ร้าน ณ กาลเวลา

    บทที่ 30 เตรียมพร้อมตลอดเวลา

            บทที่ 30 เตรียมพร้อมตลอดเวลา

            แม่มดน้ำแข็งเดินตามอยู่ด้านหลังไป๋อิง พอมองดูผู้คนรอบข้างที่มีหญ้าเขียวงอกขึ้นมา พอเวลาผ่านไปหญ้าเขียวก็เริ่มมีดอกไม้บาน ดอกไม้สีแดงสดสวยงามดึงดูดสายตาเหมือนกับสีของหัวใจที่โดดเด่น

            ไป๋อิงเดินอยู่ในฝูงชน หันกลับไปมองเหลียงซวี่ที่อยู่ด้านหลัง “ตอนนี้นายเข้าใจแล้วใช่ไหมว่าทำไมภรรยาของนายถึงได้แตกต่างขนาดนั้น เธอเองก็เป็นตัวประหลาดในระดับเดียวกับนาย”

            เหลียงซวี่มองไป๋อิงแวบหนึ่ง แล้วก็หันไปมองผู้คนตรงหน้า “เพราะฉะนั้นที่นายบอกเรื่องพวกนี้กับฉัน ที่จริงแล้วอยากจะบอกอะไรฉันกันแน่? เมื่อกี้นี้เหมือนจะเห็นเสี่ยวอิงย้อนเวลากลับอดีตได้เลยไม่ใช่เหรอ?”

            ไป๋อิงยิ้มจาง ๆ “ฉันมีบางอย่างอยากให้นายเห็นจริง ๆ โลกอีกใบที่เธอเคยจินตนาการเอาไว้”

            เขาหยิบเอานาฬิกาทรายสีเหลืองออกมา ก่อนจะบีบมันจนแตกละเอียด “พร้อมหรือยังล่ะ? คำตอบที่ฉันจะให้นายได้เห็น”

            เม็ดทรายร่วงหล่นกระจายเต็มพื้น ก่อนจะไหลรินอย่างรวดเร็ว กลืนกินโลกทั้งใบไม่หยุดหย่อน ทรายจากฟากฟ้าหลั่งไหลลงมาราวกับสายน้ำ แต่ไม่นานก็ปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง

            แม่มดน้ำแข็งมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด รีบคว้าตัวไป๋อิงเอาไว้แน่นด้วยความตกใจ

            ในขณะเดียวกัน... ลู่อิงก็เปิดประตูเข้ามามองเห็นเพียงห้องว่างเปล่า ที่นี่คือห้องทำงานของสามีของเธอ ตลอดเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา สามีใช้เวลาแทบทั้งหมดอยู่ที่นี่ ลู่อิงที่เป็นห่วงมาตลอด ในที่สุดก็ตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป แต่กลับไม่พบแม้แต่เงาของเขา

            เธอเดินเข้าไปท่ามกลางกระดาษที่เกลื่อนกลาดทั่วห้อง ก้มลงเก็บแผ่นหนึ่งขึ้นมาจากพื้น ถึงจะอ่านไม่เข้าใจว่าเขาเขียนอะไร แต่เพียงเห็นลวดลายบางส่วนในนั้น ลู่อิงก็พอจะเดาออกว่าสามีกำลังจะทำอะไร

            “ทำไมถึงต้องทำขนาดนี้ด้วย?”

            ทันใดนั้น โทรศัพท์ก็ดังขึ้น เป็นสายจากสือชวน เสียงของเขาแทรกเข้ามาทางปลายสาย

            สือชวน “ฮัลโหล ลู่อิง เหลียงซวี่หมอนั่นเข้าไปยุ่งกับเรื่องอันตรายบางอย่าง เธอรู้เรื่องนี้รึเปล่า?”

