ด้านหลังของภัตตาคารมีช่องทางเดินไปสู่ห้องน้ำ ด้านหน้าของห้องน้ำเป็ลานกว้างมีโอ่งดินเผาใส่น้ำสำหรับล้างมือและด้านหลังมีห้องน้ำเป็ห้องขนาดเล็กเรียงติดกันประมาณ 5 ห้องที่นั่นพวกเขาพบศพชายคนหนึ่งนอนหงายหลังอยู่ที่ลานกว้าง มีรอยเืเปรอะเปื้อนอยู่ตามเสื้อ
เฟิงหลี่เฉียงบอกให้ผู้จัดการกันคนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปและไม่ให้ใครเดินเข้ามาในบริเวณนี้ เขาเดินอย่างระมัดระวังไปรอบๆและไม่ได้แตะต้องศพเพิ่มเติม เพราะเขารู้ว่าอีกสักพัก เ้าหน้าที่จากอำเภอจะมาตอนนี้เขาถูกพ่อค้าข้าวสารกล่าวหา ถ้าไปแตะต้องศพก็อาจจะมีปัญหา เขาก้มลงมองที่ศพที่พื้น และมองไปด้านหลังที่เป็สวนขนาดใหญ่ ที่มีต้นบ๊วยกำลังออกดอกส่งกลิ่นหอมยามดึกเด็กหนุ่มไม่พูดอะไรมากนัก ในขณะที่คนอื่นมองที่ศพและบริเวณรอบๆ อย่างไม่สบายใจ
ในที่สุดเ้าหน้าที่สอบสวนจากอำเภอจำนวน4 คนก็มาถึง เมื่อเห็นเฟิงหลี่เฉียง อินเฉิน ซุยเฉินเหยา เทียนมู่อวี้หัวหน้าซึ่งมีอายุประมาณ 35 ปี ก็บอกให้ทุกคนถอยออกไป และสอบถามข้อมูลเบื้องต้นเมื่อรู้ว่ากลุ่มของเฟิงหลี่เฉียงเป็บัณฑิตและสามารถตรวจสอบศพได้พวกเขาจึงผ่อนคลายท่าทีลง แต่ก็ยังไม่ยอมให้เฟิงหลี่เฉียงได้ร่วมเก็บหลักฐานด้วย
ในระหว่างที่เฟิงหลี่เฉียงยืนรออยู่นั้นเขาสังเกตท่าทางของเด็กหนุ่มที่ถูกกล่าวหา และพบว่าเขาเป็เด็กหนุ่มหน้าตาดีมีท่าทางไว้ตัวและดูใจร้อน ถึงเขาจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ไม่หรูหรามากนักแต่กิริยามารยาทบ่งบอกว่าจะต้องมาจากตระกูลที่ดี ในตอนนี้ถึงเด็กหนุ่มจะกังวลใจที่ถูกกล่าวหา แต่เขาก็ไม่มีทีท่าหวาดกลัวหรือมีพิรุธเขายืนหลังตรง ที่มือข้างหนึ่งมีรอยเปื้อนเื ที่เขาอ้างว่าเกิดขึ้นเพราะจับตัวศพเพื่อพลิกดูว่ายังหายใจอยู่หรือไม่
จากนั้นเฟิงหลี่เฉียงก็หันไปสังเกตหวังเฉิงพ่อค้าขายข้าวสารที่กล่าวหาทั้งเด็กหนุ่มและกลุ่มของเขา บัณฑิตหนุ่มพบว่า มีความน่าสนใจหลายอย่างเกิดขึ้น หวังเฉิงมาพร้อมกับผู้ติดตามจำนวน 3 คนที่เพิ่งถูกเฟิงหลี่เฉียงจัดการ คำถามที่อยู่ในใจ คือ เขาเป็พ่อค้าข้าวสาร เหตุใดจึงมีผู้ติดตามจำนวนมากขนาดนี้
เมื่อพิจารณาดูคนเหล่านี้แล้วเฟิงหลี่เฉียงก็หันกลับไปดูตำรวจจากอำเภอที่กำลังชันสูตรพลิกศพ และในที่สุดหัวหน้ากลุ่ม ชื่อ เจียงอู๋ตี้ ก็เดินมาสอบสวนพวกเขาที่อยู่ในเหตุการณ์ทีละคน
เขาบอกกับกลุ่มของเฟิงหลี่เฉียงด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า“พวกท่านอยู่ในเหตุการณ์่ชุลมุนด้วยจึงอาจจะเป็ได้ทั้งพยานหรือผู้สมรู้ร่วมคิด”
ทุกคนยกเว้นเฟิงหลี่เฉียงต่างพากันหน้าเสีย ถ้าติดร่างแหไปด้วย อนาคตของพวกเขาจะต้องดับวูบลงอย่างแน่นอนเพราะพวกเขาจะต้องถูกกักตัวคุมขัง และจะต้องใช้เวลาในการสืบสวนสอบสวนและอาจจะทำให้พวกเขาพลาดโอกาสในการเข้าสอบต่อหน้าพระที่นั่ง แล้วที่พวกเขาสู้อดทนทำมาทั้งหมดล่ะเมื่อคิดได้ดังนั้น อินเฉิน ซุยเฉินเหยา เทียนมู่อวี้ต่างรีบอธิบายและให้ข้อมูลอย่างตื่นตระหนกแต่เจียงอู๋ตี้กลับไม่สนใจฟัง เขาหันไปสอบถามเด็กหนุ่มที่ถูกกล่าวหาโดยมีผู้ช่วยคอยจดคำให้การ
เด็กหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มอารมณ์ว่า“ข้าชื่อ สวี่เฟิงหยวน เป็ชาวเมืองหนานจิง ข้ามากินข้าวเย็นที่นี่ แล้วก็ลงมาเข้าห้องน้ำตอนที่มาเข้าห้องน้ำก็เห็นศพชายคนนี้ แต่ข้าไม่แน่ใจว่าเขายังมีชีวิตหรือไม่ก็เลยไปพลิกตัวเขาดู แล้วชายพวกนี้ก็มากล่าวหาว่า ข้าเป็คนฆ่าเขา!”
เจียงอู๋ตี้ถามว่า“เ้ามีพยานรู้เห็นว่าเ้าไม่ได้ฆ่าชายคนนี้หรือไม่”
“ไม่มีหรอกข้ามาคนเดียว!” สวี่เฟิงหยวนพูดอย่างเริ่มโมโห
ในขณะที่หวังเฉิงแสยะยิ้มและพูดขึ้นมาว่า“เห็นไหมล่ะ แบบนี้แล้ว ยังกล้าปฏิเสธอีกหรือ!”
เจียงอู๋ตี้หันไปถามหวังเฉิงบ้าง“เ้าชื่ออะไร และมาเจอศพได้อย่างไร”
“ข้าชื่อหวังเฉิงขอรับเป็พ่อค้าข้าวสารอยู่ที่เมืองเสฉวน ไปๆมาๆ ระหว่างเมืองหลวงกับเสฉวน”จากนั้นเขาก็พูดต่อว่า “วันนี้ข้ามีนัดกินข้าวกับผู้ตาย เขาคือ หลี่เจียนเป็พ่อค้าเหมือนกัน เขาขอตัวมาเข้าห้องน้ำ แต่ข้าเห็นเขาหายตัวไปนาน ก็เลยลงมาตามแล้วก็มาพบเ้าเด็กคนนี้กำลังจับตัวคนตายอยู่ ข้าว่าเ้าเด็กนี่ละที่เป็ฆาตกร!”
สวี่เฟิงหยวนซึ่งโมโหมากขึ้นก็ตอบโต้ทันที“ข้าจะไปฆ่าเขาทำไม! ข้าไม่รู้จักเขาด้วยซ้ำ”
“เหอะๆ!จะไปรู้หรือ เ้าอาจจะฆ่าปิดปากเพื่อเอาเงินจากเพื่อนของข้าก็ได้”พ่อค้าตอบพร้อมกับแสยะปาก
แต่ก่อนที่พวกเขาจะโต้เถียงกันมากไปกว่านี้เจียงอู๋ตี้ก็หันมาถามกลุ่มของบัณฑิตที่ยืนรออย่างกระสับกระส่ายว่า“แล้วพวกท่านล่ะ มาเกี่ยวข้องอะไรด้วย”
ซุยเฉินเหยารีบตอบว่า“พวกเรามากินเลี้ยงฉลองที่สอบผ่าน จากนั้นก็เตรียมตัวกลับ”
เทียนมู่อวี้พูดเสริมว่า“แล้วก็ได้ยินเสียงโต้เถียงกัน จากนั้นน้องชายคนนี้ก็วิ่งมาชนเฟิงหลี่เฉียง เพื่อนของข้าจนเกือบจะล้ม”
“แล้วพวกเราก็ถูกชายคนนี้กล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดด้วยบ้าจริง!” อินเฉินสรุปเป็คนสุดท้ายด้วยความโมโห
ก่อนที่จะพูดอะไรลูกค้าบางคนที่มากินอาหารและถูกสั่งให้รอก็เริ่มส่งเสียงดังโวยวาย เจียงอู๋ตี้จึงสั่งให้ลูกน้องรีบไปสอบปากคำจากนั้นก็หันมาพูดกับทุกคนว่า “เอาอย่างนี้ ข้าจะพาพวกท่านไปที่ว่าการอำเภอก่อนแล้วข้าจะกลับมาสอบปากคำคนที่นี่อีกครั้ง”
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนต่างโวยวายขึ้นมาด้วย โดยเฉพาะกลุ่มอินเฉิน ซุยเฉินเหยาเทียนมู่อวี้ที่รู้ดีว่า พวกเขาจะต้องมีมลทินแน่ และไม่รู้ว่าจะสอบปากคำเสร็จวันไหนโอกาสที่พวกเขาจะได้อ่านหนังสือหรือแม้แต่ไปสอบก็จะหลุดลอยไป
อินเฉินพูดด้วยความโมโหว่า“พวกข้าจะต้องเข้าสอบระดับพระราชสำนักอีกภายในสองอาทิตย์นี้ ถ้าพวกข้าไปสอบไม่ได้ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร!” อีกสองคนสนับสนุนเสียงดัง
ในขณะที่พวกของหวังเฉิงก็ไม่ยอมเช่นกัน“จะไปยากอะไร ก็จับเ้าเด็กหนุ่มนั่นไปเลยสิ!”
แต่แล้วทุกคนที่ต่างคนต่างโต้เถียงก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงทุบโต๊ะดังเปรี้ยงขึ้นมา! เมื่อหันไปมองทางต้นเสียง ก็เห็นเฟิงหลี่เฉียงยกมือขึ้นมาจากโต๊ะช้าๆแล้วพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดผิดไปจากท่าทีสุภาพภายนอกว่า “ใต้เท้าเจียงอู๋ตี้อย่าเพิ่งรีบด่วนสรุป” เขากวาดตามองไปทีละคน จากนั้นก็พูดต่อว่า“ถ้าข้าไขคดีนี้ได้ในตอนนี้ ท่านจะว่าอย่างไร”
เจียงอู๋ตี้ชักสีหน้าเขารู้สึกเหมือนตัวเองถูกเด็กหนุ่มลูบคม ถึงคนกลุ่มนี้จะเป็บัณฑิตแต่เขาก็ทำงานมานาน เขาจึงกระชากเสียงพูดว่า “เ้าจะทำอะไรได้!”
แต่อินเฉินซึ่งเริ่มมีความหวังก็รีบพูดขึ้นว่า “ท่านคงไม่รู้ว่า เพื่อนคนนี้ของข้า คือบัณฑิตฮุ่ยหยวนของปีนี้ถึงเขายังดูเด็ก แต่ท่านน่าจะเชื่อสติปัญญาของเขาบ้างนะ”
อีกสองคนรีบสนับสนุนขึ้นมาทำให้เจียงอู๋ตี้ชะงักไป หลายคนต่างหันมามองบัณฑิตหนุ่มด้วยความทึ่งในขณะที่เฟิงหลี่เฉียงก็พูดเตือนว่า “ท่านก็อย่าลืมว่า ในตอนนี้ พวกข้าสามารถรับราชการเป็นายอำเภอได้ในทันทีนั่นก็แปลว่า ข้าสามารถสืบสวนและวินิจฉัยคดีได้ด้วย”
เจียงอู๋ตี้หน้าเปลี่ยนสีจริงสินะ บัณฑิตที่เป็กงเซิงแล้ว สามารถรับราชการได้ทันที เมื่อได้ยินดังนั้นเขาจึงกัดฟันพูดอย่างไม่เต็มใจว่า “ก็ได้ ข้าจะให้พวกท่านลองไขคดีแต่ถ้าไม่สำเร็จ..จะต้องไปที่อำเภอกับข้า!”
ทุกคนตกลงตามนั้นที่จริงแล้วเพื่อนของเฟิงหลี่เฉียงก็ไม่แน่ใจในความสามารถของเด็กหนุ่มนัก พวกเขารู้จักกันจากการเรียนในโรงเรียนแต่ไม่ได้สนิทสนมมาก แต่ตอนนี้พวกเขาลงเรือลำเดียวกันแล้วจึงต้องช่วยกันพายไปให้สุดทาง
หลังจากทุบโต๊ะเกือบพังไปอีกหนึ่งตัวเฟิงหลี่เฉียงซึ่งนิ่งสงบลง ก็พูดขึ้นว่า “ข้าขอสอบถามพนักงานก่อน”
ผู้จัดการภัตตาคารรีบออกไปตามเสี่ยวเอ้อมาให้เพราะเขาก็อยากให้เื่จบโดยเร็วเช่นกัน เมื่อพนักงานจำนวน 6 คนมาถึง เด็กหนุ่มก็บอกว่า“ขอให้พวกท่านตอบคำถามให้ดี และคิดก่อนตอบด้วย” ทุกคนพยักหน้าอย่างกลัวๆ
“ข้าขอถามว่าในวันนี้ มีใครได้พบเห็นคุณชายท่านนี้หรือไม่ ถ้าเห็น หรือได้คุยกับเขา หรือบริการเขาก็ขอให้ช่วยบอกมาทันที” เฟิงหลี่เฉียงผายมือไปยังสวี่เฟิงหยวนที่ยืนอยู่อีกด้าน
เสี่ยวเอ้อทุกคนมองตามและคนแรกตอบว่า เขาเป็คนต้อนรับและพาเด็กหนุ่มไปนั่งที่โต๊ะชั้นหนึ่งด้านในและอีกคนบอกว่าตนเองเป็คนนำอาหารมาให้ที่โต๊ะ
เฟิงหลี่เฉียงพยักหน้าและถามเสี่ยวเอ้อคนแรกว่า“ท่านบอกว่าเป็คนพาเขาไปนั่งที่โต๊ะ เขามาคนเดียวหรือมากับใคร”
เสี่ยวเอ้อรีบตอบ“มาคนเดียวขอรับ”
เด็กหนุ่มหันไปถามเสี่ยวเอ้อที่ยกอาหารเขาก็ยืนยันเช่นกันว่าสวี่เฟิงหยวนมาคนเดียว
จากนั้นเฟิงหลี่เฉียงจึงถามต่อว่า“พวกเ้าคนไหนบ้าง ที่มาต้อนรับและคอยบริการพวกเราทั้งสี่คน”
มีเสี่ยวเอ้อสองคนยกมือตอบว่าพวกเขาเป็คนบริการกลุ่มของเฟิงหลี่เฉียงเอง เด็กหนุ่มจึงถามเสี่ยวเอ้อทั้งสองว่า“พวกท่านเห็นพวกข้ากับคุณชายท่านนี้พูดคุยกันหรือไม่”
เสี่ยวเอ้อสองคนหยุดคิดและตอบว่าไม่เห็นพร้อมกัน
หวังเฉิงรีบถามขัดขึ้นมาว่า“พวกเ้าอยู่เฝ้าตลอดหรือไง พวกเขาอาจจะดอดลงไปคุยกันตอนไหนก็ได้”
แต่เสี่ยวเอ้อคนหนึ่งกลับแย้งว่า“ไม่มีทางขอรับ ข้าจำได้ว่าทุกคนอยู่แต่ในห้อง เพราะข้ายืนเฝ้าอยู่หน้าห้องตลอด!”