ปราณบริสุทธิ์ไหลผ่านฝ่ามือเข้าสู่ร่างของหยานฉู่ เส้นเลือดดำที่ปรากฏลวดลายเด่นชัดค่อยๆเจือจางลงอย่างช้าๆ
หยูเป่ยเทียนกำลังถ่ายโอนปราณบริสุทธิ์เพื่อทำลายพิษที่ซ่อนอยู่ในกระแสเลือดของหยานฉู่
ผ่านไปร้อยลมหายใจ ในยามนี้จะเห็นได้ชัดว่าพิษบางส่วนได้ถูกควบคุมให้ออกห่างจากหลอดเลือดที่เข้าไปเลี้ยงหัวใจแล้ว
อาการทุกข์ทรมานราวกับร่างกายจะฉีกขาดได้หายไปจากหยานฉู่ แม้แต่เสียงกรีดร้องก็แผ่วลงเหลือเพียงแค่เสียงครวญครางในลำคอ
หยานฉู่รู้สึกได้ว่าร่างของเขาราวกับได้อาบทะเลเพลิงที่ร้อนระอุ จากนั้นก็รู้สึกถึงความหนาวเหน็บเสียดแทงกระดูกราวกับยืนอยู่ท่ามกลางเทือกเขาน้ำแข็ง
ความรู้สึกที่ขัดแย้งจากยาพิษที่ได้รับเกือบจะทำให้เขาเป็นบ้า!
เมื่อผ่านพ้นขีดอันตราย หยูเป่ยเทียนก็หยิบเข็มพิษที่หยานฉู่ถอนออกมาเพื่อตรวจสอบดูว่ามันเป็นพิษชนิดใด
แต่จู่ๆ สีหน้าของเขาเผยให้เห็นถึงการแสดงออกที่ร้ายแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
จากนั้นเขาก็หยิบเข็มทีละเล่มขึ้นมาตรวจสอบอย่างละเอียด ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะซีดเผือดด้วยความกลัว “เข็มหนึ่งเล่มประกอบไปด้วยยาพิษมากกว่าหกชนิดผสมกันจนกลายเป็นพิษผสมที่ไม่มียาแก้พิษ ซ้ำแล้วเข็มอีกห้าเล่มที่เหลือยังเป็นพิษผสมที่มีอานุภาพแตกต่างกันออกไป ไม่มีแม้แต่เล่มเดียวที่เป็นพิษชนิดเดียวกัน...ใครกันที่เป็นผู้ผสมพิษบ้าๆเช่นนี้ขึ้นมา!”
ว่ากันว่าปรมาจารย์พิษส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้อ่อนแอ เพราะพวกเขาไม่ประสบความสำเร็จในเส้นทางแห่งการฝึกฝนปราณ ฉะนั้นจึงต้องหันเหมาใช้ยาพิษเพื่อที่จะเข่นฆ่าศัตรูด้วยวิธีการที่ไร้ยางอาย โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความต่างของพลังยุทธ์
ในยุทธภพนี้ผู้ใช้พิษขึ้นชื่อว่าเป็นบุคคลที่ชั่วร้ายและเป็นที่น่ารังเกียจอย่างถึงที่สุด! เพราะหากเป็นการต่อสู้แบบเผชิญหน้า ปรมาจารย์พิษไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกแรงใดๆ แต่ทันทีที่เขาวางยาได้สำเร็จ มันจะสร้างความเสียหายให้แก่เป้าหมายได้มากกว่าการต่อสู้แบบใช้พละกำลังเสียอีก
หากเป็นพิษจากสัตว์วิญญาณที่ถูกระบุไว้ในสารานุกรมก็พอจะมีวิธีแก้ที่ไม่ยุ่งยากนัก แต่ปัญหาก็คือมันมีพิษรูปแบบพิเศษที่มนุษย์ปรุงขึ้นมา โดยใช้พิษของพืชหรือสัตว์วิญญาณพิษหลายชนิดผสมเข้าด้วยกัน!
นั่นคือสิ่งที่เป็นอันตรายสูงสุด! เพราะมันไม่มียาแก้พิษหากผู้ที่ปรุงยาพิษไม่สร้างมันขึ้นมาเอง!
ต่อให้เป้าหมายจะแข็งแกร่งเพียงใด หากไม่มียาแก้พิษหรือวิธีการขับพิษที่เฉพาะเจาะจง ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะรอดพ้นจากเงื้อมมือของปรมาจารย์พิษไปได้ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าเหตุใดปรมาจารย์พิษถึงได้เป็นที่น่าหวาดหวั่นและเป็นที่รังเกียจต่อทุกคน
และยาพิษที่หยานฉู่ได้รับก็คือพิษผสม 38 ชนิดที่ไม่มียาแก้พิษนอกจากตัวของผู้ปรุงยาเอง…
การแสดงออกของหยูเป่ยเทียนค่อยๆจมลง “แค่พิษผสมเข็มเดียวก็นับว่าอันตรายอยู่แล้ว หากพิษผสมทั้งหกเกิดปฏิกิริยาร่วมกันในช่วงเวลาที่มันออกฤทธิ์เต็มที่ บางทีต่อให้เป็นเทพก็ไม่สามารถช่วยองค์ชายไว้ได้!”
เขามองไปยังหยานฉู่ที่กำลังคร่ำครวญอย่างน่าสงสารพลางถอนหายใจยาว “โชคยังดีที่องค์ชายกินยาแก้พิษสำหรับสัตว์วิญญาณไปก่อนหน้านี้ และมีส่วนผสมบางตัวที่พอจะขัดขวางการเกิดปฏิกิริยาของพิษผสมได้ มิเช่นนั้นนายน้อยคงจะถึงคราวสิ้นชื่อไปแล้ว”
เมื่อคิดได้ดังนั้นเปลวไฟแห่งความโกรธก็ถูกสุมขึ้นมาอีกครั้ง
[คนผู้นี้ชั่วร้ายเกินไป!]
[แต่โชคยังดีที่มันไม่ใช่พิษจากปราณที่ใช้ในการกัดกร่อนพลังปราณ แต่มันเป็นพิษจากสมุนไพรที่มีจุดประสงค์ในการเอาชีวิตโดยเฉพาะ หากเป็นเช่นนี้หมอหลวงพวกนั้นยังพอจะช่วยเหลือนายน้อยได้บ้าง]
ในยามนี้หยูเป่ยเทียนยังไม่สามารถรักษาและขับพิษให้หายขาดได้ เพราะเขาไม่ใช่แพทย์และไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านยาพิษ สิ่งที่เขาพอจะทำได้คือระงับอาการของพิษไม่ให้ลุกลามจนส่งผลกระทบต่อชีวิตของหยานฉู่เป็นระยะเวลาสองชั่วยาม
จากนั้นเขาก็ป้อนยาแก้พิษทั้งหมดที่มีเพื่อบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นให้แก่หยานฉู่
จนผ่านไปหนึ่งในสี่ก้านธูป หยานฉู่ก็สามารถลุกขึ้นมาได้อีกครั้งแม้ว่าร่างกายจะอ่อนแอและต่อสู้ไม่ได้ดั่งใจนึกก็ตาม
ดวงตาของหยานฉู่ในตอนนี้ไม่มีความเป็นมิตรเฉกเช่นวันที่เข้าสู่เมืองหยางโจวอีกต่อไป ไฟแห่งความแค้นได้เข้าครอบงำทำให้เขาไม่สามารถคิดเรื่องอื่นใดได้นอกจากความต้องการที่จะฉีกร่างของจางหลินเป็นหมื่นๆชิ้น!
ผลกระทบจากพิษทำให้เขารู้สึกว่าพละกำลังของเขาหายไปกว่าหกในสิบส่วน แม้แต่การไหลเวียนปราณก็ไม่ได้ราบรื่นเฉกเช่นก่อนหน้านี้
เขายังรู้สึกหายใจไม่สะดวก ซ้ำยังมีอาการร้อนๆหนาวๆแทรกซ้อนโดยที่อัตราการเต้นของหัวใจก็ผิดปกติ
ซึ่งนั่นทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิดและเคียดแค้นเป็นอย่างมาก “ลุงหยู อาการของข้าไม่สามารถดีกว่านี้ได้แล้วหรือ?”
หยูเป่ยเทียนยิ้มอย่างขอโทษ “ขออภัย ข้าไร้ซึ่งความสามารถทางด้านนี้จริงๆ สิ่งที่ข้าพอจะช่วยได้คือระงับพิษให้ท่านเป็นเวลาสองชั่วยามก่อนจะเข้าสู่แผ่นดินใหญ่และหาวิธีขับพิษอีกที และอีกอย่างชายหน้ากากงิ้วผู้นั้นยังใช้พิษผสมเพื่อสร้างปฏิกิริยาตอบสนองต่อกันและกัน จนข้าไม่รู้ว่าพิษผสมต่อเข็มหนึ่งเล่มนั้นประกอบไปด้วยพิษดิบชนิดใดบ้าง… ข้าที่มีขอบเขตความรู้จำกัดจึงไม่รู้ว่าควรรับมืออย่างไรกับอาการที่ท่านกำลังประสบอยู่”
“อืม…” หยานฉู่มีสีหน้าที่แข็งกระด้างขณะใช้ผ้ารองมือและหยิบเข็มทั้งหกเล่มขึ้นมา “ข้าจะให้ท่านพ่อตามหาว่าใครกันที่ใช้พิษชนิดนี้! เมื่อนั้นข้าจะส่งกองกำลังไปฆ่าล้างบางเก้าชั่วโคตรให้มันไม่มีผู้สืบสกุลอีกเลย!”
หยูเป่ยเทียนที่ได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่น เขาปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก
อำนาจของราชวงศ์แห่งแคว้นฉู่ไม่ใช่เรื่องที่จะล้อเล่น! หากเป็นเพียงแค่สำนักฝึกฝนปราณ การพูดเช่นนี้อาจจะดูเกินจริงไปเล็กน้อย
แต่ไม่ใช่สำหรับราชวงศ์ฉู่!
ต่อให้เป็นหนูเพียงตัวเดียว ทางราชสำนักก็สามารถจำแนกและระบุได้ว่าหนูตัวนั้นมีถิ่นกำเนิดมาจากที่ใด
ฉะนั้นแล้วหากคนผู้นั้นมีต้นกำเนิดในแคว้นฉู่ ไม่มีทางที่คนผู้นั้นจะหนีรอดการตามล่าของราชสำนักไปได้!
หยูเป่ยเทียนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสนอ “นายน้อย ข้าให้ท่านตัดสินใจ ระหว่างตามล่าชายหน้ากากงิ้วเพื่อค้นหาตัวตนที่แท้จริงของเขาและค้นหายาแก้พิษ หรือออกตามหาสมบัติต้นกำเนิดก่อนจะตามหาชายหน้ากากงิ้วทีหลัง”
หยานฉู่ตอบโดยไม่ต้องคิด “ตามหาชายผู้นั้น! ข้าจะให้มันได้ชดใช้อย่างสาสม!”
จากนั้นเขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆพลันกล่าวอย่างเป็นเหตุเป็นผล “ตั้งแต่ที่พวกเราเข้าสู่ผืนป่าแห่งนี้ พวกเราก็ไม่พบมนุษย์คนอื่นๆนอกจากชายหน้ากากงิ้วผูันั้น นั่นหมายความว่าคนอื่นๆไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของสมบัติต้นกำเนิด…”
“และอีกอย่างหากใครคิดจะครอบครองสมบัติต้นกำเนิดมีแต่ต้องจัดการกับสัตว์วิญญาณผู้พิทักษ์สถานที่นั้นเท่านั้น ซึ่งหากเป็นสัตว์วิญญาณในระดับเดียวกับท่าน พวกเราก็ไม่ต้องกังวล เพราะเมืองอันห่างไกลนี้คงไม่มีผู้ฝึกยุทธ์เหนือกว่าขอบเขตลึกซึ้งอาศัยอยู่”
“สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเราคือต้องรีบกำจัดชายผู้นั้นก่อนที่มันจะส่งข่าวออกไปว่าพวกเราเข้าสู่ป่าอสูรร่ำไห้! หากพวกเราสามารถจับชายผู้นั้นได้แล้ว การจะไปช่วงชิงสมบัติต้นกำเนิดทีหลังก็ยังไม่สาย เมื่อนั้นพวกเราจะได้ไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลังอีกต่อไป”