นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 166 ข่ายอาคมเคลื่อนย้าย

        ตอนที่ 166 ข่ายอาคมเคลื่อนย้าย

         

         

        การพูดคุยไร้สาระจบลงอย่างรวดเร็วเมื่ออารากะเรียกพวกเขาให้รวมตัวกัน สีหน้าของเขามีความเครียดอย่างชัดเจน เห็นได้ชัดว่ามีเรื่องไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น

         

        “ข่าวร้ายหนึ่งเรื่องครับ วันนี้เป็นวันเดียวกันกับที่กลุ่มขุดค้นของกลุ่มการค้าเชียนเป่าจะเข้าสุสาน” อารากะถอนหายใจ

         

        ที่แห่งนั้นพลันถูกปกคลุมไปด้วยความกดดันทันที แม้แต่บรรดาคนรับใช้ในที่แห่งนั้นยังแสดงสีหน้าไม่สบายใจอย่างชัดเจน นิทานไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่อะไรถึงขนาดนั้น หากเพราะว่ากลุ่มขุดค้นคนอื่นดูค่อนข้างจะเครียดกันเขาจึงตีหน้าเครียดตาม

         

        แน่นอนว่าในที่นี้ไม่มีใครเชื่อมั่นเรื่องสนธิสัญญาห้ามโจมตีกันและกัน ในสุสานนั้นหากมีโอกาสศึกย่อมระเบิดขึ้นอย่างแน่นอน คงมีเพียงนิทานที่ไม่คิดมากเรื่องนี้ เขาใช้ชีวิตในป่ามาตลอด การโดนโจมตีจากทุกทิศทุกทางคือเรื่องปกติ

         

        “และข่าวกรองของเรายังไม่สามารถยืนยันเรื่องตัวตนของอัจฉริยะปีศาจผู้นั้นได้ เราจึงไม่อาจเตรียมการอะไรได้” อารากะอธิบายต่อ นี่คือส่วนที่เขากังวลเป็นพิเศษ หากอย่างน้อยเขาทราบว่าอัจฉริยะปีศาจของฝั่งนู้นคือใคร เขาอาจสามารถเตรียมการบางอย่างได้

         

        “แต่กลุ่มการค้าอิสึกะก็ไม่ทราบตัวตนของอัจฉริยะปีศาจฝั่งเราเช่นกันใช่มั้ยคะ” เลโอถามขึ้น ถึงพวกเขาจะไม่อาจเตรียมการรับมือฝั่งนู้นได้ แต่ฝั่งนู้นก็เช่นกันมิใช่หรือ นิทานไม่ใช่คนโด่งดังเลยแม้แต่น้อยเมื่อเทียบกับความสามารถของเขา

         

        “และนั่นคือหนึ่งในข้อได้เปรียบที่เรามีครับ ฝั่งนั้นไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคุณนิทานเลย แถมผมมั่นใจมากว่าคุณนิทานรับมือยากกว่าอัจฉริยะปีศาจของฝั่งนู้นอย่างแน่นอน” อารากะยิ้มออกก็ตอนนี้ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ

         

        “ผู้ขีดเขียนชะตาที่รับมือยากที่สุดยังไงก็ต้องเป็นประเภทผู้ฝึกสัตว์ คาดเดายากที่สุดย่อมต้องเป็นพวกอัจฉริยะ ลอบโจมตียากที่สุดก็ต้องเป็นนักตรวจจับ” อิซึมิยิ้มน้อย ๆ

         

        “และบังเอิญเหลือเกินที่หนุ่มน้อยของเราควบสามตำแหน่งในตัวคนเดียวเลย” เพชฌฆาตหัวเราะร่า ทำเอานิทานต้องหดคอหลบเล็กน้อย เขาไม่ค่อยชินกับการถูกเยินยอปริมาณมหาศาลเท่านี้

         

