ตอนที่ 70
“ทะ...ท่านว่าอะไรนะ!!” ซุนเบิกตากว้างเมื่อ เตียมู่หยง เอ่ยออกมาว่าตนเป็นสาเหตุของเรื่องทั้งหมด...
ชายชราถอนหายใจยาวหนักหน่วง...
“ก่อนหน้านี้ข้าเองก็ไม่รู้มาก่อนเลยว่า ผู้ที่เคยสนิทสนมและเกี่ยวข้องกับเหยาหมิง ในสมัยที่ยังเป็น เทพปรมาจารย์ เมื่อ 30 ปีก่อน เกือบทั้งหมดจะถูกเฝ้าติดตามอย่างลับๆ ในทุกครั้งที่เคลื่อนไหวออกจากสำนักหรือตระกูลของตน...
จวบจนข้าได้หาทางติดต่อไปยัง กังจื่อหราน ผู้นำพรรคเซียนประทานแห่งทวีปเต่าทมิฬคนปัจจุบัน ทั้งยังมีสถานะเป็นศิษย์น้องของ เหยาหมิง ในอดีต สมัยที่ยังสังกัดพรรคเซียนประทานอีกด้วย...พรรคเซียนประทาน เป็นพรรคที่มีสมาชิกเป็นขอทานหลายล้านคนกระจายอยู่ทั่วทั้ง 4 ทวีปทำให้มีอำนาจแห่งข่าวสารที่สะท้านแผ่นดิน แทบจะไม่เป็นรองสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ...
เมื่อหลายปีก่อน กังจื่อหราน ก็ถูกคนของกลุ่มมังกรทองติดตามเช่นเดียวกันแต่อย่างที่ทราบ ว่าพรรคเซียนประทานนั้นมิใช่ธรรมดา สุดท้ายจึงจับคนร้ายมารีดเค้นความจริงได้ในที่สุดทำให้ทราบว่าสหายของ เหยาหมิง คนอื่น ๆ ก็ถูกติดตามเช่นกัน
น่าเสียดายที่ ข้าและ กังจื่อหราน มิได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวก่อนหน้านี้ทั้งพวกเรายังอยู่กันคนละทวีป ข้าจึงไม่ได้รับคำเตือนดังกล่าว จนกระทั่งข้าได้พยายามหาทางติดต่อไปเมื่อสัปดาห์ก่อนทำให้ทราบความจริงในเรื่องนี้
ตอนนี้ทาง กังจื่อหราน เมื่อทราบข่าวร้ายของ เหยาหมิง ก็รับปากแล้วว่าจะให้พรรคเซียนประทานเริ่มเคลื่อนไหวครั้งใหญ่อีกครั้งเพื่อช่วยเหลือศิษย์พี่ของตน... ดังนั้นพวกเราเพียงแค่เฝ้ารอเวลาอย่างสงบจนกว่า กังจื่อหรานจะติดต่อมาอีกครั้งก็พอแล้ว...
ข้าขอโทษด้วยที่เป็นสาเหตุทำให้ชีวิตอันสงบของพวกเจ้าศิษย์อาจารย์ต้องมาเผชิญกับเรื่องราวเช่นนี้ ยิ่งได้ทราบว่าข้านั้นเป็นต้นเหตุ มันยิ่งทำให้ข้ามิอาจให้อภัยตนเองต่อให้แลกด้วยชีวิตข้าก็จะต้องหาทางช่วย เหยาหมิง ให้ได้...” เตียมู่หยงก้มหน้าลงต่ำแววตาอาบไปด้วยของเหลวใสที่เอ่อล้น เป็นหยดน้ำตาของชายชราที่รู้สึกผิดต่อผู้เป็นสหาย...
ไหนเลยที่ ซุน จะกล่าวตำหนิคำใดออกมาได้ แน่นอนว่า เตียมู่หยง ก็มิได้คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องราวลุกลามเช่นนี้ทั้งที่ตนแค่มีใจนึกถึงสหายที่มิได้พบพานหลายสิบปี...
“ผู้อาวุโสอย่าได้ตำหนิตนเองเลย การพบเจอกันของพวกเรามิอาจนับได้ว่าเป็นความผิด...หากจะกล่าวโทษ ก็ควรจะเป็นกลุ่มมังกรบัดซบนั่นเสียมากกว่า ทั้งที่ เหล่าซือถอนตัวจากยุทธภพมาเนิ่นนานแล้ว พวกมันยังปักใจตามล่ามิวางมือ ดูท่าว่าการตายของเล้งซิ่วอิง ภรรยาของ เหล่าซือ ก็อาจเป็นฝีมือของพวกนี้ก็เป็นได้...”
“ข้าดีใจที่เจ้ามิโกรธเคือง ข้ารับปากว่าจะพยายามหาทางช่วยเหลือเหยาหมิง และปกป้องเจ้าจากพวกกลุ่มมังกรทองให้จงได้...” มือของชายชราที่วางบนไหล่ของตนเด็กหนุ่มสัมผัสได้ถึงอาการสั่นไหว บ่งบอกถึงความสะเทือนใจ
ซุน หันมองพิจารณารอบ ๆ ก็เพิ่งจะเห็นว่าห้องหับแห่งนี้ ดูเครื่องเรือนจะหรูหราเกินกว่าที่จะเป็นโรงเตี้ยมข้างทาง...“ผู้อาวุโส ที่นี่คือ?!”
“สำนักสายลมประจิม เป็นเขตที่พักส่วนตัวของข้าเอง”
ซุน รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย เพราะนี่จะเป็นครั้งแรกที่ ซุน จะได้เข้าสู่สำนึกฝึกยุทธที่แท้จริง...แน่นอนว่าที่เรือนตระกูลซ่ง ยังไม่อาจนับเป็นสำนักที่สมบูรณ์ได้จากหลาย ๆ ปัจจัย คงต้องใช้เวลาอีกมากในการพัฒนาในเวลานี้เปรียบเสมือนเป็นโรงฝึกเสียมากกว่า...
สำนักฝึกยุทธที่แท้จริงนั้นจะต้องมีระเบียบการที่เคร่งครัด ทั้งยังมีการแบ่งชนชั้นศิษย์สายนอก ศิษย์สายใน และศิษย์หลักที่สำนักให้การยอมรับ มีเคล็ดวิชาที่ผันแปรตามการฝึกมีอาจารย์ฝึกสอน และอีกมากมายที่ให้ความรู้สึกคล้ายกับสถานศึกษาแต่จะมุ่งเน้นเพียงแค่วรยุทธเท่านั้น...
อีกทั้ง สำนักสายลมประจิมแห่งนี้ ยังเป็นถึง 1 ใน 3 ขุมกำลังขนาดใหญ่ของเมืองหลวงที่เหล่าอาจารย์เต็มไปด้วยยอดฝีมือชั้นแนวหน้า โดยเฉพาะชนชั้นผู้นำทั้ง 3 คนที่ขับเคลื่อนสำนักแห่งนี้และติดอันดับยอดฝีมือระดับสูงของทวีปพยัคฆ์ขาว หนึ่งในนั้นคือ เตียมู่หยง ผู้มีตำแหน่งเป็นรองเจ้าสำนักสายลมประจิม...
“เช่นนั้นผู้เยาว์ขอแจ้งเรื่องนี้กับ พี่ชายมู่ ก่อนก็แล้วกัน ทุกคนจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง...”ซุน กล่าวพลางหยิบเอาหยกสื่อสารออกมา แน่นอนว่าเดิมทีหยกสื่อสารชิ้นนี้เคยเป็นของหานห้าว ซึ่ง ซุน ได้ยึดเอามาเป็นของตนเองเรียบร้อย และยังได้ทำการเชื่อมต่อกับหยกสื่อสารของมู่เจี้ยน เอาไว้แล้ว ในช่วงที่เดินทาง 7 วันมายังเมืองหลวง จึงสามารถติดต่อกลับไปได้ในทันที...
แต่ในจังหวะที่กำลังจะติดต่อไปยัง มู่เจี้ยน นั้นเอง...
เตียมู่หยง กลับกดมือของ ซุน ลงเป็นการห้ามปราม...
“อย่าได้ติดต่อไปเวลานี้... ปล่อยให้ มู่เจี้ยน เข้าใจเช่นนั้นไปก่อนนั่นแหละดีแล้ว...”ชายชรากล่าวขึ้น
“!!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้างทันที
“เพราะอะไร?! หรือว่าผู้อาวุโส ไม่ไว้ใจ พี่ชายมู่?!”
เตียมู่หยง ส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่ไว้ใจ มู่เจี้ยน ข้านั้นรู้จักมือปราบหนุ่มผู้นั้นดีอุปนิสัยสามารถไว้วางใจได้... ทว่าพลังฝีมือของ มู่เจี้ยน ยังอ่อนด้อยเกินไป!หาก มู่เจี้ยน รู้ว่าเจ้าปลอดภัยและอยู่กับข้า เกิดวันใดโชคร้ายถูกศัตรูที่แข็งแกร่งเล่นงานเข้ารีดเค้นความลับ จะเป็นภัยย้อนกลับสู่พวกเรา
ด้วยนิสัยของ มู่เจี้ยน จะต้องออกตามหาเข้าในช่วงเวลานี้อย่างแน่นอนและนั่นจะยิ่งทำให้ดูแนบเนียน เรื่องที่เจ้าถูกคนไม่ทราบฝ่ายจับตัวไป ศัตรูที่เฝ้าติดตามมู่เจี้ยน ในช่วงนี้ ก็จะถูกล่อลวงไปด้วยพร้อมกัน...”
“!!!!!!!!!!” ซุน ไม่คิดว่า เตียมู่หยง จะวางแผนไว้แยบยลซับซ้อนเพียงนี้
“ก่อนจะหลอกศัตรู... จำต้องหลอกพวกพ้องก่อนงั้นสินะ...”
เตียมู่หยง พยักหน้าตอบรับ...
“สำคัญกว่านั้น หลังจากนี้ตัวเจ้าต้องลบเลือนตัวตนของ ซุน และเหยาซุน ให้หายไปอย่างสมบูรณ์ในเมืองหลวง... ห้ามให้ผู้ใดล่วงรู้ว่าเจ้าได้มาอยู่กับข้าแล้วเพราะศัตรูคงคาดเดาและจับตามองตัวข้าอยู่ด้วยเช่นกัน...”
ได้ยินเช่นนั้น ซุน ยิ่งงุนงงหนักขึ้น...
“ผู้อาวุโส หมายความว่ายังไง?!”
เตียมู่หยง โบกสะบัดมือเบา ๆ เปิดแหวนมิติของตน ก่อนจะหยิบเอา จี้โลหะเส้นหนึ่งออกมา รูปลักษณ์ของมันค่อนข้างน่าสนใจ คล้ายเครื่องรางในรูปแบบสายสร้อยห้อยคอ...จากนั้น เตียมู่หยง ก็นำจี้โลหะนั้น สวมใส่ที่คอของตนเอง...
หลังจาก เตียมู่หยง หลับตาตั้งสมาธิชั่วครู่หนึ่ง จี้โลหะก็เปล่งประกายแสงสว่างขึ้น!! ใบหน้าของชายชราพลันเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าอัศจรรย์กลับกลายเป็นใบหน้าของเด็กหนุ่มที่เหมือนกับ ซุน อย่างไม่ผิดเพี้ยน ทำเอาเด็กหนุ่มแสดงท่าทีตกใจอย่างมาก...
ก่อนที่ใบหน้าดังกล่าว จะค่อย ๆกลับคืนสู่สภาพของชายชราอีกครั้งหนึ่ง... เตียมู่หยง ลืมตาเนืองช้า พร้อมรอยยิ้มเจือจาง...
“ผะ...ผู้อาวุโส จี้โลหะ นั่นคืออะไร!!” ซุน กล่าวขึ้นเสียงหลง
“หึหึ... สิ่งนี้ถูกเรียกว่า จี้แปลงโฉม เป็นอาวุธอักขระชั้นสูงที่หาไม่ได้อีกแล้วในยุคนี้เป็นหนึ่งในสมบัติระดับสูงที่ข้าถือครองเอาไว้ มันสามารถเปลี่ยนแปลงใบหน้าให้กับผู้ที่สวมใส่ได้ตามจินตนาการแต่ค่อนข้างจะใช้งานได้ยากยิ่ง หากสมาธิหลุดไปเพียงเล็กน้อย การแปลงโฉมก็จะสลายไปในทันที...
ข้าจะให้เวลาเจ้าหนึ่งเดือนในการฝึกฝนใช้งานสิ่งนี้เจ้าจะต้องใช้มันได้อย่างช่ำชองชนิดที่ว่าแม้จะตื่นตระหนกกับสิ่งใดก็ห้ามหลุดออกจากสมาธิโดยเด็ดขาด ทั้งยังต้องจินตนาการใบหน้าให้เหมือนเดิมในทุก ๆครั้งห้ามแปรเปลี่ยนไป...” เตียมู่หยง กล่าวขึ้นเน้นย้ำ...
มันทำให้ ซุน สามารถเข้าใจแผนการของ เตียมู่หยง ทั้งหมดได้ในทันที!!
“ข้าเข้าใจแล้ว... ผู้อาวุโส ต้องการจะให้ปลอมตัวเข้ามาในสำนักสายลมประจิมเปลี่ยนแปลงชื่อ เปลี่ยนแปลงใบหน้า เพื่อมิให้ถูกผู้ใดจับได้งั้นสินะ...”
เตียมู่หยง พยักหน้าตอบรับ...
“ถูกต้อง!! ข้าต้องการให้เจ้าเข้าสำนักสายลมประจิม อยู่ใกล้ๆ ตัวข้า เพื่อที่จะง่ายต่อการปกป้องคุ้มครอง แต่ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงชื่อและใบหน้า มิให้ถูกศัตรูจับได้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างพวกเรา ทำเช่นนี้ไปจนกว่าที่พรรคเซียนประทานของกังจื่อหราน จะสืบหาสถานที่ซ่อนตัวของ เหยาหมิง ได้พบ”
ซุน อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านกับแผนการที่แยบยลนี้ หากทุกอย่างสมบูรณ์โอกาสที่ ซุน จะถูกศัตรูพบเจอตัวแทบจะไม่มีเลย นอกเสียจากว่า ซุน จะพลาดพลั้งด้วยตนเอง...
“ผู้อาวุโส... เรื่องเปลี่ยนแปลงใบหน้านั้น ผู้เยาว์พอจะเข้าใจได้...แต่จำต้องเปลี่ยนแปลงชื่อด้วยงั้นหรือ? อย่างไรเสียเวลานี้ผู้เยาว์ก็ใช้นามแฝงเป็นเหยาซุน อยู่แล้ว”
“ไม่ได้... เจ้าอาจจะยังใช้แซ่เหยาได้เพราะถือเป็นแซ่สามัญที่ใช้กันแพร่หลายเฉพาะในเมืองนี้ ตระกูลแซ่เหยา ที่ถือครองป้ายศิลา ก็มีไม่น้อยกว่า 30 ตระกูล ดังนั้นไม่มีปัญหา...แต่ไม่อาจใช้นาม เหยาซุน ตรง ๆ หรือหอบหิ้วขวานศิลาแสดงเอกลักษณ์ เฉกเช่นในเมืองบุปผาแดงได้...
จงอย่าดูแคลนสายตาขององค์กรมืดโดยเด็ดขาด อย่าลืมว่าเจ้าเดินทางมาเมืองหลวงพร้อมกับฉีลู่ชิง หลานสาวเจ้าเมืองบุปผาแดง... เมื่อศัตรูตามหาเบาะแสต่าง ๆ ของเจ้าไม่พบ สุดท้ายก็จะย้อนสืบค้นประวัติของเจ้าว่าทำไมจึงเดินทางมาพร้อมกับนางได้ จนในที่สุดก็จะสืบจนรู้ว่าเจ้าเคยใช้นาม เหยาซุนและใช้เพลงขวานวายุตระกูลซ่ง เอาชนะการประลองเมื่อเดือนก่อน
ดังนั้นเจ้าจะต้องลบเลื่อนภาพลักษณ์เหล่านั้นออกไปทั้งหมด จนไม่สามารถนำเหยาซุน จากเมืองบุปผาแดง มาทับซ้อนกับตัวเจ้าคนใหม่ ในสำนักสายลมประจิมได้...”เตียมู่หยง กล่าวขึ้นอย่างรอบคอบ
ทำให้ ซุน เข้าใจทุกเหตุผลอย่างแจ่มชัด...
“ผู้เยาว์เข้าใจแล้ว... เช่นนั้นจะยอมทำตามที่ผู้อาวุโสชี้แนะ...”
เตียมู่หยง แย้มยิ้มชรา...
“พื้นฐานลมปราณเจ้านับว่ายอดเยี่ยมมากบรรลุชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 2 ได้แล้วด้วยช่วงอายุเพียงเท่านี้เทียบชั้นกับศิษย์สายในของสำนักสายลมประจิมได้เลย ไม่เลว... ไม่เลว... เมื่อหลายเดือนก่อนตอนที่ข้าไปพบอาจารย์เจ้าเวลานั้นเจ้าเก็บซ่อนพื้นฐานลมปราณได้มิดชิดดีจริง ๆ เจ้าเหยาหมิงก็หลอกลวงข้าเสียได้ หาว่าเจ้านั้นไร้พื้นฐานลมปราณ ดูท่าว่าตอนนั้นเจ้าคงสำเร็จชนชั้นลมปราณสีครามขั้นที่9 เป็นอย่างน้อยแล้วสินะ”
ซุน กระหยิ่มยิ้มย่อง...
“เปล่าเลยผู้อาวุโส... ข้าเมื่อช่วง 4 เดือนก่อน ตอนนั้นข้ายังไม่ได้เริ่มฝึกฝนลมปราณจึงยังไม่มีพื้นฐานลมปราณอยู่จริง ๆ มิได้หลอกลวงท่านแต่อย่างใด...”
เตียมู่หยง กดหัวคิ้วลงต่ำ... ก่อนจะโบกมือไปมาตรงหน้า...
“อย่าพูดจาเหลวไหล ใครกันจะฝึกฝนจากขั้นไร้พื้นฐานมาเป็นชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินในเวลาแค่ 4 เดือน... เอาเถอะข้าจะไม่ถือสาเจ้าเรื่องนี้เอาเป็นว่าจากนี้ต่อไป ฝึกฝนสมาธิให้มั่งคง เพื่อที่จะรักษาความเสถียรยามที่แปลงโฉมห้ามออกไปจากห้องนี้จนกว่าจะชำนาญ ข้าจะแวะเวียนมาหาเจ้าเรื่อย ๆที่นี่เป็นเขตที่พักส่วนตัวของข้า แม้ข้าจะมั่นใจว่าคงไม่มีใครเข้ามายุ่มย่ามแต่พวกเราก็ควรต้องระวังตัวกันเอาไว้...”
ซุน กระอักกระอ่วนเล็กน้อย ที่ เตียมู่หยง ไม่เชื่อเรื่องการบ่มเพาะลมปราณของตนแต่สุดท้ายก็ปล่อยเลยตามเลย ยอมให้ เตียมู่หยง เข้าใจไปเช่นนั้น ดีกว่าถูกหาว่าเป็นเด็กน้อยพูดจาโป้ปด...ซุน ประสานมือโค้งตัวสุภาพ...
“ผู้เยาว์จะพยายามสุดฝีมือ... แต่เรื่องการฝึกสมาธิให้มั่นคงผู้เยาว์พอจะมีพื้นฐานและความชำนาญอยู่บ้าง คาดว่าคงไม่ต้องใช้เวลามากมายนักในการฝึก...”
เตียมู่หยง อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ หึหึ ในลำคอ... ก่อนจะลบล้างพันธสัญญาของตนที่เชื่อมต่อกับจี้โลหะและส่งมอบต่อไปยัง ซุน เพื่อให้สร้างพันธสัญญากับอาวุธอักขระขึ้นมาใหม่...
“อย่าคิดว่าการฝึกสมาธิเป็นเรื่องง่าย ที่ข้าสามารถครอบครองจี้แปลงโฉม นี้ได้ ก็เพราะจี้เส้นนี้ใช้งานได้ยากมากจนไม่มีใครอยากเสี่ยงนำมันออกไปใช้เพียงแค่เผลอปันสมาธิจากจินตนาการไปเล็กน้อย ก็จะกลับคืนสู่ใบหน้าเดิมทันทีหรือไม่ก็อาจเกิดใบหน้าที่บิดเบี้ยนจนคล้ายคนพิการขึ้นมา
เอาเถอะ...คืนนี้เจ้าลองฝึกฝนมันดู ก็จะเข้าใจสิ่งที่ข้าพูดได้เอง...
ตอนนี้ข้าต้องออกไปแสดงตัวด้านนอกบ้างแล้ว หากการหายตัวไปของเจ้าและข้าเกิดขึ้นพร้อมกันอาจทำให้ถูกสงสัยได้ ไว้พรุ่งนี้ข้าจะแวะมาเยี่ยมเยือนเจ้าอีกครั้ง...”หลังกล่าวจบ เตียมู่หยง ก็เปิดประตูเรือนเดินจากไป ปล่อยให้ ซุน ได้พิจารณาจี้โลหะในมือเพียงลำพัง...
......................................................