ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 78 ชางไฮ่

            วันต่อมาแสงตะวันของรุ่งอรุณสาดส่องไปทั่วเมืองจินเฟิง.......

            เฟิ่งหยูเดินออกมาจากที่พักพร้อมกันหนิงเอ๋อมุ่งหน้าไปยังตัวเมืองการมาของเฟิ่งหยูและหนิงเอ๋อดึงดูดสายตาผู้คนจำนวนมาก  ประการแรกเพราะใบหน้าอันงดงามของหนิงเอ๋อที่เข้าสู่วัยสาวรูปร่างน่าตาน่ารักดึงดูดสายตาของบรรดาผู้ชายทั้งหลาย

             ประการที่สองสัตว์เลี้ยงตัวน่ารักที่หนิงเอ๋ออุ้มอยู่เป็นที่ดึงดูดสายตาของเหล่าหญิงสาวที่รักสวยรักงามและสัตว์ที่น่ารักเช่นนี้ก็นับเป็นจุดสนใจจากสายตาของพวกเขาอย่างแน่นอน

            เสี่ยวไป๋ที่อยู่กับหนิงเอ๋อและได้รับทรัพยากรที่มากมายจนระดับของมันเลื่อนไปอยู่ระดับที่สี่แล้วมันชอบคลุกคลีอยู่และวนเวียนอยู่รอบๆ หนิงเอ๋อด้วยรูปร่างของเจ้าแมวน้อยน่ารักออดอ้อน หนิงเอ๋อจึงให้ทรัพยากรแก่มันบ่อยครั้งที่เสี่ยวไป๋ใช้ลูกไม้นี้กับคนในราชวงศ์มาโดยตลอดทำให้ระดับความก้าวหน้าของมันรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง

            ทางด้านราชวงศ์เองก็พร้อมทุ่มทรัพยากรทุกอย่างให้กับเสี่ยวไป๋อยู่แล้วจนเสี่ยวไป๋แทบจะเป็นขวัญใจของคนในราชวงศ์เมฆาหวนไปแล้ว…….

            “ท่านพี่เราไปดูสินค้าร้านตรงกันข้ามนั้นดูไหมดูเหมือนจะเป็นร้านใหญ่พอสมควร ข้าอยากลองไปเดินเล่นดู”

            “ได้สิเจ้าเองก็คงอยากซื้อของเยอะๆ อยู่แล้ว ดังนั้นเอาสิ่งนี้ไว้ใช้ก็แล้วกันถือว่าข้าให้เป็นของขวัญแก่เจ้าก็แล้วกัน”

            เฟิ่งหยูหยิบสร้อยมิติขนาดเล็กกะทัดรัดรูปทรงสวยสะดุดตาให้กับหนิงเอ๋อ

            “นี่เป็นสร้อยมิติที่ข้าทำเองเอาให้เจ้า ไว้เก็บของใช้ส่วนตัว พื้นที่มันก็มากพอสมควร” หนิงเอ๋อรับมาด้วยรอยยิ้มที่แลดูน่ารักและสดใส

            พวกเขาทั้งสองต่างเดินเข้าไปในร้านซึ่งเป็นร้านค้าของทางเมืองจินเฟิงที่จำหน่ายสินค้ามากมายหลากหลายประเภท หนิงเอ๋อเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ สายตามองสิ่งของต่าง ๆ รอบ ๆอย่างตื่นเต้น

            “เมืองจินเฟิงเจริญรุ่งเรืองแบบนี้ท่านพี่มีเวลาพักผ่อนบ้างไหมนี่”

            “ข้ามอบให้ทางฝ่ายขุนนางเขาจัดการกันเองไม่ได้วุ่นวายอย่างที่คิดหรอก”

            “เอะ  !! ท่านพี่เม็ดยาหวนคืนของท่านก็มีจำหน่ายที่นี่ด้วยหรือ”

            หนิงเอ๋อเหลือบไปเห็นเมื่อพวกเขาเดินผ่านยังแผนกโอสถซึ่งเม็ดยาแต่ละตัวจะมีป้ายราคาและสรรพคุณบอกไว้อย่างละเอียด

            “มี แต่มีจำนวนจำกัดแต่ละที่สามารถจำหน่ายเม็ดยาหวนคืนได้ไม่เกินเดือนละ สองเม็ดเท่านั้น ซึ่งหากความต้องการมาก แต่เม็ดยามีจำนวนน้อยจะทำให้ราคาของเม็ดยายิ่งสูงขึ้นเป็นที่ต้องการมากขึ้นด้วย” เฟิ่งหยูอธิบายให้ฟัง

            “ข้าเองคงต้องศึกษาวิชาความรู้อีกมากมายประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ข้าเองเคยพบเคยเจอมา ยังเทียบท่านพี่ไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยวของท่านพี่เลย”

            “เจ้าไม่ต้องวิ่งไปหาปัญหาปัญหาต่างๆ ก็จะมาหาเจ้าเอง เช่นเดียวกัน เจ้าสนใจศึกษาในเรื่องใด เรื่องนั้น ๆก็จะเริ่มจากจุดใกล้ตัวของเจ้ามากที่สุดนั่นแหละ” เฟิ่งหยูเปรียบเปรยให้ฟัง

            เฟิ่งอยูและหนิงเอ๋อเดินทอดน่องดูสินค้าต่างๆ ไปเรื่อยเปื่อยพลันเหลือบไปเห็น ฉีฉี ซึ่งหนิงเอ๋อเองก็พูดคุยกับฉีฉี ในงานเลี้ยงอย่างถูกคอกัน

            ฉีฉี เดินมากับผู้ชายอีกคนหนึ่งรูปร่างภูมิฐาน แต่งตัวดี

            “ท่านพี่ ฉีฉี ไม่ใช่เหรอ?”

            “อื่ม พวกเราอย่าไปยุ่งกับพวกเขาเลย  พวกเขามากันสองคน คงต้องการความเป็นส่วนตัว”

            เฟิ่งหยูเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับยิ้มให้ฉีฉีเมื่อ ฉีฉี เห็นดังนั้นจึงพยักหน้าตอบรับเพียงแต่ว่าผู้ชายคนที่มาด้วยกับฉีฉีกลับมองเฟิ่งหยูและหนิงเอ๋ออย่างเหยียดหยาม

            “ท่านพี่ข้าสนใจค่ายกลเหล่านั้นเผื่อจะมีประโยชน์กับอาณาจักรของข้าบ้าง พวกเราลองไปดูกันไหมท่านพอจะแนะนำข้าเกี่ยวกับค่ายกลพวกนี้ได้ไหม...”

            “ได้สิเราไปดูค่ายกลที่ทางสำนักเทพดาราสร้างขึ้นมาข้าเองก็อยากจะรู้ว่าพวกเขามีความสามารถมากเพียงใดแล้วตอนนี้”

            ทั้งคู่เดินไปในทิศทางของแผนกค่ายกลที่อยู่ด้านข้างของพวกเขา

            “ฉีฉีเจ้าต้องการค่ายกลระดับใดข้าจะเป็นคนซื้อให้เจ้าไปศึกษาเอง” ชางไฮ่เอ่ยขึ้นมา

            “อื่มเราไปดูกันก็ได้ศิษย์พี่ชางไฮ่” ฉีฉีกล่าว

            เฟิ่งหยูเข้าไปดูพร้อมกับหนิงเอ๋อเมื่อเดินเข้าไปก็ได้ยินคำทักทายที่คุ้นเคย

            “สนใจค่ายกลแบบไหนดีคะค่ายกลที่สร้างเสร็จแล้ว หรือว่าจะให้ทางสำนักเทพดาราสามารถสร้างค่ายกลตามที่ท่านต้องการก็ได้นะเจ้าคะ”

            “พวกเราขอเดินเลือกดูก่อนก็แล้วกันนะ”

            เฟิ่งหยูพาหนิงเอ๋อเดินเลือกดูค่ายกลชนิดต่างๆ  

            “เจ้าต้องการค่ายกลแบบไหนหละค่ายกลป้องกัน หรือว่าค่ายกลโจมตี”

            “ข้าต้องการค่ายกลที่สามารรถช่วยท่านพ่อและท่านพี่ได้ในสงครามครั้งนี้” หนิงเอ๋อตอบอย่างไม่ลังเล

            เฟิ่งหยูมองดูค่ายกลต่างๆที่นำออกมาแสดงพนักงานต้อนรับก็บรรยายสรรพคุณของค่ายกลต่างๆ เหล่านั้นให้กับหนิงเอ๋อและเฟิ่งหยูฟังอย่างละเอียด

            “ข้าต้องการค่ายกลชิ้นนั้น”เฟิ่งหยูพูดพร้อมกับกำลังจะยื่นมือไปหยิบค่ายกลชิ้นนั้น

    แต่ก่อนที่มือของเขาจะเอื้อมไปหยิบค่ายกลชิ้นนั้นพลันมีมือของชายหนุ่มอีกคนหนึ่งหยิบไปค่ายกลนั้นไปพร้อมกับเอ่ย

            “ข้าเอาค่ายกลชิ้นนี้นี่คือเงินค่าค่ายกล”เขาหยิบค่ายกลชิ้นนั้นพร้อมกับโยนเงินค่าค่ายกลไปให้พนักงานคนนั้นทันที

            พนักงานต้อนรับคนนั้นมองมายังเฟิ่งหยูทันทีเฟิ่งหยูพลันกล่าว

            “เดี๋ยวข้าดูชิ้นอื่นก็ได้”พร้อมกับหันไปมองฉีฉีที่เดินมาพร้อมกับชายคนนั้น

            “อ้าวฉีฉี เจ้าเองก็มาดูค่ายกลเหมือนกันเหรอเจ้าศึกษาค่ายกลด้วยอย่างนั้นหรือ” เฟิ่งหยูทักทายด้วยความสนิทสนม

            “อื่มข้ากำลังศึกษาเรื่องค่ายกลอยู่วันนี้ ศิษย์พี่ชางไฮ่พาข้ามาเลือกซื้อค่ายกล”ฉีฉีพูดพร้อมกับทำท่าเหนียงอาย

            “อย่างนั้นเองหรอ ข้าเองก็พาหนิงเอ๋อมาเลือกซื้อของเจ้าเองจะไปด้วยกันไหม”

            เฟิ่งหยูเอ่ยปากชวนฉีฉี

            “ไม่หละข้าไม่อยากจะรบกวนพวกท่าน”ฉีฉีพูดพร้อมกับยิ้มให้กับทั้งคู่

            เฟิ่งหยูมองดูค่ายกลชนิดต่างๆ พลางเห็นค่ายกลหนึ่งน่าสนใจจึงหันไปพร้อมกับกล่าวบอกหนิงเอ๋อ

            “ค่ายกลนี้ เหมาะน่าสนใจดีมันน่าตรงกับที่เจ้าต้องการพอดีมีทั้งโจมตีและป้องกันภายในค่ายกลเดียว”

            เฟิ่งหยูกำลังยื่นมือไปหยิบพลันมีมือหนึ่งยื่นเข้าไปหยิบพร้อมกับเอ่ย

            “ข้าเอาค่ายกลนี้”

            เป็นชางไฮ่ที่ตัดหน้าเฟิ่งหยูไปอีกคราว  เฟิ่งหยูส่ายหน้าพร้อมกับเอ่ย

            “ฉีฉี เจ้าจะคบใครข้าไม่ว่าแต่ขอให้มีความคิดมากกว่านี้ มีความรู้ มีความสามารถแต่ไม่รู้จักคิดสักวันก็จะนำพาแต่เรื่องเดือดร้อนมาให้ เจ้าเข้าใจที่ข้าพูดใช่ไหม?”

            “ข้าเข้าใจ ข้าขอโทษจากนี้ไปข้าจะไม่ยุ่งกับคนแบบนี้อีก”

            ฉีฉีพูดพร้อมกับกำลังจะเดินจากไปในทันที

            “ฉีฉี เจ้าจะไปไหน” ชางไฮ่รีบห้าม

            “เจ้าจะยอมฟังคำพูดของสวะคนหนึ่งอย่างนั้นหรือแค่โดนข้าแย่งของของเขาชิ้นสองชิ้นก็ยังไม่กล้าตอบโต้เลย  เจ้าจะฟังคำโง่ ๆ ของคนพรรคนั้นอีกหรือ”

            “ใช่ข้าจะฟังคำของคน คนนั้นคนที่ท่านบอกว่าเป็นขยะ” ฉีฉีกล่าว

            “เจ้าขยะสองคนนั้นมันมีอะไรดีนักหนาเทียบข้าได้ไหม ข้าเป็นถึงลูกของขุนนางเมืองจินเฟิ่งแห่งนี้เชียวนะ”

            “ฮึ อย่างเจ้านะเหรอหากไม่เป็นลูกขุนนางในเมือง เจ้าทำอะไรเป็นบ้าง ข้าเคยเชื่อเจ้าแต่การกระทำของเจ้าวันนี้หากเฟิ่งหยูไม่บอกข้า ข้าเองก็คงทนรับกับพฤติกรรมที่ชอบดูถูกเหยียดหยามคนอื่นของเจ้าแบบนี้ไม่ไหวหรอก”

            “เจ้านี่เจ้าว่าข้าอย่างนั้นหรือ เจ้าอย่าคิดว่าเจ้าเป็นตระกูลเดียวกับเจ้าเมืองแล้วจะทำอะไรก็ได้นะหากเจ้าพูดแบบนี้เจ้าอย่าว่าข้าก็แล้วกันข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร”

            “เอาตัวของเจ้าให้รอดก่อนเถอะแล้วค่อยมาโอ้อวด”

            “ได้ ได้ข้าจะทำให้เจ้าเห็นว่าสวะเพียงแค่สองตัวจะทำอะไรข้าได้”ชางไฮ่พูดพร้อมกับเดินไปทางเฟิ่งหยูและหนิงเอ๋อที่กำลังเลือกดูของอย่างสนุกสนาน พูดคุยกันด้วยความสนิทสนมกัน

            “เจ้า พวกเจ้าจงออกไปจากร้านนี้ซะก่อนที่เจ้าจะไม่ได้ออกไปตลอดกาล” ชางไฮ่เข้ามาพูดกับเฟิ่งหยูและหนิงเอ๋อ

            ผู้คนมากมายต่างพากันมองมาเป็นจุดเดียว

            “อย่างนั้นหรือ” เฟิ่งอยู่เอ่ย

            “ใช่ เจ้าคงไม่รู้ว่าพ่อข้าเป็นใครพ่อข้าคือขุนนางฝ่ายพิธีการของเมืองจินเฟิงนี้ อย่าทำให้ข้าต้องเสียเวลาพวกเจ้าทั้งสองรีบออกไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุดเลยก่อนที่ตระกูลของเจ้าจะไม่มีที่อยู่ในเมืองจินเฟิงแห่งนี้” ชางไฮ่พูดด้วยความยโสโอหัง

            เฟิ่งหยูจูงมือหนิงเอ๋อเดินออกไปก่อนจะออกจากร้านเขาหยุดเดินพร้อมกับหันมาคุยกับฉีฉี

            “ข้าเตือนเจ้าแล้วเห็นไหมว่าผลมันจะเป็นเช่นไร” จากนั้นเฟิ่งหยูจึงหันมาพูดกับชางไฮ่

            “ใช่ ข้าไม่รู้ว่าพ่อเจ้าเป็นใคร ข้าเองก็ไม่อยากให้พวกเจ้าต้องเสียเวลาเจ้าออกไปจากเมืองนี้ก่อนตะวันตกดินก็แล้วกัน ก่อนที่ทั้งตระกูลของเจ้าจะต้องออกไปจากเมืองนี้ไปด้วยเจ้ารีบเดินทางออกไปจากเมืองจินเฟิงนี้ให้เร็วที่สุดก่อนที่ตระกูลของเจ้าจะไม่มีที่อยู่ในอาณาจักรแห่งนี้” เฟิ่งหยูยอกย้อนกลับ

            จากนั้นเฟิ่งหยูและหนิงเอ๋อเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย............

             “เจ้า เจ้าเห็นไหม ฉีฉี เจ้านั่นมันหยิ่งยโสเพียงใด มันพูดกับข้าว่าอย่างไร เจ้าได้ยินหรือไม่ ฮ่า ฮ่า ฮ่าๆๆๆ“ชางไฮ่หัวเราะเสียงดัง

            “เจ้าจะเชื่อข้าที่เป็นลูกชายขุนนางกรมพิธีการหรือเจ้าหนุ่มคนนั้นหละทีนี้”

            “หากข้าเป็นท่านข้าจะรีบทำตามที่เขาบอก”ฉีฉีพูดพร้อมกับเดินจากไปอย่างไร้เยื่อใย

            “เจ้า เจ้า เจ้านี่มัน”ข้าไม่อยากเชื่อจริงๆ ว่าเจ้าจะตาบอดถึงเพียงนี้  

            “โชคดีแล้วที่เขาเตือนเจ้า หากเจ้ายังไม่อยากให้ตระกูลเจ้าเดือดร้อนข้าแนะนำให้เจ้ารีบกลับไปทำตามที่เขาบอก”ฉีฉี หันมาพูดกับชางไฮ่

            ชางไฮ่งุนงงคำพูดของฉีฉีเป็นอย่างยิ่ง เขาเฝ้าติดตามและพยายามตามเอาอกเอาใจเธอมาโดยตลอดเป็นระยะเวลาเกือบหนึ่งปีเต็มเขาทุ่มเททุกอย่างหนัก ทั้งทรัพยากรและเงินทองสิ่งของต่าง ๆ ที่มอบให้กับเธอ ด้วยเหตุผลเพียงข้อเดียวเท่านั้นเพราะว่าฉีฉีเป็นคนตระกูลเดียวกับเจ้าเมืองจินเฟิงแห่งนี้

            เขาจึงพยายามทำดีกับฉีฉีทุกวิถีทางด้วยเหตุผลที่อยากจะให้ตระกูลเขาเข้าถึงเจ้าเมืองจินเฟิงและเหตุผลทั้งหมดที่เขาทุ่มเทก็เพื่อความก้าวหน้าของตระกูลของเขาเท่านั้นหาได้มีใจให้กับ ฉีฉี อย่างจริงใจ

            “ข้าเองก็ว่าเจ้าควรจะฟังคำสั่งของเขาก่อนที่ตระกูลของเจ้าจะเดือดร้อนนะ”

            เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลังของชางไฮ่เขาจึงหันกลับไปมอง เป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากจ้าวหยวน

            “ท่านแม่ทัพใหญ่ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร”

            “ข้าจะมาได้อย่างไรเจ้าไม่ต้องรู้หรอกว่าแต่เจ้านะรีบทำตามที่เขาบอกเถอะก่อนที่ตระกูลของพวกเจ้าจะเดือดร้อนเพราะตัวเจ้าเอง”

            “เดือนร้อนเพราะข้า ท่านเอาอะไรมาพูด”

            ที่ชางไฮ่รู้จักจ้าวหยวนเพราะเขาติดตามบิดาของเขาเข้าเมืองอยู่บ่อยๆ หลายครั้งที่บิดาของเขาได้แนะนำให้เขารู้จักเมื่อพบเจอกับคนใหญ่คนโตในเมืองจินเฟิง 

            “คนที่เจ้าดูถูกอยู่นั่นนะ แม้แต่ข้าเองยังต้องฟังคำสั่งของเขาเลย”

            “บิดาเจ้าก็เช่นเดียวกันอย่าทำให้ตระกูลเจ้าเดือดร้อนไปมากกว่านี้เลย ไม่เช่นนั้นตระกูลเจ้าอาจจะเหมือนตระกูลเซียว”จ้าวหยวนกล่าวเตือนพร้อมกับเดินจากไป 

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน