คลังอสูรบรรพกาล

    ตอนที่ 48 : ผลึกสีคราม

     

              “เจ้าหูหนวกรึ ข้าบอกว่าร้านปิดแล้ว ไปซะข้ากำลังยุ่ง” 

     

              ชายชราชุดม่วงกล่าวพลางหันตัวกลับทำท่าจะเดินเข้าไปหลังร้าน

     

              “ข้าอยากดูของที่ชั้นวางนั่นหน่อยได้หรือไม่” 

     

              ชิลกล่าวพร้อมมองไปทางชั้นวางของที่อยู่ด้านหลังม่านบางสีเลือดหมู

     

              ทันทีชายชราหยุดเท้าไว้ ก่อนหันกลับมามอง 

     

              “หนุ่มน้อยแม้ร้านเทอรีนแห่งนี้จะขายสมบัติ แต่ก็มีสมบัติบางอย่างที่ทางเรามิได้มีไว้ขาย หากเจ้าต้องการเลือกสมบัติสักชิ้น ข้าแนะนำให้ขึ้นไปชั้นสอง แต่อย่างไรตอนนี้ข้าก็ไม่คิดขายอะไรให้เจ้าทั้งนั้น”

     

              ได้ยินดังนั้นชิลจึงหันสายตากลับมาจ้องที่ใบหน้าเรียวแหลมของชายชรา ไม่นานก็ยื่นแผ่นกระดาษทรงสี่เหลี่ยมให้

     

              “ข้ามีนี่”

     

              “หืม!! เจ้าไปเอามาจากที่ใด จำได้ว่าข้ามิเคยมอบมันให้แก่ใครนอกจากคนตระกูลแรนเชอ”

     

              ชายชราเบิกตากว้าง สักพักก็ขมวดคิ้วจ้องมองมาชิล ในหัวเขาตอนนี้คิดเพียงว่าเด็กชายชุดเขียวผู้นี้อาจไปขโมยมันมาจากคนตระกูลแรนเชอ

     

              “ข้าได้รับมันมาจากโนมาน” 

     

              ชิลกล่าวเสียงค่อย

     

              “นายน้อยโนมานรึ” 

     

              ชายชราลูบเคราอยู่สามทีก่อนกล่าวด้วยท่าทางแข็งกร้าว 

     

              “ได้รับมาเช่นไร”

     

              “เรื่องมันยาว” 

     

              ชิลส่ายหน้าไปมา เขาขี้เกียจเกินกว่าจะอธิบายเรื่องทั้งหมดให้ฟัง

     

              “เช่นนั้นก็กลับไปซะ ข้าไม่รู้ว่าเจ้าได้กระดาษสมาชิกชั้นสูงแผ่นนี้มาได้อย่างไร แต่ต่อให้เจ้าได้มันมาด้วยวิธีที่ชอบธรรม เวลานี้ข้าก็ไม่คิดขายอะไรทั้งนั้น อย่าทำให้ข้าต้องเสียเวลาอันมีค่าไปมากกว่านี้” 

     

              ชายชรากล่าวอย่างหัวเสีย

     

              “เจ้ารู้หรือไม่ว่าจารึกบนแผ่นหินนั่นมีความหมายว่าอย่างไร” 

     

              ชิลยิ้มเล็กน้อยพลางมองไปยังแผ่นจากรึกสีเทาที่วางอยู่บนชั้นวางของ

     

              “หืม เจ้าว่าอย่างไรนะ?”

     

              ชายชราหรี่ตาจ้อง ก่อนจะมองตามสายตาไปพบกับแผ่นจารึกสีเทา ซึ่งเป็นจารึกโบราณที่เขาได้ซื้อมาจากพ่อค้าในทะเลทรายไร้กำลัง

     

              “มันคือแผ่นหินสุสานนักรบดินแดนร้าง” 

     

              ชิลปรายตามองชายชราที่กำลังทำท่างุนงง ไม่นานก็กล่าวต่อ 

     

              “มันมิใช่สิ่งมีค่าอะไรนัก เนื้อหาในจารึกนี้เป็นเพียงคำสรรเสริญที่กล่าวถึงวีรกรรมอันกล้าหาญของเหล่านักรบดินแดนร้าง”

     

              “นี่...” 

