ในขณะที่คิรัญกำลังครุ่นคิดวางแผนอยู่นั้น เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นเบา ๆ จากใต้เตียง
“เมี้ยว…”
เสียงนั้นนุ่มนวลแต่แฝงความขี้อ้อนอย่างเป็ธรรมชาติ คิรัญชะงัก สายตาเบนไปยังต้นเสียง และสิ่งที่เขาเห็นก็คือ...
เ้าแมวเหมียว แมวพันธุ์แร็กดอลล์ขนฟูสีขาวสะอาดตา ตาสีฟ้าอ่อนกลมโตราวกับอัญมณีมีชีวิต ที่ราคาแพงหูฉี่... ระดับที่คนธรรมดาไม่มีวันซื้อได้หากไม่มีเส้นสาย
ในความทรงจำที่ไหลย้อนกลับมา เ้าแมวตัวนี้ไม่ได้เป็ของอัณณ์โดยตรง แต่เป็สัตว์เลี้ยงของธาริน อัครเวทิน หรือคุณรินผู้เป็น้องชายเ้าของค่าย ก่อนที่เขาจะบินไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ คุณรินได้ฝากแมวตัวนี้ไว้กับพี่ชายอย่างเสียไม่ได้ และ ธามทัต อัครเวทิน เ้าของค่ายบันเทิงั์ใหญ่ในวงการ ก็ผลักภาระนั้นมาทางอัณณ์อย่างไม่ไยดี
คุณธามเป็ ผู้บริหารค่ายที่มากด้วยอิทธิพล อำนาจ บุคลิกเงียบ สุขุม พูดน้อย แต่คำพูดทุกคำคือคำสั่ง มีสายตาเหมือนเสือที่พร้อมขย้ำใครก็ตามที่กล้าขัดใจ เขาคือหนึ่งในผู้ควบคุมชะตาของคนทั้งวงการ
คิรัญมองเ้าเหมียวที่เดินอ้อมขาอย่างเชื่องช้า แล้วแหงนหน้ามองเขาด้วยดวงตาใสแจ๋ว ความนุ่มนิ่มในแววตานั้นช่างต่างจากโลกที่เขาเคยอยู่ แต่ที่ทำให้เขาชะงักไม่ใช่ความน่ารัก...แต่เป็เสียงของมันที่ดังขึ้นมาในของเขา
“มนุษย์... ในที่สุดนายก็ตื่นเสียที”
มันไม่ใช่เสียงของแมว แต่มันคือ... “ถ้อยคำ” ที่ส่งตรงจากเ้าแมวตัวนั้น คิรัญเบิกตากว้างทันที
‘ความสามารถในการสื่อสารกับสัตว์ ของฉันติดตัวข้ามมายังโลกใบนี้ด้วยหรือ?’
เขามองเ้าเหมียวตรงหน้าอีกครั้ง ดวงตาคู่นั้นยังคงจ้องเขาอย่างลึกซึ้ง ในนั้นไม่มีเพียงความใสซื่อแบบสัตว์เลี้ยงทั่วไป
แต่เต็มไปด้วย "ประกายสติปัญญา"
"นี่เ้าเหมียว..." คิรัญเอ่ยเบา ๆ "แกชื่ออะไรหรือ?"
เ้าเหมียวถึงกับชะงัก หูมันสะบัดนิด ๆ ก่อนเบิกตากว้างเหมือนจะใ
“หา? นี่เ้านาย...คุยกับฉันได้จริง ๆ เหรอ?” เสียงมันฟังดูเหมือนเด็กแมวจอมบ่นเื่ที่คาใจมานานหลายปี
“โอ๊ย ในที่สุดก็มีวันที่ฉันไม่ต้องส่งเสียงร้องงิ้งๆ บอกความต้องเสียที นายน่ะ...คงไม่ใช่เ้านายซื่อบื้อของฉันคนก่อนของฉันสินะ”
“...ทำไมแกขี้บ่นจังวะ แล้วตกลงแกชื่ออะไร?”
เ้าแมวหยุดเลียเท้า แล้วเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสีหน้าแบบ ‘จริงจังมาก’
“ฉันชื่อ ‘ยุ้งข้าว’ เข้าใจไหม? ไม่ใช่ ปุ๊กปิ๊ก ตามที่เ้านายซื่อบื้อคนนั้นตั้งให้”
เขาเผลอยิ้มนิด ๆ ขณะก้มมองเ้าเหมียวที่ยืนฟึดฟัดอยู่บนพื้นราวกับไม่พอใจสุดขีด
“ยุ้งข้าวเหรอ… ชื่อฟังดูนุ่มนิ่มดีนะ แต่ดูเ้าตัว...ไม่ได้ ‘นุ่ม’ เท่าไหร่เลยแฮะ”
เ้าแมวเงยหน้าขึ้นมองเขา แล้วเบ้ปาก
“แหงล่ะ ฉันจะนุ่มนิ่มได้ไง ในเมื่อฉันต้องอยู่กับมนุษย์ที่เรียกฉันว่า ‘ปุ๊กปิ๊ก ทุกวัน
แถมยังดัดเสียงแบ๊วใส่ฉันอีกนะ หูจะดับ ฉันเป็ตัวผู้นะ” ยุ้งข้าว บ่นงุ้งงิ้ง
คิรัญหลุดหัวเราะเบา ๆ พร้อมส่ายหน้า “แกนี้ร้ายกาจใช่เล่นนะ”
เ้าแมวเงยหน้าขึ้น ยืดอกนิด ๆ อย่างภูมิใจ หางสะบัดเบา ๆ ก่อนจะพูดด้วยเสียงในหัวแบบชัดถ้อยชัดคำ
“หึ อย่าประมาทนะมนุษย์”
“ฉันเคยตบหน้าดารามาแล้วตั้งสามคน พวกนั้นกล้ามาทำสันดานเสียใส่เ้านายซื่อบื้อของฉันน่ะ ฉันไม่ยอม เลยจัดไปหนึ่งตบเต็มอุ้งเท้า”
“แต่สุดท้ายเ้านายโง่นั่น ดันไปขอโทษคนที่นินทาตัวเองลับหลังอีก โอ๊ย ฉันแทบจะเอาเล็บข่วนหน้ามันเองอยู่แล้ว”
คิรัญเงียบไปสามวินาที ‘...นี่มันแมวบ้านอะไรกันแน่วะ แสบแบบใช้ได้เลย’
ทันใดนั้น เ้าแมวตัวเดิมก็เดินอ้อมขามาช้า ๆ มันยกหางโค้งขึ้นเล็กน้อย ถูหัวเบา ๆ ที่ข้อเท้าเขา ก่อนจะนั่งจ้องตานิ่ง ๆ แบบมีจุดประสงค์ชัดเจน
“นี่...มนุษย์ ฉันเริ่มหิวแล้วนะ นายหลับยาวข้ามคืนแบบนั้น ฉันยังไม่ได้ทานอะไรเลยนะ...บู่ว”
เสียงอ้อนแว่วเข้ามาในหัว ทำเอาคิรัญเผลอยิ้มมุมปากอีกครั้ง แมวอะไรกัน น่าตบ แต่ก็น่าเอ็นดูเหลือเกิน เขาถอนหายใจ
“โอเค ๆ เดี๋ยวจะหาให้...เ้าแมวขี้อ้อน”
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ลุกไปเปิดตู้เย็น ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาจากหัวเตียง
[พี่ซินดี้ Calling…]
คิรัญเหลือบมองหน้าจอ มือถือสั่นบนหัวเตียง แม้ไม่รู้จัก แต่สมองของร่างนี้กลับเต้นวาบอย่างแปลกประหลาด เขากดรับสายทันที
“อัณณ์ เมื่อคืนแกหายไปไหนนน? โทรไม่รับ ไลน์ไม่อ่าน หรือจะตายห่าอยู่ในห้องจริง ๆ ห๊ะ? แม่จะขึ้นคอนโดไปเคาะประตูแล้วนะบอกเลย”
คิรัญยกโทรศัพท์ออกจากหูนิดนึง ก่อนพูดนิ่ง ๆ “ขอโทษครับพี่ซินดี้...เมื่อคืนผมแค่นอนยาวไปหน่อย”
ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง... ก่อนน้ำเสียงของเจ๊ซินดี้จะเปลี่ยนเป็โหมดอ่อนโยนทันที จากพายุร้าย...กลายเป็สายลมบางเบา
“เ้าอัณณ์...แกจะเป็เมียน้อยก็ได้ จะเป็ดาราตกอับก็ไม่เป็ไร เจ๊ก็ไม่ว่าหรอกนะ แต่แกต้องอยู่ แบบมีลมหายใจ เข้าใจมั้ย ไม่อย่างนั้นพี่สาวของแกได้มาฉีกอกเจ๊แน่ๆ”
คิรัญยืนนิ่งอยู่พักหนึ่งก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ “เจ๊...ผมไม่คิดสั้นหรอกนะ ตอนนี้ผมไม่เป็ไรแล้วจริง ๆ”
เจ๊ซินดี้ทำเสียงจิ๊ปาก “ดีแล้วล่ะที่แกไม่คิด เจ๊นี่...แค่คิดก็ขึ้นมา ก็แค้นแทนแกจะตายอยู่แล้ว”
เธอสบถอย่างเจ็บแค้น ดวงตาเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ “ไอ้ภูมันหลอกน้องที่น่ารักของเจ๊ ให้ยอมขึ้นเตียงกับเ้าของค่ายเพื่อให้มันได้ขึ้นแท่น แล้วพอได้ดิบได้ดี...มันก็ชิ่งไปควงไอ้กูร์ เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดของแกนั่นอีก เจ๊แทบอยากจะฆ่าพวกมันตายเป็ชิ้นๆ”
“เจ๊เคยบอกแกแล้วใช่มั้ย ว่าเ้ากูร์มันไว้ใจไม่ได้ แต่แกก็ไม่ฟังเจ๊...”
เสียงเจ๊ซินดี้ฟังดูทั้งเจ็บ ทั้งแค้นแทน ปากดุแบบพี่สาวที่เคยเตือนน้องหลายครั้งแล้ว แต่น้องไม่ฟัง…จนพังทั้งใจ
คิรัญเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยความซาบซึ้งที่เจ๊ซินดี้ดูเป็ห่วงเขาอย่างมาก
“ผมขอโทษครับเจ๊…ตอนนั้นผมมันโง่...ไว้ใจคนง่ายไป ผมเชื่อคนผิด แล้วก็...ยอมให้ความรักหลอกตัวเองจนมองไม่เห็นอะไรเลย”
เขายิ้มน้อย ๆ เหมือนเยาะตัวเอง “แต่ตอนนี้ผมได้สติแล้วเจ๊..แล้วผมสัญญา...ผมจะไม่ยอมให้ใครมาหลอก หรือมาเหยียบผมซ้ำได้อีก”
“ดีมากน้องรัก มันต้องอย่างนี้สิ เจ๊อยากเห็นแกเข้มแข็งมานานแล้ว”
ในขณะที่เขากำลังคุยกับเจ๊ซินดี้ผู้จัดการร่างใหญ่ของอัณณ์อยู่ ทันใดนั้นเ้าเหมียวยุ้งข้าวที่นอนอยู่บนปลายเตียงถึงกับกลอกตาแรง ก่อนจะลุกขึ้นะโปุ๊บลงพื้น พร้อมบ่นแบบประชดสุดใจ
“หิวข้าวแล้ววววว นี่เ้านายอย่ามัวแต่เม้าท์กับมนุษย์เสียงแหลมอยู่ได้ ฉันจะตายเพราะท้องว่างก่อนแล้วนะ”
คิรัญมองเ้าแมวอย่างเอ็นดู
“โอเค ๆ รู้แล้ว เดี๋ยวฉันหาอะไรให้กิน”
ชายหนุ่มเผลอพูดออกมา ทำให้เสียงจากปลายสายเงียบไปนิด ก่อนเอ่ยขึ้น
“...เดี๋ยวนะ แกคุยกับใคร? อย่าบอกนะว่าแกอยู่กับผู้ชายคนใหม่” เจ๊ซินดี้เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เจ๊ผมพึ่งอกหักจากไอ้ภูมา ผมไม่คิดจะมีใครหรอกครับ ผมคุยกับเ้าแมวของผมเอง ที่ชื่อยุ้งข้าว”
“ยุ้ง...ข้าว? กรี๊ดด เดี๋ยว มันไม่ใช่ชื่อ 'ปุ๊กปิ๊ก' เหรอ? แกตั้งชื่อใหม่ให้น้องทำไม?”
คิรัญอึกอักเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่แฝงความเศร้า
“...ผมเปลี่ยนชื่อมันครับ เพราะผมไม่อยากเหลืออะไรที่ทำให้นึกถึง ‘ภู’ อีก”
ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนเสียงของเจ๊ซินดี้จะแ่ลงอย่างใจอ่อน
“...เออ ได้ ๆ แกอยากเปลี่ยนอะไรก็เปลี่ยนไปเลย แต่อย่าลืมนะ ไม่ว่าจะชื่ออะไร เจ๊ก็ยังอยู่ตรงนี้เหมือนเดิม เข้าใจมั้ย?”
“เข้าใจแล้วครับ” คิรัญยิ้มบาง ๆ ให้กับความเป็ห่วงของเจ๊ซินดี้ “ขอบคุณนะครับเจ๊…ที่เป็กำลังใจให้ผมตลอดมา”
“ชีวิตผมอยู่รอดมาได้เพราะเจ๊ให้กำลังใจ” น้ำเสียงของเขานุ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว”
ก่อนจะลุกจากเตียงไปหยิบถุงอาหารเม็ด เทใส่ชามสีพาสเทลของเ้าแมวตัวแสบ
“มา กินซะเ้ายุ้งข้าว”
ทันใดนั้นเสียงของเ้าแมวตัวแสบก็ดังขึ้นในหัว “ในที่สุด ฉันจะไม่อดตายแล้ววว”
เ้าเหมียวตัวอ้วนรีบเดินดุ่ม ๆ เข้ามาซุกหน้าในชามเสียงเคี้ยวกรุบ ๆ ดังรัวราวกับโลกนี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าอาหารตรงหน้า คิรัญยืนมองอย่างขำ ๆ พร้อมส่งกระแสจิตคุยกับมัน
“กินเก่งใช่เล่นเลยนะแก...ท่าทางเหมือนอดอยากมาเป็ชาติ แกนี่มันแมวหรือหลุมดำวะเนี่ย?”
“หึ จะไม่ให้ฉันเป็หลุมดำได้ยังไง ก็เ้านายเฮงซวยคนเก่าน่ะดันตายไปเสียก่อนถ้านายไม่มาเข้าร่างนี้ละก็…ฉันคงกลายเป็ซากแมวในห้องนี้ไปแล้ว”
เ้ายุ้งข้าวพูดปนเคี้ยว เสียงมันประชดนิด ๆ แต่คิรัญกลับได้ยินความเหงาแฝงอยู่ลึก ๆ
เขาย่อตัวลง ลูบหัวมันเบา ๆ “งั้นถือว่าเรารอดด้วยกันทั้งคู่ละกัน…”
แมวตัวเล็กไม่ได้ตอบอะไร แต่มันสะบัดหางมาแตะข้อเท้าเขาเบา ๆ ก่อนจะฟุบนอนลงข้างชามข้าวอย่างสบายใจ...

คือคุณคิรัญยังไม่ทันฟื้นดีดี เ้าเหมียวก็โผล่มาแบบตัวแม่วงการ
เดินออกมาจากใต้เตียงแบบนางเอกเดินพรมแดง แล้วเบ้ปากใส่ยัยน้องว่า:
“ฉันชื่อยุ้งข้าว ไม่ใช่ปุ๊กปิ๊ก” คือยัยน้องยังไม่รู้เลยว่าตัวเองมาอยู่ในร่างใคร
แต่แมวตัวนี้คือเริ่มเปิดวาร์ปวงในแล้ว แถมยังบอกว่า
เคยตบหน้าดารามาแล้วสามคน …แมวของยัยน้องก็ไม่ธรรมดา ??????”?
แสบสันซะเหมือเกิน ทำให้บรรยากาศจากหม่นหมองกลายเป็ซิทคอมทันทีค่ะ
ยัยน้องยังไม่ทันเริ่มแก้แค้น เ้าแมวก็พร้อมแจกอุ้งตีนแมวตบหน้าไปเรียบร้อยแล้ว
สรุปคือ…โลกใบนี้ปลอดภัยแล้วค่ะ เพราะมี “แมวผู้คุ้มครองไม่ต้องมีพระเอกแล้วค่ะ” ????