ตอนที่ 71 ของรางวัล
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เหล่าบรรดาจอมเวทที่ติดตามมาด้วยต่างแสดงความยินดีกับออสตินและเมอร์ลิน
พวกเขาเหล่านี้ต่างเป็นหัวหน้างานในสมาคมเวทมนตร์เมืองวินเซน
หากธีออนไม่ปรากฏตัว แน่นอนว่าคนเหล่านี้ย่อมไม่มาดูการทดสอบของเด็กน้อยคนหนึ่งอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามเมื่อพวกเขาได้ดูการทดสอบนี้แล้วก็ไม่ได้รู้สึกผิดหวัง ต่อให้พลังเวทของเมอร์ลินไม่ได้สูงล้ำ แต่การใช้ฝุ่นโจมตีโดนตัวของธีออนได้ก็สามารถนับได้ว่าเขาคืออัจฉริยะนักเวทคนหนึ่งอย่างแน่นอน
ธีออนพูดคุยกับออสตินไม่กี่คำ ก่อนที่จะหายตัวจากไป
พนักงานของสมาคมทำงานรวดเร็วมาก พวกเขาพาเมอร์ลินไปทำประวัติ พร้อมกับขอเลือดหยดหนึ่งเพื่อนำไปผูกกับเข็มกลัดที่เขาจะได้รับ
ไม่นานเข็มกลัดนักเวทสีทอง อันมีดวงดาวหนึ่งดวงอยู่ตรงกลางก็ถูกส่งมอบให้กับเด็กน้อย
“ยินดีด้วยกับการเป็นนักเวทฝึกหัด นี่คือเข็มกลัดนักเวทของคุณ ต่อไปคุณสามารถรับภารกิจจากสมาคมเวทมนตร์ได้ แม้ภารกิจเหล่านี้จะมอบรางวัลให้ไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอที่จะขัดเกลาการใช้เวทให้คุณได้” นักเวทสาวผู้ติดเข็มกลัดนักเวทสองวงเวทคนหนึ่งกล่าวอธิบายด้วยรอยยิ้ม
เธอรู้ว่าเด็กน้อยตรงหน้านี้เป็นใคร จึงอธิบายรายระเอียดของภารกิจ
อย่างไรรางวัลภารกิจเหล่านี้ย่อมไม่อยู่ในสายตาของนายน้อยพริสตันอย่างแน่นอน แต่เธอก็ทำตามหน้าที่
“ขอบคุณครับ” เมอร์ลินรับเข็มกลัดสีทองนั้นมาแล้วติดมันลงบนอกเสื้อของเขา
เมื่อเสร็จธุระจากที่นี่แล้วทั้งสองพ่อลูกก็กลับที่พักทันที
เมอร์ลินยังคงลูบเข็มกลัดสีทองไปมาบนรถมาอย่างตื่นเต้น แน่นอนว่าความตื่นเต้นนี้ไม่ใช่การที่เขาเป็นนักเวทฝึกหัด แต่มันเป็นเพราะตอนนี้เขามีคุณสมบัติขึ้นไปชั้นที่สองของหอสมุดประชาชนได้แล้ว
“ดูเหมือนว่าเข็มกลัดนี้จะเหมือนกับกำไลข้อมือนี้เลยนะครับ” เมอร์ลินเอ่ยกับออสตินภายในรถม้า
“ใช่แล้ว มันทำมาจากวัสดุและค่ายกลเดียวกัน มันมีคุณสมบัติบันทึกข้อมูลลงไปข้างในนั้นได้ เพราะเหตุนี้พวกเขาจึงขอเลือดหนึ่งหยดจากเธอ”
“เป็นอย่างนี้นี่เอง” เมอร์ลินพยักหน้าอย่างเข้าใจ
ออสตินยิ้มและเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ถ้าเธอสามารถกลายเป็นจอมเวทได้ เธอก็จะได้รับเข็มกลัดห้าดาว ซึ่งมันจะไม่ใช่ของที่เอาไว้ใช้บันทึกข้อมูลอีกต่อไป แต่มันจะเป็นอุปกรณ์เวทที่บันทึกคาถาเวทหนึ่งบทเอาไว้”
ดวงตาของเมอร์ลินเบิกกว้างขึ้นและเอ่ยถาม “เป็นเวทระดับห้าหรอครับ?”
“ใช่แล้ว เข็มกลัดจะบันทึกคาถาเวทระดับเดียวกันกับระดับเข็มกลัด”
“แล้วเข็มกลัดนักวิชาการของคุณพ่อก็มีคาถาเวทระดับเจ็ดอยู่ด้วยหรอครับ?” เมอร์ลินเอ่ยถามอย่างสนใจ
แน่นอนว่าทั้งนักเวทและนักวิชาการเวทนั้นมีเข็มกลัดเหมือนกัน นอกจากมีไว้แสดงสถานะแล้ว พวกมันยังเป็นอุปกรณ์เวทระดับสูงชิ้นหนึ่งอีกด้วย
“เธอเดาถูกอีกแล้ว เพียงแต่เข็มกลัดนักวิชาการเวทจะเป็นอุปกรณ์เวทที่บันทึกบทเวทตั้งแต่ดาวดวงแรก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเวทป้องกันที่ถูกใช้โดยอัตโนมัติเมื่อนักวิชาการตกอยู่ในอันตราย เพราะนักวิชาการบางคนไม่ใช่นักเวท พวกเขาจึงสร้างอุปกรณ์ที่ป้องกันชีวิตนักวิชาการแบบนี้เอาไว้” ออสตินกล่าวอธิบาย
เมอร์ลินพยักหน้าอย่างเข้าใจและเอ่ย “ดูเหมือนว่าสภาเวทมนตร์จะปฏิบัติต่อนักวิชาการเป็นอย่างดีนะครับ คุณพ่อคงไม่ลืมรางวัลที่จะให้ผมใช่ไหมครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอเป็นวัสดุเวทของถาคาเวทสี่บทได้หรือเปล่า”
นักเวทจะสามารถบันทึกบทเวทได้ในจำนวนจุดขุมพลังที่สร้างเอาไว้ ตอนนี้เมอร์ลินมีขุมพลังเวทอยู่สามจุดแล้ว นั่นหมายความว่าเขาสามารถบันทึกคาถาเวทระดับหนึ่งได้อีกสองบท
นักเวทหนึ่งดาวนั้นสามารถสร้างขุมพลังเวทได้ขีดจำกัดสูงสุดเพียงห้าจุด นั่นหมายความว่าพวกเขาสามารถบันทึกคาถาเวทได้ทั้งหมดห้าบทด้วยกัน
การที่เมอร์ลินขอวัสดุเวทสำหรับบึนทึกบทเวทสี่บทนั้นนับว่าสมเหตุสมผล
แม้ว่ามูลค่าของมันจะไม่มาก แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อเขาจริงๆ
นี่จึงเป็นคำขอที่ไม่มากเกินไป
“ได้สิ ไม่มีปัญหา ว่าแต่เธอจะบันทึกคาถาเวทอะไรเป็นบทต่อไป?”
“แน่นอนว่าต้องเป็นถาคาเวทป้องกันสิครับ แล้วผมยังคิดว่าต้องมีเวทตรวจจับ เวทชะล้าง และเวทบอลเพลิงก็น่าจะพอ”
“ดูเหมือนว่าลูกจะไม่ได้สนใจการใช้กำลังเลยสินะ แม้เวทบอลเพลิงจะอยู่ในสายโจมตี แต่เวทบอลเพลิงระดับหนึ่งสามารถสร้างลูกไฟเล็กๆ เท่านิ้วมือเท่านั้น มันเพียงพอที่จะใช้จุดไฟมากกว่า” ออสตินกล่าวอย่างยิ้มๆ เขาพอจะคาดเดาความคิดของเด็กน้อยได้ว่าต้องการคาถาเวทเหล่านี้เพื่อสนับสนุนการใช้ชีวิตของตนเอง ไม่ได้เอาไว้ใช้ต่อสู้เหมือนคนอื่นๆ
“ครับคุณพ่อทายถูก ยังไงผมก็ตั้งใจเป็นนักวิชาการเวทอยู่แล้ว สู้เลือกคาถาเวทที่ทำให้ผมใช้ชีวิตอย่างสะบายดีกว่า” เมอร์ลินกล่าว
ออสตินถอนหายใจออกมาและเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“จริงอยู่ที่นักวิชาการเวทนั้นไม่จำเป็นต้องต่อสู้ แต่โลกนี้ล้วนโหดร้าย นักวิชาการที่โดดเด่นเกินล้วนเป็นหนามตำใจให้กับคนบางคน ดังนั้นนักวิชาการจึงเป็นอาชีพที่มีคนหมายเอาชีวิตมากที่สุดเช่นกัน แต่ช่างเถอะตอนนี้เธอยังไม่ได้ก้าวสู่เส้นทางนักวิชาการตัวจริงด้วยซ้ำ ดังนั้นก็ไม่ต้องคิดเรื่องอะไรพวกนี้ แต่ถ้าเธอเติบโตจนถึงจุดนั้น บางทีคาถาเวทโจมตีก็เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันชีวิตของเธอเช่นกัน”
เมอร์ลินเงียบฟังและคิดถาม
“ส่วนคาถาเวทระดับหนึ่งที่ลูกเลือกในตอนนี้พ่อก็คิดว่ามันดีแล้ว ยังไงซะนักเวทฝึกหัดต่อให้ฝึกคาถาเวทโจมตีไปก็ใช้ประโยชน์อะไรได้ไม่มาก มันยังสู้คาถาเวทที่ใช้ป้องกันและอำนวยความสะดวกชีวิตไม่ได้” ออสตินกล่าว
เพราะตอนนี้เมอร์ลินคือคนของตระกูลพริสตัน เขาจึงไม่จำเป็นต้องห่วงชีวิตของตัวเอง หากเป็นคนทั่วไปพวกเขาจะต้องมีฝีมือในการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด จึงหลีกเลี่ยงที่จะใช้เวทโจมตีไม่ได้ ส่วนเมอร์ลินนั้นย่อมได้รับการปกป้องจากออสตินอยู่แล้ว เขาจึงไม่จำเป็นต้องห่วงในเรื่องนี้
แต่ที่ออสตินเอ่ยเตือนคือเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
นักเวทในยุคสมัยนี้ไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ดังนั้นการจะเลือกคาถาเวทแต่ละบทจึงต้องคิดคำนวณให้ดี เพราะเหตุนี้จึงเป็นเหตุผลที่ว่าไม่ใช่นักเวททุกคนจะมีการต่อสู้ที่เก่งกาจ แต่ละคนล้วนเลือกในสายที่ถนัดหรือใช้เวทที่ตนเองคิดว่าคุ้มค่ามากที่สุดเท่านั้น
แม้จะเป็นนักเวทด้วยกันมันจึงมีทั้งสายต่อสู้ สายป้องกัน และสายสนับสนุนอยู่ด้วยกัน
มีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งมากๆ เท่านั้นถึงจะสามารถใช้คาถาเวทได้อย่างหลากหลายอย่างแท้จริง
“ครับผมจะจำเอาไว้” เมอร์ลินเอ่ยตอบอย่างเข้าใจ
คำเตือนของออสตินทำให้เขาวางแผนชีวิตของตนเองในอนาคตได้มั่นคงกว่าเดิม