ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 92 ความคืบหน้า

            เมื่อครู่ขณะที่ทำสมาธิอยู่ผังเมืองซานเหอที่อยู่ในส่วนลึกของทะเลจิตสำนึกเกิดการเคลื่อนไหวเล็กน้อย จากนั้นพลังมิติที่รุนแรงพลันปะทุออกมาราวกับสายน้ำหลาก

            พลังมิติเช่นนี้เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดีเพราะมันคือไอพลังภายในผังเมืองซานเหอ

            แม้พลังขั้นเซียนพเนจรเก้าด่านเคราะห์จะแข็งแกร่งแต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับจักรพรรดิเซียนถึงสามคนพร้อมๆ กันและสังหารตายไปคนหนึ่งได้ เขาต้องพึ่งศาสตราเทพอย่างผังเมืองซานเหอชิ้นนี้ด้วย

            ตอนนี้ไอพลังของมันปรากฏขึ้นอีกครั้งเขาจะไม่ดีใจได้อย่างไร

            หลังจากเรียกเสี่ยวเหยียนไปแล้วแต่ยังไม่มีเสียงตอบกลับมาเขาจึงหลับตาลงอีกครั้งและตรวจสอบเข้าไปภายในทันที

             

            ในส่วนลึกของทะเลจิตสำนึก

            ร่างจิตวิญญาณของเสิ่นเสวียนปรากฏขึ้นร่างจิตวิญญาณของเขาเด่นชัดกว่าก่อนหน้านี้ไม่น้อย ด้วยพลังยุทธ์ที่เพิ่มขึ้นทำให้ร่างจิตวิญญาณของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนสภาพเป็นมีตัวตนทีละน้อยจนเป็นอย่างในตอนนี้

            ภายในทะเลจิตสำนึกเต็มไปด้วยหมอกร่างจิตวิญญาณของเสิ่นเสวียนล่องลอยอยู่ภายในนั้นราวกับอยู่ในอาณาจักรเซียน

            เมื่อปรากฏตัวขึ้นในทะเลจิตสำนึกร่างของเขาก็เคลื่อนที่ไปอย่างต่อเนื่องจนมาถึงเบื้องหน้าผังเมืองขนาดใหญ่ในเวลาไม่นาน

            ตอนนี้ผังเมืองยังคงถูกปิดผนึกอยู่มันเปิดออกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เหมือนภาพที่ถูกม้วนแล้ววางอยู่ในแนวตั้ง

            ส่วนที่เปิดออกนั้นมีพลังมิติพวยพุ่งออกมาไม่หยุดหย่อน

            แม้จะเปิดออกเพียงเล็กน้อยแต่เสิ่นเสวียนที่ยืนอยู่ข้างๆแววตากลับฉายความตื่นเต้นออกมาอย่างอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้

            “ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วในที่สุดก็เปิดได้สักที”

            เสิ่นเสวียนมองม้วนภาพนั้นพลางกล่าวพึมพำ

            ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วจริงๆแม้เขาจะฟื้นขึ้นมานานแล้ว แต่ก็รู้สึกเหมือนเรื่องเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานไม่มีใครรู้เลยว่าต้องใช้เวลานานมากแค่ไหน อาจเพียงพริบตาเดียวหรืออาจนานมากจนนับไม่ได้ ตอนนั้นเขาเก็บของทุกอย่างไว้ในม้วนภาพนี้และผนึกมันไว้ในส่วนลึกของทะเลจิตสำนึกด้วยเคล็ดวิชาชั้นสูงก่อนที่จะระเบิดตนเอง

            และความจริงก็พิสูจน์แล้วว่าทุกอย่างที่เขาทำนั้นถูกต้องแล้ว

            ศาสตราเทพมีความอัศจรรย์ของศาสตราเทพอยู่ผังเมืองซานเหอทำให้เศษเสี้ยววิญญาณของเขาหนีมาได้จนมีทุกวันนี้

            ต่อมาเสิ่นเสวียนที่ยืนอยู่ตรงนั้นพลันสลายร่างให้กลายเป็นหมอกวิญญาณพุ่งเข้าไปรวมตัวอยู่ที่ผังเมืองซานเหอ

            หมอกวิญญาณเหล่านั้นพุ่งเข้าชนม้วนภาพและหายเข้าไปในม้วนภาพทันที

            ภายในโลกที่ว่างเปล่าแห่งหนึ่งจิตวิญญาณของเสิ่นเสวียนรวมตัวเข้าด้วยกันอีกครั้งจนกลายเป็นร่างจิตวิญญาณของเขา

            เสิ่นเสวียนมองโลกว่างเปล่าตรงหน้าที่ปลายสุดของสายตาเขาคือเจ้าตัวเล็กสีแดงเพลิงกำลังฉุดกระชากบางอย่างอยู่ตรงนั้นหางขนฟูสีแดงสดโบกสะบัดไปมาไม่หยุด ดูน่ารักอย่างยิ่ง

            เมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กเสิ่นเสวียนก็ยิ้มออกมาน้อยๆและเคลื่อนที่เข้าไปหามันอย่างรวดเร็ว

            ที่นี่คือทะเลจิตสำนึกของเขาเขาคือเจ้าของที่นี่ ระยะห่างเท่านี้สำหรับเขาแล้วไม่มีพันธนาการใดๆ

            “เสี่ยวเหยียน”

            เสิ่นเสวียนมาถึงด้านหลังของเสี่ยวเหยียนแล้วส่งเสียงเรียกมัน

            เสี่ยวเหยียนที่กำลังฉุดกระชากบางอย่างอยู่ได้ยินเสียงของเสิ่นเสวียนจึงหยุดทันทีแล้วหันมองเสิ่นเสวียนจากนั้นเขาบนหัวของเสี่ยวเหยียนพลันมีเปลวเพลิงพวยพุ่งแล้วกระโจนเข้าสู่อ้อมอกของเสิ่นเสวียนด้วยสีหน้าดีใจ พร้อมใช้ใบหน้าคลอเคลียเสิ่นเสวียนไม่หยุด

            “จี๊ดๆจี๊ดๆ”

            มันคลอเคลียเสิ่นเสวียนพลางส่งเสียงร้องมันไม่ได้เจอเสิ่นเสวียนมานานหลายวันแล้วต้องใช้ชีวิตอยู่ในนี้มาตลอดทำให้มันรู้สึกเหงา

            เสี่ยวเหยียนในตอนนี้ตัวโตขึ้นกว่าแต่ก่อนแต่ก็ยังดูตัวเล็กมาก ยังคงอยู่ในช่วงวัยเด็ก

            เสิ่นเสวียนอุ้มเสี่ยวเหยียนไว้ในอกแล้วรู้สึกสบายใจมากเทียบกับมนุษย์แล้ว เขาชื่นชอบที่จะใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งแปลกประหลาดเหล่านี้มากกว่าสัตว์วิเศษมีความรู้สึกนึกคิดที่บริสุทธิ์ ไม่ได้จิตใจชั่วร้ายขนาดนั้นหากทำดีกับพวกมัน พวกมันก็จะทำดีตอบกลับมา

            ซึ่งไม่เหมือนกับมนุษย์จิตใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง รู้หน้าไม่รู้ใจต่อให้ทำดีด้วยก็ไม่แน่ว่าจะได้ความดีตอบแทนกลับมา และอาจโดนลอบทำร้ายก็ได้

            คิดไปถึงคนที่เขาให้ความสำคัญอย่างที่สุดคนหนึ่งเมื่อก่อนนี้คนผู้นั้นกลับตอบแทนด้วยการทำร้ายจนเกือบทำให้เขาต้องกลายเป็นจุณไปหลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยเชื่อใจใครอีกเลย กระทั่งถึงตอนนี้

            แม้แต่ในโลกใหม่แห่งนี้เขารู้สึกว่าเสิ่นเสี่ยวเม่ยและเสิ่นเลี่ยนก็ไม่เลวแต่ยังไม่ได้เชื่อใจพวกเขาเต็มที่ขนาดนั้น

            “ลำบากเจ้าแล้วเสี่ยวเหยียน”

            เสิ่นเสวียนกอดเสี่ยวเหยียนไว้พลางกล่าวชื่นชมมันหากไม่ใช่เพราะเสี่ยวเหยียน ผังเมืองซานเหอไม่มีทางคืบหน้าได้มากขนาดนี้แม้การเปิดผนึกยังต้องรอไปอีกสักระยะ แต่คงอีกไม่นานแล้วหากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

            “จี๊ดๆ”

            เสี่ยวเหยียนพยักหน้าให้เสิ่นเสวียนเบาๆมันเชื่อฟังคำสั่งของเสิ่นเสวียน และเข้าใจในสิ่งที่เสิ่นเสวียนกล่าว

            เสิ่นเสวียนอุ้มเสี่ยวเหยียนมาตรงหน้ากำแพงมิติว่างเปล่าแล้วใช้ร่างจิตวิญญาณสัมผัสกำแพงนั้นและเขาก็รู้ได้ทันทีว่าเมื่อผ่านกำแพงมิตินี้ไปแล้วต้องเจอกับอะไร

            ที่นี่คือคลังพาหนะของเสิ่นเสวียน

            ในนี้มีพาหนะหลากหลายชนิดที่เขาเก็บไว้แน่นอนว่าพาหนะเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต แต่เป็นกระบี่เวหาที่เหาะได้

            ในนี้ยังมีกระบี่เซียนเก็บไว้อีกเจ็ดเล่มมันถูกเขาสร้างขึ้นเป็นค่ายกลกระบี่เวหาเมื่อกระตุ้นขึ้นมาแล้วและไปยืนอยู่บนกระบี่เล่มที่อยู่ตรงกลางจะมีกระบี่ขนาบข้างละสามเล่ม ซึ่งดูสง่างามมาก

