60.
กองทัพภูตผีที่ทยอยล่องลอยตามหลังเปรตตนนั้นมา บ้างก็วิ่ง บ้างก็เดิน พวกมันร่ำร้องออกมาอย่างน่ากลัว ผีปอบหลายตัว เสยะปากที่เต็มไปด้วยเลือดของพวกมันออกมา เล็บที่ยาวยื่นออกมาจากปลายนิ้วทั้งห้า กวัดแกว่งมาข้างหน้าอย่างห้าวหาญ เสียงเล็บเสียดสีกับอาการเสียงดังหวีดหวือ กระสือกระหังบินว่อนอยู่บนท้องฟ้า พวกมันส่งแสงสีเขียววูบวาบออกมาเป็นระยะๆผีโขมดตัวแดงราวกับผิวของทารก แต่ร่างของมันใหญ่เท่ากับวัยรุ่นคนหนึ่งเลย ผิวใสมองเห็นเส้นเลือดฝอยสีแดงๆที่อยู่ภายใน ตาแดงกำเต็มไปด้วยเส้นเลือด ดวงตาปูดโปนจนแทบจะทะลักออกมาจากเบ้า หูแหลมยาวชี้ขึ้นบนฟ้า ทันนั่งยองอยู่บนป้ายหลุมศพอันหนึ่งด้านข้างของมันเป็นเปรตตัวสูง มีผิวสีเหลืองแห้งๆ ตัวสูงยาวชะลูดขึ้นไปราวกับต้นตาล มือเท่ากระด้งปากเท่ารูเข็ม พวกมัน 2-3 คนยืนรวมกลุ่มกันอยู่ด้านหลังเจ้าเปรตตัวแดง คู่แค้นของวิทย์ ดูแล้วเหมือนมันจะเป็นผีหัวหน้าเป็นแน่“นี้ลูกพี่โย่ง วันก่อนที่นี้ยังไม่มีไอ้ของแบบนี้เลย วันนี้มันโผล่ออกมาได้ยังไง”เจ้าผีโขมดโพลงถามความเห็นออกมา“ข้าก็ไม่รู้”มันตอบ สายตาของมันยังจับจ้องไปที่กำแพงขนาดใหญ่สีดำสนิท มีเมฆสายฟ้าปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ สายฟ้าแลบแปลบปลาบส่งเสียงดังครือนครันออกมาอย่างต่อเนื่อง หากที่นี้เป็นป้อมของมนุษย์ จะบุกเข้าไปอย่างไร กำแพงสูง เหนือกำแพงมีเมฆสายฟ้า จะส่งผี กระสือ กระสา ผีกระหังบินข้ามไปเหรอ มันคงถูกฟ้าผ่าตายไปก่อน จะทำลายกำแพงเข้าไปเหรอ กำแพงก็ดูมันออกจะแข็งแรงไปหน่อยไหม ขณะที่มันกำลังคิดอะไรต่างๆนานาอยู่นั้น ร่างๆหนึ่งที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นในสายตาของมัน“ไอ้มนุษย์น่าตาย!”มันสบถขึ้น สองคราแล้วที่มันเจอกับมนุษย์คนนี้ ครั้งแรกเป็นมันไล่ล่าอีกฝ่าย ครั้งที่สองถูกอีกฝ่ายแย่งเหยื่อของมันไปโดยที่มันทำอะไรไม่ได้ มันแค้นแสนจะแค้น “หึหึหือ ชะชะช้า นั้นมันไอ้เพื่อนรักเพื่อแค้นลูกพี่โย่งนี้หว่า”เสียงไอ้ผีโขมดดังแสบแก้วหูขึ้นมา ปกติมันสองตนจะเป็นคู่แข่งกันไอ้เปรตแดง คุมทางเหนือหรือหมู่บ้านนาเจริญ มันคุมอยู่ในเขตหมู่บ้านหนองถาวร แต่วันนี้มันพิเศษออกไป มันเป็นวันล่าคนเป็น พวกมันจึงสงบศึกชั่วคราวและพาลูกน้องพลพรรคผีมารวมตัวกันเพื่อออกล่า แต่วันนี้มันต่างออกไป“ใครเพื่อนมัน แกด้วยไม่ใช่เพื่อนข้าและข้าก็ไม่ใช้ลูกพี่เอ็ง ไอโขมดปากเปราะ”ไอ้โย่งร้องออกมาอย่างหัวเสีย“เฮย..จะหัวเสียอะไรนักหนานี้ วันนี้นะวันดี วันนี้เรามาล่ามนุษย์ให้สะใจไปเลยดีกว่า”ผีโขมดมันพูดขึ้น“หึ”ไอ้โย่งเพียงแค่หึออกมาคำเดียวเท่านั้น... วิทย์ที่ยืนอยู่บนกำแพงที่บัดนี้เมฆสายฟ้าได้แหวกทางออกให้เขาอย่างหน้าอัศจรรย์ เขามองทอดสายตาลงไปเบื้องล่าง ไอ้โย่งสูง 11 เมตร กำแพงเมืองสูง 10 เมตร มันอยู่ในระดับเดียวกันกับสายตาของเขา ตาของทั้งคู่ประสานกัน เขาเสยะยิ้มอย่างไม่เกรงกลัว เจ้าโย่งแปลกในเล็กน้อย มนุษย์คนนี้เจอมันทีไรเป็นต้องระวังตัวแจและไม่กล้าเจอกับมันซึ่งๆหน้าแบบนี้ แต่ตอนนี้มันกล้า หรือมันกล้าที่จะท้าทายอำนาจของมันกัน มันฮึดฮัดออกมาอย่างไม่พอใจ โฮก!!! มันคำรามดังก้องออกมาก่อนจะจ้ำเท้าก้าวอาดๆเข้ามา ผีร้ายมากมายเร่งทะยานเจ้ามาหมายจะประจันหน้ากับกองทัพมนุษย์ วิทย์ไม่รอช้า เขาเรียกกองทัพอมนุษย์ทั้งหมื่นตนของเขาออกมาทันที โฮก!...กองทัพของเขาร้องออกมาเหมือนกัน อมนุษย์ทั้งสองผ่านวิ่งประสานงากันทันที เคล้ง!ฉับ!ฉับ!ฉับ! เสียงฟันเสียงแทง เสียงฉีกขบกัดสารพัดดังขึ้นในสนามรบ มีดทั้ง วิทย์เพียงแต่ยืนมองอยู่บนกำแพง เจ้าผีโขมดและผีเปรตไอ้โยงก็ยืนมองสนามรบอยู่อีกฟากเช่นกัน ที่นั้นมันเป็นสงครามของทหาร ผู้บันชาการมีหน้าที่ดูภาพรวมและควบคุมกระแสการรบเท่านั้น“เฮยๆๆทำไมมันมีแต่อมนุษย์ที่เป็นบริวารละว๊ะ! แล้วคนเป็นไปไหนหมด เป็นแบบนี้ก็ขาดทุนสิวะ”ฝีโขมดพูดออกมาด้วยความแปลกใจ“ไม่รู้โว้ย ข้าไม่สน พวกเราฆ่า!!!”มันร้องออกมาอีกครั้งบรรดาผีบริวารของมันต่างกรูกันเข้าไปหาฝ่ายตรงข้ามด้วยความฮึกเหิม แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น เชี้ย!ฉึก!ฉึก!ฉึก!ฉึก!ฉึก! อ้ากกก!จากเสียงฮึกเหิมกลายเป็นเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด มีดอาคมตกลงมาจากท้องฟ้ากว่าร้อยเล่ม สังหารทหารผีเลวพวกนั้นกว่าร้อยดับดิ้นไป ทั้งหมดเป็นลูกน้องของไอ้โย่ง ที่พึ่งกรูกันเข้าไปในสนามรบหมาดๆ“มะมีด มีดมาจากไหนละนี้”ผีโขมด ร้องออกมาด้วยความตกใจ ชั่งอึดใจต่อมามีดฝูงนั้นก็ลอยขึ้นไปบนฟ้าอีกครั้ง พวกมันทิ่มลงมาอีกครั้ง มีดจ้วงแทงไปรอบๆอย่างไม่ปราณี พวกมันตายเพิ่มขึ้นอีกร่วมร้อย ขณะที่วิทย์กำลังโบกไม้โบกมือควบคุมมีดอยู่นั้น เจ้าโย่งจ้องเขม็ง มันรู้แน่แล้วว่าไอ้มีดปริศนาเหล่านั้น มันมาจากวิทย์ เมื่อแน่ใจแล้วมันก็กัดฟันกรอด ร้องลั่นออกมา มันหักเอาป้ายหลุมศพที่อยู่ข้างตัว เหวี่ยงหวือออกไป วิทย์ที่เห็นแท่งหินขนาดใหญ่ลอบเข้ามาหา เขาไม่ได้ตระหนกเลยแม้แต่น้อย มีดเพลิงมังกรปรากฏออกมาอย่างฉับพลันก่อนจะถูกตวัดฟันฉับลงไปเบื้องหน้า 5 ครั้งติด เกิดเงามีดที่เต็มไปด้วยพลังทำลายล้างจากเนตรสมาธิ และ พลังญาณของเขา พุ่งเข้าปะทะป้ายหลุมศพที่กำลังลอยเข้ามา เกิดเสียงดังตูม!!แหลกละเอียด ไม่มีเศษซากอันไหนหลุดรอดมาถึงตัวเขาเลย เมือไอ้โย่งเห็นดังนั้น มันยกมือของมันขึ้นเท้าสะเอว ก่อนจะหวีดร้องออกมาสุดเสียง วีด!!!!!คลื่นเสียงของมันพุ่งออกมากลายเป็นเงานักรพโครงกระดูกตัวมหึมา มันถือดาบโล่นัยน์ตากลวงโบ๋ พุ่งเข้ามาหาวิทย์ที่ยืนอยู่บนกำแพงด้วยความเร็วเสียง มันเงื้อดาบขึ้นก่อนจะฟันลงมาเต็มเหนี่ยว ปั้ง! วิทย์กระโจนวูบหลบออกไปด้านข้างได้ทันท่วงที แต่กระนั้น แรงปะทะก็ทำให้เศษหินเศษดินอันแข็งแร่งของศิลาทมิฬกระเด็นอัดเข้าใส่ ร่างของเขาอย่างจัง จนต้องล้มหงายไปหลายครั้ง ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก เขาสบถร้องออกมาหน้าตาตื่น กระโดดผางขึ้นทันที กระชับมีดจะฟันสวนออกไป แต่ร่างนักรพโครงกระดูกที่โจมตีเข้ามานั้นเลือนหายไปหลังจากที่โจมตีเสร็จสิ้นแล้ว แต่การโจมตียังไม่หมดเพียงเท่านี้ ระลอกต่อไปก็ปรากฏขึ้นในสายตาของเขา“อาจารย์นั้นมันอะไร”วิทย์ร้องถามละลำละลัก ขณะที่ม้วนตัวหลบ การโจมตีละลอกที่ 2 และ 3 ที่ ตามหลังละลอกแรกมาติดๆ“มันคือวิชาสำเนียงอเวจี ของลมหายใจทองแดงขั้น 3 มันเหมือนกับวิชาที่เจ้าได้รับจากหัวใจทองคำ ที่เปิดสัมผัสที่ 6 ของเจ้ายังไงละ ของมันเลื่อนไปถึงขั้นที่ 3 แล้วมันสามารถใช้คลื่นเสียงปลดปล่อย ปีศาจจากอเวจีออกมาโจมตีได้ 3 ตน”คลื่นจิตของอาจารย์ถูกส่งเข้ามาหาเขาทันที ละลอกที่สองนักรพควงหอกยาวพุ่งทะลวงลงมาจากเบื้องบนอย่างหน้าหวาดเสียว ปลายหอกเสียบแทงลงมาหมายจะเสียบหัวของเขาให้ทะลุเหมือนเสียบลูกชิ้น วิทย์กลิ้งม้วนตัวหลบฉากออกไปอย่างรวดเร็วอีกครั้ง ปลายหอกแทงเข้าไปในเนื้อหินศิลาทมิฬอย่างจัง เกิดเสียงระเบิดขึ้น 3 ครั้งติด ปั้ง!ปั้ง!ปั้ง!ทั้งๆที่มันแทงหอกออกมาเพียงครั้งเดียวแต่เกิดคลื่นกระแทกขึ้นตั้ง 3 ครั้ง พลาดเป้าอีกครั้ง ร่างนักรบโครงกระดูกถือหอกหายไปเช่นเคย ยังไม่ทันที่จะได้ตั้งตัว โครงกระดูกนักรพตนสุดท้ายก็เข้าถึงตัวเขาเสียแล้ว ไม้พลองในมือของมันตวัดฟาดเข้ามาที่ชายโครงซ้ายของเขาในชั่วพริบตา หลบไม่พ้นแน่แล้ว วิทย์ยกมีดขึ้นมากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เกิดเสียงปะทะ ดัง ปั้ง! ร่างของวิทย์ลอยละลิ่วออกไปทันที แรงปะทะมหาศาลส่งร่างเขาลอยออกไปตกลงกลางสนามรพ กลิ้งขลุกๆไปหลายตลบแล้วจึงค่อยหยุดลง วิทย์ลุกขึ้นมาอีกครั้ง ร่างกายสั่นสะท้าน ขนของเขาหักมีดเพลิงมังกรไม่รู้ลอยไปตกอยู่ที่ตรงไหน มีดอาคมทั้งร้อยเล่มบัดนี้ลอยกลับมาล้อมรอบตัวเขาราวกับพายุหมุนที่มีตัวเขาเป็นใจกลางของมัน เสียงบริกำคาถาดังขึ้นอยู่ภายในนั้น เถโร อันตะระธายิตะวา ภูมิยัง สุขุมัง ปะระมานูภะคะวะโต อิตถิยา อัตตะโน สะรีเร มังสัง จักขุอะวะสุสะตุ อะวะสุสะเต สะรีเร มังสัง โลหิตัง. กระดูกที่หักทั้งหมดของเขาค่อยๆเลื่อยตัวกลับเข้าที่เดิมเพียงไม่กี่อึดในก็หายสนิทด้วย ขั้นที่ 3 ของญาณตบะบรรพตของเขา จะทดให้พระคาถาอาคมต่างๆสำแดง ฤทธิ์ ร้อยเปอร์เซ็นต์ เห็นจะไม่ใช่เรื่องอยากแล้ว ตาของเขาเป็นประกายขึ้นอีกครั้ง โส เส สิ สุ มัง ร่างของเขาค่อยๆหายไป ฝูงมีดคลายออกในที่สุด ร่างของวิทย์ หายไปจากสายตาของพวกมันทุกตนเสียแล้ว “เกือบตายแล้วไหมละ เมื่อกี้เราประมาทมากไปหน่อย”เขาคิด ร่างของเขาเร่งรีบออกจากสนามรพ ก่อนจะกระโดดขึ้นไปบนกำแพงอย่างเงียบเชียบ หน้าที่ของเขาคือปกป้องที่นี้เอาไว ไม่ใช่เข้าไปประทะอย่างเอาเป็นเอาตาย มีดตั้งร้อยเล่มของเขาสำแดงพลังของมันอีกครั้ง ไล่ฆ่าไล่กวดลูกระจ๊อก ตายไปราวกับผักปลา กองทัพบริวาลนับหมื่นของเขาก็เข้าโรมรันกับผีร้ายอย่างไม่หวาดหวั่น ไม่ว่าจะหัวหลุด คอขาด ขาขาด ถ้าดาบยังอยู่ในมือมันก็พันไปเรื่อย กองศพ เลือดเนื้อเน่าๆของพวกผีร้ายที่บุกเข้ามากองสุมสูงขึ้นเรื่อยๆ ศพแล้วศพเล่าที่ล้มลงต่อหน้ากองทัพทมิฬของวิทย์ แต่พวกมันไม่เคยที่จะลดลงเลยแม้แต่น้อย พวกมันกรูกันเข้ามาไม่หยุดยั้ง ตัวที่ตายไปแล้ววิญญาณของพวกมันก็กลับไปเกิดใหม่ ถึงขั้นพลังจะลดลงมาแต่พวกมันก็กลับเข้ามาในสนามรพอย่างไม่หวั่นเกรงผีโขมดมองดูสนามรพด้วยความฉงน นักรพเดนตายของฝ่ายตรงข้ามมันชั่งบ้าดีเดือนเหลือเกิน พวกมันไม่กลัวอะไร ขนาดตัวขาดขาขาดแขนขาด มันยังไม่หวั่นแกรง และเหมือนว่าพวกมันจะไม่ตาย มันขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะโบกมือขึ้นไปบนท้องฝ้า ฝูงโขมดดงร่วมหมื่นตัวปรากฏขึ้น พวกมันบินหึ่งๆ ส่องแสงสีแดงวูบวาบ ราวกับดวงดาวที่ระยิบระยับบนท้องฟ้า เสียงกระพือปีก อื้ออึงดังขึ้นมาเซ็งแซ่ ร่างของพวกมันบินวนอยู่บนท้องฟ้า พร้อมกับโปรยละอองอะไรบางอย่างลงมา กลิ่นหอมเอียนๆคละคุ้งไปทั่วบริเวณ กลิ่นของมันมี ฤทธิ์ สะกดให้ทุกชีวิตตกอยู่ในห่วงหลับใหล แต่น่าเสียดาย ไม่มีอะไรที่มีชีวิตและเลือดเนื้อ ในสนามรพแห่งนี้“ไม่ได้ผล” เจ้าโมดสบถออกมา“ไม่ได้การแล้วลูกพี่โย่ง บริวารของมันไม่ตาย พวกมันเป็นอัมตะ เราทำอะไรมันไม่ได้เลย เออจริงๆพวกมันก็ไม่มีชีวิต อยู่ที่นี้ต่อไปเราขาดทุนย่อยยับแน่ๆ”“หึ!ไอ้โขมดตาขาว พูดยังกับว่าแกได้ลงทุนอะไรซักแดง บริวารพวกนี้แกก็เรียกมันมาเฉยๆ แกขาดทุนอะไรว๊ะ”เจ้าโย่งด่าออกมาอย่างหัวเสีย ก่อนที่มันจะหันหลังและเดินหนีไปแบบไม่ใยดี มันอยู่ที่นี้ไปก็ไม่ได้อะไรอย่างที่เจาผีโขมดว่า ไปบุกที่อื่นจะไม่ดีกว่าเหรอ อย่างน้อยๆก็มีร่างกายที่มีเลือดเนื้อให้มันได้กลืนกินบ้าง เจ้าผีโขมดได้แต่มองตามหลังเจ้าโย่งไปอย่างไม่เข้าใจ“สุดท้ายไปก่อนกูอีก แล้วจะด่ากูทำเพื่อ”มันสบถ.. ถึงสองสหายที่เป็นหัวเรือใหญ่จะจากไปแล้ว แต่พวกวิญญาณร้ายก็ยังบุกมาอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุดหย่อน