บทที่ 166 เรื่องราวของเฟยเฟย
ปราสาทสีทองของหนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอตั้งอยู่ไกลจากดาวไร้นามมากโข แต่ทว่าผู้มีพลังมากพอก็สามารถเปิดประตูมิติเพื่อข้ามมาหาเหล่าวิญญาณสวรรค์ได้หรือไม่บางครั้งคนภายในปราสาทก็ออกไปด้านนอกเสียเอง
ชิวเหวินเจี้ยนหรืออดีตจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เป็นคนแปลก เขาเคยเป็นมนุษย์มาก่อนและค่อนข้างจะยึดติดกับโลกเก่ามากในขณะที่เผ่าวิญญาณสวรรค์คนอื่นๆ ชอบมองดาวไร้นามจากที่ไกลๆ บางครั้งก็รังแกหรือแยกตัวออกจากเผ่าเดิมของตนอย่างสิ้นเชิง
ชิวเหวินเจี้ยนแปลกอย่างไรน่ะหรือ.. ชายหนุ่มเป็นคนที่เปิดประตูมิติได้มากที่สุด เก่งที่สุดและแข็งแกร่งที่สุด พวกเผ่าวิญญาณสวรรค์คนอื่นๆ เคยเห็นประตูมิติของชิวเหวินเจี้ยนมาแล้ว มันสวยงาม ยิ่งใหญ่และสมกับที่เป็นผู้นำของเผาวิญญาณสวรรค์
ชิวเหวินเจี้ยนชอบทิ้งปราสาทเอาไว้ เขามั่นใจว่ามันจะปลอดภัย เสียอย่างไรเขาก็สามารถกลับไปทุกเวลาที่เขาต้องการอยู่แล้ว
ดินแดนเผ่ามนุษย์สัตว์เป็นที่ที่ชิวเหวินเจี้ยนชื่นชอบเช่นกัน ชายหนุ่มยอมรับว่าไม่สามารถจำได้ หลังจากเขาจุติ พลังถึงขั้นสูงสุดแล้ว ความทรงจำหลายส่วนนั้นเลือนหายไป ไม่รู้ว่าตนเคยเป็นมนุษย์แบบใดมาก่อน ตระหนักรู้เพียงว่าตนแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
ชิวเหวินเจี้ยนล่องหนไม่ได้ ชายหนุ่มสามารถลบล้างความรู้สึกของคนรอบกายต่อพลังของตนเองได้ ทำให้เมื่อเขาไปเยือนที่ดินแดนมนุษย์สัตว์ไม่มีใครรู้สึกถึงตัวเขาได้เลย เผ่านี้มีการพัฒนาช้าวกว่าเผ่าอื่นๆ ชิวเหวินเจี้ยนไม่ใช่คนใจร้ายบางครั้งเขาก็แอบมาช่วยเผ่านี้ให้มีการพัฒนาไปอย่างที่มันจะควรเป็นไปเพื่อหวังว่าสักวันจะสามารถใช้เผ่านมนุษย์สัตว์ทำอะไรได้บ้าง
พงไพรกว้างใหญ่เหมือนกับดินแดนของเผ่าเอลฟ์มีอาณาเขตกั้นอยู่ แรกเริ่มเดิมทีพวกเขาทั้งสองเผ่าไม่เคยบาดหมางกัน แต่พวกเอลฟ์เองก็ไม่สามารถปกป้องเผ่ามนุษย์สัตว์ได้ตลอดไป เผ่ามาร เผ่ามนุษย์และเผ่าอื่นเองก็ต้องการเผ่ามนุษย์สัตว์ไปใช้งานชิวเหวินเจี้ยนลงความเห็นว่าอย่างนี้นั้นไม่ช้านานเผ่านมนุษย์สัตว์ก็คงสลายหายไป ชิวเหวินเจี้ยนจึงอดเข้ามาช่วยเหลือไม่ได้และหนึ่งในความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเผ่านี้ก็มาจากการต่อสู้กับเทพมาร ในขณะที่เผ่าอื่นสามารถฟื้นฟูตัวได้เร็วเผ่ามนุษย์สัตว์กลับต้องใช้เวลามากกว่าปกติหลายเท่า
ชิวเหวินเจี้ยนรู้จักทุกที่ของเผ่ามนุษย์สัตว์ ในเมืองหลวงนั้นไม่กว้างขวางมากนักเพราะเหล่ามนุษย์สัตว์ที่รู้วิธีก่อสร้างมีน้อยทำให้ความรุ่งเรืองไม่กระจายตัวออกมาบริเวณชนบท ชายหนุ่มเดินผ่านชุมชนที่ซอมซ่อ ตรงนี้ไม่มีชื่อให้เรียกขานเสียด้วยซ้ำไป ชิวเหวินเจี้ยนจึงไม่รู้จะบอกว่ามันคือที่ไหน แต่ตรงนี้ไกลออกไปจะเป็นเมืองหลวง ชายหนุ่มจำได้ว่าครั้งที่ร่วมกันผนึกมารชุมชนแห่งนี้ก็เสียหายหนักมากเช่นกัน
ชิวเหวินเจี้ยนซ่อนตัวเองหลังต้นไม้ใหญ่ รำคาญใจชุดคลุมของตัวเองไม่น้อยในช่วงหน้าร้อนของที่นี่ ชายหนุ่มลอบมองสถานการณ์ ครั้งที่แล้วที่เขาแอบมาเตร็ดเตร่ที่นี่ก็ทำการสร้างต้นไม้ขึ้นทั้งยังเนรมิตบึงน้ำใหญ่ให้ หวังว่าชุมชนเล็กๆ แห่งนี้จะผ่านภัยแล้งที่น่าหวาดหวั่นมาได้ เพราะนับวันพวกเอลฟ์ก็รังแต่จะเก็บตัวเงียบมากขึ้นเท่านั้น ต้นน้ำที่น่าจะไหลมาถึงที่นี่แห้งขอดคาดว่าเผ่าเอลฟ์คงต้องใช้มันหล่อเลี้ยงต้นไม้แห่งชีวิต…
รถเกวียนคันน้อยใหญ่ค่อยๆ เคลื่อนไปยังชุมชนเล็กๆ ที่จวนจะล่มสลาย ชิวเหวินเจี้ยนเฝ้ามองคนที่อยู่ในรถเกวียนทยอยลงมา พวกเขาสวมชุดคลุมและมีรูปร่างคล้ายกันกับเขา เพียงแค่ปราดเดียวชิวเหวินเจี้ยนก็รู้ได้เลยว่านั่นเป็นมนุษย์ไม่ผิดแน่
หากแต่ว่ามนุษย์มาทำอะไรที่นี่กัน…
ชิวเหวินเจี้ยนยังคงซ่อนตัว ลบล้างพลังของตนออก จิตสังหาร พลังเวทย์ที่รุนแรงทั้งหมดเลือนหายไป แม้พวกมนุษย์จะมีพลังระดับขั้นเมฆาไปแล้วก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ ชายหนุ่มจดจ้องมนุษย์เกือบสิบคนที่ทยอยเดินเข้าไปในชุมชนนั้น สิ่งก่อสร้างอย่างง่ายดูอย่างไรก็แทบจะพังทลาย ชิวเหวินเจี้ยนคิดว่าพวกมนุษย์สัตว์นั้นพัฒนาช้าจริงๆ แค่การจะทำให้ที่อยู่แข็งแรงยังทำได้ยาก อีกทั้งปกติพวกเผ่านี้ก็อาศัยตามธรรมชาติ
‘หรือมันจะเร็วไปที่จะสร้างชุมชน จะยืมแรงจากพวกคนแคระก็ดูท่าจะไม่เหมาะ พวกนั้นเห็นแก่เงินเกินไป’ ชิวเหวินเจี้ยนขบคิดในใจ เขาเป็นคนถ่ายทอดพลังในการก่อสร้างให้กับเผ่ามนุษย์สัตว์ตนหนึ่งจากนั้นวิชาก็ขยายต่อไปเรื่อยๆ ก่อนหน้าที่การผนึกเทพมารจะเริ่มขึ้น ชิวเหวินเจี้ยนนึกโทษตัวเองไม่น้อยที่เป็นเหมือต้นเหตุให้บ้านเมืองของเผ่ามนุษย์สัตว์เสียหาย เขาปล่อยให้เทพมารอาละวาดนานเกินไป
เมื่อที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัวอย่างเผ่ามนุษย์สัตว์เลยเสียหายไปค่อนข้างมาก แทนที่จะเจริญรุ่งเรืองกว่าเดิมกลับกลายเป็นว่าเมืองที่ยังไม่แล้วเสร็จดีต้องล่างช้ากว่าปกติไปมากทีเดียว นั่นเป็นเหตุให้เขาทิ้งปราสาทสีทองเอาไว้และลงมายังโลกไร้นามและเข้ามาดูดินแดนของเผ่ามนุษย์สัตว์
ชายหน้าตาน่ากลัวเดินเข้าไปในชุมชนที่ซอมซ่อ กวาดสายตาไปทั่วและเคาะอาวุธของตนไปกับซากปรักหักพัง ดาบที่ดูไม่น่ากลัวสำหรับชิวเหวินเจี้ยนเป็นอาวุธร้ายสำหรับเผ่ามนุษย์สัตว์
“ไอ้เจ้าพวกจิ้งจอกโง่!” เอ่ยเรียกอย่างเหยียดหยามก่อนจะส่งสัญญาณให้คนเข้าไปตรวจสอบด้านในบ้านที่ยังคงเสียหาย ชิวเหวินเจี้ยนยังไม่ออกไปในทันที เขาเฝ้ารอจังหวะที่เหมาะสมและใช้โอกาสนี้วิเคราะห์สถานการณ์ก่อน
กลุ่มคนที่เดินทางมาจากดินแดนของเผ่ามนุษย์เข้าไปในบ้านทุกหลัง เกิดเสียงเอะอะโวยวายขึ้นมากมาย ชิวเหวินเจี้ยนจึงรู้ได้เลยว่าพวกจิ้งจอกขาวหลบอยู่ในบ้านเพราะไม่อยากโดนมนุษย์พวกนี้รังแก แต่ไม่ทันไรคนที่เข้าไปในบ้านก็กลับออกมาพร้อมกับจิ้งจอกสีขาวตัวหนึ่ง ชายตัวโตหิ้วจิ้งจอกตัวเล็กเอาไว้ เขาโยนมันลงไปกับพื้นก่อนจะส่งเสียงฮึดฮัดไม่พอใจ ชิวเหวินเจี้ยนขมวดคิ้ว รับฟังต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น
“หาเจอแค่นี้ขอรับท่าน” พูดพร้อมทั้งเขี่ยจิ้งจอกสีขาวตัวเล็กที่อยู่กับพื้น ไม่ว่าชิวเหวินเจี้ยนจะมองอย่างไรมันก็ดูเป็นสัตว์ตัวเล็กที่ไม่มีพลังอะไร จิ้งจอกขาวขดตัว สั่นเทาเพราะหวาดกลัวว่าจะถูกทำร้าย “พวกมันที่เหลือไปไหนก็ไม่รู้ขอรับ”
คนที่น่าจะเป็นหัวหน้าไม่พอใจ เขากัดฟัน กวาดมองไปรอบๆ อย่างหงุดหงิดใจ ชายหนุ่มเดินไปหาจิ้งจอกสีขาวตัวนั้น เอ่ยถามกับมันอย่างกราดเกรี้ยว
“พวกของพวกแกไปไหนหมด หะ?!” เขาตะโกนใส่ ชิวเหวินเจี้ยนเองก็ยังเห็นด้วยว่าเหตุใดในวันนี้ชุมชนเล็กแห่งนี้จึงเหลือจิ้งจอกเพียงตัวเดียว ทุกครั้งที่เขามาจะเห็นจิ้งจอกหลายตัววิ่งไปมา บางครั้งก็กลายร่างเป็นครึ่งมนุษย์สัตว์เพื่อจะทำการซ่อมแซมบ้านเรือนแต่คราวนี้กลับแปลกไป
ชิวเหวินเจี้ยนเริ่มจะอยู่เฉยไม่ได้แล้ว ความใครรู้นั้นมีมากเกินไป ชายหนุ่มยกมือขึ้นมา วาดมือหนึ่งครั้งอย่างเงียบงันแทนการร่ายเวทย์ปากเปล่า ดวงตาของเขาประกายแสงขึ้นมาวูบหนึ่ง วิชานัยน์ตามังกรถูกหยิบขึ้นมาใช้ ชิวเหวินเจี้ยนสามารถเห็นอะไรจากระยะไกลรวมถึงพลังที่แผ่ออกมาด้วย
จิ้งจอกสีขาวมีอักขระที่มนุษย์มองไม่เห็นอยู่รอบกาย มันเป็นเวทย์บทหนึ่งแน่ๆ ชิวเหวินเจี้ยนมั่นใจ และจักพรรดิเช่นเขาก็ใช้เวลาไม่นานในการรู้ว่าเวทย์บทนั้นคืออะไร ชายหนุ่มรู้จักมันแม้จะไม่มีผู้ใดเคยใช้ก็ตาม
ทำได้อย่างไรกัน...จิ้งจอกเล็กๆ ตัวนั้นในเหล่าของเผ่ามนุษย์สัตว์มีวิชานี้ได้ด้วยหรือ ในหมู่ของเผ่านี้ชิวเหวินเจี้ยนไม่เคยเห็น
ไม่เคยเห็นใครสามารถซ่อนตัวตนของผู้อื่นจนไร้ร่องรอยขนาดนี้
‘จิ้งจอกตัวนี้ไม่ธรรมดา...’