ตอนที่ 14 โง่กว่าที่คิดไว้ซะอีก
“หนูคิดว่า…หนูเริ่มจะชอบเขาแล้วล่ะค่ะ”
ฉันดึงแขนออกจากข้อมือของเขาก่อนจะเดินออกจากห้องไป ทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายหยุดนิ่งอยู่กับที่ ยกเว้นฉันคนเดียวที่ยังเดินหน้าต่อไปเพื่อให้อยู่ไกลจากเขามากที่สุด
มันควรถึงเวลาตัดใจได้แล้ว จะมามัวลังเลอะไรแบบนี้มีแต่ทำร้ายตัวเองทั้งนั้น
ฉันลงลิฟต์มาที่ชั้นล่าง หาร้านกาแฟที่ใกล้ที่สุด เพื่อนั่งรอฐานัสข้างใน
______________________
บริษัท Tin
โยลีเดินเข้ามานั่งโซฟาตัวยาว ก่อนจะเหลือบตามองกล่องข้าวที่วางอยู่บนโต๊ะ เธอไม่อยากจะคิดอะไรให้มากเกินไปเพราะกลัวจะทำให้ติรำคาญ แต่ถ้าต้องมาเจอผู้หญิงคนนั้นอยู่ในห้องกับเขาบ่อยๆ เธอคงได้สติแตกแน่
“ทำไมอาเจียวถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะคะ”
“ไม่มีอะไรหรอก”
“โยรู้มาว่าอาเจียวแคสบทนักแสดงผ่านแล้ว กำลังจะได้เข้าไปอยู่ในบ้านที่ทางบริษัทจัดเตรียมไว้สำหรับเรียนการแสดง”
“อืม”
“จีรู้หรือยังคะ”
“รู้แล้ว”
“แล้วติมีความคิดเห็นยังไงคะ”
ติสรณ์ถอนหายใจก่อนจะเดินกลับไปนั่งเก้าอี้หลังโต๊ะทำงานตามปกติ
“คุณจะพูดอะไรกันแน่”
“โยว่าก็เป็เื่ดีนะ”
“เื่ดียังไง”
“ก็อาเจียวจะได้ห่างจากคุณ เธอจะได้ใช้เวลา 1 เดือนในการตัดใจจากคุณด้วย”
“โยลี” ติสรณ์เอ่ยเสียงเข้ม เป็การติเตียนให้เธอเลิกพูด “เื่หลานผม เดี๋ยวผมจัดการเอง”
“จะไม่ให้โยห่วงคงไม่ได้หรอกค่ะ อาเจียวรู้สึกยังไงกับคุณ คุณก็รู้ แต่ถ้าเธอยังคอยมาป้วนเปี้ยนอยู่กับคุณแบบนี้ คนอื่นจะมองยังไงคะ แล้วโยล่ะ”
“ผมกำลังจะหมั้นกับคุณนะโยลี คุณต้องไปสนใจอะไรอีก”
โยลีมองชายหนุ่มที่ก้มหน้ามองเอกสารบนโต๊ะด้วยความผิดหวัง เธอคิดว่าเขาจะเปลี่ยนไปจากเดิมบ้าง แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย เขายังคงเป็เขา…
“ติคะ…ทำไมติใจร้ายจังคะ”
“…”
“โยคิดว่าคุณจะเปลี่ยนไปจากเดิมบ้าง แต่กลับไม่มีอะไรเปลี่ยน”
“คุณก็รู้ว่าผมเป็คนยังไง”
“แต่คุณให้ความรู้สึกกับโยบ้างไม่ได้เหรอ เราเป็คนคนเดียวกันแล้วนะคะ คุณจะกันโยออกเพราะโยเป็คนนอกเหรอคะ แล้วเด็กคนนั้นเป็ใคร เธอเป็คนนอกยิ่งกว่าโยอีกนะ”
“โย!!”
