เทพยุทธ์ล้างสวรรค์ [นิยายแปล]

    บทที่ 37 ตบหน้าอย่างแรง

    เมื่อเห็นว่าศิษย์พี่หนิวยอมรับคำท้าเย่หยางก็ยิ้มเช่นกัน แต่รอยยิ้มของเย่หยางทำให้ผู้คนรู้สึกเย็นยะเยือก

            ทุกคนในเมืองหลัวอิ๋งได้ยินการเดิมพันของเย่หยางก็ต่างโกรธกันหมดช่างน่าขบขันเสียนี่กระไร การเดิมพันเช่นนี้เหมือนกับการตบหน้าพวกเขาชัดๆ

            “เจ้าเด็กผู้นี้เสียสติไปแล้วหรือไร เขาต้องการเอาชนะศิษย์พี่หนิวด้วยกระบวนท่าเดียวคิดว่าเขาเป็นใคร แม้แต่มู่ไป๋ อัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองหนานหลียังไม่ทำตัวโอ้อวดเยี่ยงนี้”

            “ใช่…ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำศิษย์พี่หนิวรีบบดขยี้เจ้านั่นด้วยกระบวนท่าเดียวจนต้องออกจากการทดสอบของสำนักไปเลย”

            เย่หยางไม่สนใจคำเยาะเย้ยจากทุกคนในเมืองหลัวอิ๋งกล่าวกับศิษย์พี่หนิวว่า"เจ้าพร้อมหรือยัง หากพร้อม ข้าจะเริ่ม ถ้าไม่ก็แค่กล่าวออกมาศิษย์ของเมืองปาฮวงไม่เคยเอาเปรียบผู้ใด จะไม่มีการลอบโจมตีหรือใช้วิธีสกปรก"

            วาจาของเย่หยางเป็นการเยาะเย้ยศิษย์พี่หนิวตอนกู่เสี่ยวเย่ว์วิ่งออกไปลากพี่ชายใครก็ตามที่มีสายตาเฉียบคมจะรู้ว่านางไม่ได้คิดโจมตีหรือป้องกันตัวแม้แต่น้อยแต่นางกลับถูกอีกฝ่ายโจมตี นี่มันรังแกกันเกินไปจริงๆ 

            ศิษย์พี่หนิวตอกกลับอย่างไม่แยแส "ในสนามรบสิ่งสำคัญคือต้องสร้างความได้เปรียบด้วยการโจมตีก่อนการที่นางได้รับบาดเจ็บแสดงให้เห็นว่านางโง่เขลา ผู้ใดกันแน่ที่ควรถูกตำหนิ"

            หลังจากได้ยินสิ่งที่ศิษย์พี่หนิวกล่าวเหล่าสาวกเมืองปาฮวงก็จ้องมองเขาด้วยสายตาขุ่นเคืองแต่ดวงตาของกู่เสี่ยวเย่ว์กลับแดงก่ำ 

            นางแอบเกลียดตัวเองที่ไร้เดียงสาและโง่เขลาเกินไปนางมีชีวิตราบรื่นมาโดยตลอด ไม่เคยประสบเหตุอยุติธรรม เมื่อเหตุเกิดขึ้นนางจึงหน้ามืดตามัวเข้าไปช่วยพี่ชาย

            ‘แปะๆๆ’ เย่หยางปรบมือ “พูดได้ดี คำกล่าวของศิษย์พี่หนิวช่างสมเหตุสมผล”

            เย่หยางหันมาหากู่เสี่ยวเย่ว์พร้อมบอกว่า "น้องสาวตระกูลกู่โปรดจำไว้ว่าในอนาคตอย่าดูถูกคู่ต่อสู้ของเจ้าเด็ดขาด เพราะคู่ต่อสู้ของเจ้าอาจจะเป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานในคราบของมนุษย์ที่มีพฤติกรรมเยี่ยงสัตว์ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ใดๆในไม่ช้าก็เร็วมันต้องประสบความสูญเสียแพ้ภัยตนเอง”

            กู่เสี่ยวเย่ว์พยักหน้าอย่างเสียใจโดยไม่ทันได้สังเกตว่าเย่หยางเรียกนางว่าน้องสาว ทั้งที่จริงเย่หยางอายุน้อยกว่านางหนึ่งปี

            “วันนี้ไม่ใช่การสูญเสียครั้งใหญ่สำหรับเจ้าท้ายสุดแล้วแม้แต่สัตว์ก็ยังมีธรรมชาติของตัวมันเองน่าเสียดายสิ่งที่เจ้าพบเจอในวันนี้คือเศษขี้วัวที่ถูกโยนทิ้งออกมาเพื่อสร้างความรังเกียจให้เราเพียงเท่านั้นโชคดีที่มันไม่โดนตัวเจ้า ไม่เช่นนั้นคงยากจะล้างออกได้" เย่หยางส่ายศีรษะกล่าวด้วยสีหน้าเศร้าหมอง

            "ฮิๆ" กู่เสี่ยวเย่ว์อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆแม้แต่เย่ชิงเสวียนกับหญิงสาวคนอื่นๆที่มาปลอบโยนกู่เสี่ยวเย่ว์ต่างก็พากันหัวเราะ

            หลี่เฉิงเฟิงที่อยู่ด้านข้างอดยิ้มไม่ได้ปากคอของเด็กผู้นี้ร้ายกาจยิ่งนัก คนที่รู้ว่าเย่หยางต้องการจะสื่ออันใดมีเพียงหวังชิวอวี่เพราะนางมีสติปัญญาสูงกว่าคนรอบข้าง

            เมื่อเห็นว่าคนของตนเองไม่เข้าใจสิ่งที่เย่หยางกล่าวก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก

            สีหน้าท่าทางของหวังชิวอวี่เปลี่ยนไปอยู่ไม่น้อยแต่นางก็ไม่ได้กล่าวอันใดออกมา นางรู้สึกเกลียดชังเย่หยางจนอกแทบแตกตายแม้นางจะไม่กล้าลงมือกับหลี่เฉิงเฟิงแต่ถ้ามีโอกาสนางจะจัดการเย่หยางให้หายไปจากโลกนี้อย่างเงียบๆ 

            “บัดซบ! เจ้ามันรนหาที่ตายนัก? ข้าจะช่วยสงเคราะห์เจ้าเอง”ใบหน้าของศิษย์พี่หนิวบิดเบี้ยวปกติเขาจะได้รับความเคารพจากศิษย์คนอื่นๆ เสมอ ไม่เคยถูกเย้ยหยันเช่นนี้มาก่อน

            ขณะกล่าว เขาก็รีบพุ่งเข้าไปหาเย่หยางทันที 

            “ช้าก่อน” เย่หยางโบกมือ

            “เจ้ากลัวหรือไร หรือหมดแรงเพราะพูดมาก?” ศิษย์พี่หนิวกล่าวอย่างเหยียดหยาม

            “พี่ซือหนิว(ขี้วัว)ไม่คาดคิดว่านอกจากเจ้าจะมีนิสัยร้ายกาจยิ่งกว่าสัตว์ สติปัญญาก็ด้อยกว่าสัตว์อีกด้วยไม่อยากจะเชื่อว่าคนเยี่ยงเจ้าจะอยู่ในระดับจอมยุทธ์ได้ ช่างน่าชื่นชมจริงๆ”เย่หยางมองเขาด้วยสีหน้าแปลกๆ

            “สารเลว! วันนี้ข้าจะฆ่าเจ้า!” ศิษย์พี่หนิวร้องคำรามเสียงดังยามนี้เขาโกรธจนแทบเสียสติ 

            เย่หยางไม่สนใจว่าศิษย์พี่หนิวกำลังโกรธแค้นเต็มที่เขาหันมาพูดกับหวังชิวอวี่"เนื่องจากเป็นการเดิมพัน เช่นนั้นก็ควรยุติธรรมหากข้าพ่ายแพ้คนของเมืองปาฮวงจะหันหลังกลับไม่เข้าร่วมทดสอบสำนักเทียนอู่แล้วถ้าเมืองหลัวอิ๋งไม่ชนะเล่าจะทำเยี่ยงไร เด็กน้อยโง่เขลาไม่รู้ความคนแก่ก็ไม่เข้าใจกฎเกณฑ์หรือไร”

            คำกล่าวของเย่หยางไม่ได้ให้ความเคารพอีกฝ่ายแม้แต่น้อยเนื่องจากเขามีหลี่เฉิงเฟิงคอยหนุนหลังและเขาไม่ชอบสตรีหน้าแหลมดูใจคอโหดร้ายคนนี้มานานแล้ว

            วาจาของเย่หยางเปรียบเสมือนศรพิษพุ่งเข้าสู่หัวใจในฐานะที่หวังชิวอวี่เป็นราชายุทธ์ไม่มีชนรุ่นหลังคนใดกล้าหยาบคายต่อหน้านางเช่นนี้แต่นางต้องอดทนเพื่อไม่ให้ตนเองพลาดพลั้งขาดสติ

            “เจ้าต้องการอันใด รีบพูดมาอย่าได้อ้อมค้อม” นางพยายามทำเสียงให้สงบที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่น้ำเสียงก็ยังแอบสั่นเครือเพราะความโกรธในตัวเย่หยาง

            “เยี่ยม! สมแล้วที่อยู่ในระดับราชายุทธ์แตกต่างจากคนอื่นจริงๆ” เย่หยาชื่นชม

            เมื่อหวังชิวอวี่ได้ยินคำกล่าวของเย่หยางนางก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยคิดว่าเย่หยางก็ไม่ได้น่ารังเกียจมากนัก แต่ถ้อยคำต่อมาของเย่หยางก็ทำให้นางโกรธจนแทบอกแตกตาย 

            “นับว่าท่านใจกว้างกว่าพี่ซือหนิวไม่น้อยแต่เรื่องปกติเช่นนี้ใครๆ ก็ควรคิดได้แบบนี้ทั้งฝีมือและอายุที่ยืนยาวจะไม่สูญเปล่าหรือไร” เย่หยางส่ายศีรษะหลังจากวิเคราะห์อย่างรอบคอบก็ได้ข้อสรุป

            เมื่อฟังวาจาของเย่หยางคนที่เฝ้าดูทั้งหมดต่างตกอยู่ในความเงียบ เพราะเขากล้าเยาะเย้ยแม้กระทั่งราชายุทธ์เขาไม่กลัวตายบ้างเลยหรือไร

            “ฮ่าๆฮ่า” หลี่เฉิงเฟิงไม่สามารถกลั้นหัวเราะไว้ได้อีกต่อไปเขาหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นทำให้บรรดาสมาชิกของเมืองปาฮวงไม่จำเป็นต้องกลั้นหัวเราะอีกเช่นกัน

            แต่งานนี้ความยากลำบากกลับไปตกอยู่ที่ศิษย์ของเมืองหลัวอิ๋งหน้าตาท่าทางของเย่หยางช่างน่าขบขันยิ่งนัก แต่พวกเขาต้องพยายามไม่หัวเราะออกไป

            สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนเป็นสีแดงม่วงพยายามอดกลั้นต้องทำเป็นหูดับไม่ได้ยินสิ่งที่เย่หยางกล่าวความเจ็บปวดที่ได้รับไม่ต่างจากถูกทรมาน ทุกคนแอบก่นด่าเย่หยางในใจ ‘เจ้ากำลังเล่นพิเรนทร์อันใดอยากจะสังหารพวกเราให้ตายงั้นหรือ’

            สีหน้าของหวังชิวอวี่มืดมนนางไม่สามารถกล่าวอันใดออกมาได้เพราะกลัวว่าถ้าพูดออกไปนางอาจจะถูกหลอกล่อให้สังหารผู้ใดสักคน

            ในเวลานี้สายตาของศิษย์พี่หนิวก็แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจถามเสียงดังฟังชัดขึ้นว่า"เจ้าต้องการอะไรกันแน่ รีบบอกมาเร็วๆ"

            “ได้…หนึ่งกระบวนท่าตัดสินแพ้ชนะ ถ้าข้าแพ้ก็เป็นไปตามที่ตกลงก่อนหน้านี้แต่ถ้าเจ้าแพ้ เจ้าเมืองหลัวอิ๋งต้องขอขมากู่เสี่ยวเย่ว์” เย่หยางชี้นิ้วไปยังหวังชิวอวี่

            เขาคิดในใจว่า ‘อย่าแสร้งทำเป็นเหนือกว่าผู้อื่นทั้งหมดล้วนเป็นความความคิดของเจ้า จะหลบเลี่ยงก็ไม่ทันแล้ว’

            “ตกลง” หวังชิวอวี่เห็นด้วยโดยไม่ต้องคิดนางมั่นใจในตัวศิษย์พี่หนิวเป็นอย่างมากแม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดเย่หยางถึงมั่นอกมั่นใจขนาดนั้น แต่ถ้านางไม่กล้าเดิมพันจะดูขี้ขลาดเกินไป

            เมื่อเห็นว่าหวังชิวอวี่เห็นด้วยศิษย์พี่หนิวจึงกล่าวกับเย่หยาง "อย่าหาว่าข้ารังแกเจ้าก็แล้วกันการโจมตีด้วยกระบวนท่าเดียวกำหนดผลลัพธ์ เช่นนั้นข้าจะให้เจ้าโจมตีก่อน"

            “โอ้ว เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจ” เย่หยางยิ้มบางๆ

            เย่หยางรวบรวมพลัง ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวปล่อยหมัดที่เต็มไปด้วยสายลมโจมตีพี่ซือหนิว

            ศิษย์พี่หนิวยิ้มอย่างน่ากลัว ยื่นมือออกไปฉับพลันก็ปรากฏโล่ขนาดใหญ่ขึ้นตรงหน้าปิดกั้นการโจมตี 

            "อันใดกัน"

            "ช่างไร้ยางอาย"

            “นี่มันโกงกันชัดๆ”

            เมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังโจมตี ศิษย์พี่หนิวก็หยิบโล่ออกมาทำให้เหล่าสมาชิกเมืองปาฮวงเดือดดาลด้วยโทสะ เพราะมันเกี่ยวข้องกับอนาคตของพวกเขา

            เย่หยางไม่แปลกใจกับการกระทำของศิษย์พี่หนิวแม้แต่น้อยทันใดนั้นทั่วร่างก็เปี่ยมไปด้วยพลัง หมัดยังคงพุ่งไปข้างหน้า

            ทันทีที่พลังปราณของเย่หยางเพิ่มขึ้นบรรยากาศทั่วทั้งสถานที่ก็สั่นสะเทือนราวกับถูกแช่แข็งในเหมันต์ ทำให้หายใจหายคอลำบาก

            ทันใดนั้นสายตาของหวังชิวอวี่ก็ฉายแววประหลาดใจด้วยไม่คาดคิดว่าเย่หยางจะแข็งแกร่งขนาดนี้ เขาไม่ได้ใช้กำลังทั้งหมดในตอนแรก

            สายตาของหลี่เฉิงเฟิงก็ฉายแววประหลาดใจเช่นกันเขามีสายตาเฉียบคมกว่าหวังชิวอวี่มากนัก จึงเห็นว่าเย่หยางเข้าใจใน ‘อำนาจ’ แม้จะเพียงเล็กน้อย แต่ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาผู้ที่เข้าใจใน ‘อำนาจ’ ขณะที่อยู่ในระดับนี้ นับว่าหาได้ยากยิ่ง 

            ช่วงเวลาที่เย่หยางระเบิดพลังคนที่สัมผัสได้มากที่สุดก็คือศิษย์พี่หนิวมันแทบจะทำให้เขาอยากก้มศีรษะยอมรับความพ่ายแพ้ทันที

            ‘อำนาจ’ คือความเชื่ออันแรงกล้าที่ฝังลึกลงไปถึงกระดูกส่งผลต่อจิตวิญญาณของคู่ต่อสู้ ทำให้สามารถชนะศัตรูได้โดยไม่ต้องลงมือ

            ศิษย์พี่หนิวกัดลิ้นเพื่อให้ตนเองเจ็บปวดจนได้สติกลับมาเขาไม่กล้าประมาท รีบโคจรพลังทั้งหมดที่มีไปยังโล่ป้องกันอย่างรวดเร็ว 

            ขณะศิษย์พี่หนิวพร้อมป้องกันตัวหมัดของเย่หยางก็อัดกระแทกเข้าใส่โล่ผิวบริเวณหมัดของเขาเปลี่ยนเป็นสีสัมฤทธิ์อย่างฉับพลัน

            ‘ตูม!!!’

            ขณะทุกคนกำลังตกตะลึงโล่ของศิษย์พี่หนิวก็แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่หมัดของเย่หยางไม่ได้ช้าลงเลยแม้แต่น้อยมันอัดกระแทกเข้าใส่ท้องของศิษย์พี่หนิวอย่างแรง

            ศิษย์พี่หนิวกระอักโลหิต ร่างหมุนติ้วไปด้านหลังจนหัวแทบแตะถึงขา 

            ทุกคนต่างตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นบางคนไม่อยากจะเชื่อว่าโล่ที่ทำจากเหล็กชั้นดีจะถูกทำลายอย่างง่ายดายไม่สามารถป้องกันได้แม้แต่น้อย ทั้งยังถูกโจมตีด้วยกระบวนท่าเดียวกำหนดผลลัพธ์อีก

            คนจากเมืองหลัวอิ๋งต่างเงียบกริบ เหล่าสมาชิกเมืองปาหวงต่างยืนขึ้นส่งเสียงดีใจแม้แต่กู่หยางที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ตื่นขึ้นเมื่อได้รับการรักษาด้วยโอสถหลังน้องสาวช่วยพยุง เขาก็ลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น

            สีหน้าของหวังชิวอวี่ซีดเซียวนางเอื้อมมือไปรับศิษย์พี่หนิว รีบใช้ปราณแท้สำรวจอาการบาดเจ็บทันใดนั้นนางก็ทั้งตกใจทั้งโมโหหนัก

            ยามนี้นางทนไม่ไหวอีกต่อไป กรีดร้องขึ้นว่า "เจ้าปีศาจน้อยข้าจะฆ่าเจ้า"

            นางพุ่งทะยานเข้าไปตบหน้าเย่หยางมาดหมายสังหารเขาให้ดับดิ้นภายใต้เงื้อมมือของนาง 

            ทว่าเย่หยางกลับยิ้มอย่างผ่อนคลายสีหน้าเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม ไม่คิดที่จะป้องกันหรือหลบเลี่ยงแม้แต่น้อยเขาแสดงสีหน้าเหมือนอยากโดนทุบตีเสียเหลือเกิน ประหนึ่งกำลังจะบอกว่า "เอาสินังปีศาจเฒ่า ถ้าเจ้ากล้าก็ลองสังหารข้าดู"

            ทว่าก่อนที่นางจะทันได้โจมตีเย่หยางปราณอันทรงพลังก็ผนึกนางไว้ ทำให้นางต้องล่าถอยอย่างรวดเร็วราวกับว่าร่วงตกลงไปในห้องเหมันต์ใต้ดิน

            ‘เพียะ’

            ทว่ามันสายเกินไปแล้วหลี่เฉิงเฟิงตบหน้าหวังชิวอวี่ราวกับตบแมลงวันร่างของนางปลิวกระเด็นไปกระแทกกำแพงด้านหลัง 

            เขาเหลือบมองหวังชิวอวี่ที่พยายามลุกขึ้นจากพื้นด้วยความตื่นตระหนกและมีรอยฝ่ามือปรากฏขึ้นบนใบหน้า "ดูเหมือนเจ้าจะความจำสั้นหากเจ้ากล้าแตะต้องคนของเมืองปาฮวง ข้าจะบดขยี้เจ้าให้ตายเหมือนมดปลวก”

            ศิษย์ทั้งสองฝ่ายต่างอึ้งตะลึงไปตามๆ กันวันนี้วิสัยทัศน์ของพวกเขาเปิดกว้างยิ่งขึ้นเป็นเรื่องยากมากที่จะได้เห็นระดับราชายุทธ์ต่อสู้กัน

            “เจ้ามันโหดร้าย วันนี้ข้ายอมรับความพ่ายแพ้แต่หลี่เฉิงเฟิง ข้าจะไม่แพ้เจ้าตลอดไปหรอกนะ รอก่อนเถอะ” หวังชิวอวี่รู้ว่าตนเองพ่ายแพ้ราบคาบนางไม่อาจสูญเสียไปมากกว่านี้สายตาของนางจับจ้องไปยังเย่หยางกับหลี่เฉิงเฟิงด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นเตรียมหันหลังจะจากไปพร้อมกับคนของตนเอง

            “ช้าก่อน” เย่หยางเรียกอย่างเกียจคร้าน‘เจ้าทำให้ข้าขุ่นเคือง คิดว่าข้าจะปล่อยให้เรื่องมันจบง่ายๆงั้นหรือ’

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์ล้างสวรรค์ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน