ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 4 บทที่ 120 การพุ่งทะยานครั้งสุดท้ายก่อนการสอบระดับชาติ

            “ให้ตายเถอะ คนเยอะชะมัด”

            เมื่อมองดูร่างของผู้ใช้อาชีพที่ยืนเบียดเสียดกันแน่นขนัดภายในเมืองกระดูกโลหิตลู่เซิ่งก็ได้แต่ส่ายหัวพร้อมยิ้มเจื่อน

            ยังดีที่เขตสงครามทรายโลหิตมีพื้นที่กว้างขวางมากไม่เพียงแต่จะมีเขตเก็บเลเวลขนาดใหญ่ถึงสามร้อยแห่งแต่ยังมีเขตเก็บเลเวลขนาดเล็กอีกนับพันแห่งให้เลือกใช้บริการ

            ดังนั้นลู่เซิ่งจึงไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีมอนสเตอร์ให้ล่า

            เขาออกคำสั่งแก่เจ้าออสการ์ที่อยู่ใต้หว่างขา

            ในขณะนั้นลู่เซิ่งกำลังเตรียมตัวออกจากเมืองกระดูกโลหิตเพื่อหาสถานที่เงียบสงบไร้ผู้คนสำหรับเร่งอัปเลเวลให้ถึง 200 ซึ่งเป็นระดับสำคัญนั่นเอง

            “ไอ้เด็กแสบ ช่วงนี้แกหายไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมา?”

            จู่ๆข้อความแชทจากรายการเพื่อนก็เด้งขึ้นมาบนแผงข้อมูลของเขา ท้ายข้อความยังใส่อีโมจิ‘สงสัย’ มาด้วยนี่คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากสวี่ว่านเฉิง ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมตงหลินที่สาม

            “เหล่าสวี่? ลมอะไรดลใจให้คุณส่งข้อความมาหาผมได้กันครับ?”

            เมื่อเห็นข้อความจากสวี่ว่านเฉิงลู่เซิ่งก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกคุ้นเคย

            “ฉันก็แค่อยากจะเช็กว่าแกยังไม่ตายใช่ไหม”

            สวี่ว่านเฉิงตอบกลับมาพร้อมตบท้ายด้วยอีโมจิ ‘ยิ้มกวนประสาท’

            ยังดีที่ลู่เซิ่งคุ้นชินกับนิสัยชอบใส่อีโมจิของตาแก่นี่แล้วเขาจึงไม่ได้คิดมากอะไร แต่กลับทำเลียนแบบด้วยการส่งอีโมจิมองบนกลับไป แล้วตอบว่า“วางใจเถอะ ผมอยู่ได้นานกว่าคุณแน่นอน”

            “ไอ้คนปากหมาเอ๊ย พูดจาดีๆ ไม่เป็นหรือไง”

            สวี่ว่านเฉิงตอบกลับมาพร้อมอีโมจิ ‘หัวเราะทั้งน้ำตา’ ในตอนท้าย

            “เข้าเรื่องมาสักทีเถอะ ตกลงมีธุระอะไรกับผมกันแน่?”

            ลู่เซิ่งไม่อยากเสียเวลาจึงถามออกไปตรงๆ

            “อีกครึ่งเดือนก็จะถึงการสอบระดับชาติที่จัดขึ้นทุกๆสามปีของประเทศเสินเซี่ยเราแล้ว เรื่องนี้แกน่าจะรู้อยู่แล้วใช่ไหม?” สวี่ว่านเฉิงส่งข้อความถาม

            “พอได้ยินมาบ้าง” ลู่เซิ่งพยักหน้า

            “งั้นอีกไม่กี่วันข้างหน้าแกว่างไหม?” สวี่ว่านเฉิงถามต่อ

            หลังจากส่งข้อความนี้เขาก็ไม่รอให้ลู่เซิ่งตอบ แต่รีบถามซ้ำอีกครั้งว่า “ถ้าว่างก็ไปนครจิงตูที่เป็นเมืองหลวงของประเทศเสินเซี่ยกับฉันหน่อยถึงแม้แกจะเพิ่งเปลี่ยนอาชีพได้ไม่นานและยังไม่มีคุณสมบัติมากพอจะเข้าร่วมการสอบระดับชาติได้ แต่การออกไปเปิดหูเปิดตาเพิ่มพูนประสบการณ์จะมีแต่ผลดีไม่มีผลเสียต่อเส้นทางการอัปเลเวลของแกในอนาคตนะ...”

            “เดี๋ยวนะเหล่าสวี่ทำไมคุณถึงมั่นใจนักว่าผมไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบระดับชาติฮะ?” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วถาม

            “ทำไมล่ะ ตอนนี้แกเลเวล 200 แล้วงั้นเหรอ?”