“อาเจียวเป็หลานของจี ไม่ใช่คุณ เพราะอย่างนั้นคุณเลิกทำตัวเหมือนเป็เ้าข้าวเ้าของเธอสักที”
“…”
“โยไม่อยากพูดจารุนแรงอะไรหรอกค่ะ แต่โยต้องรักษาสิทธิ์ของโย คุณเป็ผู้ชายของโยแล้วและโยก็ไม่้าให้ใครมายุ่งกับคุณทั้งนั้น”
ติสรณ์นั่งนิ่ง ไม่ได้ตอบโต้อะไรต่อเพราะเขารู้ว่าสิ่งที่โยพูดหมายถึงอะไร
__________________________
30 นาทีต่อมา
ร้านกาแฟ
ฉันนั่งเท้าคาง มองวิวนอกร้านอย่างเหม่อลอยด้วยแววตาเศร้าหมอง บรรยากาศรอบด้านดูสีเทาไปหมด ไม่ว่าจะเป็แก้วน้ำ เก้าอี้ หรือผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา
“คุณรอนานไหม” น้ำเสียงทุ้มต่ำดึงสติของฉันกลับมาก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมอง
“มาแล้วเหรอ กินอะไรมาหรือยัง”
“คุณกินอะไรหรือยัง”
“ยัง”
“แล้วรอนานหรือเปล่า”
“ไม่นานหรอก”
“ไปหาอะไรกินกันเถอะ ร้านข้างๆ เปิดแล้ว ผมเห็นคนเยอะดี น่าจะอร่อย”
“อื้อ”
ฉันลุกขึ้น เดินตามเขาไปที่ร้านข้างๆ มีคนเยอะอยู่พอสมควร ดูเหมือนจะเป็ร้านข้าวหมูแดงหมูกรอบ ข้าวขาหมู และข้าวมันไก่
ฐานัสเดินเข้าไปนั่งโต๊ะด้านในเป็ที่สำหรับคนที่นั่งได้สองคน “คุณอยากกินอะไร”
“อะไรก็ได้”
“หรือคุณอยากกินทุกอย่าง”
“นายว่าถ้าฉันอ้วนจะน่าเกลียดหรือเปล่า”
“ผู้หญิงอ้วน ไม่ได้น่าเกลียดสักหน่อยแต่ละคนก็มีเสน่ห์เป็ของตัวเอง ถึงคุณจะอ้วน คุณก็ยังเป็คุณอยู่ดี”
โอ๊ย หมอนี่ไปหัดพูดจาแบบนี้มาจากที่ไหนเนี่ย ไม่นะ อย่าหวั่นไหวเด็ดขาด ผู้ชายก็ปากหวานกันหมดทุกคนนั่นแหละ อย่าไปหลงคารม!!
“อย่ามาหยอด ฉันไม่หลงกลหรอกนะ”
“ผมหยอดคุณตอนไหน”
“ก็ที่นายพูดนั่นแหละ เขาเรียกว่าหยอด”
“คุณถามผมเองนี่นา”
“คิดว่าฉันจะเชื่อหรือไง ผู้ชายก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ”
“แต่ไม่ใช่ผมแน่นอน”
“ฉันไม่เชื่อ”
ฐานัสยกยิ้มก่อนจะยื่นหน้าข้ามโต๊ะเข้ามาใกล้ฉัน
“งั้นก็มาเป็แฟนผมสิ จะได้รู้” หมั่นไส้ในความมั่นหน้าของเขาจัง
ฉันเท้าแขนกับโต๊ะ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้เขาให้มากขึ้นกว่าเดิม ใช้ดวงตากลมโตจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าเพื่อจับผิดคำพูดที่ได้ยิน ฉันไม่เชื่อหรอก ว่าจะมีผู้ชายดีๆ แบบนี้อยู่จริงๆ
“ฝันเถอะค่ะ คุณฐานัส”
“แววตาของคุณดูลังเลนะ”
ไม่จริง ฉันลังเลอะไร ไม่ได้ลังเลสักหน่อย…
“เห้ย เจอเพื่อนว่ะ” เสียงผู้ชายกลุ่มหนึ่งดังขึ้นขณะกำลังเดินเข้ามาที่โต๊ะของเรา
“ไงไอ้ฐา” ผู้ชายตัวใหญ่ มีรอยสักที่แขนทั้งแทบเข้ามาจับไหล่ฐานัสไว้แต่สายตาของเขากำลังมองฉันอย่างหื่นกาม “สวัสดีครับ”
“ดีค่ะ”
“ชื่ออาเจียวใช่หรือเปล่า”
“ค่ะ”
“มีธุระอะไร” ฐานัสเอ่ยแทรก
“ทำหน้าดีๆ หน่อยสิดิ แค่แวะมาทักเฉยๆ แล้วตอนเย็นแกจะไปที่สนามหรือเปล่า”
“ไป”
“โอเค ไว้เจอกัน ชวนแฟนแกมาด้วยก็ได้นะ”
“เธอไม่ว่าง”
“โอเค ฉันไม่กวนล่ะ” ผู้ชายคนนั้นส่งยิ้มให้ฉันและก็เดินจากไป
ผู้ชายแบบนี้ดูน่ากลัวมากเลยนะ ยิ่งบุคลิกและท่าทางก็ยิ่งไม่น่าเข้าใกล้ ไม่รู้ฐานัสไปคบกับเพื่อนแนวนี้ได้ยังไง
“เพื่อนนายเหรอ”
“ใช่ เพื่อนั้แ่เรียนมัธยมน่ะ”
“น่ากลัวจัง”
“ดีแล้วที่คุณกลัว” ฐานัสพูดจบก็ส่งเมนูให้พนักงานที่รอรับออเดอร์อยู่ข้างๆ “เอาข้าวหมูแดงหมูกรอบ ข้าวมันไก่ แล้วก็ขาหมูขอเป็กับข้าวครับ”
“ได้ครับ รอสักครู่นะครับ”
“กินเยอะจัง” ฉันเอ่ยถาม
“ก็คุณไม่บอกว่าจะกินอะไร”
“นายกินหมดหรือไง”
“หมดสิ”
ครืด ครืด ครืด ครืด
ฉันก้มหน้าหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าเพราะััได้ว่ามีข้อความเข้า
‘จะกลับตอนไหน เดี๋ยวไปส่ง’
เนี่ย!! ฉันบอกแล้วว่าอาติแปลกไป เขาสนใจอะไรแบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน ปกติเวลาจะไปรับไปส่ง อาจีก็เป็คนวานเขาไปทั้งนั้น แล้วดูสิ ตอนนี้เขาเกิดมามีน้ำใจอะไร น่าขำ
ฉันกดตอบข้อความกลับไป
‘หนูกลับเองได้’
ก่อนจะเก็บโทรศัพท์ยัดใส่กระเป๋าตามเดิม ฉันเงยหน้ามองชายหนุ่มที่กำลังเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ จะว่าไปแล้ว เขาก็หล่อดีนะ เป็ผู้ชายผิวขาวแต่ไม่ถึงกับขาวมาก ใบหน้าก็หล่อเหลา เหมาะสมกับตำแหน่งเดือนมหาลัย และยิ่งคราวนี้ได้เข้าร่วมรายการของบริษัท Tin ฉันว่าเขาอาจจะโกอินเตอร์ไปเลยก็ได้ และพอเขาดังก็จะมีผู้หญิงให้เลือกมากมาย ตอนนั้นฉันก็คงกลายเป็สินค้าเน่าเปื่อยที่แม้แต่ชื่อเขาก็คงจะจำไม่ได้ “ฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหม”
“ถามได้”
“ทำไมนายถึงอยากเป็นักแสดงล่ะ ตอนนี้นายก็เป็นายแบบมีชื่อเสียงอยู่แล้วนี่นา”
“ผมก็แค่อยากหางานทำที่มั่นคง”
“มีอีกหลายอาชีพนะ ทำไมเลือกเป็นักแสดงล่ะ”
ฉันรอคอยคำตอบที่จะได้ยิน แต่เขากลับนั่งนิ่งก้มหน้ามองอะไรบางอย่างในโทรศัพท์โดยไม่พูดอะไร
“ฉันก็แค่ถามเฉยๆ ไม่มีอะไรหรอก ไม่อยากตอบก็ไม่เป็ไร”
“ผม…อยากมีชื่อเสียง เพราะหวังว่าจะมีใครบางคนรู้จักผมบ้าง”
“คนรู้จักนายเยอะจะตายไป”
“ก็อาจจะ…”
ฉันยกข้อศอกขึ้นเท้าไว้บนโต๊ะ ฝ่ามือลูบคางเบาๆ พยายามจับผิดสีหน้าของเขา สังเกตเห็นแต่เพียงใบหน้าที่ดูเศร้าผิดปกติ บางทีเขาอาจกำลังมีเื่อยู่ในใจ
“นี่…”
“หื้ม” เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตาฉัน
“เราเป็เพื่อนกัน นายมีอะไรคุยกับฉันก็ได้นะ ฉันยินดีรับฟัง”
เขามองฉันอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเอื้อมมือมาวางบนศีรษะของฉันพลางขยี้เบาๆ
“เลิกน่ารักได้แล้ว”
“นี่!!”
ฉันปัดมือเขาออก ถลึงตาโตด้วยความไม่พอใจ ทั้งที่ฉันกำลังโมโหอยู่ แต่เขากลับเอาแต่กลั้นขำ มันน่าหงุดหงิดจริงๆ
“ก็น่ารักจริงๆ นี่นา”
“อย่ามายุ่งกับผมฉัน!!”
13.32 น.
“น้องชื่ออะไรคะ”
“หนูชื่อชญาณ์ภัทรค่ะ”
“ผมชื่อฐานัสครับ”
“เอ่อ…แป๊บนะ เดี๋ยวพี่มา” พี่ผู้หญิงผมสั้นลุกจากที่นั่งด้วยความมึนงง เดินออกไปนอกห้อง ไม่นานก็กลับเข้ามา “เอ่อ…น้องฐานัสคะ คือว่า…”
“มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“มีคนโทรไปแจ้งให้น้องมาใช่ไหมคะ”
“ครับ”
“คือ…พี่คิดว่าคงจะมีเื่ผิดพลาดนิดหน่อย พอดีว่ารายชื่อคนที่ผ่านไม่มีชื่อน้องเลยน่ะค่ะ คือพี่ออกไปดูรายชื่อมา มันไม่มี…”
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
แกร๊ก
“อ้าวน้องโย มีอะไรหรือเปล่าคะ”
ฉันหันไปมองผู้หญิงที่เปิดประตูเข้ามาในห้องแวบหนึ่ง ก่อนจะรั้งสายตากลับไปมองฐานัสที่นั่งอยู่ข้างๆ
“พี่ฝนกำลังคุยอะไรเหรอคะ”
“พอดีกำลังคุยเื่รายชื่อที่ผ่านเข้ารายการน่ะค่ะ”
“อ่อ…”
“น้องฐานัส ขอโทษด้วยนะคะ พี่ขอโทษจริงๆ ที่ไม่ดูให้ดีก่อน เลยทำให้น้องเสียเวลา…” ผู้หญิงที่ชื่อฝนหันมาขอโทษขอโพยฐานัสด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
“มีปัญหาอะไรกันหรือเปล่าคะ” ผู้หญิงที่ชื่อโยลีเอ่ยถามขึ้น
“พอดี พี่ดูเื่รายชื่อผิดไป สงสัยเลขาเพิ่งแจ้งมาว่าน้องคนนี้ไม่ผ่าน”
“เจอกันอีกแล้วนะคะ น้องอาเจียว” ฉันหันไปยิ้มให้ตามมารยาทก่อนจะพยักหน้าตอบรับ “แล้วน้องผู้ชายคนนี้…เป็เพื่อนกับอาเจียวหรือเปล่าคะ”
“ค่ะ” ฉันตอบ
“งั้นพี่ฝนเขียนรายชื่อน้องผู้ชายลงไปได้เลยค่ะ เดี๋ยวโยจัดการเอง”
“แต่ว่า…”
“โยรับผิดชอบเองค่ะ เขียนชื่อน้องฐานัสเข้าไปในรายการได้เลย”
“ความจริง ไม่เป็ไรหรอกครับ ผมไม่ได้ก็ไม่เป็ไร”
“คือหนูอยากจะขอสละสิทธิ์ค่ะ” ฉันเอ่ยขึ้น ทำให้ทั้งสามคนหันมามองอย่างไม่เข้าใจ
“…”