     

              ชายชราหุบตาเข้าเล็กน้อย สิ่งที่ชิลกล่าวมาเมื่อครู่เขาเองก็รู้เรื่องนี้อยู่แล้วเช่นกัน อย่างไรน้อยคนนักที่จะรู้เรื่องราวของจารึกโบราณแผ่นนี้จริงๆ ที่สำคัญระยะห่างจากชิลไปถึงแผ่นจารึกมีมากพอสมควรแถมยังถูกบังไว้ด้วยม่านสีเลือดหมูอีกชั้น

     

              ‘เหตุใดเด็กหนุ่มผู้นี้ถึงสามารถมองเห็นจารึกบนแผ่นหินได้ หรือว่า...’

     

              สัมผัสจิตวิญญาณถูกส่งออกไปตรวจสอบชิลทันที ความจริงชายชราผู้นี้เป็นผู้ฝึกรากฐานสวรรค์ที่อยู่ในระดับผสานกายขั้นสี่ แต่ด้วยความเร่งรีบและไม่คิดสนใจอะไรมากมาย ทำให้เขาไม่ได้ใช้สัมผัสจิตวิญญาณตรวจสอบตั้งแต่ครั้งแรกที่พบ

     

              ‘ผสานกายขั้นห้า!!!’

     

              หนวดเครายาวสีขาวกระตุกสั่นไปมา ด้วยวัยเพียงเท่านี้ในระดับรากฐานฝึกฝนเช่นนี้ แม้จะไม่ได้โดดเด่น ก็ยังถือว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง เขาเคยได้ยินมาว่าอัจฉริยะที่ถูกปลุกปั้นมาตั้งแต่วัยเยาว์จะได้รับการสั่งสอนเป็นพิเศษถึงรูปแบบทักษะการต่อสู้ การวาดอักขระวงเวท หรือแม้แต่การอ่านภาษาโบราณต่างๆ โดยอัจฉริยะจากวังเมฆาสูญสิ้นและหุบเขาจัตุรัสยักษาบางคนสามารถอ่านภาษาโบราณได้มากกว่าสิบภาษาด้วยกัน

     

              ใบหน้าทรงแหลมเริ่มเผยฟันสีทองออกมาให้เห็น 

     

              “เจ้าสามารถอ่านอักขระจารึกบนแผ่นหินออก?”

     

              “แน่นอน”

     

              “ฮ่าๆ งั้นรึ ดูเหมือนสวรรค์จะเมตตาข้าผู้นี้อยู่มาก” 

     

              ชายชราฉีกยิ้มกว้างพร้อมปรับท่าทางแสดงออกใหม่ 

     

              “ข้ามีนามว่าออรุส เป็นเจ้าของร้านเทอรีนรุ่นที่สิบสอง ต้องขออภัยคุณชายท่านนี้ด้วยที่ข้าแสดงกิริยาเช่นนั้นออกไปเมื่อครู่ ความจริงวันนี้คนงานเฝ้าร้านทั้งหมดได้ลาหยุดพักชั่วคราว ข้าเองก็มีงานของตนจึงไม่สามารถออกมารับลูกค้าได้ ทำให้ต้องปิดร้านเป็นกรณีพิเศษ”

     

              ชิลมองไปยังออรุสที่กำลังทำหน้าตายิ้มกริ่มพร้อมเล่าเรื่องราวยืดยาวก่อนกล่าว

     

              “ข้าขอดูของบนชั้นวางนั่นหน่อยได้หรือไม่”

     

              “ยินดี” 

     

              ออรุสกุ้มหัวลงพร้อมหลีกทางไปด้านข้าง 

     

              “เชิญคุณชาย”

     

              ชิลเหลือบมองออรุสที่แสดงออกอย่างอารมณ์ดี เขาพอจะเดาถึงจุดประสงค์ของออรุสได้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดจะเอ่ยถาม ไม่นานร่างในชุดเขียวก็ก้าวเท้ามาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าชั้นวางของสีน้ำตาลที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก

     

              นัยน์ตาสีองุ่นจับจ้องไปที่ก้อนผลึกสีครามเข้มชิ้นหนึ่งที่วางอยู่ช่องสุดท้ายของแถวสาม

     

              “คุณชายสนใจมันรึ” 

     

              ออรุสกล่าวพลางยิ้ม หากเป็นของชิ้นอื่นบนชั้นวางเขาคงตัดสินใจยากหน่อยที่จะขายมัน เพราะอย่างไรของทุกชิ้นที่วางอยู่บนนี้ก็ล้วนเป็นของสะสมของเขาทั้งหมด

     

              ออรุสนอกจากเป็นเจ้าของร้านเทอรีนแล้ว ยังมีงานอดิเรกเฉพาะตัวอีกอย่างนั่นก็คือการสะสมวัตถุโบราณ ในวัยเด็กเขานั้นชื่นชอบเกี่ยวกับเรื่องลึกลับและภาษาโบราณต่างๆเป็นอย่างมาก แต่ด้วยสายเลือดเทอรีนจึงจำต้องรับหน้าที่ดูแลกิจการร้านต่อจากพ่อ ทำให้ไม่สามารถศึกษาเรื่องพวกนี้ได้อย่างจริงจัง

     

              แม้จะเป็นเช่นนั้นออรุสก็ยังสามารถอ่านภาษาโบราณออกมากกว่าสิบภาษาด้วยกัน

     

              “มันคือก้อนผลึกเปลวดับ หากนำไปให้ผู้หลอมวิญญาณทำการกลั่นสกัดจนบริสุทธิ์ เนื้อของมันจะแข็งราวกับเหล็กทมิฬและเมื่อนำไปหลอมขึ้นเป็นศาสตราวุธก็ยังสามารถลงอาคมได้ปกติ อย่างไรเนื่องจากมันมีความหายากเป็นอย่างมากและมีสิ่งอื่นที่ใช้ทดแทนในการหลอมศาสตราวุธได้ ทำให้มันไม่ค่อยเป็นที่นิยมในหมู่ช่างตีเหล็ก” 

     

              ออรุสอธิบายอย่างเป็นกันเอง

     

              ชิลไม่ได้สนใจบทพูดอันยืดยาว ทำเพียงเดินตรงเข้าไปลูบที่ก้อนผลึกทันที สักพักก็ปรากฏรอยยิ้มแห่งความสุขบนใบหน้า

     

              “ข้าต้องการรู้ราคาของมัน”

     

              ออรุสเห็นท่าทางชิลเช่นนั้น ก็ทำหน้าตาเจ้าเล่ห์พร้อมกล่าว 

     

              “ความจริงผลึกเปลวดับนี้ข้าได้มันมาจากพ่อค้าที่เดินทางข้ามทะเลอสูรคำรามมายังทะเลทรายไร้กำลัง มันเป็นผลึกเปลวดับที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษและมีความเก่าแก่มาก หากข้าตรวจดูไม่ผิดมันน่าจะมีอายุราวห้าพันปี ของโบราณเช่นนี้ความจริงข้ามิได้คิดจะขายมัน แต่ในเมื่อคุณชายต้องการข้าก็จะขายให้”

     

              “ราคา” 

     

              ชิลกล่าวพลางเอามือซ้ายลูบไปยังเชือกสีดำ

     

              “หนึ่งล้านหินสวรรค์เป็นเช่นไร นี่เป็นราคาเดียวกับที่ข้าซื้อมาเลยนะ” 

     

              ออรุสหัวเราะพร้อมทำท่าทางสบายใจ

     

              “ห้าแสน” 

     

              ชิลกล่าวเสียงเรียบ

     

              “เป็นไปไม่ได้อย่างมากข้าให้ได้เพียงเก้าแสน”

     

              “ห้าแสนห้า”

     

              “แปดแสนห้า”

     

              “หกแสน”

     

              “แปดแสน น้อยกว่านี้ไม่ได้แล้ว”

     

              “หกแสน ไม่ได้ก็ลืมมันซะ” 

     

              ชิลกล่าวพร้อมหันหลังเตรียมเดินออกจากร้าน

     

              “เดี๋ยว!! เจ็ดแสน! หากคุณชายสามารถอ่านจารึกบนแผ่นหินที่อยู่ในห้องข้าได้” 

     

              ออรุสกัดฟันยืนตัวสั่นราวกับอยู่ในที่หนาวเย็น ในคราแรกเขาคิดจะขายผลึกเปลวดับแก่ชิลในราคาเก้าแสนซึ่งต่ำกว่าราคาซื้อ หากชิลสามารถช่วยไขความลับจารึกบนแผ่นหินที่เขากำลังศึกษาอยู่ในตอนนี้ได้

     

              แต่กลับไม่เป็นดังคาด ผลึกเปลวดับอายุมากกว่าห้าพันปีโดนกดราคาลงไปที่ห้าแสน ซ้ำยังดูเหมือนหากไม่ได้ราคาตามที่ต้องการก็จะไม่ซื้อ เท่ากับว่าออรุสจะสูญเสียโอกาสในการไขความลับจารึกบนแผ่นหินถ้าไม่ขายผลึกเปลวดับในราคาต่ำ นี่ราวกับเขาต้องขาดทุนมากกว่าสี่แสนหินสวรรค์เพื่อจารึกที่ไม่รู้ว่าจะมีค่าอะไรหรือไม่

     

              “หากข้าสามารถไขความลับจารึกบนแผ่นหินของเจ้าได้ ขายมันให้ข้าในราคาห้าแสนหินสวรรค์” 

     

              ชิลกล่าวเสียงค่อยโดยไม่ได้หันกลับมามองออรุส

     

              “เพ้ย!! คุณชายท่านอย่าล้อข้าเล่น”

     

              “ข้ามิได้ล้อเล่น”

     

              สิ้นเสียงบรรยากาศในร้านเทอรีนก็เงียบสงบราวกับป่าช้า ไม่นานเสียงแก่ชราก็กล่าวขึ้นอย่างสั่นเครือ 

     

              “หะ..หกแสน หากคุณชายสามารถไขความลับจาลึกให้ข้าได้”

     

              “ดี นำข้าไปหามัน” 

     

              ชิลหันกลับมามองออรุสด้วยรอยยิ้ม

     

              เมื่อมองเข้าไปยังนัยน์ตาสีองุ่น ออรุสก็พบว่าบางทีเขาอาจโดนเด็กหนุ่มผู้นี้ปั่นหัวเข้าเสียแล้ว

     

              ‘เป็นไปได้หรือไม่ที่เขาจะรู้ตั้งแต่แรกว่าข้ามีจุดประสงค์ที่จะให้ช่วยไขความลับจารึกบนแผ่นหิน’

     

              ออรุสเพ่งมองชิลอยู่นาน ก่อนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พร้อมก้าวเดินนำไปยังห้องที่อยู่ฝั่งตรงข้ามชั้นวางของ

     

              เมื่อชิลก้าวตามออรุสเข้ามาในห้อง ก็พบว่าให้ห้องนี้มีแผ่นจารึกจำนวนมากแปะอยู่ตามผนัง มีชั้นหนังสือขนาดใหญ่อยู่ด้านหลังโต๊ะยาวที่มีเครื่องมือสำหรับการอ่านจารึกโบราณวางอยู่เต็มไปหมด ซึ่งหนังสือบนชั้นวางทุกเล่มล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับตำนานลึกลับและวัตถุโบราณทั้งสิ้น

     

              “นั่นคือจารึกที่เจ้าจะให้ข้าดูรึ” 

     

              ชิลกล่าวพลางมองไปที่แผ่นหินขนาดใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะ

     

              “ใช่แล้ว ท่านน่าจะรู้จักภาษาของชนเผ่าดินแดนร้างใช่หรือไม่ แผ่นจารึกนี้ได้ถูกขุดพบแถบทะเลทรายไร้กำลังในเขตที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของชนเผ่านักรบดินแดนร้าง แต่อักขระจารึกบนแผ่นหินนี้กลับมิได้จารึกไว้ด้วยภาษาชนเผ่าดินแดนร้าง แม้จะมีความใกล้เคียงกันอยู่หลายส่วน แต่กลับไม่สามารถผสมออกมาเป็นคำหนึ่งคำได้”

     

              ชิลก้าวเดินเข้าไปยืนอยู่ด้านหน้าแผ่นหิน เขาจ้องมองมันอยู่สักพักก่อนกล่าว 

     

              “มันคือภาษาชนเผ่าดินแดนร้าง”

     

              “หืม เป็นไปได้อย่างไร ข้าเองก็มีความเข้าใจในภาษาชนเผ่าดินแดนร้างอยู่บ้าง แต่ก็ไม่สามารถจับใจความจากจารึกนี้ได้” 

     

              ออรุสเดินเข้ามาอยู่ข้างชิลพร้อมขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด

     

              “มันมิใช่ภาษาท้องถิ่นของชนเผ่าดินแดนร้าง หากแต่เป็นภาษาที่พวกเขาใช้เขียนสื่อสารกับเทพเจ้า” 

     

              ชิลหรี่ตา พลางนำมือไปลูบที่อักขระจารึกบนแผ่นหิน

     

              “สื่อสารกับเทพเจ้ารึ!!” 

     

              ออรุสเบิกตากว้าง ก่อนหันตัวกลับเดินไปที่ชั้นหนังสือ มองหาอยู่สักพักก็หยิบหนังสือสีเทาที่มีฝุ่นหนาเตอะออกมาวางลงบนโต๊ะด้านข้างแผ่นหินพร้อมใช้มือพลิกเปิดหน้ากระดาษอย่างรวดเร็ว

     

              “หากข้าจำมิผิด...”

     

              ชิลไม่ได้สนใจสิ่งที่ออรุสกำลังทำ เขายังคงจ้องนิ่งไปที่จารึกบนแผ่นหินอย่างเงียบงัน

     

              “จะ... เจอแล้ว!!!”

     

              เสียงตะโกนของออรุสดังลั่นไปทั่วร้านเทอรีน เขาใช้มืออันสั่นเทาเลื่อนหนังสือที่เปิดหน้ากระดาษค้างไว้เข้าไปใกล้ชิลพร้อมแสดงออกราวกับเด็กเพิ่งหัดเรียนรู้

     

              “คุณชายท่านเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง ฮ่าๆ ในบันทึกชนเผ่าดินแดนร้างได้เขียนถึงเรื่องการสื่อสารกับเทพเจ้าผ่านทางลายลักษณ์อักษรอยู่ นี่คงเป็นแผ่นหินที่ใช้ในพิธีกรรมบวงสรวงใช่หรือไม่”

     

              ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ ในตอนนี้เมื่อมองไปยังใบหน้าอันสง่างามจะเห็นเพียงความจริงจังที่เปี่ยมไปด้วยสมาธิ

     

              “อย่าบอกข้านะว่าท่านสามารถอ่านมันออก”

     

              “มันบอกถึงวิธีการบูชายัญเพื่อเรียกเทพเจ้าออกมากราบไหว้สักการะ ด้วยความเชื่อที่ว่าเมื่อใดองค์เทพปรากฏกายเมื่อนั้นนักรบดินแดนร้างจะชนะศึกสงคราม”

     

              ชิลกล่าวเสียงเบาพร้อมมองจารึกทั้งหมดบนแผ่นหินโดยละเอียด หากเขาคาดการณ์ไม่ผิดจารึกแผ่นนี้น่าจะมีอายุราวสามหมื่นปี ซึ่งถูกสร้างก่อนที่เขาจะหลุดเข้าไปในมิติห้องหนังสือกว่าหนึ่งหมื่นปีด้วยกัน

     

              “จะ... จริงรึ!!” 

     

              ออรุสตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น

     

              “ข้ามิเคยพูดโกหก อย่างน้อยก็ในเวลาเช่นนี้” 

     

              ชิลกล่าวอย่างไม่แยแส

     

    คล้ายกับเรื่องคลังอสูรบรรพกาล ที่คุณอ่าน