เมื่อเห็นว่าศิษย์พี่หนิวยอมรับคำท้าเย่หยางก็ยิ้มเช่นกัน แต่รอยยิ้มของเย่หยางทำให้ผู้คนรู้สึกเย็นยะเยือก
ทุกคนในเมืองหลัวอิ๋งได้ยินการเดิมพันของเย่หยางก็ต่างโกรธกันหมดช่างน่าขบขันเสียนี่กระไร การเดิมพันเช่นนี้เหมือนกับการตบหน้าพวกเขาชัดๆ
“เจ้าเด็กผู้นี้เสียสติไปแล้วหรือไร เขาต้องการเอาชนะศิษย์พี่หนิวด้วยกระบวนท่าเดียวคิดว่าเขาเป็นใคร แม้แต่มู่ไป๋ อัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองหนานหลียังไม่ทำตัวโอ้อวดเยี่ยงนี้”
“ใช่…ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำศิษย์พี่หนิวรีบบดขยี้เจ้านั่นด้วยกระบวนท่าเดียวจนต้องออกจากการทดสอบของสำนักไปเลย”
เย่หยางไม่สนใจคำเยาะเย้ยจากทุกคนในเมืองหลัวอิ๋งกล่าวกับศิษย์พี่หนิวว่า"เจ้าพร้อมหรือยัง หากพร้อม ข้าจะเริ่ม ถ้าไม่ก็แค่กล่าวออกมาศิษย์ของเมืองปาฮวงไม่เคยเอาเปรียบผู้ใด จะไม่มีการลอบโจมตีหรือใช้วิธีสกปรก"
วาจาของเย่หยางเป็นการเยาะเย้ยศิษย์พี่หนิวตอนกู่เสี่ยวเย่ว์วิ่งออกไปลากพี่ชายใครก็ตามที่มีสายตาเฉียบคมจะรู้ว่านางไม่ได้คิดโจมตีหรือป้องกันตัวแม้แต่น้อยแต่นางกลับถูกอีกฝ่ายโจมตี นี่มันรังแกกันเกินไปจริงๆ
ศิษย์พี่หนิวตอกกลับอย่างไม่แยแส "ในสนามรบสิ่งสำคัญคือต้องสร้างความได้เปรียบด้วยการโจมตีก่อนการที่นางได้รับบาดเจ็บแสดงให้เห็นว่านางโง่เขลา ผู้ใดกันแน่ที่ควรถูกตำหนิ"
หลังจากได้ยินสิ่งที่ศิษย์พี่หนิวกล่าวเหล่าสาวกเมืองปาฮวงก็จ้องมองเขาด้วยสายตาขุ่นเคืองแต่ดวงตาของกู่เสี่ยวเย่ว์กลับแดงก่ำ
นางแอบเกลียดตัวเองที่ไร้เดียงสาและโง่เขลาเกินไปนางมีชีวิตราบรื่นมาโดยตลอด ไม่เคยประสบเหตุอยุติธรรม เมื่อเหตุเกิดขึ้นนางจึงหน้ามืดตามัวเข้าไปช่วยพี่ชาย
‘แปะๆๆ’ เย่หยางปรบมือ “พูดได้ดี คำกล่าวของศิษย์พี่หนิวช่างสมเหตุสมผล”
เย่หยางหันมาหากู่เสี่ยวเย่ว์พร้อมบอกว่า "น้องสาวตระกูลกู่โปรดจำไว้ว่าในอนาคตอย่าดูถูกคู่ต่อสู้ของเจ้าเด็ดขาด เพราะคู่ต่อสู้ของเจ้าอาจจะเป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานในคราบของมนุษย์ที่มีพฤติกรรมเยี่ยงสัตว์ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ใดๆในไม่ช้าก็เร็วมันต้องประสบความสูญเสียแพ้ภัยตนเอง”
กู่เสี่ยวเย่ว์พยักหน้าอย่างเสียใจโดยไม่ทันได้สังเกตว่าเย่หยางเรียกนางว่าน้องสาว ทั้งที่จริงเย่หยางอายุน้อยกว่านางหนึ่งปี
“วันนี้ไม่ใช่การสูญเสียครั้งใหญ่สำหรับเจ้าท้ายสุดแล้วแม้แต่สัตว์ก็ยังมีธรรมชาติของตัวมันเองน่าเสียดายสิ่งที่เจ้าพบเจอในวันนี้คือเศษขี้วัวที่ถูกโยนทิ้งออกมาเพื่อสร้างความรังเกียจให้เราเพียงเท่านั้นโชคดีที่มันไม่โดนตัวเจ้า ไม่เช่นนั้นคงยากจะล้างออกได้" เย่หยางส่ายศีรษะกล่าวด้วยสีหน้าเศร้าหมอง
"ฮิๆ" กู่เสี่ยวเย่ว์อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆแม้แต่เย่ชิงเสวียนกับหญิงสาวคนอื่นๆที่มาปลอบโยนกู่เสี่ยวเย่ว์ต่างก็พากันหัวเราะ
หลี่เฉิงเฟิงที่อยู่ด้านข้างอดยิ้มไม่ได้ปากคอของเด็กผู้นี้ร้ายกาจยิ่งนัก คนที่รู้ว่าเย่หยางต้องการจะสื่ออันใดมีเพียงหวังชิวอวี่เพราะนางมีสติปัญญาสูงกว่าคนรอบข้าง
เมื่อเห็นว่าคนของตนเองไม่เข้าใจสิ่งที่เย่หยางกล่าวก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก
สีหน้าท่าทางของหวังชิวอวี่เปลี่ยนไปอยู่ไม่น้อยแต่นางก็ไม่ได้กล่าวอันใดออกมา นางรู้สึกเกลียดชังเย่หยางจนอกแทบแตกตายแม้นางจะไม่กล้าลงมือกับหลี่เฉิงเฟิงแต่ถ้ามีโอกาสนางจะจัดการเย่หยางให้หายไปจากโลกนี้อย่างเงียบๆ
“บัดซบ! เจ้ามันรนหาที่ตายนัก? ข้าจะช่วยสงเคราะห์เจ้าเอง”ใบหน้าของศิษย์พี่หนิวบิดเบี้ยวปกติเขาจะได้รับความเคารพจากศิษย์คนอื่นๆ เสมอ ไม่เคยถูกเย้ยหยันเช่นนี้มาก่อน
ขณะกล่าว เขาก็รีบพุ่งเข้าไปหาเย่หยางทันที
“ช้าก่อน” เย่หยางโบกมือ
“เจ้ากลัวหรือไร หรือหมดแรงเพราะพูดมาก?” ศิษย์พี่หนิวกล่าวอย่างเหยียดหยาม
“พี่ซือหนิว(ขี้วัว)ไม่คาดคิดว่านอกจากเจ้าจะมีนิสัยร้ายกาจยิ่งกว่าสัตว์ สติปัญญาก็ด้อยกว่าสัตว์อีกด้วยไม่อยากจะเชื่อว่าคนเยี่ยงเจ้าจะอยู่ในระดับจอมยุทธ์ได้ ช่างน่าชื่นชมจริงๆ”เย่หยางมองเขาด้วยสีหน้าแปลกๆ
“สารเลว! วันนี้ข้าจะฆ่าเจ้า!” ศิษย์พี่หนิวร้องคำรามเสียงดังยามนี้เขาโกรธจนแทบเสียสติ
เย่หยางไม่สนใจว่าศิษย์พี่หนิวกำลังโกรธแค้นเต็มที่เขาหันมาพูดกับหวังชิวอวี่"เนื่องจากเป็นการเดิมพัน เช่นนั้นก็ควรยุติธรรมหากข้าพ่ายแพ้คนของเมืองปาฮวงจะหันหลังกลับไม่เข้าร่วมทดสอบสำนักเทียนอู่แล้วถ้าเมืองหลัวอิ๋งไม่ชนะเล่าจะทำเยี่ยงไร เด็กน้อยโง่เขลาไม่รู้ความคนแก่ก็ไม่เข้าใจกฎเกณฑ์หรือไร”
คำกล่าวของเย่หยางไม่ได้ให้ความเคารพอีกฝ่ายแม้แต่น้อยเนื่องจากเขามีหลี่เฉิงเฟิงคอยหนุนหลังและเขาไม่ชอบสตรีหน้าแหลมดูใจคอโหดร้ายคนนี้มานานแล้ว
วาจาของเย่หยางเปรียบเสมือนศรพิษพุ่งเข้าสู่หัวใจในฐานะที่หวังชิวอวี่เป็นราชายุทธ์ไม่มีชนรุ่นหลังคนใดกล้าหยาบคายต่อหน้านางเช่นนี้แต่นางต้องอดทนเพื่อไม่ให้ตนเองพลาดพลั้งขาดสติ
“เจ้าต้องการอันใด รีบพูดมาอย่าได้อ้อมค้อม” นางพยายามทำเสียงให้สงบที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่น้ำเสียงก็ยังแอบสั่นเครือเพราะความโกรธในตัวเย่หยาง
“เยี่ยม! สมแล้วที่อยู่ในระดับราชายุทธ์แตกต่างจากคนอื่นจริงๆ” เย่หยาชื่นชม
เมื่อหวังชิวอวี่ได้ยินคำกล่าวของเย่หยางนางก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยคิดว่าเย่หยางก็ไม่ได้น่ารังเกียจมากนัก แต่ถ้อยคำต่อมาของเย่หยางก็ทำให้นางโกรธจนแทบอกแตกตาย
“นับว่าท่านใจกว้างกว่าพี่ซือหนิวไม่น้อยแต่เรื่องปกติเช่นนี้ใครๆ ก็ควรคิดได้แบบนี้ทั้งฝีมือและอายุที่ยืนยาวจะไม่สูญเปล่าหรือไร” เย่หยางส่ายศีรษะหลังจากวิเคราะห์อย่างรอบคอบก็ได้ข้อสรุป
เมื่อฟังวาจาของเย่หยางคนที่เฝ้าดูทั้งหมดต่างตกอยู่ในความเงียบ เพราะเขากล้าเยาะเย้ยแม้กระทั่งราชายุทธ์เขาไม่กลัวตายบ้างเลยหรือไร
“ฮ่าๆฮ่า” หลี่เฉิงเฟิงไม่สามารถกลั้นหัวเราะไว้ได้อีกต่อไปเขาหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นทำให้บรรดาสมาชิกของเมืองปาฮวงไม่จำเป็นต้องกลั้นหัวเราะอีกเช่นกัน
แต่งานนี้ความยากลำบากกลับไปตกอยู่ที่ศิษย์ของเมืองหลัวอิ๋งหน้าตาท่าทางของเย่หยางช่างน่าขบขันยิ่งนัก แต่พวกเขาต้องพยายามไม่หัวเราะออกไป
สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนเป็นสีแดงม่วงพยายามอดกลั้นต้องทำเป็นหูดับไม่ได้ยินสิ่งที่เย่หยางกล่าวความเจ็บปวดที่ได้รับไม่ต่างจากถูกทรมาน ทุกคนแอบก่นด่าเย่หยางในใจ ‘เจ้ากำลังเล่นพิเรนทร์อันใดอยากจะสังหารพวกเราให้ตายงั้นหรือ’
สีหน้าของหวังชิวอวี่มืดมนนางไม่สามารถกล่าวอันใดออกมาได้เพราะกลัวว่าถ้าพูดออกไปนางอาจจะถูกหลอกล่อให้สังหารผู้ใดสักคน
ในเวลานี้สายตาของศิษย์พี่หนิวก็แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจถามเสียงดังฟังชัดขึ้นว่า"เจ้าต้องการอะไรกันแน่ รีบบอกมาเร็วๆ"
“ได้…หนึ่งกระบวนท่าตัดสินแพ้ชนะ ถ้าข้าแพ้ก็เป็นไปตามที่ตกลงก่อนหน้านี้แต่ถ้าเจ้าแพ้ เจ้าเมืองหลัวอิ๋งต้องขอขมากู่เสี่ยวเย่ว์” เย่หยางชี้นิ้วไปยังหวังชิวอวี่
เขาคิดในใจว่า ‘อย่าแสร้งทำเป็นเหนือกว่าผู้อื่นทั้งหมดล้วนเป็นความความคิดของเจ้า จะหลบเลี่ยงก็ไม่ทันแล้ว’
“ตกลง” หวังชิวอวี่เห็นด้วยโดยไม่ต้องคิดนางมั่นใจในตัวศิษย์พี่หนิวเป็นอย่างมากแม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดเย่หยางถึงมั่นอกมั่นใจขนาดนั้น แต่ถ้านางไม่กล้าเดิมพันจะดูขี้ขลาดเกินไป
เมื่อเห็นว่าหวังชิวอวี่เห็นด้วยศิษย์พี่หนิวจึงกล่าวกับเย่หยาง "อย่าหาว่าข้ารังแกเจ้าก็แล้วกันการโจมตีด้วยกระบวนท่าเดียวกำหนดผลลัพธ์ เช่นนั้นข้าจะให้เจ้าโจมตีก่อน"
“โอ้ว เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจ” เย่หยางยิ้มบางๆ
เย่หยางรวบรวมพลัง ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวปล่อยหมัดที่เต็มไปด้วยสายลมโจมตีพี่ซือหนิว
ศิษย์พี่หนิวยิ้มอย่างน่ากลัว ยื่นมือออกไปฉับพลันก็ปรากฏโล่ขนาดใหญ่ขึ้นตรงหน้าปิดกั้นการโจมตี
"อันใดกัน"
"ช่างไร้ยางอาย"
“นี่มันโกงกันชัดๆ”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังโจมตี ศิษย์พี่หนิวก็หยิบโล่ออกมาทำให้เหล่าสมาชิกเมืองปาฮวงเดือดดาลด้วยโทสะ เพราะมันเกี่ยวข้องกับอนาคตของพวกเขา
เย่หยางไม่แปลกใจกับการกระทำของศิษย์พี่หนิวแม้แต่น้อยทันใดนั้นทั่วร่างก็เปี่ยมไปด้วยพลัง หมัดยังคงพุ่งไปข้างหน้า
ทันทีที่พลังปราณของเย่หยางเพิ่มขึ้นบรรยากาศทั่วทั้งสถานที่ก็สั่นสะเทือนราวกับถูกแช่แข็งในเหมันต์ ทำให้หายใจหายคอลำบาก
ทันใดนั้นสายตาของหวังชิวอวี่ก็ฉายแววประหลาดใจด้วยไม่คาดคิดว่าเย่หยางจะแข็งแกร่งขนาดนี้ เขาไม่ได้ใช้กำลังทั้งหมดในตอนแรก
สายตาของหลี่เฉิงเฟิงก็ฉายแววประหลาดใจเช่นกันเขามีสายตาเฉียบคมกว่าหวังชิวอวี่มากนัก จึงเห็นว่าเย่หยางเข้าใจใน ‘อำนาจ’ แม้จะเพียงเล็กน้อย แต่ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาผู้ที่เข้าใจใน ‘อำนาจ’ ขณะที่อยู่ในระดับนี้ นับว่าหาได้ยากยิ่ง
ช่วงเวลาที่เย่หยางระเบิดพลังคนที่สัมผัสได้มากที่สุดก็คือศิษย์พี่หนิวมันแทบจะทำให้เขาอยากก้มศีรษะยอมรับความพ่ายแพ้ทันที
‘อำนาจ’ คือความเชื่ออันแรงกล้าที่ฝังลึกลงไปถึงกระดูกส่งผลต่อจิตวิญญาณของคู่ต่อสู้ ทำให้สามารถชนะศัตรูได้โดยไม่ต้องลงมือ
ศิษย์พี่หนิวกัดลิ้นเพื่อให้ตนเองเจ็บปวดจนได้สติกลับมาเขาไม่กล้าประมาท รีบโคจรพลังทั้งหมดที่มีไปยังโล่ป้องกันอย่างรวดเร็ว
ขณะศิษย์พี่หนิวพร้อมป้องกันตัวหมัดของเย่หยางก็อัดกระแทกเข้าใส่โล่ผิวบริเวณหมัดของเขาเปลี่ยนเป็นสีสัมฤทธิ์อย่างฉับพลัน
‘ตูม!!!’
ขณะทุกคนกำลังตกตะลึงโล่ของศิษย์พี่หนิวก็แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่หมัดของเย่หยางไม่ได้ช้าลงเลยแม้แต่น้อยมันอัดกระแทกเข้าใส่ท้องของศิษย์พี่หนิวอย่างแรง
ศิษย์พี่หนิวกระอักโลหิต ร่างหมุนติ้วไปด้านหลังจนหัวแทบแตะถึงขา
ทุกคนต่างตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นบางคนไม่อยากจะเชื่อว่าโล่ที่ทำจากเหล็กชั้นดีจะถูกทำลายอย่างง่ายดายไม่สามารถป้องกันได้แม้แต่น้อย ทั้งยังถูกโจมตีด้วยกระบวนท่าเดียวกำหนดผลลัพธ์อีก
คนจากเมืองหลัวอิ๋งต่างเงียบกริบ เหล่าสมาชิกเมืองปาหวงต่างยืนขึ้นส่งเสียงดีใจแม้แต่กู่หยางที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ตื่นขึ้นเมื่อได้รับการรักษาด้วยโอสถหลังน้องสาวช่วยพยุง เขาก็ลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น
สีหน้าของหวังชิวอวี่ซีดเซียวนางเอื้อมมือไปรับศิษย์พี่หนิว รีบใช้ปราณแท้สำรวจอาการบาดเจ็บทันใดนั้นนางก็ทั้งตกใจทั้งโมโหหนัก
ยามนี้นางทนไม่ไหวอีกต่อไป กรีดร้องขึ้นว่า "เจ้าปีศาจน้อยข้าจะฆ่าเจ้า"
นางพุ่งทะยานเข้าไปตบหน้าเย่หยางมาดหมายสังหารเขาให้ดับดิ้นภายใต้เงื้อมมือของนาง
ทว่าเย่หยางกลับยิ้มอย่างผ่อนคลายสีหน้าเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม ไม่คิดที่จะป้องกันหรือหลบเลี่ยงแม้แต่น้อยเขาแสดงสีหน้าเหมือนอยากโดนทุบตีเสียเหลือเกิน ประหนึ่งกำลังจะบอกว่า "เอาสินังปีศาจเฒ่า ถ้าเจ้ากล้าก็ลองสังหารข้าดู"
ทว่าก่อนที่นางจะทันได้โจมตีเย่หยางปราณอันทรงพลังก็ผนึกนางไว้ ทำให้นางต้องล่าถอยอย่างรวดเร็วราวกับว่าร่วงตกลงไปในห้องเหมันต์ใต้ดิน
‘เพียะ’
ทว่ามันสายเกินไปแล้วหลี่เฉิงเฟิงตบหน้าหวังชิวอวี่ราวกับตบแมลงวันร่างของนางปลิวกระเด็นไปกระแทกกำแพงด้านหลัง
เขาเหลือบมองหวังชิวอวี่ที่พยายามลุกขึ้นจากพื้นด้วยความตื่นตระหนกและมีรอยฝ่ามือปรากฏขึ้นบนใบหน้า "ดูเหมือนเจ้าจะความจำสั้นหากเจ้ากล้าแตะต้องคนของเมืองปาฮวง ข้าจะบดขยี้เจ้าให้ตายเหมือนมดปลวก”
ศิษย์ทั้งสองฝ่ายต่างอึ้งตะลึงไปตามๆ กันวันนี้วิสัยทัศน์ของพวกเขาเปิดกว้างยิ่งขึ้นเป็นเรื่องยากมากที่จะได้เห็นระดับราชายุทธ์ต่อสู้กัน
“เจ้ามันโหดร้าย วันนี้ข้ายอมรับความพ่ายแพ้แต่หลี่เฉิงเฟิง ข้าจะไม่แพ้เจ้าตลอดไปหรอกนะ รอก่อนเถอะ” หวังชิวอวี่รู้ว่าตนเองพ่ายแพ้ราบคาบนางไม่อาจสูญเสียไปมากกว่านี้สายตาของนางจับจ้องไปยังเย่หยางกับหลี่เฉิงเฟิงด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นเตรียมหันหลังจะจากไปพร้อมกับคนของตนเอง
“ช้าก่อน” เย่หยางเรียกอย่างเกียจคร้าน‘เจ้าทำให้ข้าขุ่นเคือง คิดว่าข้าจะปล่อยให้เรื่องมันจบง่ายๆงั้นหรือ’