            สวี่ว่านเฉิงตอบกลับมาหนึ่งประโยคพร้อมใส่อีโมจิเครื่องหมายคำถามไว้บนหัว

            “เอ่อ... ยังครับ” ลู่เซิ่งตอบกลับด้วยรอยยิ้มเจื่อน

            “งั้นก็จบสิ้นแล้วไม่ใช่เหรอ?”

            สวี่ว่านเฉิงส่งอีโมจิเหยียดหยามมาให้แล้วตอบอีกว่า “คนที่จะเข้าร่วมการสอบระดับชาติได้อย่างน้อยต้องเลเวล 200 ขึ้นไปลำพังแค่แกที่เป็นพาลาดินสายพิพากษาไร้ค่า แถมเพิ่งเปลี่ยนอาชีพได้ไม่นานถ้าสามารถอัปเลเวลถึง 200 ได้ก่อนการสอบระดับชาติล่ะก็ต่อไปจะให้ฉันเปลี่ยนมาใช้นามสกุลเดียวกับแกยังได้เลย”

            “โถ่... เวรเอ๊ย”

            ในที่สุดลู่เซิ่งก็ทนไม่ไหว

            เมื่อเห็นตาแก่นี่อวดดีขนาดนี้เขาจึงตอบกลับไปทันทีว่า “ได้สิครับลูกชายคนนี้ผมรับไว้แล้วนะ ต่อไปเตรียมตัวเปลี่ยนชื่อเป็นลู่ว่านเฉิงได้เลย”

            “หือ? แกหมายความว่ายังไง?”

            สวี่ว่านเฉิงตกใจเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงส่งข้อความพร้อมอีโมจิตะลึงตาค้างมาให้

            “บอกให้ก็ได้ ตอนนี้ผมเลเวล 141 แล้ว และแค่ผมต้องการภายในวันเดียวผมก็อัปถึง 200 ได้” ลู่เซิ่งพูดตามความจริงโดยไม่มีการปิดบัง

            เพราะสำหรับสวี่ว่านเฉิงแล้วเขาให้ความเชื่อใจค่อนข้างมากทีเดียว

            “อะไรนะ? เลเวล 141? เป็นไปไม่ได้...”

            คราวนี้สวี่ว่านเฉิงตอบกลับมาอีกประโยคพร้อมอีโมจิไม่อยากจะเชื่อ

            “ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้”

            ลู่เซิ่งตอบกลับอย่างไม่ใยดี“ให้ตาแก่พล่ามไปวันๆอย่างท่านได้รับบทเรียนที่ลืมไม่ลงไปตลอดชีวิตเลยแล้วกัน”

            “อย่า อย่าสิ เมื่อกี้ฉันแค่ล้อเล่นเอง”

            เมื่อสวี่ว่านเฉิงเห็นท่าทีแบบนั้นก็รู้ว่าเจ้าเด็กลู่เซิ่งนี่มันมีความพิสดารอยู่และเป็นไปได้มากว่าเขายังมีไพ่ตายที่ตนไม่รู้อีกดังนั้นเขาจึงไม่ได้สงสัยในความจริงของคำพูดลู่เซิ่งแต่กลับส่งอีโมจิสงสัยใคร่รู้มาแทน

            “แต่จะว่าไปนะไอ้เด็กแสบ แกทำได้ยังไงกันแน่ ถึงได้อัปเลเวลได้เร็วขนาดนี้”

            “เรื่องของผมสิ” ลู่เซิ่งมองบนและตอบกลับไปโดยไม่ต้องคิด

            “โอเคๆ แกไม่บอก ฉันไม่ถามก็ได้”

            สวี่ว่านเฉิงตอบกลับ“แต่ถ้าแกมั่นใจจริงๆ ว่าจะอัปเลเวลถึง 200 ได้ก่อนการสอบระดับชาติงั้นแกก็สามารถเป็นตัวแทนของโรงเรียนมัธยมตงหลินที่สามเข้าแข่งขันได้”

            “โรงเรียนมัธยมตงหลินที่สาม?” ลู่เซิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง

            “ใช่สิ”

            สวี่ว่านเฉิงอธิบาย“โรงเรียนมัธยมตงหลินที่สามของเราเป็นหนึ่งในโรงเรียนมัธยมปลายดีเด่นของเมืองตงหลินทุกๆ ครั้งที่มีการสอบระดับชาติ เราจะจัดกลุ่มนักเรียนในโรงเรียนให้เข้าร่วมเสมอครั้งนี้ก็ไม่ข้อยกเว้น มีคนลงชื่อสมัครไปสิบกว่าคนแล้ว”

            พูดถึงตรงนี้เขาก็เสริมอีกว่า “แน่นอนว่าถ้าแกสามารถสร้างชื่อในการสอบระดับชาติครั้งนี้ได้และสอบเข้าสถาบันฝึกตนดีๆ สักแห่งได้ถือว่าฉันไม่เสียแรงที่สู้อุตส่าห์บ่มเพาะแกมาหลายปี”

            “บ่มเพาะผมมาหลายปี?”

            เมื่อได้ยินคำนี้ลู่เซิ่งก็ถึงกับมึนตึ้บ จนอดไม่ได้ที่จะตอบกลับไปว่า“สิ่งเดียวที่คุณทำประโยชน์ให้ผม คือเมียของคุณหน้าตาใช้ได้แถมเวลาอาบน้ำในบ้านพักยังชอบเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ด้วย...”

            “แก... ไอ้เด็กแสบ แกกล้าแอบดูเมียฉันอาบน้ำเหรอ? ไอ้สารเลวหน้าด้าน ต่ำช้า...”

            สวี่ว่านเฉิงแทบจะกระอักเลือดตายเขาจัดการรัวอีโมจิรูปมีดใส่มาเป็นชุด

            “แค่กๆ อย่าตื่นเต้นไปเลยน่ะ คุณก็อายุมากแล้ว”

            แต่ลู่เซิ่งไม่ได้สะทกสะท้านเลยสักนิดมิหนำซ้ำยังใส่สีตีไข่เพิ่มไปอีกว่า “อีกอย่างหุ่นเมียของคุณก็งั้นๆ แหละ เริ่มลงพุงแล้วด้วย...”

            “ไอ้เด็กแสบ ตอนนี้แกอยู่ที่ไหน ฉันจะไปฆ่าแกเดี๋ยวนี้แหละ” สวี่ว่านเฉิงตอบกลับมา โดยครั้งนี้แปลกมากที่ไม่มีการใส่อีโมจิเห็นได้ชัดว่าเขาอยู่ในสภาวะคลุ้มคลั่งถึงขีดสุดแล้ว...ยังดีที่ลู่เซิ่งไม่ได้แกล้งเขาต่อ แต่ตอบกลับไปว่า “โอเคๆผมจะยอมเป็นตัวแทนโรงเรียนมัธยมตงหลินที่สามเข้าสอบระดับชาติให้ก็ได้แบบนี้พอใจหรือยัง?”

            “เหอะ แกพูดเองนะ”

            เมื่อเห็นข้อความนี้สีหน้าของสวี่ว่านเฉิงถึงค่อยดูดีขึ้นมาหน่อย และตอบกลับว่า“งั้นก่อนออกเดินทางฉันจะติดต่อแกไปอีกที”

            ก่อนจะจบบทสนทนาเขายังไม่ลืมที่จะทิ้งท้ายว่า “แล้วก็ ไอ้หนูระวังตัวไว้ให้ดี ถ้าวันหลังแกยังกล้าคิดไม่ซื่อกับเมียฉันอีกล่ะก็ระวังฉันจะจับแกตอนซะ”

            “ตาแก่นี่...”

            เมื่อดูข้อความที่สวี่ว่านเฉิงตอบกลับมาลู่เซิ่งก็ได้แต่ส่ายหัวพร้อมรอยยิ้มเจื่อน

            ทว่าการตัดสินใจไปเข้าร่วมการสอบระดับชาติพร้อมกับสวี่ว่านเฉิงนั้นไม่ใช่ความคึกคะนองชั่วครั้งชั่วคราวแต่เป็นการตัดสินใจหลังจากที่เขาไตร่ตรองมาอย่างรอบคอบแล้ว

            เพราะอย่างไรเสียเขาไม่เคยเข้าร่วมการสอบระดับชาติมาก่อน ไม่เพียงแต่จะไม่มีประสบการณ์ในด้านนี้เลยแม้แต่วิธีการสมัครหรือสถานที่จัดงานเขาก็ยังไม่รู้

            ส่วนสวี่ว่านเฉิงในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมที่สามเขาเข้าร่วมการสอบระดับชาติมาทุกครั้ง ย่อมต้องเชี่ยวชาญเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดีการตามเขาไปจึงช่วยให้ลู่เซิ่งประหยัดเวลาและพลังงานไปได้มากอย่างไม่ต้องสงสัย

            เมื่อคิดได้ดังนี้ลู่เซิ่งก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาทันที

            หลังจากจัดการเรื่องจุกจิกเหล่านี้เสร็จสิ้น

            จากนั้นลู่เซิ่งก็ควบเจ้าออสการ์มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าเขาอันกว้างใหญ่ไพศาลของเขตสงครามทรายโลหิตเพื่อเริ่มการพุ่งทะยานครั้งสุดท้ายก่อนการสอบระดับชาติครั้งใหญ่

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน