ข้ามีระบบในโลกอมตะ

    บทที่ 40 : เปลี่ยนแผน

    เปลี่ยนแผน

     

    การแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว กู้เฉินสัมผัสได้ว่าสัตว์อสูรระดับสามขั้นต้นและขั้นกลางที่เขาได้มาทั้งหมดภายในแหวนช่องว่างมิติได้หายไป

     

    รวมไปถึงกระบี่ระดับสามสองเล่ม บวกกับแหวนช่องว่างมิติระดับหนึ่งที่เขาได้มาจากศิษย์หลักสองคนที่เขาฆ่าไปด้วย

     

    ทันใดนั้น เม็ดยาสีฟ้าสวยงามขนาดเล็กก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าของกู้เฉิน เขาหยิบมันขึ้นมาดูข้อมูลอย่างรวดเร็ว

     

    ...

     

    [เม็ดยานภาหวน]

     

    ระดับ : สี่

     

    คำอธิบาย : เม็ดยาระดับสี่นภาหวน ถูกปรุงโดยนักปรุงยาระดับสี่นิรนาม มีผลช่วยเพิ่มโอกาสในการทะลวงไปยังระดับปราณนภา

     

    ...

     

    หลังจากดูข้อมูลของมันแล้ว กู้เฉินก็เก็บมันเอาไว้ภายในแหวนมิติ จากนั้นก็ใช้บริการห้องน้ำของระบบ เพื่ออาบน้ำพักผ่อน

     

    ......................

     

    ตอนเช้า กู้เฉินถูกปลุกให้ตื่นแต่เช้า เขารีบออกมาจากถ้ำฝึกตน พบว่าคนที่มาหาเขาคือผู้อาวุโสคนหนึ่งที่มีชื่อว่าซ่งซาง

     

    จากคำอธิบายของอีกฝ่าย ซ่งซางคนนี้ไม่ใช่ผู้อาวุโสธรรมดา หากแต่เป็นหนึ่งในผู้อาวุโสสิบที่นั่งหลัก ผู้อาวุโสแปดซ่งซาง

     

    ผู้เป็นหัวหน้าผู้คุมกฎของสำนักกระบี่ดารา!

     

    “ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสแปดมาหาข้าด้วยเรื่องใด?” กู้เฉินประสานมือทักทายอีกฝ่ายอย่างมีมารยาท

     

    “ไม่มีใดมาก เพียงแค่ศิษย์หลักสองคนถูกฆ่า และไม่รู้ว่าใครคือฆาตกร ข้าเลยต้องมาตรวจสอบด้วยตัวเอง หวังว่าเจ้าจะให้ความร่วมมือ” ซ่งซางพูดด้วยเสียงเคร่งขรึม

     

    การที่ศิษย์หลักสองคนถูกฆ่า ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะศิษย์หลักมีจำนวนน้อยมาก การที่มาถูกฆ่าตายไปเช่นนี้ สำหรับสำนักกระบี่ดารา ย่อมเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่

     

    ด้วยเหตุนี้ ซ่งซางจึงลงมาตรวจสอบด้วยตัวเอง!

     

    หัวใจภายในร่างของกู้เฉินกระตุกวาบ แต่สีหน้าของเขาสงบ ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใด เขามั่นใจว่าศิษย์หลักสองคนนั้น ต้องเป็นคนที่ถูกเขาฆ่าเมื่อคืนอย่างแน่นอน

     

    เขาพลันพยักหน้าอย่างชอบธรรม “แน่นอนขอรับ ข้ายินดีให้ความร่วมมือเต็มที่”

     

    “ดี” ซ่งซางพยักหน้า จากนั้นก็หรี่ตาลง “ส่งแหวนช่องว่างมิติของเจ้ามาให้ข้าตรวจสอบดู”

     

    กู้เฉินไม่ลังเลที่จะส่งแหวนช่องว่างมิติสีฟ้าให้กับซ่งซาง ส่วนแหวนช่องว่างมิติสีดำ ซึ่งเป็นแหวนช่องว่างมิติของชินนั้น ซ่งซางมองไม่เห็นอยู่แล้ว และเขาก็ไม่โง่พอที่จะส่งให้อีกฝ่ายดู

     

    ซ่งซางรับมา กวาดผ่านจิตสัมผัสเข้าไปข้างใน พบว่านอกจากคัมภีร์ตำราสองเล่มและหินลมปราณจำนวนหกพันกว่าก้อนแล้วก็ไม่มีสิ่งใดอยู่อีก

     

    เขาพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนส่งคืนให้กับกู้เฉิน นี่ตรงตามข้อมูลที่เขาไปตรวจสอบมา ไม่มีใดผิดพลาด

     

    จากนั้นเขาก็เข้าไปตรวจสอบภายในถ้ำฝึกตนของกู้เฉิน

     

    เมื่อพบว่าทุกอย่างปกติ ไม่ได้ซ่อนหินลมปราณ กระบี่ระดับสามหรือว่าแหวนช่องว่างมิติไว้ เขาก็จากไป โดยไม่พูดอะไรสักคำ

     

    กู้เฉินกลับเข้ามาภายในถ้ำฝึกตน ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเล็กน้อย เขารู้สึกว่าตัวเองโชคดีและคิดถูกจริงๆ ที่เก็บหินลมปราณพวกนั้นไว้ภายในแหวนช่องว่างมิติของชิน

     

    ไม่อย่างนั้น มันคงจะกลายเป็นปัญหาใหญ่อย่างแน่นอน หากว่าทางสำนักกระบี่ดาราพบว่าเขาเป็นคนฆ่าศิษย์หลักสองคนนั้นไป

     

    กู้เฉินส่ายหน้าเล็กน้อย เพื่อเลิกสนใจเรื่องนี้ วันนี้เขาไม่ได้ตั้งใจที่จะออกไปไหน หากแต่ตั้งใจที่จะปิดด่านฝึกตน และเริ่มฝึกวิชากายาเหล็กดำกับทักษะเงาร่ายรำที่เขายืมมาจากหอคัมภีร์ศิษย์ใน

     

    “เรามีเวลาเพียงสองเดือน ก่อนที่จะถึงวันงานประลองทำเนียบอันดับศิษย์หลัก” กู้เฉินพึมพำเล็กน้อย เขาตั้งใจว่าจะไปถึงระดับปราณปฐพีขั้นกลางให้ได้ ก่อนถึงวันงานประลอง

     

    ในทำนองเดียวกัน เขาก็ตั้งใจที่จะฝึกวิชากายาเหล็กดำ ขั้นแรก กายาเสมือนเหล็ก กับทักษะเงาร่ายรำ การเคลื่อนไหวแรก ร่ายรำดั่งเงาให้สำเร็จ

     

    ถ้าทำได้สำเร็จ เขาคงจะแข็งแกร่งขึ้นมากทีเดียว!

     

    ................................................

     

    อีกด้านหนึ่ง ในขณะที่กู้เฉินเริ่มปิดด่านฝึกตน

     

    ภายในห้องแห่งหนึ่งของเรือนพำนักของผู้อาวุโสใหญ่สำนักกระบี่ดาราอย่างหลิวกงควน หลิวไคเฟิงนั่งอยู่ที่เก้าอี้หยกด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวราวกับกินอาจมสุนัขเข้าไป

     

    เหตุผลที่สีหน้าของเขาเป็นเช่นนี้ ย่อมสืบเนื่องมาจากเฉียนจ้งกับพู้ท่อที่เขาส่งไปจับตัวกู้เฉินมานั้นทำงานพลาด

     

    และไม่เพียงแค่พลาดธรรมดาๆ เท่านั้น ยังถูกฆ่าตายอย่างอนาถด้วย ร่างถึงกับถูกกระบี่ฟันขาดเป็นสองท่อน แยกส่วนบนแยกส่วนล่างกันเลยทีเดียว!

     

    “เจ้าพวกเลี้ยงเสียข้าวสุก!” หลิวไคฟงอดสบถออกมาอย่างอดไม่ได้

     

    ในตอนนี้ เขาทั้งหงุดหงิดทั้งโมโห และโกรธเกรี้ยว จนไม่รู้ว่าจะเอาความรู้สึกเหล่านี้ไประบายที่ไหนดี

     

    ถ้าหากว่าสองคนนั้นไม่ทำผิดพลาด ป่านนี้เขาคงจะได้ดื่มกินเลือดเนื้อของกู้เฉินไปแล้ว

     

    เมื่อดื่มกินเสร็จ เขาก็จะสามารถทะลวงไปยังระดับปราณนภาขั้นต้นได้อย่างราบรื่น กลายเป็นคนที่แข็งแกร่งกว่าลั่วชิงอิ๋น และสุดท้ายเขาก็จะได้กลายเป็นเจ้าสำนักกระบี่ดาราคนใหม่ในอนาคต!

     

    “ฟงเอ๋อร์ ในเมื่อมันพลาดแล้วก็ช่วยไม่ได้ คงต้องหยุดเรื่องนี้ไว้สักพัก”

     

    ภายในห้องแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงหลิวไคฟงคนเดียว แต่ยังมีหลิวกงควน ผู้เป็นปู่ของเขา รวมไปถึงเป็นผู้อาวุโสใหญ่สำนักกระบี่ดาราอยู่ด้วย

     

    “แต่ท่านปู่...” หลิวไคฟงไม่ยินยอมอย่างมาก อยากจะขัด อย่างไรก็ตาม หลิวกงควนก็ยกมือขึ้น จนหลิวไคฟงไม่กล้าพูดต่อ เพื่อขัดอีก

     

    “ไว้รอหลังงานประลองทำเนียบศิษย์หลักจบลงค่อยว่าเรื่องนี้กันอีกที” หลิวกงควนพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้

     

    หลิวไคฟง แม้ในใจไม่อยากจะรอเท่าไหร่นัก แต่สุดท้ายเขาก็พยักหน้าเห็นด้วยกับถ้อยคำพูดของผู้เป็นปู่

     

    “จะว่าไปแล้ว เจ้าเด็กนั่น คู่ควรกับเป็นอัจฉริยะจริงๆ ขนาดศิษย์หลักสองคนซึ่งแข็งแกร่งกว่าตัวเองหนึ่งขั้น ยังฆ่าได้!” เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ หลิวกงควนต้องพูดออกมาอย่างเคร่งเครียด ศักยภาพของกู้เฉินนั้นนับว่าน่ากลัวมาก

     

    “ไม่ใช่ว่ามีคนช่วยมันหรือท่านปู่?” หลิวไคฟงขมวดคิ้วขึ้นมา หลังจากที่ได้ยินคำพูดของผู้เป็นปู่

     

    หลิวกงควนส่ายหน้าไปมา “ไม่ใช่ เมื่อวานปู่แอบมองดูอยู่ไกลๆ เห็นกับตาว่ามันฆ่าสองคนนั้น”

     

    “อันใด? ท่านปู่ดูอยู่หรือไม่ ทำไมไม่ไปจับมันมา หลังจากที่พวกนั้นทำพลาดและถูกฆ่าตายเล่า?” หลิวไคฟงตาโต โพล่งออกมาเสียงดัง

     

    หลิวกงควนส่ายหน้าไปมาอีกครั้ง “ปู่ทำไม่ได้ หากว่าปู่เคลื่อนตัวไปทางป่าร้อยอสูร อู๋กังไห่กับซูหรันหยูจะรับรู้ได้ในทันที เพราะมันล้วนผ่านที่พำนักของสองคนนั้น”

     

    ได้ยินคำพูดของผู้เป็นปู่ หลิวไคฟงก็เงียบ ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก

     

    ดูเหมือนว่าเขาคงได้แต่เปลี่ยนแผน จากที่จะจับกู้เฉินมาในเวลานี้ ต้องรอจนกว่าที่งานประลองทำเนียบอันดับศิษย์หลักจะจบลง ถึงจะไปจับมาได้!

     

    จบบทที่ 40