แย่แล้ว…
ฉู่เหินอยู่ในอันตราย!
เห็นงูเหลือมยักษ์สีทองดุร้ายสองตัวที่เหรินเหว่ยสร้างขึ้นมาแล้วซ่งเฉิงเลี่ย มู่เฟิง หลี่ฮุยเย่ เหอชิงหยวน เป็นต้น รวมไปถึงบรรดาศิษย์อาจารย์มากมายของสำนักดาราสวรรค์ล้วนหน้าถอดสีต่างคนต่างฉายแววหนักอึ้งในดวงตา
เทียบกันกับท่านี้ที่เหรินชงปล่อยออกมาในงานประชุมใหญ่ดาวชิงดวงแล้วกลิ่นอายที่เหรินเหว่ยกระจายออกมานั้นแกร่งกว่าไม่รู้เท่าไร
ฤทธานุภาพทำลายล้างโหมกระหน่ำครอบงำฉู่เหินไว้ทั้งหมด
ใบหน้าเหรินเหว่ยมีแต่รอยยิ้มมุ่งร้ายระบายเต็มไปหมดมาแต่แรก
“ไปตายเสียเถอะ เจ้าโง่ยโสจองหอง”
“อสรพิษคู่ ปลิดชีพ!”
กึงๆ
ร่างมายางูเหลือมทองที่มีโซ่เหล็กสองเส้นเป็น ‘กระดูกสันหลัง’ ส่ายร่างที่เหยียดหยาวปรี่เข้าหาฉู่เหินจากด้านหน้าทั้งซ้ายขวาบุกตะบันเข้าหาด้วยอานุภาพสังหารสุดพิโรธ
กระแสอากาศอ้างว้างอบอวลไปทุกทิศทางดวงตาเย็นยะเยือกของฉู่เหินสะท้อนภาพมายางูเหลือมสองสายที่คืบเข้าใกล้
บัดดล พลังหยวนแท้เบ็ดเสร็จไร้ใดเทียมก็ปะทุจากกายของฉู่เหิน
กร๊าซ...
พลันนั้น เสียงร้องต่ำเบาของมังกรทว่าทรงอำนาจดังก้องที่ข้างหูทุกชีวิต
อะไร?
ทุกคนเห็นเพียงแสงสีดำดั่งอัคคีทมิฬพันรอบกายฉู่เหิน พลานุภาพปราณเย็นเยียบนำพากระแสคลื่นในอากาศให้ร้องสั่นสนั่นไหวแสงสีดำราวมังกรเข้าโอบรอบแขนฉู่เหินไว้ ฉู่เหินออกแรงที่ฝ่ามือร่างมังกรสีดำสมจริงขนาดเล็กสองตนเคลื่อนไหวในมือซ้ายและขวา
“ประทับมังกรเก้าวิญญาณ...” ฉู่เหินคำรามลับๆผลักฝ่ามือไปยังร่างมายางูเหลือมทองที่มาถึงเบื้องหน้าทันที
กร๊าซ
ฉับพลัน ร่างมังกรสีดำสองตัวโกรธเกรี้ยวแวบวาบออกจากฝ่ามือฉู่เหินแล้วขยายขนาดใหญ่โตถึงห้าหกเมตร
พลังอำนาจชวนอกสั่นขวัญแขวนกวาดล้างไปทั่วจตุรทิศ
“กระบวนท่าที่สาม!”
ตูม!
ร่างมายางูเหลือมทองสองตัวกับร่างมายามังกรดำสองตนราวกับสัตว์ปีศาจร้ายที่พบกันโดยบังเอิญ
วินาทีที่สองพลังบ้าคลั่งปะทะเข้าด้วยกันคลื่นพลังหยวนแท้รุนแรงหาใดเปรียบก็ระเบิดออกบนลานนั้น ทัศนวิสัยของทุกคนดูราวฟ้าดินหม่นสีลำแสงที่สาดเทกำแหงไร้ระเบียบดุจดอกไม้ไฟบานสะพรั่ง ดินหินแตกกระจุย ฝุ่นทรายปลิวว่อนคลื่นลูกหลงพัดกระพือสะเทือนร่างมากมายให้ถอยกรูดไปเบื้องหลัง
แสงสีทองและดำต่างสีสันยื้อยุดฉุดกระชาก
ตูม!
สิ้นเสียงกัมปนาทปานฟ้าร้องร่างมายางูเหลือมทองกับร่างมายามังกรดำแตกสลายแทบจะพร้อมเพรียงกันแสงที่ปะทุออกมานั้นเจิดจ้าราวกับแสงตะวัน
เศษพลังแตกซ่านปลิวว่อน แผ่นหินบนพื้นหลุดลอกออกเป็นชั้นๆ แตกสลายสิ้นชิ้นดี
สิ้นรอยร้าวที่เหยียดยาวตัดกันไปมา ฉู่เหินก็ลอยละลิ่วไปข้างหลังอีกครั้งพลังพุ่งชนสาดกระหน่ำรุกล้ำเข้ากายเนื้อ เลือดลมตีขึ้น เลือดสดไหลกลบมุมปาก
กระนั้น เพราะเห็นภาพเช่นนี้เอง คนนับไม่ถ้วนถึงได้เบิกตากว้าง
ต่างคนต่างตะลึงงัน ใบหน้ามีแต่แววเหลือเชื่อ
ต้านไว้ได้!
ฉู่เหินที่มีพลังเพียงระดับเชื่อมหยวนขั้นสามต้านทานท่าสังหารของเหรินเหว่ยผู้มีพลังระดับเชื่อมหยวนขั้นหกไว้ได้อีกครั้ง
“ฮะฮ่า ยอดเยี่ยมไปเลย” มู่เฟิงโห่ร้อง
“ศิษย์พี่ฉู่เหิน สวยงามมากขอรับ” หลี่ฮุยเย่สมทบด้วยอารมณ์
“สามท่าผ่านไปแล้ว สำนักวายุจักรพรรดิของพวกเจ้ายังมีอะไรจะพูดอีกไหม?”
...
หลังผ่านช่วงเวลาแห่งความตื่นตกใจไป สำนักดาราสวรรค์ก็กู่ร้องยินดีเป็นอันมาก
ดวงใจที่ตกลงไปอยู่ตาตุ่มของซ่งเฉิงเลี่ยค่อยกลับคืนที่เดิมเขาผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายยังไม่วายต้องปาดเหงื่อเพราะฉู่เหิน
“เจ้าเด็กนี่เก่งฉกาจดีจริง!”เหอชิงหยวนข้างสนามพยักหน้ายอมรับ
หลิ่วเยว่แววตาวูบไหวเรืองประกายอ่อนๆ
ทว่า เปียนหงและอู่เจ๋อสองคนข้างกันกลับไม่ได้รู้สึกเปรมปรีดิ์อันใดกับการต่อสู้สุดปลุกเร้าของฉู่เหินเลยเหมือนพวกเขาจะมองว่าฉู่เหินต้องพ่ายถึงจะถูกหลัก
...
ผ่าง!
ฉับพลัน เมื่อคนทั้งลานหลงนึกว่าการประลองนี้จบลงแล้วเหรินเหว่ยกลับระเบิดจิตสังหารแรงกล้าออกมาอีกหน
สองตาแดงก่ำเย็นเยียบดุจมีด
เด็กหนุ่มเยาว์วัยเบื้องหน้ากลับต้านการโจมตีเต็มแรงของเขาได้ถึงสามครั้งสามคราหากปล่อยให้มีชีวิตรอดไปจะกลายเป็นภัยร้ายในภายภาคหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ฝันกลางวันมากไปกว่านี้เหรินเหว่ยจึงไม่สน ‘สัญญาสามท่า’ หรือ ‘หน้าตา’ อีกต่อไปเขาคิดในใจ เงาแสงเฉียบคมวูบวาบออกไปจากเข็มขัด
อะไร?
ทุกผู้ทุกนามตกใจอย่างมาก เห็นโซ่เหล็กเย็นเฉียบเส้นที่ห้าลอยล่องออกมาจากเข็มขัดของเหรินเหว่ย
เห็นได้ชัดว่าเข็มขัดของเหรินเหว่ยแอบซ่อนอุปกรณ์ตรวนพิเศษอยู่และเครื่องจักรสังหารของเขาอย่างโซ่เหล็กเส้นที่ห้าก็แอบซ่อนอยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน
เหนือความคาดหมายโดยแท้!
ที่น่าตกใจก็คือ ปลายสายโซ่เส้นที่ห้าที่ลอยไปหาฉู่เหินนั้นมีปลายมีดคมกริบอยู่ด้วยสมองพวกเขาผุดภาพฉู่เหินเลือดสาดสยดสยองจากปลายมีดนั้นไปแล้ว
“ระยำเอ๊ย!”
ซ่งเฉิงเลี่ยเขม็งมอง เพลิงโทสะลุกท่วม พุ่งตรงไปหาฉู่เหิน
แต่เรื่องเกิดกะทันหันเกินไป ผนวกกับซ่งเฉิงเลี่ยอยู่ไกลจากเขามากจึงไม่อาจหยุดยั้งได้ทันการ
อาจารย์สำนักวายุจักรพรรดิอย่างสีฮุ่ยก็ไม่นึกว่าเหรินเหว่ยจะลงมือเช่นนี้แม้จะไม่ชอบธรรมนัก แต่สีฮุ่ยก็ยังผุดยิ้มร้ายอยู่เหมือนเดิม
“ฉู่เหิน...”
ท่ามกลางสายตาโกรธเกรี้ยวของมู่เฟิงและหลี่ฮุยเย่ เป็นต้น ที่แตกตื่นโซ่เหล็กติดปลายมีดก็ไปถึงตรงหน้าฉู่เหินแล้วดวงตาเย็นเฉียบองฉู่เหินสะท้อนภาพปลายมีดคมกริบ เนตรลุ่มลึกเรืองแสงสีม่วงพิศวง
“แสง วิปัสสนา...”
ฟ้าว!
ในเวลาที่ฉู่เหินจะเคลื่อนใช้พลังวิปัสสนาของเนตรปีศาจหนึ่งดาวนั้นเองใบหลิวเขียวมรกตดั่งหยกก็วาดผ่านอากาศเป็นองศางามสง่าแล้วกระทบเข้ากับโซ่เหล็กนั้นอย่างแม่นยำ
ชิ้ง!
เสียงก้องใสเสนาะหูโซ่เหล็กหยาบเหมือนแขนถูกใบหลิวนั้นตัดขาดไม่ต่างจากเต้าหู้ รอยที่ถูกตัดนั้นเรียบเสมอกันอย่างผิดธรรมชาติ
“นี่มัน?”
ทุกคนในที่นั้นตกใจเป็นอันมาก วินาทีเดียวกันกับที่ฉู่เหินรอดพ้นภยันตรายนี้ได้ใบหลิวที่ตัดโซ่เหล็กก็หมุนโค้งกลางอากาศเป็นองศาสวยงามดุจดาวตกล่องลอยไปหาเหรินเหว่ย
เหรินเหว่ยหรี่นัยน์ตา คิดจะหลบก็หลบไม่ทันเสียแล้ว
ปึ้ง!
ใบหลิวเขียวมรกตดั่งกระสวยบินลำแสงจู่โจมร่างเหรินเหว่ย
เหรินเหว่ยลอยละลิ่วปลิวไป หล่นกระแทกพื้นอย่างน่าอเนจอนาถ เขาร้อง “อั๊ก”แล้วพ่นเลือดออกมาจากปาก
พลันนั้น กลิ่นอายน่าศิโรราบก็แผ่กระจายมาจากด้านหลังของพวกเขาสายตาทุกคู่มองตรงไป เห็นเสาหินต้นใหญ่โอ่อ่าเจ็ดต้นตระหง่านอยู่ตรงแท่นหินกลางลาน
ข้างเสาหินต้นซ้ายสุดนั้น ปรากฏร่างของอิสตรีผมยาวสีม่วงอ่อนนางหนึ่ง
“เฮือก...”
เพียงเห็นร่างอรชรนั้นกับตา บรรยากาศทั่วทั้งลานก็อึงคะนึงขึ้นทันที
กระทั่งอาจารย์ศูนย์รวมสำนักวายุจักรพรรดิอย่างสีฮุ่ยยังหน้าเปลี่ยนสีดวงตาฉายแววระแวงหลายส่วน คนนับไม่ถ้วนแววตารุ่มร้อนขึ้นมา
“อาจารย์ซีหลานนี่!” เสียงฮึกเหิมดังมาจากฝูงชน
ชั่วขณะนั้น ทั้งลานพลันเดือดพล่าน
พวกเหอชิงหยวน หลิ่วเยว่ เปียนหง เป็นต้น ตาเป็นประกายแต่มู่เฟิงผู้ยืนอยู่ข้างหลี่ฮุยเย่และโจวลู่กลับมีสีหน้าท่าทีเทิดทูนบูชาเต็มเปี่ยมแววตาบื้อๆ นั้นกับปากที่อ้าค้างเล็กน้อยดูไม่ต่างจากคนทึ่มตัวกะจ้อย
“อา อาจารย์ซีหลาน จุ๊ๆ ในที่สุดก็ได้เจอนางเสียทีหัวใจข้าแทบหยุดเต้นแน่ะ”
“เฮ้อ...”
หลี่ฮุยเย่กับโจวลู่ถอนหายใจอย่างพร้อมเพรียงกัน จากนั้นจึงค่อยๆ พากันเดินหนีจากมู่เฟิงไปให้ไกล
...
นางน่ะหรืออาจารย์ซีหลาน?
ฉู่เหินประหลาดใจ พร้อมกับตะลึงในดวงหน้าอันเลอโฉมของซีหลานด้วยดวงเนตรกระจ่างใสราวกับธาราในสารทฤดูใต้ คิ้วหลิวเรียวยาวแสนสะกดใจ พวงแก้มอมชมพูผิวพรรณขาวผ่องราวหิมะ ดวงหน้ารูปไข่งามเลิศไร้ที่ติใดนั่นเมื่อผสานกับเรือนผมยาวสลวยสีม่วงแล้วยิ่งดูดั่งภูตผู้ไม่ข้องเกี่ยวในโลกีย์
ฉู่เหินเข้าใจเสียทีว่าเหตุใดศิษย์ใหม่สำนักดาราสวรรค์ของทุกปีถึงได้มาที่นี่เพราะอาจารย์ซีหลานเสียเก้าสิบในร้อย
ดวงหน้างามเลิศถึงเพียงนี้ งดงามล่มบ้านล่มเมืองได้เลย
ซีหลานยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่คิดจะเดินเข้ามาแต่อย่างใด
ดวงตางดงามอ่อนหวานนั้นหยุดมองฉู่เหินด้วยอารามประหลาดใจหลายส่วนครู่หนึ่งเด็กคนนี้ไม่ได้มาฟังนางสอนเลยตลอดหนึ่งเดือน ช่างแตกต่างจากคนอื่นยิ่งนัก
...
“สีฮุ่ย” หลังความเงียบชั่วอึดใจ ซ่งเฉิงเลี่ยก็มองสีฮุ่ยตรงหน้าด้วยแววตาซักไซ้และโกรธขึ้ง“เจ้านี่สอนศิษย์ได้ดีเหลือเกิน! พูดจาเหมือนพ่นอุจจาระยังมีศักดิ์ศรีเหลืออยู่อีกไหม?”
สีฮุ่ยหน้าดำคล้ำมืด เหล่มองเหรินเหว่ยที่ถูกคนพยุงขึ้นมาด้วยแววตาชิงชังเพราะไม่ได้ความในใจด่าทอว่ากระทั่งเด็กเหลือขอระดับเชื่อมหยวนขั้นสามยังฆ่าไม่ได้บัดนี้สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเสียแล้ว
“เจ้าจะทำไม?” สีฮุ่ยตอกกลับไม่ยินดี
“ฮึ จะทำไมอย่างนั้นหรือ? น่าขำสิ้นดี”
สีฮุ่ยสีหน้าดูไม่ได้ขึ้นเรื่อยๆ เขม็งมองฉู่เหินราวจะกินเลือดกินเนื้อชี้หน้าตวาดว่า “เด็กเวร วันนี้ถือว่าแกโชคดี”
ว่าจบก็สะบัดชายเสื้อตะคอกอย่างฉุนเฉียว “พวกเรากลับ!”
กลับ!
สำนักวายุจักรพรรดิไม่อาจแก้แค้นได้ อยู่ต่อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา
กระนั้น ตอนพวกสีฮุ่ยหันหลังจะเดินกลับ เสียงหนักหน่วงดุจฟ้าร้องก็ดังสนั่นบนลานเจ็ดดาว
“กลับหรือ? ฮึ ก่อเรื่องราวตั้งใหญ่โตคิดจะกลับก็กลับง่ายๆ เห็นสำนักดาราสวรรค์ของข้าเป็นตลาดสดหรืออย่างไร?”
อะไรกัน?
ผู้คนต่างมีหน้าเปลี่ยนสีอีกรอบ เพียงพริบตา อำนาจกดดันมหาศาลแกร่งกล้าหาใดเทียบก็เอ่อล้นจากด้านหลังของสำนักดาราสวรรค์ทุกผู้ทุกนามในที่นั้นถูกรังสีพลานุภาพดั่งขุนเขากดทับจนสิ้น
………………………..