เทพยุทธ์หลอมภพ สยบหมื่นวิถี

    ตอนที่ 31 : ความจริงอันหนาวเหน็บ และเสียงระฆังเปิดลานเชือด

    ตอนที่ 31 : ความจริงอันหนาวเหน็บ และเสียงระฆังเปิดลานเชือด

    หยาดโลหิตของอวิ๋นเซียวหยดลงบนพื้นหญ้าที่เปียกชื้นดุจน้ำค้างยามค่ำ ชายหนุ่มผู้เพิ่งรอดพ้นจากปากอสูรบรรพกาลพุ่งตัวเข้าใส่ร่างระหงเบื้องหน้าด้วยสติที่ขาดผึง ความแค้นที่สั่งสมมาจากการถูกหักหลังและชะตากรรมของสหายทำให้เขาลืมสิ้นซึ่งความกลัว

    "คืนบงกชโลหิตให้ข้า... คืนชีวิตของพันซานมา!"

    อวิ๋นเซียวคำรามลั่น ฝ่ามือที่อาบไปด้วยปราณหลอมภพกระแทกเข้าใส่ลั่วปิงเยว่ด้วยความโกรธเกรี้ยว ทว่าภาพที่ปรากฏกลับเป็นเพียงความว่างเปล่า สตรีชุดขาวขยับกายดุจเงาพราย นางสะบัดแขนเสื้อเพียงเบาบาง ปราณเหมันต์ที่เยือกเย็นประดุจพายุหิมะจากยอดเขาหลักพลันพุ่งเข้าปะทะ ร่างของอวิ๋นเซียวถูกแช่แข็งในชั่วพริบตา ตรึงร่างของเขาไว้กับพื้นดินราวกับรูปสลักน้ำแข็งที่ไร้ทางต่อต้าน

    "เจ้ามันไอ้โง่ที่ไร้สติ" ลั่วปิงเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แววตาสีน้ำเงินดุจน้ำแข็งของนางทอดมองเขาด้วยความซับซ้อน "หากเจ้ากินบงกชโลหิตนั่นเข้าไปในสภาพนี้ หรือนำไปให้พันซานกินโดยไม่ผ่านการหลอมรวม พลังหยางอันมหาศาลจะระเบิดร่างของพวกเจ้าให้กลายเป็นเศษเนื้อเสียก่อนจะทันได้เริ่มแผนการเสียด้วยซ้ำ!"

    อวิ๋นเซียวพยายามดิ้นรนทว่ายิ่งขยับ ปราณเหมันต์ยิ่งกัดกินลึกลงไปถึงกระดูก "แล้วเหตุใด... เจ้าจึงต้องขโมยมันไป..."

    "เพื่อนำมาหลอมรวมกับปราณหยินในกายข้าอย่างไรเล่า" นางก้าวเข้ามาใกล้ แสงจันทร์ส่องกระทบใบหน้าเย็นชาที่บัดนี้ดูเปราะบางอย่างประหลาด "เจ้าเข้าใจผิดแล้ว อวิ๋นหงต่างหากที่พาสมุนมาเจอค่ายกลของเจ้า มันจับตัวพันซานไปไว้ที่ยอดเขาหลัก พื้นที่หวงห้ามของเจ้าสำนัก ส่วนข้านั้น... ข้ามาเพื่อช่วยเจ้า ไม่ใช่มาเพื่อแย่งชิงสมบัติพรรค์นั้น"

    ความจริงที่บาดลึกยิ่งกว่าบาดแผลทำให้อวิ๋นเซียวต้องชะงัก ร่างกายที่แข็งค้างเริ่มคลายออกเมื่อลั่วปิงเยว่ถอนปราณน้ำแข็งกลับไป นางไม่ได้จับพันซานไป... แต่เป็นนายน้อยตระกูลหลักที่ใช้ความลับนี้มาเป็นเครื่องมือ

    "ไปกับข้า" นางกล่าวพลางพยุงร่างอันโชกเลือดของเขาขึ้นมา "ข้ามีที่หลบภัยที่เจ้าสำนักและนายน้อยของเจ้าไม่มีวันหาพบ... เราต้องใช้เพลิงบรรพกาลของเจ้าและปราณเหมันต์ของข้า หลอมรวมเป็น 'โอสถลบสลักมาร' หากไร้โอสถนี้ ต่อให้เจ้าบุกถึงตัวพันซาน ตราประทับภาชนะบนตัวพวกเจ้าก็จะระเบิดออกทันทีที่เจ้าสำนักสัมผัสได้ถึงไอพลังของเจ้า"

    ภายใน 'ถ้ำเหมันต์' ซึ่งซ่อนตัวอยู่หลังม่านน้ำตกที่ปกคลุมด้วยอาคมลวงตา พื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยมวลไอเย็นที่บริสุทธิ์ อวิ๋นเซียวและลั่วปิงเยว่นั่งขัดสมาธิเผชิญหน้ากัน กลิ่นอายหยางจากเพลิงบรรพกาลในร่างของอวิ๋นเซียวและกลิ่นอายหยินจากกายของนางเริ่มหมุนวนเข้าหากัน

    "เริ่มได้!" ลั่วปิงเยว่สั่งการ

    อวิ๋นเซียวหลับตาลง รีดเร้นเพลิงบรรพกาลจากเจดีย์หมื่นวิถีออกมา มันปะทะเข้ากับปราณเหมันต์ของหญิงสาว พลังสองขั้วที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงบีบคั้นเข้าหากันในกล่องหยกที่วางอยู่ตรงกลาง ความเจ็บปวดรุนแรงปะทุขึ้นในจิตสำนึกของทั้งสองฝ่าย

    ทว่าในช่วงเวลาที่ความร้อนและไอเย็นหลอมรวม อวิ๋นเซียวพลันสูญเสียการควบคุมจิตตนเอง ภาพนิมิตแห่งความทรงจำที่ไม่ใช่ของเขาก็พุ่งเข้าครอบงำ!


    เขามองเห็นลั่วปิงเยว่ในวัยเยาว์ นางคุกเข่าอยู่หน้าแท่นพิธีอันมืดมิด เบื้องหน้าของนางคือร่างของเจ้าสำนักเซี่ยคงหมิงที่ดูราวกับนักบุญผู้เมตตา ทว่าในจังหวะที่เซี่ยคงหมิงวางมือลงบนคอของนางเพื่อประทับตรา อวิ๋นเซียวกลับมองเห็นเงาที่สะท้อนจากกระจกด้านหลังของเจ้าสำนัก...

    มันไม่ใช่รูปร่างมนุษย์! ภายใต้ชุดคลุมอันสง่างามนั้น มันคือร่างของสัตว์ร้ายที่มีเกล็ดสีดำทมิฬและดวงตานับร้อยดวงซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง ร่างนั้นไม่ได้ประทับตรา แต่มันกำลัง 'สูบกลืน' ไอพลังชีวิตจากลั่วปิงเยว่เข้าไปเป็นอาหาร! นี่คือความโสมมที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าอสูรตนใดที่เขาเคยพบเจอ

    นี่หรือคือผู้ที่จะบรรลุเป็นอมตะ... นี่หรือคือผู้ที่พวกเขาก้มหัวให้!

    จิตวิญญาณของอวิ๋นเซียวสั่นสะท้าน เขาสะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นมาในถ้ำเหมันต์ พบว่าใบหน้าของลั่วปิงเยว่ซีดเผือด โอสถสีขาวนวลลอยวนอยู่กลางอากาศ มันคือ 'โอสถลบสลักมาร' ที่สำเร็จลุล่วงด้วยน้ำพักน้ำแรงของทั้งคู่

    ทว่าความยินดียังไม่ทันได้ชื่นชม...

    ตึง!! ตึง!! ตึง!!

    เสียงระฆังเวหาของสำนักเมฆาคล้อยดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วผืนป่าและหุบเขา มันดังซ้ำกันถึงเก้าครั้งติดต่อกัน! เสียงนั้นกังวานด้วยความเยือกเย็น ประกาศก้องไปยังศิษย์ทุกคนทั่วทั้งสำนัก

    "งานประลองศิษย์สายนอก... เริ่มต้นขึ้นแล้ว!"


    เสียงระฆังเก้าครั้งคือสัญญาณตาย! ลานประลองที่ทุกคนใฝ่ฝันกลายเป็นเพียง 'ลานเชือด' ที่ถูกเปิดออกอย่างเป็นทางการแล้ว บัดนี้พันซานและศิษย์คนอื่นๆ ที่ถูกจับไปกำลังถูกนำเข้าสู่เส้นทางที่ไม่มีวันได้หวนคืน เวลาที่เหลืออยู่มีเพียงเสี้ยวอึดใจเท่านั้น หากไม่บุกทะลวงในยามนี้ ทุกอย่างจะสายเกินการณ์ไปตลอดกาล!