แม้แต่เฉินซื่อที่ปกติปากมาก วันนี้ก็แสดงท่าทีผิดปกติไป
หนิงเวยอ้างว่าต้องไปดูแลน้องสาว จึงนำอาหารของตนเองและของน้องๆ กลับไปที่ห้อง ขณะที่หยิบแผ่นแป้งข้าวฟ่าง เฉินซื่อพลันจ้องเขม็งราวกับกลัวว่านางจะหยิบไปมากกว่าที่ควร
ก่อนหนิงเวยจะออกไป ย่าหนิงก็กล่าวขึ้นว่า “เวยเอ๋อร์ พรุ่งนี้บ้านเราจะมีแขก เ้าต้องตื่นแต่เช้า จัดเตรียมอาหารดีๆ ไว้ให้เรียบร้อย”
“เ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว” หนิงเวยตอบ
หนิงฮวนเห็นว่าอาหารค่ำเป็ของเดิมๆ อีกแล้ว นางกินไปเพียงสองคำก่อนจะวางช้อนลง กล่าวว่า “ข้าอิ่มแล้ว” จากนั้นก็เดินเข้าห้องของตนเองไปโดยไม่มองหน้าใครเลย เพราะอย่างไรในห้องของนางก็มีขนมตุนไว้มากมาย
เฉินซื่อเหลือบมองบุตรสาวผาดหนึ่ง ก่อนจะกล่าวกับย่าหนิงอย่างไม่ใส่ใจว่า “ท่านแม่ ข้าว่าคนบ้านรองเป็พวกอกตัญญู พวกเราก็ใส่ใจดูแลพวกนางมาตลอด ท่านดูสิ ตอนนี้หนิงลั่วฟื้นแล้ว พวกนางดีใจกันใหญ่ ข้าเดาว่าตอนนี้คงหลบไปกินของดีๆ กันเองแน่ๆ”
เมื่อได้ยินคำพูดของลูกสะใภ้ ปู่หนิงถึงกับโมโห เขาวางตะเกียบลงบนโต๊ะอย่างแรงแล้วตวาดว่า “เ้าเป็ป้าสะใภ้ที่ดีแล้วหรือถึงได้พูดเช่นนี้ เด็กพวกนั้นชะตากรรมอาภัพพออยู่แล้ว แทนที่พวกเ้าผู้ใหญ่จะช่วยเหลือ กลับมานั่งพูดจาเสียดสี ข้ารู้นะว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างใน่หลายวันนี้ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้!”
“ยังกล้ามากล่าวหาว่าพวกนางกินของดีๆ ลำพังอีก เ้าลองไปดูบ้านพวกนางสิว่ามีอะไรให้กินบ้าง ย่าหนิงเ้าหยิบแป้งสาลีอย่างดีสองจินให้ข้า ข้าจะเอาไปให้หนิงลั่ว”
ย่าหนิงเหลือบมองสามีอย่างไม่สบายใจ ปกติแล้วเขาไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับเื่ในบ้าน ไม่รู้ว่าครั้งนี้มีใครปากสว่างไปบอกอะไรกับเขา นางหันไปถลึงตาใส่ลูกสะใภ้ที่พูดมากเกินไปก่อนจะกล่าวว่า “แป้งสาลีในบ้านเรามีไม่มากนัก พรุ่งนี้โหย่วไฉจะพาภรรยากลับมา พวกเราก็ควรเก็บไว้ให้ทุกคนได้กินเหมือนกัน ปู่หนิงท่านไม่รู้เื่ค่าใช้จ่ายในบ้าน พวกเราใช้จ่ายมากกว่ารายรับ หากไม่ระวัง อีกไม่นานบ้านเราคงไม่เหลืออะไรให้กิน”
ปู่หนิงถึงกับอึ้งไป บ้านเราลำบากถึงขนาดให้แป้งสองจินก็ไม่ได้แล้วหรือ พอคิดตามคำพูดของภรรยาก็พอเข้าใจได้ จึงเปลี่ยนใจกล่าวว่า “เช่นนั้นก็ช่างเถอะ พรุ่งนี้ให้หนิงลั่วออกมากินข้าวพร้อมกัน นางจะได้ไม่ต้องอยู่แต่ในห้องจนป่วยไปอีก”
“ได้เลยๆ! เด็กคนนั้นข้ารักและดูแลเป็อย่างดี ท่านเห็นข้าสั่งให้นางทำงานหรือไร นางก็แค่ต้องพักฟื้นร่างกายให้ดี” กล่าวจบ ย่าหนิงก็พูดกับสามีเสียงเบาว่า “ลูกสะใภ้ของเราไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไรนักหรอก นางเป็คนพูดตรงๆ ท่านอย่าใส่ใจให้มากนักเลย”
พอเห็นสามีลุกจากโต๊ะ ย่าหนิงก็รีบหยิบกล้องยาสูบที่แขวนอยู่บนผนังมาปัดฝุ่น แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเอาใจว่า “ท่านทานข้าวเสร็จแล้วใช่หรือไม่ มานั่งพักเถอะ ข้าจะจุดยาสูบให้” นางเทเถ้ายาสูบออกก่อนจะนำใบยาสูบสดใหม่มาใส่แทนแล้วจุดไฟให้สามีสูบ
ปู่หนิงเห็นภรรยายังพอมีความเข้าใจและรู้ใจอยู่บ้าง กอปรกับตนเองยังไม่ได้สูบมาตลอดวัน จึงรับกล้องยาสูบมาสูดลึกๆ ปล่อยควันออกเป็วงใหญ่ ความหงุดหงิดที่มีก็เริ่มคลายลง
บางเื่เขาเองก็ทำได้แค่ปล่อยผ่านไป เพราะภายในบ้าน ภรรยาของเขาคือผู้ดูแลหลัก หากเขาแทรกแซงมากเกินไป นางอาจเสียอำนาจในการควบคุมบ้านไปได้ ปู่หนิงตระหนักเสมอว่านางดูแลบ้านมาอย่างยากลำบาก เลี้ยงลูกจากภรรยาเก่าของเขาและลูกของนางเอง รวมเป็สี่คน ไม่ใช่เื่ง่ายเลย
“การใช้ชีวิตต้องเผื่อทางหนีทีไล่ไว้เสมอ โลกหมุนเวียนไป ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งเคราะห์กรรมจะมาตกถึงตัว” ปู่หนิงกล่าวก่อนจะมองลูกสะใภ้ผาดหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่านางใหรือไม่ จากนั้นเขาก็เดินออกไปนั่งสูบยาสูบที่หน้าประตูบ้าน ไม่พูดอะไรอีก