“เจ้าหูหนวกรึ ข้าบอกว่าร้านปิดแล้ว ไปซะข้ากำลังยุ่ง”
ชายชราชุดม่วงกล่าวพลางหันตัวกลับทำท่าจะเดินเข้าไปหลังร้าน
“ข้าอยากดูของที่ชั้นวางนั่นหน่อยได้หรือไม่”
ชิลกล่าวพร้อมมองไปทางชั้นวางของที่อยู่ด้านหลังม่านบางสีเลือดหมู
ทันทีชายชราหยุดเท้าไว้ ก่อนหันกลับมามอง
“หนุ่มน้อยแม้ร้านเทอรีนแห่งนี้จะขายสมบัติ แต่ก็มีสมบัติบางอย่างที่ทางเรามิได้มีไว้ขาย หากเจ้าต้องการเลือกสมบัติสักชิ้น ข้าแนะนำให้ขึ้นไปชั้นสอง แต่อย่างไรตอนนี้ข้าก็ไม่คิดขายอะไรให้เจ้าทั้งนั้น”
ได้ยินดังนั้นชิลจึงหันสายตากลับมาจ้องที่ใบหน้าเรียวแหลมของชายชรา ไม่นานก็ยื่นแผ่นกระดาษทรงสี่เหลี่ยมให้
“ข้ามีนี่”
“หืม!! เจ้าไปเอามาจากที่ใด จำได้ว่าข้ามิเคยมอบมันให้แก่ใครนอกจากคนตระกูลแรนเชอ”
ชายชราเบิกตากว้าง สักพักก็ขมวดคิ้วจ้องมองมาชิล ในหัวเขาตอนนี้คิดเพียงว่าเด็กชายชุดเขียวผู้นี้อาจไปขโมยมันมาจากคนตระกูลแรนเชอ
“ข้าได้รับมันมาจากโนมาน”
ชิลกล่าวเสียงค่อย
“นายน้อยโนมานรึ”
ชายชราลูบเคราอยู่สามทีก่อนกล่าวด้วยท่าทางแข็งกร้าว
“ได้รับมาเช่นไร”
“เรื่องมันยาว”
ชิลส่ายหน้าไปมา เขาขี้เกียจเกินกว่าจะอธิบายเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
“เช่นนั้นก็กลับไปซะ ข้าไม่รู้ว่าเจ้าได้กระดาษสมาชิกชั้นสูงแผ่นนี้มาได้อย่างไร แต่ต่อให้เจ้าได้มันมาด้วยวิธีที่ชอบธรรม เวลานี้ข้าก็ไม่คิดขายอะไรทั้งนั้น อย่าทำให้ข้าต้องเสียเวลาอันมีค่าไปมากกว่านี้”
ชายชรากล่าวอย่างหัวเสีย
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าจารึกบนแผ่นหินนั่นมีความหมายว่าอย่างไร”
ชิลยิ้มเล็กน้อยพลางมองไปยังแผ่นจากรึกสีเทาที่วางอยู่บนชั้นวางของ
“หืม เจ้าว่าอย่างไรนะ?”
ชายชราหรี่ตาจ้อง ก่อนจะมองตามสายตาไปพบกับแผ่นจารึกสีเทา ซึ่งเป็นจารึกโบราณที่เขาได้ซื้อมาจากพ่อค้าในทะเลทรายไร้กำลัง
“มันคือแผ่นหินสุสานนักรบดินแดนร้าง”
ชิลปรายตามองชายชราที่กำลังทำท่างุนงง ไม่นานก็กล่าวต่อ
“มันมิใช่สิ่งมีค่าอะไรนัก เนื้อหาในจารึกนี้เป็นเพียงคำสรรเสริญที่กล่าวถึงวีรกรรมอันกล้าหาญของเหล่านักรบดินแดนร้าง”
“นี่...”
ชายชราหุบตาเข้าเล็กน้อย สิ่งที่ชิลกล่าวมาเมื่อครู่เขาเองก็รู้เรื่องนี้อยู่แล้วเช่นกัน อย่างไรน้อยคนนักที่จะรู้เรื่องราวของจารึกโบราณแผ่นนี้จริงๆ ที่สำคัญระยะห่างจากชิลไปถึงแผ่นจารึกมีมากพอสมควรแถมยังถูกบังไว้ด้วยม่านสีเลือดหมูอีกชั้น
‘เหตุใดเด็กหนุ่มผู้นี้ถึงสามารถมองเห็นจารึกบนแผ่นหินได้ หรือว่า...’
สัมผัสจิตวิญญาณถูกส่งออกไปตรวจสอบชิลทันที ความจริงชายชราผู้นี้เป็นผู้ฝึกรากฐานสวรรค์ที่อยู่ในระดับผสานกายขั้นสี่ แต่ด้วยความเร่งรีบและไม่คิดสนใจอะไรมากมาย ทำให้เขาไม่ได้ใช้สัมผัสจิตวิญญาณตรวจสอบตั้งแต่ครั้งแรกที่พบ
‘ผสานกายขั้นห้า!!!’
หนวดเครายาวสีขาวกระตุกสั่นไปมา ด้วยวัยเพียงเท่านี้ในระดับรากฐานฝึกฝนเช่นนี้ แม้จะไม่ได้โดดเด่น ก็ยังถือว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง เขาเคยได้ยินมาว่าอัจฉริยะที่ถูกปลุกปั้นมาตั้งแต่วัยเยาว์จะได้รับการสั่งสอนเป็นพิเศษถึงรูปแบบทักษะการต่อสู้ การวาดอักขระวงเวท หรือแม้แต่การอ่านภาษาโบราณต่างๆ โดยอัจฉริยะจากวังเมฆาสูญสิ้นและหุบเขาจัตุรัสยักษาบางคนสามารถอ่านภาษาโบราณได้มากกว่าสิบภาษาด้วยกัน
ใบหน้าทรงแหลมเริ่มเผยฟันสีทองออกมาให้เห็น
“เจ้าสามารถอ่านอักขระจารึกบนแผ่นหินออก?”
“แน่นอน”
“ฮ่าๆ งั้นรึ ดูเหมือนสวรรค์จะเมตตาข้าผู้นี้อยู่มาก”
ชายชราฉีกยิ้มกว้างพร้อมปรับท่าทางแสดงออกใหม่
“ข้ามีนามว่าออรุส เป็นเจ้าของร้านเทอรีนรุ่นที่สิบสอง ต้องขออภัยคุณชายท่านนี้ด้วยที่ข้าแสดงกิริยาเช่นนั้นออกไปเมื่อครู่ ความจริงวันนี้คนงานเฝ้าร้านทั้งหมดได้ลาหยุดพักชั่วคราว ข้าเองก็มีงานของตนจึงไม่สามารถออกมารับลูกค้าได้ ทำให้ต้องปิดร้านเป็นกรณีพิเศษ”
ชิลมองไปยังออรุสที่กำลังทำหน้าตายิ้มกริ่มพร้อมเล่าเรื่องราวยืดยาวก่อนกล่าว
“ข้าขอดูของบนชั้นวางนั่นหน่อยได้หรือไม่”
“ยินดี”
ออรุสกุ้มหัวลงพร้อมหลีกทางไปด้านข้าง
“เชิญคุณชาย”
ชิลเหลือบมองออรุสที่แสดงออกอย่างอารมณ์ดี เขาพอจะเดาถึงจุดประสงค์ของออรุสได้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดจะเอ่ยถาม ไม่นานร่างในชุดเขียวก็ก้าวเท้ามาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าชั้นวางของสีน้ำตาลที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก
นัยน์ตาสีองุ่นจับจ้องไปที่ก้อนผลึกสีครามเข้มชิ้นหนึ่งที่วางอยู่ช่องสุดท้ายของแถวสาม
“คุณชายสนใจมันรึ”
ออรุสกล่าวพลางยิ้ม หากเป็นของชิ้นอื่นบนชั้นวางเขาคงตัดสินใจยากหน่อยที่จะขายมัน เพราะอย่างไรของทุกชิ้นที่วางอยู่บนนี้ก็ล้วนเป็นของสะสมของเขาทั้งหมด
ออรุสนอกจากเป็นเจ้าของร้านเทอรีนแล้ว ยังมีงานอดิเรกเฉพาะตัวอีกอย่างนั่นก็คือการสะสมวัตถุโบราณ ในวัยเด็กเขานั้นชื่นชอบเกี่ยวกับเรื่องลึกลับและภาษาโบราณต่างๆเป็นอย่างมาก แต่ด้วยสายเลือดเทอรีนจึงจำต้องรับหน้าที่ดูแลกิจการร้านต่อจากพ่อ ทำให้ไม่สามารถศึกษาเรื่องพวกนี้ได้อย่างจริงจัง
แม้จะเป็นเช่นนั้นออรุสก็ยังสามารถอ่านภาษาโบราณออกมากกว่าสิบภาษาด้วยกัน
“มันคือก้อนผลึกเปลวดับ หากนำไปให้ผู้หลอมวิญญาณทำการกลั่นสกัดจนบริสุทธิ์ เนื้อของมันจะแข็งราวกับเหล็กทมิฬและเมื่อนำไปหลอมขึ้นเป็นศาสตราวุธก็ยังสามารถลงอาคมได้ปกติ อย่างไรเนื่องจากมันมีความหายากเป็นอย่างมากและมีสิ่งอื่นที่ใช้ทดแทนในการหลอมศาสตราวุธได้ ทำให้มันไม่ค่อยเป็นที่นิยมในหมู่ช่างตีเหล็ก”
ออรุสอธิบายอย่างเป็นกันเอง
ชิลไม่ได้สนใจบทพูดอันยืดยาว ทำเพียงเดินตรงเข้าไปลูบที่ก้อนผลึกทันที สักพักก็ปรากฏรอยยิ้มแห่งความสุขบนใบหน้า
“ข้าต้องการรู้ราคาของมัน”
ออรุสเห็นท่าทางชิลเช่นนั้น ก็ทำหน้าตาเจ้าเล่ห์พร้อมกล่าว
“ความจริงผลึกเปลวดับนี้ข้าได้มันมาจากพ่อค้าที่เดินทางข้ามทะเลอสูรคำรามมายังทะเลทรายไร้กำลัง มันเป็นผลึกเปลวดับที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษและมีความเก่าแก่มาก หากข้าตรวจดูไม่ผิดมันน่าจะมีอายุราวห้าพันปี ของโบราณเช่นนี้ความจริงข้ามิได้คิดจะขายมัน แต่ในเมื่อคุณชายต้องการข้าก็จะขายให้”
“ราคา”
ชิลกล่าวพลางเอามือซ้ายลูบไปยังเชือกสีดำ
“หนึ่งล้านหินสวรรค์เป็นเช่นไร นี่เป็นราคาเดียวกับที่ข้าซื้อมาเลยนะ”
ออรุสหัวเราะพร้อมทำท่าทางสบายใจ
“ห้าแสน”
ชิลกล่าวเสียงเรียบ
“เป็นไปไม่ได้อย่างมากข้าให้ได้เพียงเก้าแสน”
“ห้าแสนห้า”
“แปดแสนห้า”
“หกแสน”
“แปดแสน น้อยกว่านี้ไม่ได้แล้ว”
“หกแสน ไม่ได้ก็ลืมมันซะ”
ชิลกล่าวพร้อมหันหลังเตรียมเดินออกจากร้าน
“เดี๋ยว!! เจ็ดแสน! หากคุณชายสามารถอ่านจารึกบนแผ่นหินที่อยู่ในห้องข้าได้”
ออรุสกัดฟันยืนตัวสั่นราวกับอยู่ในที่หนาวเย็น ในคราแรกเขาคิดจะขายผลึกเปลวดับแก่ชิลในราคาเก้าแสนซึ่งต่ำกว่าราคาซื้อ หากชิลสามารถช่วยไขความลับจารึกบนแผ่นหินที่เขากำลังศึกษาอยู่ในตอนนี้ได้
แต่กลับไม่เป็นดังคาด ผลึกเปลวดับอายุมากกว่าห้าพันปีโดนกดราคาลงไปที่ห้าแสน ซ้ำยังดูเหมือนหากไม่ได้ราคาตามที่ต้องการก็จะไม่ซื้อ เท่ากับว่าออรุสจะสูญเสียโอกาสในการไขความลับจารึกบนแผ่นหินถ้าไม่ขายผลึกเปลวดับในราคาต่ำ นี่ราวกับเขาต้องขาดทุนมากกว่าสี่แสนหินสวรรค์เพื่อจารึกที่ไม่รู้ว่าจะมีค่าอะไรหรือไม่
“หากข้าสามารถไขความลับจารึกบนแผ่นหินของเจ้าได้ ขายมันให้ข้าในราคาห้าแสนหินสวรรค์”
ชิลกล่าวเสียงค่อยโดยไม่ได้หันกลับมามองออรุส
“เพ้ย!! คุณชายท่านอย่าล้อข้าเล่น”
“ข้ามิได้ล้อเล่น”
สิ้นเสียงบรรยากาศในร้านเทอรีนก็เงียบสงบราวกับป่าช้า ไม่นานเสียงแก่ชราก็กล่าวขึ้นอย่างสั่นเครือ
“หะ..หกแสน หากคุณชายสามารถไขความลับจาลึกให้ข้าได้”
“ดี นำข้าไปหามัน”
ชิลหันกลับมามองออรุสด้วยรอยยิ้ม
เมื่อมองเข้าไปยังนัยน์ตาสีองุ่น ออรุสก็พบว่าบางทีเขาอาจโดนเด็กหนุ่มผู้นี้ปั่นหัวเข้าเสียแล้ว
‘เป็นไปได้หรือไม่ที่เขาจะรู้ตั้งแต่แรกว่าข้ามีจุดประสงค์ที่จะให้ช่วยไขความลับจารึกบนแผ่นหิน’
ออรุสเพ่งมองชิลอยู่นาน ก่อนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พร้อมก้าวเดินนำไปยังห้องที่อยู่ฝั่งตรงข้ามชั้นวางของ
เมื่อชิลก้าวตามออรุสเข้ามาในห้อง ก็พบว่าให้ห้องนี้มีแผ่นจารึกจำนวนมากแปะอยู่ตามผนัง มีชั้นหนังสือขนาดใหญ่อยู่ด้านหลังโต๊ะยาวที่มีเครื่องมือสำหรับการอ่านจารึกโบราณวางอยู่เต็มไปหมด ซึ่งหนังสือบนชั้นวางทุกเล่มล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับตำนานลึกลับและวัตถุโบราณทั้งสิ้น
“นั่นคือจารึกที่เจ้าจะให้ข้าดูรึ”
ชิลกล่าวพลางมองไปที่แผ่นหินขนาดใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะ
“ใช่แล้ว ท่านน่าจะรู้จักภาษาของชนเผ่าดินแดนร้างใช่หรือไม่ แผ่นจารึกนี้ได้ถูกขุดพบแถบทะเลทรายไร้กำลังในเขตที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของชนเผ่านักรบดินแดนร้าง แต่อักขระจารึกบนแผ่นหินนี้กลับมิได้จารึกไว้ด้วยภาษาชนเผ่าดินแดนร้าง แม้จะมีความใกล้เคียงกันอยู่หลายส่วน แต่กลับไม่สามารถผสมออกมาเป็นคำหนึ่งคำได้”
ชิลก้าวเดินเข้าไปยืนอยู่ด้านหน้าแผ่นหิน เขาจ้องมองมันอยู่สักพักก่อนกล่าว
“มันคือภาษาชนเผ่าดินแดนร้าง”
“หืม เป็นไปได้อย่างไร ข้าเองก็มีความเข้าใจในภาษาชนเผ่าดินแดนร้างอยู่บ้าง แต่ก็ไม่สามารถจับใจความจากจารึกนี้ได้”
ออรุสเดินเข้ามาอยู่ข้างชิลพร้อมขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด
“มันมิใช่ภาษาท้องถิ่นของชนเผ่าดินแดนร้าง หากแต่เป็นภาษาที่พวกเขาใช้เขียนสื่อสารกับเทพเจ้า”
ชิลหรี่ตา พลางนำมือไปลูบที่อักขระจารึกบนแผ่นหิน
“สื่อสารกับเทพเจ้ารึ!!”
ออรุสเบิกตากว้าง ก่อนหันตัวกลับเดินไปที่ชั้นหนังสือ มองหาอยู่สักพักก็หยิบหนังสือสีเทาที่มีฝุ่นหนาเตอะออกมาวางลงบนโต๊ะด้านข้างแผ่นหินพร้อมใช้มือพลิกเปิดหน้ากระดาษอย่างรวดเร็ว
“หากข้าจำมิผิด...”
ชิลไม่ได้สนใจสิ่งที่ออรุสกำลังทำ เขายังคงจ้องนิ่งไปที่จารึกบนแผ่นหินอย่างเงียบงัน
“จะ... เจอแล้ว!!!”
เสียงตะโกนของออรุสดังลั่นไปทั่วร้านเทอรีน เขาใช้มืออันสั่นเทาเลื่อนหนังสือที่เปิดหน้ากระดาษค้างไว้เข้าไปใกล้ชิลพร้อมแสดงออกราวกับเด็กเพิ่งหัดเรียนรู้
“คุณชายท่านเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง ฮ่าๆ ในบันทึกชนเผ่าดินแดนร้างได้เขียนถึงเรื่องการสื่อสารกับเทพเจ้าผ่านทางลายลักษณ์อักษรอยู่ นี่คงเป็นแผ่นหินที่ใช้ในพิธีกรรมบวงสรวงใช่หรือไม่”
ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ ในตอนนี้เมื่อมองไปยังใบหน้าอันสง่างามจะเห็นเพียงความจริงจังที่เปี่ยมไปด้วยสมาธิ
“อย่าบอกข้านะว่าท่านสามารถอ่านมันออก”
“มันบอกถึงวิธีการบูชายัญเพื่อเรียกเทพเจ้าออกมากราบไหว้สักการะ ด้วยความเชื่อที่ว่าเมื่อใดองค์เทพปรากฏกายเมื่อนั้นนักรบดินแดนร้างจะชนะศึกสงคราม”
ชิลกล่าวเสียงเบาพร้อมมองจารึกทั้งหมดบนแผ่นหินโดยละเอียด หากเขาคาดการณ์ไม่ผิดจารึกแผ่นนี้น่าจะมีอายุราวสามหมื่นปี ซึ่งถูกสร้างก่อนที่เขาจะหลุดเข้าไปในมิติห้องหนังสือกว่าหนึ่งหมื่นปีด้วยกัน
“จะ... จริงรึ!!”
ออรุสตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น
“ข้ามิเคยพูดโกหก อย่างน้อยก็ในเวลาเช่นนี้”
ชิลกล่าวอย่างไม่แยแส