            แค่ได้ยินเสียงจากปลายสาย ลู่อิงก็แน่ใจแล้วว่าเหลียงซวี่ได้ลงมือทำไปแล้ว และกำลังเข้าใกล้ภัยอันตรายมากขึ้นทุกที

            ในหัวของลู่อิงแวบภาพบางอย่างขึ้นมา เป็นภาพสีแดง และบุคคลที่เธอคุ้นเคย พอเปิดประตูบานหนึ่งตรงหน้าออก เธอกลับพบว่าตัวเองมายืนอยู่ในสถานที่เดียวกับที่เคยเห็นในภาพที่จำได้อย่างพอดิบพอดี แล้วเมื่อหันหลังกลับไป มองดูฝูงชนที่กำลังมุงดูกันแน่นกลางถนน ลู่อิงเห็นเลือดหยดแล้วหยดเล่า ร่วงหล่นลงพื้นอย่างช้า ๆ ย้อมพื้นให้กลายเป็นสีแดง

            ผู้คนที่มุงดูเหตุการณ์ต่างก็พากันหยิบมือถือขึ้นมาบันทึกภาพเอาไว้ เพราะไม่เคยเห็นกับตาตัวเองมาก่อน แล้วก็ไม่รู้ว่าครั้งหน้าจะมีโอกาสได้เห็นอีกเมื่อไหร่ เลยต้องรีบคว้าโอกาสนี้ไว้ พร้อมกับแชร์ลงโซเชียลพร้อมแคปชั่นอะไรก็ได้พอเป็นพิธี

            ขณะที่ลู่อิงกำลังจะก้าวเข้าไปหา เธอก็รู้สึกได้ถึงมือข้างหนึ่งที่แตะลงบนไหล่เบา ๆ

            พอลู่อิงหันกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นเหลียงซวี่ก็ยืนอยู่ เธอมองไปที่นาฬิกาบนผนัง เห็นเวลาห่างจากเมื่อกี้ยังเหลืออีกครึ่งชั่วโมง นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

            เหลียงซวี่ดันแว่นขึ้นนิดหนึ่ง เขาเพิ่งกลับเข้าบ้าน และเห็นภรรยายืนเหม่อลอยอยู่ตรงหน้าประตู ก็เลยเดินเข้ามาดู

            แต่ก็เห็นแค่ว่า สีหน้าของลู่อิงดูไม่ปกติ เหมือนกับมีบางอย่างรบกวนใจ เขาเลยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย “เป็นอะไรหรือเปล่า? เห็นยืนเหม่ออยู่นานเลย”

            ลู่อิงจ้องมองสามีที่ยังปลอดภัยดีอยู่ตรงหน้า เธอยื่นมือออกไปสัมผัสเขาเพื่อยืนยันว่าเป็นความจริง แต่พอเมื่อนึกถึงสิ่งที่ตัวเองเพิ่งเห็นเมื่อครู่ ความรู้สึกหลากหลายในใจกลับเป็นสิ่งที่เกินจะบรรยาย สุดท้ายก็ทำได้แค่ส่ายหน้าแล้วยิ้มเบา ๆ “ไม่เป็นไร แค่ช่วงนี้มีอะไรให้คิดเยอะ ก็เลยรู้สึกเหนื่อยนิดหน่อยน่ะ”

            “งั้นก็ต้องพักผ่อนให้มากหน่อยสิ ไหนจะลูกอีก ตอนนี้ก็ท้องตั้งหลายเดือนแล้วนะ” เหลียงซวี่ประคองลู่อิงไปนั่งที่โซฟาด้วยความเอาใจใส่

            “ไม่เป็นไรหรอก เพิ่งจะสามเดือนเอง แต่ฉันน่ะกลับเป็นห่วงคุณมากกว่า อยู่แต่ในห้องทำงานไม่ยอมออกมาแบบนี้ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า? บอกฉันได้นะ พวกเราจะได้ช่วยกัน”

            เหลียงซวี่อ้าปากเหมือนจะพูดอะไร แต่ก็ลังเลไปเล็กน้อย สุดท้ายก็ยอมเปิดปาก “อืม…จะว่าไปก็มีเหมือนกัน เป็นแค่เรื่องงานน่ะ ไม่มีอะไรหรอก อีกสักพักก็คงจะดีขึ้นแล้ว ส่วนเธอก็มีหน้าที่อย่างเดียว ดูแลตัวเองให้ดี เตรียมตัวเป็นคุณแม่ให้พร้อม เพราะการต้อนรับสมาชิกใหม่ของเราน่ะ มันต้องมีทั้งร่างกายและใจที่พร้อมด้วยนะ”

            เหลียงซวี่ลูบหน้าท้องที่เริ่มป่องเล็กน้อยของลู่อิงอย่างอ่อนโยน

            ลู่อิงได้ฟังคำพูดของเหลียงซวี่ก็รู้สึกคลายกังวลลงบ้าง มือของเธอประสานกับมือใหญ่ของเขาเอาไว้แน่น “อือ…ฉันจะทำให้ได้แน่นอน แต่ก่อนหน้านั้น คุณก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีเหมือนกันนะ”

            เหลียงซวี่ชะงักไปเล็กน้อยตอนที่มองหน้าลู่อิง ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยน “ไม่ต้องห่วง ฉันจะปกป้องบ้านหลังนี้ของเราให้ดีที่สุด”

            เหลียงซวี่มองทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ราวกับภาพยนตร์ที่ค่อย ๆ ฉายอยู่ตรงหน้า พอนึกย้อนกลับไปถึงคำพูดของลู่อิงในตอนนั้น ตอนนั้นเขาแค่รู้สึกแปลกใจ แต่พอผ่านเรื่องทั้งหมดมาแล้วย้อนกลับมามองอีกครั้ง บางทีลู่อิงอาจจะรู้อะไรบางอย่าง เพียงแต่เธอเลือกจะไม่พูดเท่านั้น

            “ไป๋อิง นายว่าเสี่ยวอิง…เธอรู้บางอย่างใช่มั้ย? ฉันรู้สึกว่าเธอเหมือนจะรู้แต่ก็เหมือนไม่รู้ แต่ทั้งหมดนี่ฉันรู้สึกเหมือนเคยเห็นมาก่อน ทั้งที่ในความทรงจำมันไม่เคยมีเลยสักนิด”

            ไป๋อิงนั่งอยู่บนม้านั่ง สุมฟืนที่เตาอุ่นอย่างสบายอารมณ์ “ฉันเคยบอกนายแล้วไง ความทรงจำของนายอาจถูกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่เพราะอดีตถูกเปลี่ยน อนาคตก็เลยเปลี่ยนตามไปด้วย ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำ และความทรงจำนั่นแหละที่ยืนยันการมีอยู่ของมัน”

            “งั้นความทรงจำเก่าของฉัน…เป็นของปลอมงั้นเหรอ?” เหลียงซวี่ถามกลับ

            “ก็ไม่เชิงหรอกนะ ลองใช้สมองคิดหน่อยสิ” ไป๋อิงเอนหลังพิงม้านั่ง “ตัวนายตอนนี้อยู่ในอีกโลกที่ถูกเปลี่ยนโดยใครบางคน มันเหมือนเกมต่อตัวอักษร เส้นเรื่องหนึ่งจบแล้วไม่ถูกใจ ก็มีคนเข้าแทรกแซง เปลี่ยนทิศทาง จนกลายเป็นเส้นทางใหม่ หรือที่เราเรียกกันว่า ‘เส้นเรื่องแยก’ เข้าใจหรือยัง?”

            เหลียงซวี่พูดด้วยความหม่นหมอง “แล้วที่นายบอกฉันตอนนี้จะมีประโยชน์อะไร ฉันยังไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น จะไม่ดีกว่ารึไงถ้าให้ฉันดูจนจบไปเลย?”

            ไป๋อิงหัวเราะ “ฉันมีเหตุผลของฉันนะที่บอกตอนนี้ ก็เพื่อให้นายเตรียมใจไว้ให้ดี ต่อจากนี้ไปอาจมีอะไรบางอย่างที่ทำให้นายเสียสติได้ แม่มดน้ำแข็งนั่นก็ต้องเตรียมตัวไว้ด้วยล่ะ”

            แม่มดน้ำแข็งพยักหน้ารัว ๆ “อื้ออื้อ!”

            หิมะขาวบริสุทธิ์ร่วงหล่นลงอย่างช้า ๆ สู่โลกสีขาวนวล ฉวนยืนมองออกไปยังภายนอกที่นิ่งเงียบสงัด ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ผ่านไปครู่หนึ่งก็หันกลับไปมองสามคนที่นั่งเล่นไพ่กันอยู่

            ส่วนเหตุผลที่ฉวนไม่เล่นด้วย ก็เพราะในตอนแรกเธอก็ร่วมวงแล้วเหมือนกัน แต่ไม่รู้ทำไมพอเล่นไปหลายตา กลายเป็นว่าฉวนชนะรวด แถมชนะอย่างถล่มทลาย ชนิดที่อีกฝ่ายแทบไม่มีโอกาสได้หายใจ อันหยู่ยังพอไหว เพราะถึงแพ้ฉวนก็ไม่ทำอะไร

            แต่สือชวนกับซูหมิงเจี๋ยนี่ใกล้จะหมดความอดทน ใบหน้าเต็มไปด้วยลายเส้นที่ฉวนวาดด้วยพู่กัน ถึงแม้มันจะล้างออกได้ แต่ก็ยังน่าหงุดหงิดอยู่ดี ก็ในเมื่อฉวนเป็นตัวตนที่เหนือความเข้าใจ จะทำอะไรก็ต่อต้านฉวนไม่ได้อยู่ดี

            สุดท้ายอันหยู่ที่ดูไม่ไหวก็เสนอให้ฉวนไม่ต้องร่วมเล่นอีก จากสี่คนกลายเป็นสาม แม้จะขาดคนไป แต่ก็ดีกว่าต้องแพ้แบบไร้หนทางสู้

            แต่ว่าซูหมิงเจี๋ยกับสือชวนก็ดันคิดว่า พอไม่มีฉวนอยู่แล้ว พวกเขาน่าจะมีโอกาสชนะ ความคิดกลับช่างไร้เดียงสาเหลือเกิน

            อันหยู่มองไพ่ในมือด้วยความเบื่อหน่าย ไม่รู้จะลงยังไงดี ไม่มีใบไหนใช้ได้เลย

            สือชวนเร่ง “อันหยู่ ถึงตานายแล้วนะ เร็ว ๆ หน่อย นายช้ามากแล้วนะ”

            อันหยู่ถามย้ำ “แน่ใจนะ?”

            สือชวนพยักหน้าอย่างมั่นใจ “อืม แน่นอน” ดูท่าจะได้ไพ่แย่แน่ ๆ คราวนี้ฉันชนะชัวร์!

            สือชวนที่มีความรู้สึกว่าตัวเองต้องชนะอย่างแน่นอน ส่วนซูหมิงเจี๋ยกลับรู้สึกไม่ค่อยดี เหมือนฉากตอนฉวนยังเล่นอยู่

            อันหยู่มองใบหน้ามั่นใจของสือชวน ก่อนจะวางไพ่ใบหนึ่งลงมา ทำเอาจนทั้งสองคนต้องแข็งกลายเป็นหินไปในทันที

            ไพ่ใบเดียว ที่ไม่มีใครเอาชนะได้

            ฉวนหัวเราะเบา ๆ ขณะดูเหตุการณ์ราวกับรู้ผลอยู่แล้ว

            อันหยู่พอเห็นทั้งคู่ไม่เล่นต่อก็พูดขึ้นมา “เป็นอะไรไปอีกล่ะ? ซูหมิงเจี๋ยถึงตานายลงไพ่แล้วนะ”

            ซูหมิงเจี๋ยมองไพ่ของอันหยู่ แล้วย้อนคิดถึงความรู้สึกเมื่อตอนที่ฉวนเล่น “ไม่ล่ะ ฉันของผ่าน”

            อันหยู่หันไปหาสือชวน “แล้วนายล่ะ?”

            สือชวนเงยหน้าแล้วถอนหายใจยาว ๆ ก่อนจะวางไพ่ทั้งหมดลงบนโต๊ะ “ไม่เล่นแล้ว สู้ไม่ได้เลย โชคของนายน่ากลัวยิ่งกว่าฉวนอีก! อย่าบอกนะว่านายใช้พลัง?”

            อันหยู่วางไพ่ที่เหลือลงบ้าง “ฉันยังไม่ว่างขนาดจะใช้พลังในเรื่องไร้สาระแบบนี้หรอกนะ แถมต่อให้ใช้ นายจะทำอะไรฉันได้ล่ะ?”

            สือชวนหมดแรงฟุบลงบนโซฟา “ถือว่านายชนะก็แล้วกัน ก็นายเป็นเจ้านายฉันอยู่แล้ว แต่จะว่าไป ไป๋อิงพวกเขาจะไปกันนานแค่ไหนแล้ว?”

            อันหยู่หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านต่อ “ไม่รู้สิ แต่น่าจะเสร็จก่อนเช้านี้นะ แล้วนายไม่กลับไปทำงานเหรอ จะมานี่ทำไม?”

            สือชวนส่ายหน้าไปมา “เอ่อ...ก็พอดีได้ยินมาว่าที่นี่มีพี่เลี้ยงเด็กที่เป็นบอดี้การ์ดสาวด้วยเลยแวะมาดูสักหน่อย”

            อันหยู่ “ก็เหมือนจะเป็นแบบนั้น”

            สายตาสือชวนหันไปมองฉวนที่นั่งริมหน้าต่างด้วยท่าทางสงบ เขาจ้องมองฉวนอย่างพินิจวิเคราะห์ คนคนนี้จะสมบูรณ์แบบเกินไปแล้ว แต่ก็เดาไม่ออกเลยว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ เธออาจจะไร้ที่ติจริง ๆ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับดูว่างเปล่า และสือชวนรู้สึกได้ว่าฉวนไม่เหมือนใคร

            สือชวนเลยพูดต่อ “เหมือนจะมีบางอย่างไม่ปกตินะ บอสรู้ไหมว่าฉวนเป็นใคร มาจากไหน?”

            อันหยู่ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง “ไม่รู้ เธอบอกว่ามาตามคำขอในจดหมายของคนรู้จักเก่าคนหนึ่ง”

            “คนรู้จักเก่า?” สือชวนเริ่มจินตนาการ

            “อืม เขาตายไปแล้ว” อันหยู่ตอบตรง ๆ ทำลายภาพในหัวของสือชวนในทันที

            สือชวนเลยได้แต่พูดอย่างเขิน ๆ “เอ่อ…ขอโทษนะ ที่พูดถึง…”

            สือชวนรู้สึกผิด อันหยู่ก็พูดแทรกทันที “ไม่ต้องขอโทษหรอก คนตายแล้วก็คือคนตายไปแล้ว ไม่ต้องเศร้าเกินไป อีกอย่างเขาก็ตายมาแล้วตั้งสามปีแล้วด้วย”

            ฉวนหันมองอันหยู่อย่างเงียบ ๆ ไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไร ซูหมิงเจี๋ยที่เฝ้าดูอยู่ ก็ไม่รู้จะพูดอะไรเหมือนกัน จนรู้สึกว่านาทีนี้คงไม่ใช่เวลาที่จะพูดอะไร

            ฉวนหันกลับไปมองโลกสีขาวตรงหน้า เธอยื่นมือไปรับเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นลงมา แต่มันก็ละลายกลายเป็นหยดน้ำทันทีที่สัมผัส แม้มันจะงดงามเพียงใด แต่เพียงแค่สัมผัส มันก็พังทลายลง

            บางสิ่ง แค่ได้มองก็เพียงพอแล้ว เพราะเมื่อแตะต้อง มันอาจพังทลายได้ในพริบตา