สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    ตอนที่ ๑๑๑ เปิดเผยทุกอย่าง

    เรื่องความสูงเป็นเรื่องใหญ่ ในตอนนี้เรื่องดังกล่าวสำคัญกับจิวฟงมากกว่าเรื่องการเดินลมปราณ สำคัญมากกว่าการฝึกวิชายุทธ์ สำคัญกว่าเรื่องใดทั้งหมดในชีวิตของเด็กชายตัวจ้อย
    แม้หวงหยินฟาจะไม่อนุญาตให้เขาเดินทางไปยังป่าแดนบูรพา แต่จิวฟงก็ไม่ยอมแพ้ ถึงแม้จะกลัวชายตาเดียวมากสักเพียงใดแต่จิวฟงก็จะสู้ คราวนี้เด็กชายจะเพียรเฝ้าอ้อนวอนขอร้อง จนกว่าผู้เป็นอาจารย์จะยอมให้เขาเดินทางออกไปเก็บโสมพันปี
    จิวฟงสูดลมหายใจเข้าแรงๆแล้วพยักหน้าหนึ่งที เขาแหงนคอมองหวงหยินฟาด้วยสายตาที่มุ่งมั่น จากนั้นจิวฟงก็อธิบายถึงความจำเป็น
    “ผู้อาวุโสหวง มีเหตุผลสำคัญที่ทำให้ข้าจำต้องเดินทางไปยังป่าแดนบูรพา” พูดจบเจ้าเปี๊ยกก็พยักหน้าอีกหนึ่งครั้ง แล้วเขาก็สะกิดเจิ้งซิ่งฝูให้ช่วยโน้มน้าวคนจอมโหด ทว่าคนแซ่เจิ้งก็ยืนเฉยโดยที่ไม่ช่วยอะไร
    “เหตุผลอะไร” หวงหยินฟาปรายตามองจิวฟงแล้วถามเรียบ พอได้ยินอาจารย์ไต่ถาม เจ้าเปี๊ยกก็ดีใจเป็นนักหนา หวงหยินฟาเปิดช่องให้เขาชี้แจงแล้ว มีหรือที่เขาจะปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอย จิวฟงทำหน้าจริงจังพร้อมกับเอ่ยบอกชายตาเดียว
    “ที่ป่าแดนบูรพามีโสมพันปีอาศัยอยู่ โสมชนิดนี้มีสรรพคุณมากมาย นอกจากจะช่วยให้การเดินลมปราณไม่ขัดข้อง โสมนั้นยังจะช่วยให้ข้าสูงขึ้นอีก...”
    “ไร้สาระ” เสียงเรียบดังขึ้นทั้งๆที่จิวฟงพูดยังไม่ทันจบ เจ้าเปี๊ยกแข็งใจแล้วจ้องเข้าไปในดวงตาอันคมกริบก่อนที่จะเอ่ยต่อ
    “โสมพันปีตัวผู้จะช่วยให้ข้าสูง”
    “ข้าบอกว่าไร้สาระ...”
    เสียงนั้นกระด้างขึ้น สายตาของหวงหยินฟาราวกับจะเชือดเฉือนเข้าไปในจิตใจของเด็กน้อย จิวฟงกลัวจนตัวสั่น แต่เพื่อโอสถเพิ่มความสูงแล้วเขาไม่มีทางยอมถอย ขณะที่จิวฟงกำลังจะเอ่ยอะไรออกมานั้นเอง คนจอมโหดก็บอกกับเด็กชายตัวจ้อย
    “อย่าให้ข้าต้องพูดเป็นครั้งที่สาม เร่งฝึกปราณไป เดี๋ยวพอถึงเวลาก็โตเอง!”
    “ขอรับ...”
    จิวฟงพยักหน้าหงึกๆอย่างว่าง่าย เขาก้มหัวส่งหวงหยินฟาที่เดินเข้าไปในห้อง เจ้าเปี๊ยกเดินเม้มปากออกมาจากหอหลอมศาสตราโดยที่ไม่แสดงอาการต่อต้าน พอเดินลงมาถึงตีนเขา จิวฟงก็แหงนคอมองอาคารที่ตระหง่านอยู่บนยอดเขาอันเขียวขจี เจ้าเปี๊ยกพูดกับเจิ้งซิ่งฝูด้วยท่าทีเป็นเดือดเป็นแค้น
    “ไอ้คนจอมโหดนั่นใจร้ายที่สุด!”
    เจิ้งซิ่งฝูหัวเราะในลำคอ เขาตบไหล่เจ้าเปี๊ยกสองสามที จากนั้นก็เปิดเผยกับเด็กชาย
    “จิวฟง ข้าจะบอกเจ้าให้ ผู้อาวุโสหวงมีประสาทการรับรู้ที่ไว เขาสามารถได้ยินคำพูดของเจ้าแม้ว่าจะอยู่ไกลถึงขนาดนี้”
    “เมื่อครู่ข้าพูดเล่น!”
    ในเขตของหุบเขาจินเฉียง เจ้าหางเพลิงแอบซุ่มอยู่บนต้นไม้ในดงป่า มันควบคุมเพลิงที่หางให้ค่อยๆสงบระงับ ไม่ช้าอัคคีธาตุที่ปลายหางก็มอดดับ เจ้าแมวดำหมุนคอมองเจ้าไก่ขาวใยไหมที่ขี่คอมันไว้ พอเจ้าไก่อสูรเห็นจิวฟงมุ่งหน้ากลับมาทางบ้าน เจ้าไก่เพศเมียก็ร้องเบาๆเพื่อให้สัญญาณ
    สองสัตว์อสูรเฝ้ารอจังหวะ ขณะที่จิวฟงจะเดินเข้าไปในบ้าน เสียงร้องของสัตว์อสูรก็ดังขึ้นพร้อมๆกัน
    “กะต๊าก” “หง่าว!”
    เจ้าแมวดำลอบกระโจนเข้าไปทางด้านหลังเด็กชายตัวน้อย เจ้าไก่ขาวก็พุ่งเข้าใส่จิวฟงด้วยความเร็วสูงสุดของมัน เจ้าแมวเตรียมพร้อมรับมือการโต้กลับของเด็กชายอยู่ทุกขณะ มันพุ่งเข้าไปใกล้แผ่นหลังของเจ้าเปี๊ยกมากขึ้น...มากขึ้น แต่เด็กชายก็ไม่แม้แต่จะหันกลับมา
    โครม!
    สองสัตว์อสูรพุ่งกระแทกเด็กชายจนล้มหน้าคว่ำ เจ้าเปี๊ยกค่อยๆยันตัวขึ้นมา แล้วเด็กชายก็เดินเข้าไปในบ้านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
    “หง่าววว...” “กุ๊กๆๆ”
    เสียงเรียกของสัตว์อสูรในพันธสัญญาไม่กระทบโสตประสาทของเด็กชายผู้มีท่าทีเหม่อลอย เจ้าเปี๊ยกค่อยๆลากขาเข้าไปในบ้านไม้ จากนั้นเขาก็ทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างไร้เรี่ยวแรง
    หวงหยินฟาผู้เชี่ยวชาญด้านการตีศาสตราและซูเฉิงหยวนผู้เชี่ยวชาญด้านวิชายุทธ์ออกเดินทางไปยังแคว้นฉู่อย่างลับๆ น้อยคนนักที่จะรู้ว่าคนทั้งสองไม่ได้อยู่ที่สำนักวายุจำรัส ทว่าจิวฟงซึ่งเป็นศิษย์สายตรงของชายตาเดียวรู้ดีว่าตอนนี้อาจารย์ของเขาไม่ได้อยู่ในเขตหุบเขาจินเฉียงแล้ว
    ในเวลานี้เหล่าศิษย์คนอื่นๆล้วนเก็บตัวบำเพ็ญตน แต่จิวฟงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เจ้าเปี๊ยกไม่ยอมฝึกตน ไม่ยอมเดินลมปราณ ไม่ยอมแม้แต่จะควบรวมอสูรอีกเลย
    ใช่ว่าจิวฟงจะใช้ชีวิตโดยเปล่าประโยชน์ เด็กชายเพาะปลูกพืชภักษาไว้รอบๆบ้าน นอกจากนี้เขายังไปศึกษาตำราพืชวิเศษที่ชั้นสองของหอหลอมศาสตรา เด็กชายหวังว่าจะพบตำรับยาที่ช่วยให้เขาสูงขึ้น
    เวลาผ่านไปสองอาทิตย์นับตั้งแต่หวงหยินฟาเดินทางออกไปนอกสำนักวายุจำรัส ลี้เจ่ยได้ข่าวว่าศิษย์ผู้น้องหมกตัวอยู่แต่ในห้องเก็บคัมภีร์ เขาจึงออกจากหุบเขาโห่วหยาเพื่อมาเยี่ยมเยียนเด็กชาย
    “ฟงน้อย ไปเที่ยวเล่นหุบเขาโห่วหยาของข้าไหม บรรยากาศที่นั่นค่อนข้างครึกครื้น ตอนนี้เหล่าคณาจารย์กำลังเร่งปลูกพืชภักษา นอกจากนี้พวกเขายังช่วยกันปรุงโอสถที่ดัดแปลงมาจากตำรับยาเม็ดสีแดงเข้มของเจ้า” พูดจบลี้เจ่ยก็จิบชาในจอกที่จิวฟงรินให้ เขามองดูเจ้าหางเพลิงซึ่งนอนเล่นอยู่ในบ้านของจิวฟงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นลี้เจ่ยก็เอ่ยถามเด็กชายที่เอาแต่นิ่งเงียบ
    “เจ้ายังไม่ได้บอกวิธีปลูกต้นว่านโหยหาแก่ข้าเลย”
    “ปลูกด้วยดินมูลค้างคาวแดง ให้อยู่ในดินที่ชุ่มน้ำบริสุทธิ์ตลอดเวลา บำรุงด้วยแสงไฟอันสว่างจ้า การบำรุงว่านโหยหาด้วยลมปราณของมนุษย์จะช่วยให้มันเติบใหญ่” จิวฟงตอบโดยไม่อิดออดเหมือนที่ผ่านมา คำตอบของเด็กชายทำให้ลี้เจ่ยรู้สึกตื่นเต้น ใครจะคิดว่าพืชวิเศษชนิดนี้ต้องการลมปราณของมนุษย์ ลี้เจ่ยรู้แล้วว่าเหตุใดพืชประหลาดจึงใกล้จะสูญพันธุ์
    ผู้อาวุโสแซ่ลี้หน้าชื่นตาบานอยู่ครู่เดียว ดวงตาของเขาก็พลันฉายแววเป็นกังวลเมื่อเห็นสีหน้าซังกะตายของศิษย์น้องจอมป่วน
    “ฟงน้อย...เรื่องความสูงไม่ใช่เรื่องใหญ่ ความแข็งแกร่งของผู้ฝึกตนนี่สิของจริง” จิวฟงได้ยินศิษย์พี่พูดถึงเรื่องความสูงก็ยิ่งรู้สึกเหมือนกับมีอะไรมาบีบหัวใจ เด็กชายเงยหน้ามองลี้เจ่ยด้วยนัยน์ตาที่สั่นไหว แล้วเขาก็ระบายกับศิษย์พี่อย่างอัดอั้น
    “ทำไมไม่มีใครคิดค้นยาเร่งการเจริญเติบโต ทำไมถึงมีแต่ตำรับยาที่ช่วยคงความเยาว์วัยอยู่เต็มไปหมด ข้าไม่เข้าใจพวกผู้ฝึกตนรุ่นก่อนๆเลยสักนิด พวกเขาไม่คิดอยากจะแก่บ้างหรืออย่างไร!”
    จิวฟงใช้เวลาอยู่กับกองตำราจนจดจำพืชวิเศษได้หลากหลายตระกูล เขารู้ถึงสรรพคุณของพืชนับพันๆชนิด เด็กชายจำลักษณะของพืชวิเศษชนิดต่างๆได้อย่างขึ้นใจ จะขาดก็เพียงแค่กลิ่นและไอพืชวิเศษที่เป็นเอกลักษณ์เท่านั้นที่จิวฟงยังไม่ได้สัมผัส
    แม้จะรู้จักพืชวิเศษเพิ่มขึ้นมากมาย แต่จิวฟงกลับไม่รู้ถึงวิธีเร่งการเจริญวัย เหตุเพราะไม่มีตำราเล่มใดในห้องเก็บคัมภีร์บอกถึงวิธีกระตุ้นการเจริญเติบโต
    ลี้เจ่ยยังไม่รู้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับศิษย์น้อง เขาคิดว่าจิวฟงแค่หยุดสูงเฉยๆ เขาหารู้ไม่ว่าร่างกายของจิวฟงไม่เปลี่ยนแปลงมาปีเศษแล้ว
    คนแซ่ลี้ส่ายหน้าไปมาแล้วลุกขึ้นไปหาเด็กชายตัวจ้อย เขาตบไหล่จิวฟงสองสามทีก่อนที่จะเอ่ยถ้อยคำ
    “เจ้าจะรีบแก่ไปทำไม? ในโลกนี้ไม่มีใครอยากแก่ ไม่มีใครอยากตาย นี่เป็นเหตุผลที่พวกเราก้าวเข้ามาอยู่ในโลกของผู้ฝึกตนไม่ใช่หรือ”
    “แล้วถ้าข้าต้องเป็นเด็กไปอย่างนี้ตลอดไปจะทำยังไง!”
    “นั่นเป็นไปไม่ได้ กว่าร่างกายของข้าจะเข้าสู่กระบวนการชะลอวัย ก็ต้องรอจนถึงตอนที่ได้ปราณขั้นที่สี่ระดับท้ายๆ รออีกสักครึ่งปี ข้ารับประกันว่าเจ้าต้องสูงขึ้นไม่มากก็น้อย”
    “ตลอดปีที่ผ่านมา ข้าไม่สูงขึ้นสักนิด ซ้ำร้ายดูเหมือนว่าข้าจะหยุดโตโดยสิ้นเชิง!”
    ลี้เจ่ยถึงกับอึ้งเมื่อได้ฟังคำกล่าวของเจ้าเปี๊ยก ซักไซ้ไล่เลียงอยู่สักพัก ลี้เจ่ยก็รู้ว่าทั้งเจิ้งซิ่งฝูและเกาเพ้ยจื่อก็ทราบถึงความผิดปกตินี้เช่นกัน คนแซ่ลี้มีสีหน้าเคร่งเครียด เขาล้วงถุงวิเศษแล้วหยิบรองเท้าส้นหนาเตอะออกมา
    “อย่างน้อยมันก็ช่วยเจ้าได้...”
    “พอได้แล้ว!”
    ลี้เจ่ยยืนมองศิษย์ผู้น้องที่นั่งคอตก เจ้าไก่ขาวใยไหมส่งเสียงร้องกุ๊กๆ ส่วนเจ้าแมวดำมองดูร่างกายของเด็กชายอย่างสงสัย ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งคนจอมกะล่อนก็เริ่มซักถามเพื่อจะหาสาเหตุของความผิดปกติ
    “เจ้าใช้เวลาในการสร้างฐานปราณเท่าไร...”
    “หนึ่งวัน”
    คำตอบสั้นๆแต่ทำให้ลี้เจ่ยถึงกับตกตะลึง เมื่อครั้งที่เขาฝึกหัดเดินลมปราณ เขาใช้เวลาหนึ่งอาทิตย์ในการยังฐานปราณให้ปรากฏ เพื่อนร่วมรุ่นต่างสรรเสริญว่าเขาเป็นผู้มีพรสวรรค์ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังเทียบกับเด็กชายตัวจ้อยไม่ได้
    “ลมปราณขั้นที่หนึ่งล่ะ”
    “ราวๆหนึ่งเดือน” จิวฟงบอกลี้เจ่ยอย่างไม่ปิดบัง พูดจบเด็กชายก็เงยหน้ามองศิษย์พี่ด้วยสายตาเว้าวอน เจ้าเปี๊ยกยินดีเปิดเผยทุกอย่าง หากนั่นจะช่วยให้ลี้เจ่ยแก้ไขปัญหาของเขาได้
    ลี้เจ่ยสะบัดหน้าแรงๆ หนึ่งเดือนในการเหยียบเข้าสู่ปราณขั้นแรกไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แม้จิวฟงจะผลิตทรัพยากรเองได้ แต่หากขาดความเข้าใจในการเดินลมปราณจนถึงขีดสุดแล้ว ไม่มีใครจะสำเร็จขั้นปราณดังกล่าวภายในระยะเวลาเพียงแค่เดือนเดียว
    “วิชายุทธ์ของเจ้าล่ะ ใช่หัตถ์ไร้ลักษณ์หรือไม่”
    “ใช่”
    คนแซ่ลี้ลูบคางแล้วพยักหน้าสองสามที ลี้เจ่ยคิดถึงตอนที่เจ้าเปี๊ยกสลัดหลุดจากการตรึงร่าง คนจอมกะล่อนนึกถึงตอนที่จิวฟงลงแข่งขันกับผู้คนตระกูลลี้ เขาเข้าใจแล้วว่าเหตุใดจิวฟงจึงทำลายหินสีชาดได้ หัตถ์ไร้ลักษณ์เป็นวิชาขั้นสูงที่ร้ายกาจ แต่ถึงกระนั้นตัวเขาเองก็ไม่คิดจะฝึกฝนให้สิ้นเปลืองทั้งเวลาและทรัพยากร
    ลี้เจ่ยเทียบเคียงจากประสบการณ์ เขาเองก็ได้ฐานปราณมาครองตั้งแต่เยาว์วัย เขาบรรลุถึงขั้นแรกโดยใช้เวลาเพียงสามเดือน ครั้งนั้นหวงหยินฟาถึงกับปกปิดพรสวรรค์ของลี้เจ่ยตัวน้อยไม่ให้ใครรู้ ศิษย์พี่แซ่ลี้นึกทบทวนถึงความหลัง เขามั่นใจว่าการเดินลมปราณไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้จิวฟงหยุดสูง
    วิชายุทธ์ไม่น่าจะเป็นสาเหตุให้เกิดความผิดปกติกับศิษย์น้อง ยาเม็ดเทาที่จิวฟงบดเองก็ไม่น่าจะมีปัญหา ในเมื่อศิษย์ทั้งสำนักต่างก็ใช้ยาชนิดนี้ในการเพาะบ่มพลัง จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่ยาเม็ดเทาจะมีผลข้างเคียง
    ลี้เจ่ยจนปัญญา สุดท้ายเขาก็เพ่งเล็งไปที่ยาซึ่งจิวฟงบดเอง
    “ข้าคิดว่าควรเอายาเม็ดเทาของเจ้าไปให้ผู้อาวุโสเกาตรวจสอบ”
    “เมื่อสัปดาห์ก่อนข้านำยาไปให้ท่านผู้อาวุโสเกาตรวจวิเคราะห์ ข้าได้เปิดเผยวิธีการบดยาและสัดส่วนของพืชวิเศษหลักทั้งห้าชนิดจนหมดสิ้น พืชอื่นๆที่ปะปนอยู่ในตัวยาข้าก็ได้บอกไปจนหมด ท่านเกาเพ้ยจื่อตรวจสอบดูแล้วก็ไม่พบว่ายาของข้ามีปัญหาอะไร...”
    ในเมื่อเกาเพ้ยจื่อรับรองว่ายาของจิวฟงไม่มีปัญหา ลี้เจ่ยก็ตัดประเด็นเรื่องยาเม็ดเทาออกไปทันที แต่ทั้งวิชายุทธ์และการเดินลมปราณก็ไม่น่าจะใช่ต้นตอของสาเหตุ ฝ่ายเจ้าเปี๊ยกซักถามก็รู้ว่าลี้เจ่ยฝึกควบรวมอสูรตั้งแต่เด็ก จิวฟงครุ่นคิดแล้วตัดประเด็นเรื่องการผสานร่างกับสัตว์อสูรทิ้งไป ทั้งศิษย์พี่และศิษย์น้องต่างก็อับจนหนทาง ขณะนั้นเองลี้เจ่ยก็จ้องไปในตาของเด็กชายแล้วเอ่ยถามอย่างจริงจัง
    “ฟงน้อย เจ้ามีวิชาลับใดที่ยังไม่เปิดเผยต่อข้าอีกหรือไม่”
    จิวฟงเม้มปากแน่น เขาปรายตามองถุงวิเศษ เด็กชายนึกถึงตอนที่อยู่ในดินแดนตระกูลลี้ นึกย้อนถึงตอนที่รู้จักกับศิษย์พี่ซึ่งอยู่ในคราบผู้เฒ่าพิเศษลี้เหว่ยชวง จิวฟงจ้องหน้าลี้เจ่ยอยู่นาน จากนั้นเด็กชายก็พยักหน้าลง
    “คัมภีร์ลมปราณปฐมธาตุ วิธีการเดินลมปราณย้อนกลับ...”


    คล้ายกับเรื่องสะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร ที่คุณอ่าน