“คือ…หนูไม่อยากเข้าร่วมรายการแล้วค่ะ”
“ทำไมล่ะ พี่เห็นคลิปที่อาเจียวมาแคสแล้ว พี่ว่าอาเจียวมีความสามารถมากนะ”
“หนูไม่สะดวกจริงๆ ค่ะ ่นี้ใกล้สอบแล้วด้วย หนูไม่อยากไปโฟกัสเื่อื่น”
“แต่โอกาสไม่ได้มีกันบ่อยๆ นะคะ พี่ไม่อยากให้อาเจียว…”
“ขอบคุณคุณโยลีที่เป็ห่วงนะคะ แต่เื่นี้หนูตัดสินใจเองได้ว่าควรทำอะไรหรือไม่ควรทำอะไร”
ฉันลุกขึ้นและตอบโต้ผู้หญิงตรงหน้าด้วยความมั่นใจ เื่นี้จะตัดสินใจคนเดียวไม่ได้ ถ้าอาม่ารู้มีหวังโดนไล่ออกจากบ้านแน่ เพราะงั้น อย่าลองของเด็ดขาด
“ก็ได้ค่ะ พี่เข้าใจแล้ว”
“ในเมื่อหนูสละสิทธิ์ ฐานัสก็สามารถเข้าร่วมรายการได้ใช่ไหมคะ”
“ไม่เป็ไรครับ ในเมื่อไม่ได้ ผมก็ไม่เอาเหมือนกัน”
“ตอนแรกน้องฐานัสมีรายชื่ออยู่แล้วนะ พี่จำได้ แต่ทำไมวันนี้ถึงไม่มีรายชื่อก็ไม่รู้” พี่ฝนพึมพำด้วยสีหน้ามึนงง
“ไม่เป็ไรครับ คนที่มีความสามารถมากกว่าผมก็เยอะอยู่แล้ว เื่แค่นี้ผมไม่คิดมากหรอกครับ”
“ถ้ามีคนสละสิทธิ์ก็ต้องให้คนที่คะแนนรองลงมาได้เข้าร่วมรายการค่ะ ถ้าอย่างนั้น น้องรอก่อนแป๊บนะคะ เดี๋ยวพี่มา” พี่ฝนพูดจบก็เดินออกไปจากห้อง เหลือแค่ฉัน ฐานัสและผู้หญิงที่ชื่อโยลี
“ความจริง พี่รู้สึกเสียดายนะคะที่อาเจียวไม่เข้าร่วมในรายการ” ผู้หญิงที่ชื่อโยลีพูดขึ้น
“แต่หนูกลับรู้สึกสบายใจมากกว่า” ฉันยกยิ้มอย่างมีความสุข ที่ตัวเองไม่ต้องมาคอยหวาดระแวงกับเื่ของอาม่าและไม่ต้องทะเลาะกับป๊าด้วย อีกอย่าง การเป็ดาราก็ไม่ได้ตอบโจทย์ความชอบและอนาคตของฉันสักเท่าไหร่
“แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้อาเจียวมาสมัครล่ะ”
“…” ที่ฉันมาสมัครก็เพราะคิดว่าถ้าได้เป็ดาราอยู่ในบริษัท Tin ฉันก็จะได้เจอกับอาติทุกวัน และมันคงเป็เื่ที่มีความสุขที่สุด ที่จะได้เจอกับเขาตอนไหนก็ได้ แต่ตอนนี้…
“หนูแค่ลองมาสมัครเฉยๆ ไม่คิดว่าตัวเองจะได้”
“อ่อ…”
แกร๊ก
“พี่ไปดูรายชื่อมาแล้วค่ะ น้องฐานัสมีคะแนนสูงและได้เข้าร่วมรายการอยู่แล้ว เพียงแต่…มีเื่ผิดพลาดบางอย่างเกิดขึ้น ก็เลย…” พี่ฝนเอียงคออย่างไม่เข้าใจ
“สรุปคือฐานัสได้เข้าร่วมรายการใช่ไหมคะ” ฉันเอ่ยถาม
“ค่ะ”
“งั้น…หนูออกไปรอข้างนอกก่อนนะคะ” ฉันหันไปยิ้มให้ฐานัส แสดงความยินดีจากใจจริงก่อนจะเดินออกไปจากห้อง
เฮ้อ…รู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลยแฮะ ฉันเดินไปนั่งที่โซฟาตรงมุมสุดเพื่อรอฐานัสคุยเื่การเข้าร่วมรายการ
ดีแล้วอาเจียว ทำดีแล้วถึงจะรู้สึกเสียดายแต่มันก็ไม่ใช่ของเธอ…
“อาเจียว” ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองโยลี ซึ่งไม่รู้ว่าเดินออกมาจากห้องั้แ่เมื่อไหร่
“คะ”
“ขอบคุณนะ”
“ขอบคุณเื่อะไรคะ”
“ขอบคุณที่ยอมถอย ไม่ยุ่งกับติสรณ์อีก”
“หนูรู้สึกว่าคุณโยลีจะเป็กังวลจังเลยนะคะว่าหนูจะเข้าไปเป็มือที่สามของคุณ ทั้งที่คุณก็รู้อยู่แล้ว ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาแทบไม่เคยมองหนูเลย”
“ไม่มีผู้หญิงที่ไหน ชอบให้แฟนตัวเองมีผู้หญิงมาคอยตามติดหรอกค่ะ โดยเฉพาะกับคนใกล้ตัว…เอาเป็ว่า ขอบคุณอีกครั้งนะคะ”
ผู้หญิงที่ชื่อโยลีพูดจบก็เดินจากไปอย่างผู้ชัยชนะ ปล่อยฉันนั่งขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่กับที่ สายตาจ้องมองร่างบางจนลับสายตาก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า
มันน่าหงุดหงิดจริงๆ ทำไมหล่อนดูเกลียดฉันขนาดนั้น ทั้งที่ฉันไม่เคยทำอะไรให้สักอย่าง ยกเว้นเื่ชอบอาติ แค่เื่เดียวเท่านั้นเอง แต่ตอนนี้หล่อนเป็เ้าของเขาแล้วนี่นา ยังจะมาพูดจาแขวะใส่ฉันอีก
ฉันเปิดข้อความของอาติ เตรียมจะกดพิมพ์ไปว่า ‘ฝากดูแลว่าที่ภรรยาของอาด้วยนะคะ’ แต่มันก็คงดูไม่ดีเท่าไหร่ หรือว่าจะพิมพ์ไปว่า ‘อาขา…หนูกลับพร้อมอาได้ไหมคะ’ มันก็ดูอ่อยเขาเกินไป…
ให้ตายสิ!!
“อาเจียว” ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองฐานัสที่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าพอดี
“เสร็จแล้วเหรอ”
“อื้อ”
“เป็ยังไงบ้าง นายได้ใช่ไหม”
“ได้”
“ดีใจจัง ฉันจะตามดูรายการทุกอาทิตย์เลย ไม่ต้องห่วง”
“ขอบคุณครับ”
“งั้นเรากลับกันเถอะ”
ฉันหยิบกระเป๋า ลุกขึ้นเตรียมจะเดินไปที่หน้าลิฟต์ แต่กลับโดนดึงแขนซะก่อน และแรงดึงก็ทำให้ฉันหันไปกอดร่างเขาไว้พอดี
“ขอแค่นาทีเดียว”
เขารั้งเอวฉันเข้าไปกอด คางเกยอยู่ที่ไหล่ ลมหายใจพัดผ่านบริเวณต้นคอจนขนลุก ฉันรู้สึกได้ว่าเขากำลังสั่นเพราะตื่นเต้น
“เป็อะไรหรือเปล่า”
“ผม…รู้สึกดีใจ”
“ดีใจที่ได้เข้าไปอยู่ในรายการเหรอ”
“อื้อ”
“เื่แค่นี้เอง อนาคตหลังจากที่นายเป็ดาราดังแล้วจะต้องมีเื่ให้ตื่นเต้นมากกว่านี้อีก”
“ถ้ามีคุณอยู่ด้วยก็คงจะดีกว่านี้”
“ฉันไม่ชอบการแข่งขัน อีกอย่างคนที่บ้านก็ไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่”
เขาผละร่างฉันออก ก่อนจะจับไหล่ฉันไว้ทั้งสองข้าง จ้องมองเข้ามาในดวงตาเหมือน้าค้นหาอะไรบางอย่าง
“คุณ…จะอยู่กับผมจนถึงตอนนั้นหรือเปล่า”
“อะ…อะไร ฉันจะไปไหนได้ล่ะ ก็ต้องอยู่สิ”
“ผมชอบคุณ”
…
ตึก ตึก ตึก ตึก
หัวใจเ้ากรรม กำลังเต้นเร็วเหมือนจะะเิออกมา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อยที่มีคนบอกว่าชอบฉัน แต่ทำไมความรู้สึกถึงแตกต่างออกไปล่ะ ทั้งที่เป็คำพูดเดียวกัน หรือเป็เพราะ…เขา
ฉันคงไม่ได้ชอบเขาหรอกใช่ไหม
“สวัสดีค่ะ คุณติสรณ์”
เสียงเล็กของผู้หญิงคนหนึ่งทำให้ฉันดึงสติกลับมาและหันไปมองผู้ชายที่ยืนอยู่ไม่ไกล ดวงตาเรียวคมจ้องมองฉันตาเขม็ง ใบหน้าแสดงให้เห็นถึงความไร้อารมณ์…ไม่รู้อาติยืนอยู่ตรงนั้นั้แ่เมื่อไหร่
อาติเอามือล้วงกระเป๋ากางเกง เดินเข้ามายืนข้างฉัน ใช้สายตาจ้องมองเราทั้งสองคนสลับกันไปมา
“สวัสดีครับ คุณติสรณ์”
“อาติ…” ฉันพึมพำเสียงเบา เพราะใที่เจอเขาแบบไม่ทันตั้งตัว
“จะกลับได้หรือยัง”
“ผมจะไปส่งอาเจียวเองครับ ไม่รบกวนคุณดีกว่า” ฐานัสพูดขึ้น
“นายเป็ใคร มีสิทธิ์อะไรมายุ่งกับเธอ”
“แล้วคุณมีสิทธิ์อะไรมายุ่งกับเธอครับ คงไม่ใช่สิทธิ์ของการเป็เพื่อนสนิทของคุณจีรภัทรหรอกใช่ไหมครับ”
“ฐานัส ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ” ฉันหันไปเอ็ดเขาเพราะฐานัสกำลังจะพูดจาไม่ดีใส่อาติ นี่ไม่ได้เข้าข้างนะ แต่ทำแบบนี้มันไม่ถูก
“ก็เขาคอยกันคุณกับผมตลอด จนไม่รู้ว่าที่ทำอยู่ ทำเพื่อคนอื่นหรือทำเพื่อตัวเองกันแน่”
คำพูดของฐานัสทำให้อาติเริ่มมีใบหน้าอึมครึม คิ้วขมวดเป็ปมแน่นขึ้นกว่าเดิมจนฉันตัดสินใจยกมือขึ้นไปจับแขนเสื้อของอาติ ใช้แววตาไร้เดียงสาจ้องมองเขาเพื่อเรียกร้องความสนใจ
“อาขา…เรากลับกันเถอะค่ะ…ไว้ค่อยคุยกันนะ ไปล่ะ” ฉันหันไปบอกลาฐานัสก่อนจะเข้าไปควงแขนอาติและลากไปยืนที่หน้าลิฟต์อย่างรวดเร็ว
ทำไมอาถึงมาโผล่อยู่ที่นี่ได้ เขาไม่มีงานทำหรือไง อีกอย่าง ฉันก็ไม่อยากเจอเขาบ่อยๆ ด้วย แต่พอมาเจอ ก็ดันมาเจอพร้อมกับฐานัสอีก แล้วจะปล่อยให้สองคนนั้นทะเลาะกันได้ยังไง มีหวังได้เป็ข่าวแน่
ตึ้ง
เมื่อประตูลิฟต์ ฉันก็ดึงอาติเดินเข้าไปด้านในก่อนที่ประตูจะปิด จากนั้นฉันก็ปล่อยมือออกจากแขนเขา
ติ้ง
แต่แล้วจู่ๆ ลิฟต์ก็หยุดทำงาน
“เกิดอะไรขึ้น”
“ฉันกดหยุดเอง”
“อาจะทำอะไร”
“เธอชอบผู้ชายคนนั้นจริงๆ เหรอ”
ถามอะไรของอาเนี่ย อยากได้ยินคำตอบแบบไหนกัน ฉันก็อุตส่าห์ไม่พูดถึงเื่นี้สุดท้ายก็วนกลับมาจนได้ แล้วจะให้ตอบว่ายังไงล่ะ ก่อนที่ฉันจะออกไปเจอฐานัสก็ดันพูดทิ้งท้ายไว้ว่า ‘หนูคิดว่า หนูชอบเขาแล้วล่ะ’ อาติก็คงจะคิดไปไกลถึงไหนต่อไหนแล้วมั้ง
“เธอชอบผู้ชายคนนั้นงั้นเหรอ”
“คือ…” ก็ไม่อยากจะโกหกอีกเพราะกลัวอาจะจับได้ แต่จะให้ทำยังไงได้ ในเมื่อ…
“ตอบ!!”
“อาจะะโทำไมเนี่ย!!”
“เธอก็ตอบสิ!!” เขาจะไม่พอใจฉันเื่อะไร เขาควรดีใจสิถึงจะถูก ไม่ใช่มาหงุดหงิดใส่ฉันแบบนี้
“หนูจะชอบหรือไม่ชอบเขา ทำไมอาต้องโกรธด้วย!!”
“ฉันไม่ได้โกรธ!!”
“ก็ที่อาขึ้นเสียงใส่หนูแบบนี้ยังเรียกว่าไม่ได้โกรธอีกเหรอ!!”
“เจียวเจียว!!”
“ถ้าหนูชอบเขา อาก็ควรจะดีใจไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องมาหงุดหงิดใส่หนูด้วยล่ะ”
“ก็เพราะว่าเธอกำลังประชดฉัน!!”
“อารู้ได้ยังไงว่าหนูประชดอา หนูอาจจะพูดจริงก็ได้”
อาติหรี่ตาลง ค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ จนแผ่นหลังของฉันแนบชิดติดกับผนังกระจก น้ำลายถูกกลืนลงคอด้วยความยากลำบาก เกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายจนจะแข็งอยู่แล้ว
“หนู…หนู…หนูจะชอบใครก็เป็เื่ของหนูไม่ใช่เหรอ…อาควรจะดีใจ…”
“จะบอกว่าเลิกชอบฉันแล้วงั้นสิ”
“…”
ใครบอก เลิกชอบอาเป็อะไรที่ทำยากที่สุดในชีวิตแล้ว เวลาแค่ไม่กี่วันจะไปทำอะไรได้ เพียงแต่…
“แสดงว่า 10 ปีที่ผ่านมา มันไม่มีความหมายอะไรเลยสินะ”
“ไม่…ไม่ใช่สักหน่อย…มันจะไม่มีความหมายได้ยังไง หนูชอบอาอยู่คนเดียว ตามอาอยู่คนเดียว ไม่เคยสนใจใครเลย มีแต่อานั่นแหละ…” ที่ไม่สนใจฉัน ชอบเมินฉันอย่างกับอะไรดี
จู่ๆ อาติก็จับคางฉันเงยขึ้น ทำให้เราสบสายตากัน
“เธอนี่โง่กว่าที่คิดอีกนะ”
“…”
“คงมีแต่อาเธอ ที่รู้ว่าฉันคิดยังไง”
“…”