ตอนที่ห้าสิบสอง ห้าสำนักกระบี่
บ้านเมืองมีกฎบ้านเมือง สำนักมีกฎของสำนัก
แน่นอนในทางเทคนิคสำนักต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของบ้านเมืองโดยเฉพาะสำนักที่อยู่ในขอบเขตของเมืองหลวง
แต่ตามสายตาของนักพรตคิ้วขาว แค่การบุกเข้ามาในเขตของสำนักก็ถือว่าจะต้องเสียหน้ามหาศาลแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงนี่คือเหตุการณ์ในขั้นตอนสำคัญของสำนักที่นักพรตคิ้วขาวไม่สามารถถอยได้อย่างเด็ดขาดหากคิดจะยืนหยัดในยุทธจักรต่อไป
ฟ่านเจี้ยงก็รู้เรื่องการที่สำนักต่างๆถือศักดิ์ศรีของตนเองดี นั่นคือสาเหตุที่เขาต้องมาเยือนด้วยตนเอง ไม่ได้ใช้ให้ลูกน้องมาเพื่อเป็นการให้เกียรติสามส่วนและให้เหล่าสำนักรู้ว่าเขายึดถือเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงจัง ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
แต่ฟ่านเจี้ยงเองก็ขาข้างหนึ่งอยู่ในยุทธจักร ไหนเลยจะไม่รู้ความสำคัญของชื่อเสียง แต่ตัวเขากินข้าวหลวง อย่างไรก็ต้องทำงานตอบแทนแล้ว
“ไท่ซานยิ่งใหญ่เกรียงไกร”
เสียงตะโกนของคนในสำนักและภาวะสะกดข่มทำให้ฟ่านเจี้ยงรู้สึกว่าดาบในมือนั้นหนักหนานัก
ในขณะที่ขวัญกำลังใจและพลังสภาวะของสำนักไท่ซานเพิ่มถึงขีดสุดเพราะเจ้าสำนักอย่างนักพรตคิ้วขาวนำทัพด้วยตนเอง
แม้แต่อี้จิงก็ยังยกมือตะโกนไปพร้อมกัน
แน่นอน นั่นก็เป็นแค่เด็กหญิงเล็กๆคนหนึ่งตะโกนในหมู่ผู้คนหลายพันคนตะโกนพร้อมกัน
อาจจะดูเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สำคัญ..กล่าวเช่นนั้นก็อาจจะผิดไป นี่คือเหตุการณ์ที่คนทั้งเมืองหลวงจำได้แน่นอน
แต่คือเหตุการณ์สำคัญที่ประทับในจิตใจของอี้จิง ในเรื่องของการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสำนักไท่ซาน ที่ทำให้อี้จิงที่โดดเดี่ยวมาตลอดและแม้จะมีหวังลี่มอบคนให้มาเป็นลูกน้องก็ยังรู้สึกโหวงเหวง
การกระทำของนักพรตคิ้วขาว ทำให้อี้จิงรู้สึกเคารพและเป็นหนี้บุญคุณที่นักพรตคิ้วขาวช่วยท่านพี่ของเธอและมองว่าพฤติกรรมของนักพรตคิ้วขาวนั้นสง่างามสมควรเอาเป็นแบบอย่างในการวางตัวในการปกป้องพวกพ้องของตนเอง
ถ้าหวังลี่รู้ที่เธอคิดตอนนี้เขาต้องกระอักโลหิตออกมาแน่นอน แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้หวังลี่ยุ่งอยู่กับการกระอกของเหลวสีดำออกมาไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ตอนนี้
ฟ่านเจี้ยนเริ่มคำนวณผลได้ผลเสียว่าจะฝืนไปต่อหรือเปล่า? เพราะเขาเองก็มีศักดิ์ศรีที่ต้องรักษาเช่นกัน
“เรื่องน่าสนุกเช่นนี้จะขาดข้าไปได้อย่างไร”
เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้นมาจากทางหลังคาตึกที่อยู่ข้างๆ
“เฮอะ เฒ่าหานมาแล้วไยไม่ปราฎหน้าค่าตา”
หานเจิ้งฟง เจ้าสำนักหัวซาน เป็นไทม้เบื่อไม่เม้ากับเจ้าสำนักไท่ซานมาตลอด ล้วนชิงดีชิงเด่นกันในห้าสำนักกระบี่
แต่..
“หากคิดจะลูบคมเจ้าเฒ่าหงต้องผ่านกระบี่ของข้าไปก่อน”
หานเจิ้งฟงกล่าวพร้อมทำให้กระบี่ส่งเสียงก้องโดยแค่เปล่งพลังไม่ต้องชักกระบี่แต่ก็ก่อให้เกิดรัศมีคุกคาม
“ห้าสำนักร่วมแนว จะขาดพวกเราได้อย่างไร?”
คนอีกสามสักนัก จากซงซาน เหิงซานเหนือใต้ก็ค่อยๆทยอยปรากฏตัว
พวกเขาชิงดีชิงเด่นกันในห้าสำนัก แต่พวกเขาก็คือพันธมิตรกัน โดยเฉพาะในเรื่องที่ราชสำนักสอดมือเข้ามา
ต่อให้พวกเขาไม่อยากช่วยและคิดถึงแต่ผลประโยชน์ตนเอง ก็ไม่อยากให้ราชสำนักใช้โอกาสนี้เป็นตัวอย่างในการที่จะเข้ามายุ่มย่ามในเขตสำนักของพวกเขาในภายภาคหน้า
“เฮอะ” นักพรตคิ้วขาวพ่นลมหายใจแต่ไม่กล่าวว่ากระไร
เขากับเฒ่าหาน ไม่จำต้องกล่าววาจายืดเยื้อต่อกันหรอก
เจ้าแจ้งแก่เจ้าพวกเฒ่ากระดูกผุพวกนี้หรือ?”
นักพรตคิ้วหันไปถามผู้อาวุโสท่าทางคงแก่เรียน
“ขอเจ้าสำนักโปรดอภัย แต่เรื่องราวที่เกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับห้าสำนัก”
นักพรตคิ้วขาวพยักหน้าและลูบเครา
“อืม ข้าคนเดียวก็จัดการได้ พาเฒ่าหานมาก็เสียเที่ยวเปล่า”
“เฮอะ เฮอะ เฒ่าหง ได้เมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ที่ดีมา เก็บรักษาอย่างดีเพราะเหตุนี้นั่นเอง”
ในบริเวณข้างหน้าสำนักนั้นเริ่มมีคนทยอยมามากขึ้น เนื่องจากคนที่มีวรยุทธสูงอย่างเจ้าสำนักจะมาถึงก่อนพวกลูกศิษย์และได้คุมเชิงล้อมมือปราบแห่งราชสำนักไว้อยู่
แต่ฟ่านเจี้ยงก็เริ่มคิดหนัก เขาเริ่มขบกรามให้พ้นจากความกดดันของเจ้าสำนักทั้งห้า
ทันใดนั้นมีม้าตัวหนึ่งควบขับมากลางลานบนหลังปักป้ายคำว่า “ด่วน”
“มือปราบฟ่านเจี้ยนรับราชโองการ”
ราชโองการ? ราชโองการของใครกัน?
แต่สายตาของเขาก็สังเกตว่าผู้ที่มาคือคนส่งสาส์นของสกุลหวัง
ราชโองการขลิบทองเหลืองคือราชโองการขององค์ไท่จู่ ปฐมจักรพรรดิ
“ด้วยราชโองการขององค์ไท่จู่ ปฐมจักพรรดิ หากคนในสกุลหวังทำผิดให้ละเว้นโทษให้..”
เสียงหนักแน่นกล่าวอย่างมีพลัง
ฟ่านเจี้ยน ก็คุกเข่าและรับราชโองการ
“หม่อมฉันขอน้อมรับราชโองการจากองค์ไท่จู่”
แน่นอน ฟ่านเจี้ยนไม่ใช่คนโง่
ปรกติทราบดีอยู่แล้วว่าราชโองการหรือป้ายละเว้นโทษพวกนี้ไม่สามารถใช้ได้จริงๆ แต่นี่คือข้ออ้างที่ช่วยให้เขาถอนตัวได้แล้วโดยไม่เสียหน้าและไม่ผิดกับคำสั่งที่ได้รับมา
หวังม่อที่มองเหตุการณ์อยู่ในหมู่ลูกศิษย์สำนักไท่ซานผงกศีรษะกับตนเองที่เขาส่งข่าวไปขอความช่วยเหลือจากผู้อาวุโสในตระกูลด้วยยันต์สื่อสาร และสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ด้วยความรวดเร็วเช่นนี้