            เมื่อคิดไปถึงว่ากระบี่เวหาเหล่านี้จะอยู่ในมือเขาในอีกไม่นานแค่นี้เขาก็ตื่นเต้นมากแล้ว

            เสี่ยวเหยียนสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นของเสิ่นเสวียนก็เหมือนจะเข้าใจเสิ่นเสวียนมากขึ้นมันกระโดดลงไปทันที เปลวเพลิงสีแดงฉานพวยพุ่งออกมาจากเขาบนหัวของมันขาทั้งสี่ข้างก็มีประกายไฟปะทุออกมา จัดการกระชากกำแพงมิติตรงหน้าอย่างไม่ลดละ

            “ขอบใจเจ้ามากเสี่ยวเหยียนลำบากเจ้าแล้ว”

            เสิ่นเสวียนลูบหัวเสี่ยวเหยียนที่กำลังทำงานอย่างแข็งขันด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้ม

            ในโลกใหม่แห่งนี้เสี่ยวเหยียนคือสหายที่เข้าใจเขาอย่างแท้จริง

            เสิ่นเสวียนมองเสี่ยวเหยียนที่กำลังทำงานอย่างขะมักเขม้นเขาจึงไม่รบกวนมันอีกและถอยหลังออกไป

            เมื่อยืนอยู่เบื้องหน้าผังเมืองซานเหอแล้วมีช่องโหว่เกิดขึ้นภายในมิติ แสดงว่ามันกำลังจะเปิดออกแล้ว

            อาจเป็นสิบวันอาจเป็นหนึ่งวัน หรืออาจแค่พริบตาเดียว

             

            ร่างจิตวิญญาณกลับออกมาจากทะเลจิตสำนึกแล้ว

            เสิ่นเสวียนลุกขึ้นเดินไปมาอยู่ในเรือนเสี่ยวเหยียนยังช่วยเหลือเขาอย่างไม่หยุดพัก เขาเองก็มิอาจฝึกฝนนิ่งเฉยอยู่อย่างนี้ได้อีกแล้วอีกทั้งตอนนี้เขาฝึกฝนมาถึงจุดอิ่มตัวแล้วด้วยใช่ว่าการฝึกฝนเพียงอย่างเดียวจะทำให้เลื่อนขั้นขึ้นไปได้

            เสิ่นเสวียนผลักประตูแล้วเดินออกไปด้านนอก

            เขาเห็นเรือนของเสิ่นเสี่ยวเม่ยดับไฟไปแล้วเริ่นเสี้ยวเทียนก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เขาจึงแอบออกไปจากที่นั่นอย่างเงียบเชียบ

            ณแอ่งเถียนซือ

            เสิ่นเลี่ยนยืนอยู่ภายในนั้นในมือของเขาถือกริชไว้เล่มหนึ่ง ซึ่งเป็นเล่มที่เสิ่นเสวียนมอบให้เขา

            เขาในตอนนี้มีสีหน้าเคร่งขรึมไร้ความหวาดกลัวไปนานแล้ว

            เขาเดินไปมาอยู่ภายในแอ่งเถียนซือ

            ส่วนเสิ่นเสวียนกลับมองเห็นบรรยากาศภายในแอ่งเถียนซือต่างออกไปเขาสามารถมองเห็นวิญญาณร้ายเหล่านั้นได้เสิ่นเลี่ยนกำลังต่อสู้กับวิญญาณร้ายเหล่านั้นอยู่ เพียงแต่ว่าในขณะที่ต่อสู้กริชนั้นมิอาจสังหารอีกฝ่าย ทำได้เพียงให้ฝ่ายตรงข้ามบาดเจ็บเท่านั้น

            เสิ่นเสวียนไม่ได้เข้าไปในทันทีแต่เฝ้าดูอยู่ข้างๆ

            เสิ่นเลี่ยนในตอนนี้กำลังทำได้ดีแล้วแววตาโหดเหี้ยม กริชในมือสามารถกรีดทะลุร่างคู่ต่อสู้ได้ หากอีกฝ่ายมีร่างกายจริงๆคงกลายเป็นศพไปแล้ว

            ขณะที่ต่อสู้รูปร่างภายนอกของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นสตรีนางนั้น และทันทีที่แปรเปลี่ยนเป็นนางร่างของเขาก็เหมือนล่องหนได้และเลือนหายไปจากตรงนั้นทันที

            “มือสังหารต้องสำเร็จในก้าวเดียวเจ้าพลาดโอกาสไปมากแล้ว”

            ขณะนั้นเองเสิ่นเสวียนเดินออกมาแล้วกล่าวกับเสิ่นเลี่ยนภายในแอ่งเถียนซือ

            “หากเจอคนที่แข็งแกร่งกว่าเจ้าตอนนี้เจ้าคงกลายเป็นศพไปแล้ว”

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน