เฉินเซ่าป๋ายมองไปยังอันเจิง ส่วนอันเจิงก็มองไปยังเฉินเซ่าป๋าย
กลิ่นคาวเลือดกระจายไปทั่วทันทีที่บัลลังก์หันกลับมาอาจเพราะอยู่ในระยะที่ใกล้มาก ฉะนั้นกลิ่นคาวนี้จึงเข้าจมูกของพวกเขาเต็ม ๆ จนทำให้รู้สึกอยากอาเจียนดูแล้วการตายของอันเจิงอนาถไม่ต่างจากเฉินเซ่าป๋ายเลย บนหัวถูกร่มกระดาษสีดำแทงทะลุออกด้านหลัง
“เจ้าลงมือโหดเหี้ยมจริง ๆ” อันเจิงพูดพลางทำหน้าสยดสยอง
“พูดเหมือนเมื่อครู่เจ้าลงมือกับข้าไม่โหดอย่างนั้นแหละ...”
“ดูเหมือนเจ้ามีร่มกระดาษแบบนี้มากเลยทีเดียว”
เฉินเซ่าป๋ายหยิบร่มกระดาษสีดำออกมาจากห้องเก็บของส่วนตัว บนร่มนั้นยังมีรูปเย่ซาที่น่าหวาดกลัวอีกด้วย
“ความจริงมีเพียงชิ้นเดียว นี่คือต้นแบบและรากฐานของร่มล่องหนมันสามารถสร้างร่มล่องหนได้อีกมากมาย แต่ไม่ว่าอย่างไร ประสิทธิภาพของมันก็สู้ต้นแบบไม่ได้อีกทั้งยังมีเวลามาควบคุมการใช้ด้วย”
อันเจิงเพิ่งจะอ้าปาก ทว่าเฉินเซ่าป๋ายพูดขึ้นก่อน“ข้าดูแล้ว ร่มที่ปักบนหัวเจ้าคือต้นแบบ”
เมื่อเทียบกับความกลัวตอนที่เห็นศพเฉินเซ่าป๋ายเมื่อครู่ตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนสงบนิ่งกว่าเดิมมากเฉินเซ่าป๋ายลากอันเจิงไปนั่งอยู่บนพื้นข้างบัลลังก์ แล้วจ้องหน้ากัน
“ตอนนี้สามารถมั่นใจได้บ้างแล้วว่าเจ้าและข้าเข้าสู่โลกมายาของใครบางคนจริง ๆอีกทั้งความรู้สึกแบบนี้เหมือนจริงอย่างมาก เพราะรายละเอียดทุกอย่างสมจริงที่สุดแต่เจ้าและข้ายังไม่ได้ตายใช่หรือไม่? ฉะนั้นตอนนี้เรามาปรึกษากันดีกว่าว่าจะทำอย่างไรให้ออกไปจากโลกมายานี้ได้”
“เจ้าลองนึกดูพวกเราเริ่มเข้ามาในโลกมายานี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“เริ่มตั้งแต่เข้ามาในสุสาน?”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งอันเจิงจึงพูดขึ้น “หากเริ่มตั้งแต่เข้ามาในสุสาน อย่างนั้นก็แสดงว่าสุสานนี้มีอยู่จริงๆ เมื่อเข้ามาแล้วถึงถูกเวทมนตร์บางอย่างทำให้เราเข้าสู่โลกมายา แต่หากไม่ใช่หลังจากเข้ามาในสุสานล่ะ? นั่นแสดงว่าสิ่งที่เราเห็นก่อนหน้านี้ก็อาจไม่ใช่เรื่องจริงอย่างเช่นเยาโซ่วและนกอินทรีด้านนอก”
เฉินเซ่าป๋ายครุ่นคิดตามคำพูดของอันเจิง“ตอนนี้โลกมายามีจุดประสงค์อะไร? ทำร้ายพวกเรา? นอกจากจะทำให้พวกเราทั้งสองคนตกใจแล้วเหมือนจะไม่มีเรื่องอื่นเกิดขึ้นเลย”
“ปกติแล้ว ปากอีกาพูดอย่างไรก็จะได้อย่างนั้น”อันเจิงเตือน
เขายังไม่ทันพูดจบ ศพอันเจิงที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ก็ลุกขึ้นอย่างกะทันหันจากนั้นก็ยื่นมือไปดึงร่มกระดาษสีดำที่ปักอยู่บนหัวตัวเอง สมองและเลือดไหลตามร่มออกมาทันทีแต่บนใบหน้าเขากลับยิ้มอย่างแปลกประหลาด
อันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายลุกขึ้นทันที พวกเขาทั้งสองคนค่อยๆ ถอยไปด้านหลังเป็นการเตรียมความพร้อม
จากนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาจากด้านหลังเฉินเซ่าป๋ายหมุนตัวหันหลังมาประกบหลังอันเจิงอันเจิงรู้สึกว่าไหล่ตัวเองสั่นเล็กน้อย ก่อนจะได้ยินเสียงเฉินเซ่าป๋ายพูด“ข้าคนนั้นก็มาเหมือนกัน”
คนหนึ่งคืออันเจิงที่ตายไปแล้วยืนอยู่ตรงข้ามกับอันเจิง ส่วนเฉินเซ่าป๋ายที่ตายไปแล้วก็ยืนอยู่ตรงข้ามเฉินเซ่าป๋ายเช่นกันหากดูจากสภาพการตายแล้ว อันเจิงเป็นคนฆ่าเฉินเซ่าป๋าย ส่วนเฉินเซ่าป๋ายก็ฆ่าอันเจิงนี่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด คนคนหนึ่งที่ตายไปแล้วเป็นไปได้อย่างไรที่จะมาฆ่าคนอื่นอีก?
ขณะนี้เฉินเซ่าป๋ายยังมีกะจิตกะใจมาคิดเรื่องเล่น ๆ “เจ้าคิดว่าข้าใช้ร่มเย่ซาฆ่าเจ้าตายก่อนและตอนที่เจ้าใกล้ตายก็ส่งกระดิ่งแก้วออกมาทำลายหัวข้าจนแหลกหรือไม่?”
อันเจิงกลอกตา“รับมือกับเรื่องตรงหน้าก่อนได้หรือไม่?”
“ในเมื่อเป็นโลกมายา พวกเขาทั้งสองคนก็ไม่น่าทำอันตรายกับเราได้สิ”เฉินเซ่าป๋ายแย้ง
“เจ้าเห็นรอยยิ้มของพวกเขาเหมือนคนที่ไม่อยากทำร้ายใครอย่างนั้นรึ?”
“มารดามันเถอะ...ท่าตายของข้าช่างอุบาทว์เสียจริงข้าจะไม่มีวันปล่อยให้ตัวเองตายอย่างนี้แน่ เจ้ารู้หรือไม่ว่าบ่มเพาะกายถึงระดับไหนจึงจะไม่ต้องตาย?”
อันเจิงตอบกลับ“ได้ยินว่าผู้วิเศษสามารถมีชีวิตนับหมื่นปีและไม่มีวันตาย”
“อย่างนั้นก็ต้องได้ผู้วิเศษก่อน”
เฉินเซ่าป๋ายกัดริมฝีปากตัวเอง“เมื่อได้ผู้วิเศษแล้วค่อยว่ากันเรื่องอื่น”
“ที่เจ้าพูดน่ะหมายถึงอะไร? เป็นผู้วิเศษหรือได้อะไรจากผู้วิเศษ?”
เฉินเซ่าป๋ายเบ้ปาก “ปากเจ้าแย่ยิ่งกว่าข้าอีกนะระวังด้วย!”
เขาตะโกนให้อันเจิงระวังเพราะเฉินเซ่าป๋ายที่เดินมาจากด้านนอกเริ่มจู่โจมแล้ว เขาหยิบกระดิ่งแก้วที่อยู่หลังหัวตัวเองออกมาจากนั้นก็กระตุกมือโยนออกไป เมื่อลอยออกไปกลางอากาศ กระดิ่งแก้วก็ขยายใหญ่ขึ้นใหญ่เหมือนเทือกเขาที่สูงตระหง่าน แล้วค่อย ๆ หล่นลง
พวกเขาทั้งสองคนพุ่งออกไปพร้อมกันกระดิ่งแก้วหล่นลงบนพื้น ทำให้ภายในรัศมีสิบกว่าเมตรกลายเป็นผุยผง
สีหน้าเฉินเซ่าป๋ายดูแย่มาก “มารดามันเถอะนี่ไม่ใช่โลกมายาแล้ว”
ขณะเดียวกันอันเจิงที่ตายแล้วก็เริ่มจู่โจม เขากางร่มเย่ซาออกอย่างกะทันหัน ร่มหมุนตัวทันทีส่วนเย่ซาที่อยู่บนร่มก็เหมือนมีชีวิตจริง ๆ มันยิ้มอย่างดุร้ายโครงไม้ในร่มพุ่งออกมาด้านนอกด้วยความเร็วอย่างมากที่สุด
อันเจิงรีบสั่งให้เกล็ดมัจฉาออกมาทั้งหมดเกล็ดมัจฉาสี่ชิ้นมาหุ้มรอบตัวเขาเอาไว้ ส่วนเกล็ดมัจฉาอีกสี่ชิ้นก็ไปหุ้มรอบตัวเฉินเซ่าป๋าย
โครงไม้ในร่มพุ่งออกมาพร้อมกลิ่นอายสังหารด้วยความเร็วจนไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่า โชคดีที่เกล็ดมัจฉาปกป้องไว้ โครงไม้ในร่มกระแทกเข้ากับเกล็ดมัจฉาอย่างแรงพลังการจู่โจมที่มหาศาลทำให้อันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายไม่อาจยืนด้วยกันได้ฉะนั้นพวกเขาจึงค่อย ๆ แยกออกจากกัน
“ร่มเย่ซาเป็นของวิเศษระดับสีม่วง”เฉินเซ่าป๋ายตะโกนขึ้น
อันเจิงตะโกนกลับ “เจ้าก็มีเหมือนกันไม่ใช่หรือ?”
เฉินเซ่าป๋ายชะงักไป “มารดามันเถอะข้าลืมไปเลย...”
เขากางร่มเย่ซาในมือออกจากนั้นก็ใช้มืออีกข้างโยนกระดิ่งแก้วออกไป “ให้เจ้า!”
อันเจิงยื่นมือไปรับกระดิ่งแก้วจากนั้นก็โยนออกไป แต่ที่น่าแปลกก็คือ เมื่อเฉินเซ่าป๋ายโยนกระดิ่งแก้วให้อันเจิง เฉินเซ่าป๋ายที่ตายไปแล้วก็โยนกระดิ่งแก้วให้อันเจิงที่ตายไปแล้วเช่นกันส่วนอันเจิงที่ตายไปแล้วก็โยนร่มเย่ซาให้เฉินเซ่าป๋ายที่ตายไปแล้วด้วย
สถานการณ์ตอนนี้ก็คืออันเจิงและอันเจิงที่ตายไปแล้วใช้กระดิ่งแก้วมาต่อสู้กันซึ่งไม่ต่างไปจากอสูรร้ายสองตัวที่กำลังใช้กรงเล็บอันแหลมคมต่อสู้อย่างดุเดือดในห้องโถงทุกที่ที่อสูรร้ายเหยียบย่างไป พื้นดินตรงนั้นก็จะสั่นสะเทือน
ส่วนทางด้านเฉินเซ่าป๋ายโครงไม้ในร่มเย่ซาพุ่งออกมาอย่างบ้าคลั่ง ตอนนี้โครงไม้ในร่มจำนวนมากพุ่งออกไปรอบด้านไม่ต่างจากเม็ดฝนอีกทั้งยังพุ่งออกมาพร้อมพลังระดับสีทองขั้นสูง! และที่น่ากลัวก็คือเฉินเซ่าป๋ายมีเกล็ดมัจฉาปกป้องอยู่ จึงทำให้ไม่ได้รับอันตรายใด ๆ ทั้งสิ้นส่วนเฉินเซ่าป๋ายที่ตายไปแล้วถูกโครงไม้ในร่มโจมตีอย่างบ้าคลั่งทว่าเขากลับไม่เป็นอะไรเลยสักนิด เพราะตอนนี้เขาก็เป็นเพียงศพเดินได้เท่านั้น
ทางด้านอันเจิง กระดิ่งแก้วพุ่งออกไปทับร่างของอันเจิงที่ตายไปแล้วไม่ต่างจากเทือกเขาหล่นลงบนพื้นทว่าอันเจิงที่ตายแล้วกลับมุดตัวออกมาจากใต้พื้นดินอีกทั้งยังยิ้มด้วยรอยยิ้มที่แปลกประหลาด ด้านหลังหัวเขายังคงมีสมองและเลือดไหลอยู่
“ฆ่าไม่ตาย”
เฉินเซ่าป๋ายตะโกนขึ้นจากนั้นก็หยิบของชิ้นหนึ่งออกมา “พวกเขามีของวิเศษเพียงสองชิ้นเท่านั้นแต่ว่าพวกเรายังมีอย่างอื่น”
เขาโยนร่มเย่ซาออกไปด้านข้าง มันลอยอยู่กลางอากาศแล้วใช้พลังมหาศาลไปกดทับร่มเย่ซาของฝ่ายตรงข้าม ร่มเย่ซาทั้งสองคันพ่นลูกไฟที่ทรงพลังออกมาปะทะกันทำให้ตอนนี้ห้องโถงเต็มไปด้วยพลังที่ต่อสู้กันอย่างดุเดือด
เฉินเซ่าป๋ายหยิบของวิเศษออกมาโจมตีเฉินเซ่าป๋ายที่ตายไปแล้วแต่เพราะคู่ต่อสู้ตายแล้ว ฉะนั้นจึงไม่มีความเกรงกลัว ส่วนทางด้านอันเจิงก็ใช้กริชน้ำแข็งมาโจมตีอันเจิงที่ตายแล้วเช่นกันแต่ก็ไม่อาจผนึกร่างของอันเจิงที่ตายไปแล้วได้
พวกเขาทั้งสองคนเริ่มถอยไปด้านหลังเรื่อยๆ แล้วคิดจะถอยออกนอกห้องโถง แต่ศพทั้งสองก็รู้สึกได้ว่าพวกเขากำลังคิดจะทำอะไรอยู่จึงตามติดไม่ยอมเลิกรา ตอนนี้ไม่ว่าอันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายจะโจมตีอย่างไรฝ่ายตรงข้ามก็ไม่มีวันตาย แต่หากพวกเขาทั้งสองคนถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตีละก็ คงต้องตายอย่างไม่มีข้อสงสัยแน่
ถึงแม้พวกเขาจะสงสัยว่านี่เป็นเพียงโลกมายาเท่านั้นใช่หรือไม่แต่ก็ไม่มีใครกล้าทดสอบ เพราะหากปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีได้และนี่ไม่ใช่โลกมายา พวกเขาอาจไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะเสียใจเลยด้วยซ้ำ
ไม่ว่าพวกเขาทั้งสองคนคิดจะถอยหรือหนีออกจากห้องโถงอย่างไรก็ทำไม่สำเร็จสุดท้ายอันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายที่ตายแล้วยืนหันหลังให้กันอยู่กลางห้องโถงส่วนเฉินเซ่าป๋ายถูกบีบให้ถอยไปถึงหน้าประตูห้องโถง และอันเจิงก็ถูกบีบให้เข้าไปอยู่ติดกับบัลลังก์
“นี่ไม่ใช่ทางออก!”เฉินเซ่าป๋ายตะโกนขึ้น
ตอนนี้สถานการณ์วุ่นวายมากศพทั้งสองยืนอยู่ตรงกลางระหว่างอันเจิงและเฉินเซ่าป๋าย เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว การโจมตีของพวกเขาทั้งสองคนอาจพุ่งออกไปโดนพวกเดียวกันเองก็ได้ดูแล้วศพทั้งสองฉลาดไม่เบา
หากเป็นแบบนี้ต่อไปละก็ อันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายไม่เพียงต้องป้องกันตัวจากศพเท่านั้นแต่ยังต้องป้องกันตัวจากการโจมตีของกันและกันด้วยโชคดีที่มีเกล็ดมัจฉาคอยช่วยคุ้มกันพวกเขา แต่หากต้องต่อสู้แบบนี้ไปเรื่อย ๆ ละก็ไม่มีใครรู้ว่าจะทนต่อไปได้อีกนานเท่าไหร่ แสงบนเกล็ดมัจฉาเริ่มกะพริบแสดงให้เห็นว่าพลังของมันอ่อนลงมากแล้ว
“ทนได้อีกไม่นานแล้ว”
อันเจิงตะโกนไปยังเฉินเซ่าป๋าย“เกล็ดมัจฉาทนได้อีกไม่เกินห้านาทีเท่านั้นจากนั้นมันก็จะต้านทานการจู่โจมไม่ได้แล้ว”
ตอนนี้เฉินเซ่าป๋ายอยู่ตรงหน้าประตูแล้วส่วนอันเจิงก็ถูกบีบให้เข้าไปติดกับบัลลังก์ พวกเขาทั้งสองคนยังคงกัดฟันต่อสู้ต่อหากฉีเทียนปรากฏตัวขึ้นตอนนี้ละก็ คาดว่าสถานการณ์อาจดีมากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นจุดจบของเหตุการณ์นี้ต้องเป็นอันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายที่ตายอย่างแน่นอน
“เจ้ารีบหนีไปก่อน!” อันเจิงตะโกนขึ้น
เฉินเซ่าป๋ายที่อยู่หน้าประตูส่ายหน้า“ถึงแม้ข้าจะไม่ใช่คนดีอะไร แต่ข้าก็มีเส้นตายของตัวเองอยู่”
อันเจิงแทบจะคำราม “เจ้ารีบไปซะ รอดเพียงคนใดคนหนึ่งก็ยังดีหากเจ้าออกไปแล้วเจอฉีเทียน ไม่แน่ข้าอาจยังรับมือรอเจ้ากลับมาช่วยได้”
สีหน้าของเฉินเซ่าป๋ายเปลี่ยนไปมากหลังจากต่อสู้อีกครู่หนึ่งจึงพูดขึ้น “ก็ได้ แต่เจ้าต้องทนจนกว่าข้าจะกลับมา!”
อันเจิงขานรับแต่เขารู้ดีว่าเฉินเซ่าป๋ายกลับมาไม่ได้แน่นอน ต่อให้เฉินเซ่าป๋ายจะหนีออกไปได้และหากที่นี่คือโลกมายาจริง ๆ เขาจะหนีไปไหนได้? เขาอาจไม่มีโอกาสหาตัวฉีเทียนเจอเลยด้วยซ้ำส่วนการที่อันเจิงอยู่ที่นี่คนเดียว จุดจบเพียงหนึ่งเดียวก็คือถูกศพทั้งสองนี้ฆ่าตาย
ต่อให้เฉินเซ่าป๋ายจะมีชีวิตต่อได้อีกเพียงครู่หนึ่งเท่านั้นแต่อันเจิงก็ไม่หวังให้เฉินเซ่าป๋ายต้องมาตายพร้อมตนก่อนหน้านี้พวกเขาทั้งสองคนไม่ได้อยู่ร่วมกันมาก อีกทั้งอันเจิงก็ไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับเฉินเซ่าป๋ายเลยสักนิดแต่ความจริงในใจเขารู้ดี ตอนนี้เขาเห็นเฉินเซ่าป๋ายเป็นเพื่อนของเขาแล้ว
เฉินเซ่าป๋ายต่อสู้พร้อมถอยหลังไปเรื่อยๆ จนตอนนี้ใกล้ออกจากประตูห้องโถงแล้ว เขาหันกลับมามองอันเจิงที่ต่อสู้อย่างยากลำบากแวบหนึ่งจากนั้นก็โยนร่มเย่ซาออกไป “เจ้าเก็บไว้ใช้เถอะ ข้าจะออกไปหาฉีเทียนก่อน ไม่ว่าอย่างไรเจ้าต้องทนรอข้ากลับมานะ!”
ขณะเดียวกัน อันเจิงกลับเห็นภาพลวงตาเขาเห็นเฉินเซ่าป๋ายกำลังถูกล้อมจู่โจมอยู่หน้าประตูแล้วไม่อาจหนีออกไปได้อันเจิงจึงโยนกระดิ่งแก้วออกไป “เจ้าเก็บมันไว้ มันอาจช่วยเจ้าหนีออกไปได้ข้ามีเกล็ดมัจฉา ยังสามารถทนได้อยู่”
แต่ที่น่าแปลกก็คือระหว่างพวกเขาทั้งสองคนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยสักอย่าง
ร่มเย่ซาลอยไปยังอันเจิงส่วนกระดิ่งแก้วก็ลอยไปที่เฉินเซ่าป๋าย
เรื่องที่น่าแปลกมากกว่านั้นก็คืออันเจิงมองไม่เห็นร่มเย่ซาที่กำลังลอยเข้ามาเขาถูกพลังที่มหาศาลทำให้ล้มลงไปนั่งบนบัลลังก์ แล้วร่มเย่ซาก็พุ่งตรงไปยังหัวของอันเจิงส่วนเฉินเซ่าป๋ายวิ่งออกไปนอกประตูห้องโถงโดยมองไม่เห็นเลยด้วยซ้ำว่าอันเจิงโยนกระดิ่งแก้วมาให้และยามนี้กระดิ่งแก้วก็ตรงไปที่หลังหัวของเขาแล้ว
น่าประหลาด...