บทที่ 45 ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย
ฟ่านซีซีตะลึงงันในทันที
พี่จิ่นเฉิงสารภาพรักกับเธอแล้ว!
ในชั่วขณะนั้น เธอเหมือนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นรัวอย่างสับสนวุ่นวาย
ตึกตัก... ตึกตัก... ตึกตักตึกตักตึกตักตึกตัก...
พี่จิ่นเฉิงเปลี่ยนไปแล้ว เขาพูดจาหวานหูกว่าชาติก่อนมาก
หลังจากกินบะหมี่ด้วยกันเสร็จ ฟ่านซีซีเอามือทั้งสองข้างยันคางเพราะรู้สึกง่วงนอน แต่ก็ยังไม่อยากไปนอน
ฟ่านจิ่นเฉิงยกมือลูบที่รอยคล้ำใต้ดวงตาของเธอเบา ๆ “ง่วงแล้วสินะ ฉันจะไปส่งเธอเข้านอน”
“อือ” ฟ่านซีซีไม่ดื้อดึงอีกต่อไป ความจริงเธอไม่ได้นอนหลับสนิทมาสองคืนติดแล้ว ตอนนี้ง่วงจริง ๆ
พอกลับถึงบ้าน เธอหลับทันทีที่หัวถึงหมอน
……
วันรุ่งขึ้น ฟ่านซีซีตื่นมาตอนเกือบสิบโมง
สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจคือ ตอนที่ตื่นขึ้นมา เธอพบว่าข้อมือของเธอมีกำไลหยกสวมอยู่
ฟ่านซีซีรู้สึกใจสั่นไปชั่วครู่ เธอจำได้ว่าเมื่อคืนหลังจากกลับมาจากบ้านพี่จิ่นเฉิง เธอก็เข้านอนเลย ไม่ได้ใส่กำไลที่ซ่างตงให้มาสักหน่อย!
ขณะที่เธอกำลังนวดขมับ พยายามคิดทบทวน ประตูห้องก็ถูกเปิดออก
“ยังไม่อยากตื่นอีกเหรอ?” ฟ่านจิ่นเฉิงเดินมาที่ข้างเตียง เขายิ้มพลางลูบหัวของฟ่านซีซีที่ยุ่งเหยิงอย่างอ่อนโยน
ฟ่านซีซีเงยหน้ามองเขา “พี่จิ่นเฉิง ฉันไม่ได้ละเมอใช่ไหม? ฉันจำได้ว่าฉันไม่ได้ใส่กำไลวงนี้นะ!”
เธอยกมือซ้ายขึ้น พยายามจะถอดกำไลหยกออก
ฟ่านจิ่นเฉิงจับมือเธอไว้ สายตามองไปที่กำไลหยกเพียงไม่กี่วินาที
มือของซีซีช่างสวย ผิวก็ขาว ใส่กำไลหยกแบบนี้แล้วดูดีมาก
เมื่อเห็นเธอคิดจะถอดกำไลหยกออก เขาก็กระซิบเบา ๆ ว่า “ใส่ไว้เถอะ กำไลหยกวงนี้ช่วยให้อุ่นในฤดูหนาวและเย็นสบายในฤดูร้อน เป็นหยกที่มีจิตวิญญาณ ซึ่งหาได้ยาก เหมาะกับเธอมาก”
ฟ่านซีซีพูดอย่างไม่แน่ใจ “กำไลวงนี้เป็นของที่ซ่างตงส่งมาให้”
ฟ่านจิ่นเฉิงพยักหน้าเบา ๆ “ฉันรู้ แต่ฉันเป็นคนจ่ายเงิน ดังนั้นมันเป็นของขวัญจากฉัน เข้าใจไหม?”
ในชาติก่อน กำไลวงนี้ก็เป็นของที่เขาซื้อไว้ ตอนนั้นพ่อของซ่างตงถูกสอบสวน ทรัพย์สินถูกยึด บ้านและของโบราณถูกนำออกประมูล กำไลวงนี้ก็เป็นสิ่งที่เขาประมูลได้ในงานนั้น
เหตุผลที่เขาอยากซื้อกำไลวงนี้ เพราะตอนนั้นเขาเห็นมันเปล่งแสง สวยงามมาก ความคิดแรกของเขาคือมันเหมาะกับซีซี
แต่เขาไม่คิดว่าในชาตินี้ กำไลหยกวงนี้จะปรากฏอยู่ข้างกายซีซีในรูปแบบเช่นนี้
ฟ่านซีซีเห็นพี่จิ่นเฉิงพูดแบบนั้น เธอก็ไม่รู้สึกลำบากใจที่จะสวมกำไลต่อไป
“พี่สาวของเธอบอกว่าอยากพาพวกเราไปดูหนัง อยากไปไหม?” ฟ่านจิ่นเฉิงนั่งลงที่โต๊ะคอมพิวเตอร์อย่างเป็นธรรมชาติ พลางเปิดเครื่องและคุยกับเธอไปด้วย
ฟ่านซีซีพูดอย่างไม่ค่อยสนใจนัก “ฉันอยากไปพื้นที่เพาะปลูกแห่งที่สอง ฉันยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ”
“งั้นต้องการให้ฉันช่วยอะไรไหม?”
“ไม่ต้องหรอก เมื่อคืนฉันได้ยินลุงกับแม่ของพี่คุยกัน ดูเหมือนว่าพวกเขาอยากให้พี่ไปช่วยติดตั้งคอมพิวเตอร์ พี่ไปเถอะ!”
ฟ่านจิ่นเฉิงยิ้มพลางบีบแก้มเธอเบา ๆ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้นะ”
แค่เด็กคนนี้บอกว่าอยากไปดูหนัง อยากให้เขาไปด้วย เขาก็ไม่ต้องคิดอะไรเลย จะอยู่บ้านเป็นเพื่อนเธอแน่นอน
ฟ่านซีซีจ้องเขาอย่างไม่พอใจ “น่ารักขนาดนี้ยังจะมาบีบแก้มฉันอีก”
พอพูดจบ เธอก็บีบแก้มเขากลับอย่างไม่เกรงใจ
ทั้งสองคนหยอกล้อกันสักพัก แล้วก็กินข้าวเช้า และข้าวเที่ยงที่บ้านก่อนเวลา จากนั้นจึงแยกย้ายกันไปทำธุระของตัวเอง
ตอนบ่าย ฟ่านซีซีได้ทดลองปลูกเมล็ดพันธุ์ที่พี่สาวให้มา จากนั้นก็ใช้พลังพืชวิญญาณปรับปรุงพันธุ์ให้มีคุณภาพดีขึ้นและเหมาะสมกับการปลูกในพื้นที่เพาะปลูกแห่งที่สอง
ขณะที่เธอตรวจดูความคืบหน้าโดยรวมของพื้นที่เพาะปลูกแห่งที่สองในวันนี้ และเตรียมจะปั่นจักรยานกลับบ้าน รถบรรทุกที่ขนผักและผลไม้ก็บังเอิญแล่นผ่านเธอพอดี
เธอขยับเข้าข้างทางเล็กน้อย แล้วมองดูอย่างไม่ตั้งใจ
หลังจากมองแวบเดียว สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปอย่างมาก รีบขยี้ตาแล้วมองอีกครั้ง
รถบรรทุกแล่นห่างออกไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังมองเห็นว่า ผักและผลไม้บนรถคันนั้นมีปัญหา สารกำจัดศัตรูพืชเกินมาตรฐานอย่างชัดเจน ถ้าหากคนกินผักผลไม้เหล่านี้เข้าไปล่ะก็ จะต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่ ๆ
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็รีบหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ที่ยังไม่ได้ใช้งานออกมาจากกระเป๋า แล้วโทรแจ้งตำรวจทันที
“ฉันต้องการแจ้งเบาะแสค่ะ หมายเลขทะเบียนรถ xxxx... สถานที่เกิดเหตุบริเวณ...”
หลังจากวางสาย ฟ่านซีซีก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก หวังว่าคงไม่มีใครกินผักผลไม้พวกนั้นเข้าไป
เมื่อตั้งสติได้ เธอมองดูพระอาทิตย์ที่กำลังตกดิน ก่อนจะรีบปั่นจักรยานกลับบ้าน
เธอไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้อีก และยังคงนอนหลับฝันดีตลอดทั้งคืน
เช้าวันรุ่งขึ้น เฉินเยว่อิงและหลิ่วซิ่งฟางเพิ่งเปิดร้าน รถตำรวจก็มาจอดอยู่หน้าร้านทันที
ตอนแรกทั้งสองไม่ได้สนใจอะไร แต่เมื่อเห็นตำรวจในเครื่องแบบสองนายเดินเข้ามาถามว่าเป็นญาติของฟ่านซีซีหรือไม่ สีหน้าของเฉินเยว่อิงก็เปลี่ยนไปทันที
“คุณตำรวจคะ ซีซีเป็นเด็กดี เธอไม่ทำอะไรผิดกฎหมายหรอกค่ะ”
“ไม่ต้องตื่นตระหนกไปครับ เมื่อวานนี้คุณฟ่านซีซีได้โทรแจ้งเบาะแส พวกเรามีคำถามจะสอบถามเธอเล็กน้อย” ผู้กองเฉิน หัวหน้าทีมตำรวจอธิบายอย่างสุภาพ
เฉินเยว่อิงยังคงไม่ค่อยวางใจ รีบเดินไปหยิบโทรศัพท์ข้าง ๆ โทรหาลูกสาวด้วยความร้อนใจ เธอโทรไปที่เบอร์บ้าน
คนที่รับสายคือฟ่านเจวียนเจวียน เมื่อเธอได้ยินว่ามีตำรวจตามหา เธอก็รีบพุ่งเข้าไปในห้อง ลากฟ่านซีซีที่ยังไม่ตื่นออกมาทันที
“ฟ่านซีซี ฟ่านซีซี ตื่นเร็ว มีตำรวจตามหา เธอไปทำอะไรมา?”
เดิมทีฟ่านซีซีกำลังนอนหลับสบายอยู่ พอถูกกระชากผ้าห่ม แล้วลากตัวขึ้นมาแบบกะทันหัน สมองของเธอก็พร่ามัว รู้สึกเหมือนมีลมทะเลพัดมาปะทะตัว แต่เพราะแบบนี้ ทำให้เธอรู้สึกตัวขึ้นมาในทันที
“เธอเร็ว ๆ หน่อยสิ แม่บอกว่ามีตำรวจรอเธออยู่ที่ร้าน” ฟ่านเจวียนเจวียนเป็นกังวลจนอยู่ไม่ติด รีบสวมเสื้อผ้าแล้ววิ่งออกไป
เธอไม่ได้วิ่งไปที่ร้าน แต่กลับไปกระหน่ำเคาะประตูบ้านของฟ่านจิ่นเฉิง
คนที่เปิดประตูคือฟ่านจิ่นซิน เมื่อรู้ว่าฟ่านเจวียนเจวียนมาหาพี่ชายของเธอ เธอก็ได้แต่ยื่นมือออกไปอย่างหมดแรง
“พี่ชายไปบ้านลุงตั้งแต่เช้าแล้ว บอกว่าจะกลับตอนบ่าย เธอมีธุระอะไรกับพี่ชายเหรอ?”
ฟ่านเจวียนเจวียนตบหน้าผากตัวเองเบา ๆ เธอลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
ฟ่านจิ่นเฉิงไม่อยู่บ้าน เธอจึงต้องเดินย้อนกลับไปเร่งฟ่านซีซีที่กำลังแต่งตัวเอื่อยเฉื่อย
“คนอื่นเขาร้อนใจจะแย่แล้ว เธอนี่ชักช้าจริง ๆ”
ฟ่านซีซีมองพี่สาวตัวเองอย่างอ่อนใจ “ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย จะกลัวตำรวจทำไม ฉันก็ต้องแต่งตัวก่อนสิ!”
ฟ่านจิ่นซินได้ยินเข้าพอดี ก็สะดุ้งในใจ “ทำไมตำรวจถึงมาหาฟ่านซีซีล่ะ?”
ฟ่านเจวียนเจวียนไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจเธอ แล้ววิ่งกลับไปเร่งฟ่านซีซีอีกครั้ง
ฟ่านมี่มี่ได้ยินประโยคสองประโยค ก็รีบแต่งตัวอย่างลวก ๆ โดยไม่ล้างหน้า แค่สวมรองเท้าแล้ววิ่งไปที่ร้านทันที
ส่วนฟ่านซีซี หลังจากแต่งตัวเสร็จก็ยังใจเย็น แปรงฟัน ล้างหน้า และหวีผมอย่างเรียบร้อย ทำเอาฟ่านเจวียนเจวียนเดินวนไปวนมาด้วยความร้อนใจ
เมื่อเห็นฟ่านเจวียนเจวียนกับฟ่านซีซีรีบร้อนลงไปข้างล่าง ฟ่านจิ่นซินถือโทรศัพท์มือถือไว้ในมืออย่างลังเล แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจโทรหาพี่ชายของเธอ