        “แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะไม่ต้องพบเจอกับอีกกลุ่มใช่มั้ยครับ ยังไงก็เข้าจากคนละจุด แถมสุสานยังใหญ่มากด้วย” นิทานยกมือถาม หากเป็นในป่า ถ้าไม่ใช่เพราะคำแห่งพลัง อาณาเขต การจะหาตัวคนสักคนไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสุสานขนาดมหึมาของผู้แสวงวิถี

         

        “เสียใจด้วยครับ ฐานบัญชาการหลักนั้นเป็นการร่วมมือกันของหลายขุมอำนาจ แบ่งปันการใช้งานกันครับ ฐานบัญชาการหลักคือจุดที่ตั้งของอาคมเคลื่อนย้ายระดับสูง ขุมอำนาจแทบทั้งหมดจะไปเริ่มต้นที่นั่น” อารากะอธิบาย

         

        นั่นอธิบายถึงข่ายอาคมขนาดมหึมาด้านหน้าของนิทานตอนนี้ เขาสงสัยมาสักพักแล้วว่านี่เป็นข่ายอาคมสำหรับสิ่งใด ทำไมรัศมีพลังของมันจึงได้ดูแข็งแกร่งและมีการป้องกันที่เข้มงวดเช่นนั้น หากคำตอบคือข่ายอาคมเคลื่อนย้ายระดับสูงเช่นนั้นก็เป็นอะไรที่เข้าใจได้

         

        “และดูเหมือนว่ากลุ่มขุดค้นทั้งสองกลุ่มจะไปถึงในเวลาไล่เลี่ยกันครับ เพราะงั้นก็ตั้งเป้าไว้ได้เลยว่าเมื่อไปถึงแล้วที่นั่นจะมีทั้งพวกเราและกลุ่มการค้าเชียนเป่า” เขาพูดด้วยสีหน้าตึงเครียด ไม่ใช่ว่ากลุ่มการค้าอิสึกะหวาดเกรงกลุ่มการค้าเชียนเป่าแต่อย่างใด เพียงแต่หากนับกันในแง่ของอิทธิพลแล้ว กลุ่มการค้าเชียนเป่าเหนือกว่าจริง ๆ

         

        พวกเขาคือกลุ่มการค้ามหาอำนาจอันดับ 2 ของมหาทวีป และอันดับ 1 ก็คือกลุ่มการค้าเชียนเป่า

         

        พูดจบแล้วอารากะก็แจกจ่ายไข่มุกอินทนิล วัตถุเสริมอาคมสำหรับการหลบหนี เขาอธิบายถึงวิธีใช้ซึ่งไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เพียงอัดพลังวิญญาณลงไปก็มากเพียงพอ

         

        ทั้งกลุ่มต่างพกพาสมบัติคู่มือของตนไปคนละไม่มาก วัตถุเสริมอาคมระดับต่ำที่สามารถใช้งานได้รวมถึงสิ่งจำเป็นต่าง ๆ ต่อการสำรวจและการต่อสู้ นิทานเลือกนำปิ่นปักผมวิหคสวรรค์ไปด้วย เขาไม่อาจใช้งานมันได้เต็มประสิทธิภาพแต่เขาเพียงเอาไปด้วยเพราะมันสามารถส่งสัญญาณหาไพลินได้ เขาเตรียมไว้สำหรับกรณีฉุกเฉิน

         

        คีตาไม่มีอะไรมาก มันมีกระเป๋าบรรจุวังใบเล็กห้อยไว้ข้างกายเช่นเคย รองเท้าหนังของมันได้รับการเจาะเป็นช่องสำหรับเล็บ ทัณฑ์สีขจีและอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็เตรียมการไว้พร้อมแล้ว

         

        เมื่อทุกอย่างเสร็จสรรพ อารากะจึงได้ทำมุทราเพื่อปลดข่ายอาคมที่ปกป้องอาคมเคลื่อนย้ายไว้ ทั้งหมดทยอยกันไปอยู่กลางอาคม นิทานสัมผัสได้ถึงความบิดเบี้ยวของมิติยามเขายืนอยู่ในข่ายอาคมนี้ เหมือนสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวกลายเป็นแสนไกล สิ่งแสนไกลราวกับสามารถเอื้อมมือไปคว้าได้

         

        นิทานและคีตาก้มลงมองอย่างตื่นเต้น ในที่นี้เขาสมควรเป็นคนเดียวที่ไม่เคยเคลื่อนย้ายด้วยวิธีนี้

         

        “ข่ายอาคมเคลื่อนย้ายเป็นผลงานของตำนานท่านหนึ่งครับ เพราะท่านได้สร้างเครือข่ายไว้ระหว่างหัวเมืองใหญ่และจุดต่าง ๆ ของมหาทวีป รวมถึงสร้างเครือข่ายมิติย่อยสำหรับใช้งานระยะสั้นเช่นนี้กระจายอยู่ทั่วไป ผู้ขีดเขียนชะตาระดับสูงที่มีความสามารถสายมิติจึงสามารถหยิบยืมใช้งานได้” เพชฌฆาตอธิบายเมื่อเห็นท่าทีตื่นเต้นของนิทาน

         

        “จริง ๆ จากบาราทรัมกับนครรัตนะก็มีข่ายอาคมเคลื่อนย้ายที่เชื่อมถึงกันนะ แต่เพราะแพงเกินคนเลยไม่ค่อยใช้กัน” ไพลินเสริมเพราะเธอจำได้ว่านิทานเคยไปเยือนบาราทรัมมาก่อน

         

        นิทานพยักหน้ารับอย่างตื่นเต้น เขาสงสัยถึงตัวตนของยอดคนผู้นั้น หากเขาสามารถแหวกมิติเพื่อสร้างเครือข่ายได้เช่นนั้นจริง ระดับขั้นของเขาจะสูงส่งเพียงไหนกัน

         

        “ตำนานท่านนั้นคือใครเหรอครับ ถึงขนาดสร้างเครือข่ายระหว่างมหาทวีปได้” นิทานถามขึ้นด้วยความสงสัย แต่ทั้งหมดที่ตอบกลับมามีเพียงการส่ายหน้า พวกเขาในที่นี้ไม่มีใครรู้มากนัก แม้แต่ไพลินและอารากะก็ดูจะมีข้อมูลไม่มาก

         

        “เป็นยอดคนท่านหนึ่งที่เร้นกาย ท่านเดินทางไปทั่วทุกที่เพื่อเสาะหาสถานที่ใหม่ ๆ และเพลิดเพลินไปกับวัฒนธรรมของหลากเผ่าพันธุ์ หากมีวาสนาจึงจะได้พบเจอ แม้แต่องค์ราชินีก็ไม่สามารถหาตัวท่านได้หากเขาไม่อนุญาต” ผู้ที่ตอบกลับมากลับเป็นอริยะแปลงเพลิง เธอปรากฏตัวออกมาจากความว่างเปล่าเบื้องหลังไพลิน ดูเหมือนว่าการเร้นตนของเธออาจสร้างปัญหาให้ข่ายอาคม

         

        องค์ราชินียังหาตัวไม่ได้? เป็นคนระดับไหนกันล่ะนั่น ไม่ใช่ว่ามหาทวีปนี้มันจะมีสัตว์ประหลาดเยอะเกินไปหน่อยเหรอ นิทานหางคิ้วกระตุก แต่คำบรรยายของยอดคนท่านนั้นค่อนข้างจะคุ้นหูนิทานระดับหนึ่ง

         

        “ตำนานท่านนั้นยังเป็นผู้แรกที่วาดแผนที่ของมหาทวีปอีกด้วย หากไม่มีท่าน การแบ่งเขตแดนระหว่างแต่ละขุมกำลังคงจะยากกว่านี้หลายต่อหลายเท่า มหาทวีปนั้นมีภูมิประเทศที่แปลกแยกแถมยังมักเปลี่ยนแปลงจากเหตุผลนานาประการอีกด้วย” เสียงใสหยดย้อยดังขึ้นจากบนฟากฟ้า เสริมประโยคของอริยะแปลงเพลิง

         

        บนนั้นคือสตรีผู้หนึ่งที่สวมใส่ชุดผ้าเรียบที่ปักไว้ด้วยลวดลายมังกรและดอกไม้งามวิจิตร เครื่องหน้าของเธอเป็นดังเช่นคนของตระกูลอิสึกะ ตาตี่เล็กน้อย จมูกที่ไม่ได้เป็นสันมาก 

         

        ดวงหน้าหวานหยดย้อย ผิวที่ขาวราวกับไข่มุก รอยยิ้มที่นุ่มนวล รวมถึงความลงตัวของทุกสิ่งบนใบหน้าทำให้เธอคือสตรีผู้งดงามที่สุดที่นิทานเคยพบ

         

        โดยเฉพาะระดับพลังของเธอที่ไม่ด้อยไปกว่าอริยะแปลงเพลิงเลยแม้แต่น้อย

         

        “คารวะอริยะวิญญาณครวญ”

         

        “คารวะอริยะวิญญาณครวญ”

         

        “คารวะอริยะวิญญาณครวญ”

         

        เหล่าคนรับใช้จำนวนมากต่างค้อมคำนับทักทายเธออย่างพร้อมเพรียง แม้แต่อิซึมิ โฮโจ รวมถึงอารากะก็ยังค้อมคำนับ อารากะเป็นตัวแทนสาขานครรัตนะ เขาเป็นอริยะขั้นต้น ศักดิ์ฐานะในตระกูลของเขาถือว่าสูงมาก หากเขาก็ยังค้อมคำนับอย่างสุภาพ เห็นได้ชัดว่าสตรีตรงหน้านี้แข็งแกร่งยิ่ง

         

        อริยะที่งานประมูลนี่ นิทานจดจำเธอได้ เธอคืออริยะที่สลายพลังของกัปตันไดฟ์ได้อย่างง่ายดายในงานประมูลครั้งนั้น 

         

        ที่งานประมูลนิทานไม่อาจเห็นหน้าตาของเธอได้ชัดเจนนัก ระดับพลังของเธอยากที่จะทำให้สามารถสังเกตเธอได้โดยง่าย หากครั้งนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้นแม้แต่น้อย เธอไม่ได้ปกปิดหน้าตาของตนด้วยรัศมีแต่อย่างใด 

         

        เธอส่งยิ้มให้เหล่าสมาชิกตระกูลที่ค้อมคำนับเป็นสัญญาณให้ลุกขึ้นยืน เธอหันไปจับจ้องอริยะแปลงเพลิงด้วยแววตาหวานหยด หากนิทานไม่ได้คิดไปเอง ดูเหมือนเธอจะชำเลืองมองเขาและคีตา

         

        “วิญญาณครวญ ไม่ได้พบกันเสียนาน เจ้าจะเป็นผู้เปิดใช้งานอาคมเคลื่อนย้ายหรือ” ร่างของอริยะแปลงเพลิงลอยขึ้นสู่ฟ้า ขึ้นไปเสมอกับอริยะวิญญาณครวญ

         

        “แปลงเพลิง เจ้ายังคงงดงามไม่สร่าง ในตระกูลสาขานี้มีเพียงข้าที่แตกฉานทางด้านมิติ” เธอหัวเราะน้อย ๆ ตอบรับ พวกเธอทั้งสองยังคงคุยกันอีกครู่หนึ่ง อริยะแปลงเพลิงดูมีท่าทีอ่อนโยนและไม่เย็นชาดังเช่นปกติ

         

        “อริยะวิญญาณครวญท่านเป็นสหายของท่านป้า พวกเธอรู้จักกันตั้งแต่พวกเธอยังเป็นเพียงผู้เรียนรู้น่ะ” ไพลินแอบกระซิบบอกนิทาน เช่นนั้นก็อธิบายได้ถึงความใกล้ชิด

         

        ทั้งหมดไม่มีใครดูเร่งรีบแต่อย่างใด ทุกคนเพียงรออริยะขั้นปลายทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนิทสนม ผ่านไปครู่หนึ่งอริยะวิญญาณครวญคราวนี้จึงได้หันมามองกลุ่มขุดค้นโดยตรง

         

        “อนาคตของกลุ่มการค้าเราฝากไว้ที่พวกเจ้าแล้ว ขอลาคีซจงนำชัย” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม กลุ่มขุดค้นทั้งหมดรวมถึงตัวนิทานเองจึงคำนับอีกครั้ง หากเธอกลับยังไม่เปิดใช้งาน เธอจับจ้องลงมาที่นิทานและคีตาโดยตรง มุมปากเผยรอยยิ้มที่ดูอันตราย

         

        “อัจฉริยะปีศาจ เชื้อไฟแห่งความหวังที่ทำให้อารากะน้อยถึงกับอยู่ไม่สุขเช่นนี้ แถมยังมีสัตว์ป่าที่แข็งแกร่งราวกับปาฏิหาริย์ตัวนั้นเป็นคู่หู พวกเจ้าทั้งสองเป็นตัวอะไรกันแน่” ร่างของเธอร่อนลงมายืนประจันหน้ากับนิทาน เขารีบคำนับอย่างรวดเร็ว เธอลูบหัวคีตาอย่างเบามือ มือของเธอที่ยื่นออกมาทำให้คีตาตัวแข็งทื่อไป 

         

        “ผู้น้อยไม่ได้แข็งแกร่งถึงเพียงนั้น” นิทานรีบตอบอย่างสุภาพ นัยน์ตาและท่าทางของเธอทำให้เขาหวั่นใจเขาจึงใช้คำสุภาพไปตามสัญชาตญาณ

         

        “ผิดแล้ว ข้าตรวจสอบข้อมูลจากอารากะน้อยมาแล้ว เจ้ายอดเยี่ยมยิ่ง เป็นหน่ออ่อนที่น่าอิจฉายิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นในไฟกัลป์ มิใช่อิสึกะเรา” เธอเผยรอยยิ้มยั่วยวน มือหนึ่งเชยคางของนิทานขึ้น

         

        “เจ้าสนใจแต่งเข้าตระกูลอิสึกะหรือไม่ ชนรุ่นหลังของเรามีพร้อมทั้งหญิงงามและยอดบุรุษ เจ้าสามารถเลือกได้ตามใจ” เธอพูดด้วยรอยยิ้ม หากรอยยิ้มนั้นถึงกับทำให้นิทานตัวสั่นสะท้าน เขาไม่ชอบคนผู้นี้เลย

         

        “วิญญาณครวญ เจ้าเล่นมากเกินไปแล้ว” ร่างของอริยะแปลงเพลิงร่อนตามลงมา เมื่อเธอกล่าวเช่นนั้นอริยะวิญญาณครวญจึงยินยอมปล่อยมือจากคางของนิทาน หากแววตายังคงมีความซุกซนอยู่ภายใน

         

        “เราสามารถคุยเรื่องนี้กันได้ในภายหลัง” เธอเผยรอยยิ้มหวานหยด แล้วจึงกลับสู่ท้องนภา เธอกางแขนทั้งสองข้างออก นิทานไม่อาจเห็นรัศมีพลังหรือแสงจากอักษรโบราณได้แม้แต่น้อย หากข่ายอาคมรอบด้านของเขากลับเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง

         

        มิติรอบด้านเกิดความบิดผัน ทุกสิ่งรอบด้านกลายเป็นบิดเบี้ยว ทุกคนในข่ายอาคมไม่มีท่าทีเจ็บปวดแต่อย่างใดแม้ว่าในสายตาของนิทานจะเห็นว่าร่างกายของทุกคนยามนี้ม้วนงอจนดูไม่เหมือนมนุษย์อีกต่อไป

         

        เมื่อข่ายอาคมเร่งพลังจนถึงจุดหนึ่ง นิทานก็ได้เห็นแสงวาบ เขารู้สึกราวกับสติสัมปชัญญะของตนหายไปเสี้ยววินาทีหนึ่ง

         

        เพียงพริบตา ร่างของพวกเขาก็หายไป