ขณะที่ฉินซูเม่ยแกล้งหลับและตำหนิซูซ่างจิ่นอยู่ในใจ ในห้องพักผู้ป่วยก็มีเสียงใครคนหนึ่งเดินเข้ามา
“พี่ซ่างจิ่นคะ”
ฉินซูเม่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ‘ฉินซิ่วหลานเหรอ เธอมาที่นี่ทำไม ไหนป้าหูบอกว่าที่บ้านจะไม่ส่งใครมาเฝ้าฉันแล้วยังไงล่ะ’
“เธอมาเฝ้าซูเม่ยเหรอ” ซูซ่างจิ่นแสร้งทำตัวให้เป็ปกติ ั้แ่วันที่เขากับฉินซิ่วหลานจูบกัน เขาก็พยายามหลบเลี่ยงเธอมาตลอด ถึงแม้เขาจะพยายามหลบเธอ แต่ััของจูบแรกเขาก็ลืมมันไม่ได้เหมือนที่เธอบอกเขาไว้จริงๆ
“เปล่าค่ะ ฉันมาหาพี่” ฉินซิ่วหลานเดินเข้าหาซูซ่างจิ่นแล้วกอดเขา ก่อนที่เธอจะเขย่งปลายเท้าขึ้นไปจูบเขา
“เธอจะทำอะไร ออกไปนะ” ซูซ่างจิ่นบอกไม่เต็มเสียงนัก
“พี่ไม่ชอบเหรอคะ” ฉินซิ่นหลานจุมพิตเขาอีกทีหนึ่ง “แต่ฉันว่าพี่ชอบนะที่ฉันทำแบบนี้”
ซูซ่างจิ่นไม่ได้ขยับหนี “ซูเม่ยยังนอนอยู่ตรงนี้ เธออย่ามาทำอะไรน่าเกลียด”
“ฉันถามพยาบาลมาแล้ว คิดว่าพี่ซูเม่ยน่าจะตื่นพรุ่งนี้เลยล่ะค่ะ” ฉินซิ่วหลานผละจากชายหนุ่ม “ฉันเอาข้าวกับน้ำมาส่ง พี่กินสักหน่อยสิคะ พี่กินข้าวเสร็จฉันก็จะกลับแล้วล่ะค่ะ”
ซูซ่างจิ่นอยากให้ฉินซิ่วหลานกลับไปเร็วๆ หากเธอยังมาปลุกอารมณ์เขาไม่หยุด เขาก็ไม่รู้ว่าเขาจะควบคุมตัวเองได้อยู่ไหม ซูซ่างจิ่นรีบคว้ากล่องข้าวมากินอย่างเร็วแล้วดื่มน้ำตาม “ฉันกินเสร็จแล้ว เธอรีบกลับบ้านไปก่อนเถอะ”
ฉินซิ่วหลานยกแก้วเดิมที่ซูซ่างจิ่นใช้ขึ้นมาดื่ม “ฉันใช้แก้วเดียวกับพี่ พี่รู้สึกเหมือนเราจูบกันทางอ้อมไหมคะ”
ซูซ่างจิ่นจินตนาการตามและรู้สึกร้อนขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เขาเริ่มคลายกระดุมเสื้อ ฉินซิ่วหลานเห็นอย่างนั้นก็เดินเข้าไปหา ลมหายใจของเธอก็เริ่มหอบขึ้นมาเหมือนกัน จากนั้นทั้งคู่ก็จูบกันอย่างดูดดื่ม ฉินซิ่วหลานพยายามประคองสติตัวเอง “เราไปหาที่พักค้างคืนกันดีกว่าค่ะ ฉันถามกับพยาบาลมาแล้วว่าจะมีพยาบาลเวรเข้ามาดูอาการของพี่ซูเม่ยทั้งคืน เราไม่จำเป็ต้องนอนเฝ้าเธอ พี่ซ่างจิ่น...ฉันรู้ว่าพี่กำลังทรมาน ฉันก็ทรมานเหมือนกัน”
“ซิ่วหลาน...เธอ...อาหารของเธอมีปัญหาหรือเปล่า” ซูซ่างจิ่นไม่ได้คิดว่าฉินซิ่วหลานจะใจกล้าใส่ยาปลุกอารมณ์ในอาหาร เพราะสมัยนี้คงไม่มีใครใช้วิธีสกปรกแบบนี้กันแล้ว แต่ที่เขาถามเพราะร่างกายของเขาเกิดความผิดปกติขึ้นหลังจากกินอาหารของเธอ
“เราไปหาที่พักกันก่อนดีกว่านะคะ พี่เชื่อฉันเถอะ เื่นี้เราต้องช่วยกัน” ฉินซิ่วหลานไม่อยากพูดอะไรมาก เธอเริ่มที่จะควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้แล้วเหมือนกัน เพราะยากำลังออกฤทธิ์
ฉินซูเม่ยลุกขึ้นนั่งเมื่อเห็นคู่หมั้นและน้องสาวเดินโอบเอวกันออกไปจากห้องพัก ‘วันที่ฉันป่วยเข้าโรงพยาบาลนี่สินะที่เป็วันแรกที่พวกเธอมีอะไรกัน หวังว่าพวกเธอจะผลิตไอ้เด็กเลวซูซ่างเฉวียนออกมาเร็วๆ นะ ชีวิตฉันจะได้หลุดพ้นจากพวกเธอสักที’
“พี่ซ่างจิ่น” ฉินซิ่วหลานนอนแนบอยู่ในอ้อมกอดของซูซ่างจิ่น “ตอนนี้ฉันเป็ของพี่แล้ว พี่ต้องรับผิดชอบฉันนะคะ”
ซูซ่างจิ่นยังคงเงียบแม้เขาจะโอบฉินซิ่วหลานไว้กับอก แต่เขาก็กำลังคิดว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไปดี ตอนนี้เขาหมั้นอยู่กับฉินซูเม่ย และคิดว่าจะต้องแต่งงานกับเธอ เพื่ออาศัยโชคดีของเธอทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น เขาถึงขนาดสัญญากับตัวเองไว้ว่าเขาจะมีเธอแค่คนเดียวตลอดชีวิต เหมือนกับคุณปู่ที่มีแต่คุณย่า คุณตาที่มีแต่คุณยาย หรือแม้แต่พ่อของเขาที่มีแม่ของเขาเป็ภรรยาเพียงคนเดียว
แต่ตอนนี้เขากลับทำผิดต่อเธอ เขาไปมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับน้องสาวของเธอ ถึงแม้เขาจะรู้แล้วว่าเหตุการณ์เมื่อคืนมันเกิดขึ้นเพราะแผนการของฉินซิ่วหลาน แต่แล้วอย่างไร เขาเป็ลูกผู้ชาย ในเมื่อเขาทำให้ฉินซิ่วหลานเสียความบริสุทธิ์ไปแล้ว เขาก็ต้องรับผิดชอบเธอ เพียงแต่เขาก็ไม่อยากปล่อยฉินซูเม่ยไป
“พี่ซ่างจิ่น ทำไมพี่เงียบไปล่ะคะ หรือว่าพี่ไม่คิดที่จะรับผิดชอบฉัน” ฉินซิ่วหลานเบียดตัวเข้าหาชายหนุ่มอีกครั้ง “ฉันสู้พี่ซูเม่ยไม่ได้ตรงไหน พี่บอกฉันมาสิคะ ฉันจะได้ปรับปรุงตัว”
อารมณ์ของซูซ่างจิ่นเหมือนจะถูกจุดขึ้นอีกครั้ง เขากอดฉินซิ่วหลานให้แน่นขึ้นเพื่อเป็การหยุดมือที่อยู่ไม่สุกของเธอ “ซิ่วหลาน ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่รับผิดชอบเธอ แต่ฉันไม่รู้ว่าฉันจะบอกเื่นี้กับซูเม่ยยังไง”
“พี่ไม่กล้าบอก ให้ฉันไปบอกให้ไหมล่ะคะ ยังไงฉันก็เป็น้องสาว พี่ซูเม่ยต้องยอมให้ฉันแน่นอน” ฉินซิ่วหลานขยับไม่ได้ เธอใช้แก้มถูไปกับหน้าอกของเขาแทน “ให้ฉันไปพูดให้นะคะ”
“ถ้าฉันบอกว่าฉันไม่อยากถอนหมั้นและฉันอยากแต่งงานกับซูเม่ยล่ะ เธอจะว่ายังไง”
“ทำไมคะ พี่ก็บอกอยู่ว่าพี่จะรับผิดชอบฉัน แล้วทำไมพี่ถึงบอกว่าพี่อยากแต่งงานกับพี่ซูเม่ยอยู่อีกล่ะ” ฉินซิ่วหลานทำเสียงไม่พอใจ “ก็เอาสิคะ ถ้าพี่ยังยืนยันว่าพี่จะแต่งกับพี่ซูเม่ยให้ได้ ฉันก็จะเอาเื่ของเราไปประกาศให้ทั่วหมู่บ้านเลย”
“ถ้างั้นฉันถามเธอหน่อย ซูเม่ยได้มรดกเป็ที่ดินของคุณยายที่เมืองหลวงมาสองแปลง เธอได้อะไรจากคุณยายมาบ้าง เธอจะไม่ตอบก็ได้ เพราะก่อนหน้านี้เธอเคยบอกฉันแล้วว่าเธอไม่ได้อะไรจากคุณยายเลย”
“แล้วมันเกี่ยวกับเื่ของเรายังไง”
“เผื่อว่าในอนาคตฉันได้ย้ายไปอยู่เมืองหลวง ฉันก็ต้องมีบ้านอยู่ที่นั่นถูกไหม ที่ดินที่เมืองหลวงราคาแพงขนาดไหนเธอไม่รู้เหรอ ถ้าฉันได้ที่ดินของซูเม่ยมาสร้างบ้าน มันก็จะประหยัดเงินได้มากทีเดียว” ซูซ่างจิ่นไม่ได้บอกเื่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยและเื่ที่เขาคิดว่าฉินซูเม่ยเป็เครื่องรางนำโชคของเขาให้ฉินซิ่วหลานฟัง เพราะเื่การสอบเข้ามหาวิทยาลัย เขาได้รับปากกับอาจารย์ไว้แล้วว่าจะไม่พูดเื่นี้ออกไป ต้องรอให้ทางการเป็คนประกาศ
ส่วนเื่ที่ฉินซูเม่ยเป็เครื่องรางนำโชคของเขา เขาก็ไม่ได้บอกเช่นกัน ฉินซิ่วหลานเป็คนพูดไม่คิด ถ้าเธอรู้ว่าฉินซูเม่ยนำความโชคดีและความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ครอบครัวได้ ฉินซิ่วหลานต้องนำเื่นี้กลับไปเล่าให้พ่อกับแม่ของเธอฟังอย่างแน่นอน ด้วยความโลภของฉินซานเหลียงกับหลูเหนียง ไม่แน่ว่าสองคนนั้นอาจจะให้ฉินซูเม่ยถอนหมั้นกับเขาไปเลยก็ได้ อย่างไรสองสามีภรรยาคู่นั้นก็มีลูกชายที่พวกเขาฝากความหวังไว้อยู่คนหนึ่ง ในเมื่อฉินซูเม่ยเป็เครื่องรางที่ดี แล้วคนพวกนั้นจะยอมปล่อยของดีอย่างนั้นให้ครอบครัวอื่นทำไม
“ที่ดินอะไรล่ะคะ แม้แต่เงินสักเหมาฉันก็ไม่ได้” พูดถึงเื่มรดกของคุณยายหลูขึ้นมาทีไร ฉินซิ่วหลานก็อารมณ์เสียขึ้นมาทุกที
“ก็นั่นไง ถ้าเธอได้ที่ดินเป็มรดก ฉันก็จะถอนหมั้นกับซูเม่ยทันที”
“เื่นั้นมันเป็ไปไม่ได้หรอกค่ะ แต่ฉันสงสัยเื่ที่พี่จะได้ย้ายไปอยู่เมืองหลวงมากกว่า เมืองหลวงที่ว่าคือปักกิ่งใช่ไหมคะ แล้วพี่จะย้ายไปอยู่ที่นั่นได้ยังไง”
“เธออยากไปอยู่ที่ปักกิ่งไหม” ซูซ่างจิ่นเปลี่ยนเื่ถาม
“อยากสิคะ ปักกิ่งเชียวนะ ไม่ใช่ว่าใครจะไปก็ไปได้”
“ถ้าเธออยากไป...” ซูซ่างจิ่นเว้นจังหวะ “ฉันพาเธอไปอยู่ที่ปักกิ่งได้ แต่มันต้องแลกมากับการที่เราจะต้องคบกันแบบหลบๆ ซ่อนๆ นี้ไปก่อน รอให้ฉันแต่งงานกับซูเม่ย ฉันถึงจะรับเธอมาอยู่แบบออกหน้าออกตาได้”
“ออกหน้าออกตา! พี่อย่านึกว่าฉันโง่ ตอนนี้มีกฎหมายให้จดทะเบียนได้แค่คนเดียว ไม่มีระบบอนุเหมือนเมื่อก่อนแล้ว อย่าว่าแต่เมียน้อยเลย แค่พี่คบผู้หญิงสองคนพร้อมกัน ถ้ามีคนจับได้ พี่ก็จะถูกเ้าหน้าที่จับไปในข้อหาอันธพาลแล้ว พี่กำลังหลอกใครอยู่กันแน่” ฉินซิ่วหลานโมโหจนไม่อยากนอนกอดชายหนุ่มอีกแล้ว
ซูซ่างจิ่นรั้งเธอไว้แล้วจูบไปที่ริมฝีปากของเธออย่างดูดดื่ม “อย่าเพิ่งโมโหสิ ตอนนี้ฉันหาเหตุผลไปถอนหมั้นกับซูเม่ยไม่ได้จริงๆ และที่ฉันยังอยากแต่งงานกับซูเม่ยก็เพราะเมื่อแต่งงานกันแล้ว ฉันจะให้ฉินซูเม่ยโอนโฉนดที่ดินมาเป็ชื่อของฉัน ถึงตอนนั้นฉันก็จะหย่ากับเขาแล้วมาแต่งงานกับเธอ แบบนี้เธอพอใจไหม”
ซูซ่างจิ่นคิดอยู่ในใจ หากเขาบอกว่าเขาจะไม่รับผิดชอบฉินซิ่วหลาน เขาเชื่อว่าฉินซิ่วหลานต้องเอาเื่ความสัมพันธ์ของเขากับเธอไปป่าวประกาศจนทั่วหมู่บ้านอย่างแน่นอน เขาไม่มีทางให้เกิดเื่แบบนั้นขึ้นได้ อีกทั้งที่เขาบอกว่าเขาจะหย่ากับฉินซูเม่ยหลังจากที่ฉินซูเม่ยโอนชื่อในโฉนดที่ดินมาเป็ชื่อของเขานั้น เขาคิดแล้วว่าเขาสามารถทำได้ เพราะถึงตอนนั้นเขาก็คงจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว ขอแค่เขาได้เข้าไปเป็นักศึกษาและเรียนจบมหาวิทยาลัยปักกิ่ง เขาก็ไม่จำเป็ต้องกังวลเื่หน้าที่การงาน คนที่จบมหาวิทยาลัยในสมัยนี้ยังมีไม่มาก ต่อให้ไม่มีคนโชคดีอย่างฉินซูเม่ยอยู่ใกล้ตัว เขาก็ต้องประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างแน่นอน
“ถ้าพี่ได้ที่ดินนั้นมาแล้วพี่จะหย่ากับพี่ซูเม่ยจริงๆ ใช่ไหมคะ” ฉินซิ่วหลานที่ถูกจูบเมื่อครู่ สมองของเธอก็คิดอะไรไม่ออกแล้ว ไม่ว่าซูซ่างจิ่นจะพูดอะไร เธอก็แทบจะตอบตกลงในทุกเื่ เพราะเธออยากทำอย่างอื่นกับเขาต่อมากกว่า
“ใช่สิ ครอบครัวซูของฉันมีธรรมเนียมปฏิบัติคือเราจะมีอะไรกับผู้หญิงแค่คนเดียวไปตลอดชีวิต ในเมื่อตอนนี้เธอกับฉันมีอะไรกันแล้ว ฉันก็ต้องรับผิดชอบเธอ”
“แล้วถ้าพี่แต่งงานกับพี่ซูเม่ย พี่จะหลีกเลี่ยงเื่นี้ได้เหรอคะ ยังไงผัวเมียก็ต้องเข้าหอด้วยกันไม่ใช่เหรอ” ฉินซิ่วหลานพลิกตัวขึ้นไปนอนทับซูซ่างจิ่นทั้งตัว “ฉันไม่อยากมีสามีคนเดียวกับหล่อน”
“ฉันก็จะอ้างว่าฉันเป็โรคประหลาดทำให้มีอะไรกับเธอไม่ได้” ซูซ่างจิ่นคิด‘ข้ออ้างรุนแรงแบบนี้เท่านั้นที่จะทำให้ฉินซูเม่ยเชื่อ’
ฉินซิ่วหลานที่มองว่าพี่สาวเป็คนโง่และหัวอ่อน พี่สาวต้องเชื่อคำพูดของซูซ่างจิ่นแน่ “ถ้างั้นฉันจะยอมให้พี่แต่งงานกับหล่อน พอพี่ได้ที่ดินสองแปลงนั้นมาเป็ของพี่ พี่ต้องรีบหย่ากับหล่อนทันทีนะคะ”
“ก็เธอเชื่อฟังขนาดนี้แล้วนะไม่ให้ฉันถูกใจเธอได้ยังไง” ซูซ่างจิ่นพลิกตัวฉินซิ่วหลานให้ไปนอนอยู่ใต้ร่างของเขาแทน “ซิ่วหลาน เธอต้องเชื่อฟังฉันไปอย่างนี้ตลอดนะ และเธอก็เชื่อฉันได้เลยว่าฉันจะไม่ไปมีอะไรกับฉินซูเม่ยอย่างแน่นอน ฉันจะมีแค่เธอคนเดียว”
จากนั้นทั้งสองคนก็เริ่มกิจกรรมของคู่รักกันต่ออีกหลายรอบ กว่าจะออกจากห้องพักมาได้ คนดูแลก็บ่นให้พวกเขาว่าพวกเขาเข้าพักเกินเวลาไปหลายครั้งเลยทีเดียว