มื้อดึกเหรอ?
ผู้อำนวยการหลานเองก็แต่งเรื่องเก่งเกินไปหน่อยไหม? เธอใช้ฉันซื้อมื้อดึกมาให้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? แต่หลานซินต้องตั้งสติท่ามกลางความวิตกกังวลเพื่อหาทางออกให้ตน เซียวเจิ้งจึงฉวยโอกาสอธิบายอย่างสุดความสามารถว่า
“ผู้อำนวยการหลาน ผมวิ่งวุ่นไปหลายตรอกหลายซอยแล้วก็ยังหาร้านขายมื้อดึกไม่ได้ ผมเลยกลับมาแจ้งให้ท่านทราบครับ”
คนหนึ่งเป็นบุคคลหมายเลขสองแห่งซินอ้าว เป็น CFO ที่พนักงานต่างให้ความเคารพนับถือ อีกคนเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เพิ่งเข้ามาทำงานในแผนกรักษาความปลอดภัย ต่อให้หลานซินอยากทานมื้อดึก ทำไมเซียวเจิ้งต้องมาคอยรับใช้ด้วย ถึงทั้งสองคนจะมีโอกาสร่วมงานกันหนึ่งครั้งเพราะตามทวงหนี้ แต่นั่นก็ไม่สมเหตุสมผลเกินไปหน่อยเหรอ
เพียงแต่ในสามคนมีหนึ่งคนที่ยังสามารถขบคิดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่มีทางยอมรับคำแก้ตัวที่หลานซินคิดขึ้นมาด้วยความร้อนรน แต่ทั้งสามคนต้องงุนงงทันทีเมื่อเซียวเจิ้งผลักประตูเข้ามา คนที่นึกข้อแก้ตัวออกก็ไม่ได้คิดให้ดี คนที่ฟังคำอธิบายก็ไม่ได้คิดมาก แต่ละคนต่างยอมรับเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผลนี้ เวลาเดินช้าลงเล็กน้อยเพราะทุกคนมัวแต่ครุ่นคิดหาแผนรับมือต่อไป
“ไม่มีอะไรกินเลยเหรอ?”
ใบหน้าพราวเสน่ห์ขาวใสของหลานซินแสร้งทำหน้าผิดหวัง จากนั้นเธอจึงเอ่ยด้วยความหวั่นใจว่า “ไม่มีก็ไม่เป็นไรค่ะ ถือซะว่าเป็นการไดเอ็ทแล้วกัน”
เซียวเจิ้งโล่งใจ แอบคิดว่าในที่สุดก็รอดพ้นจากหายนะนี้สักที ออกจากรังปีศาจที่น่าตายนี้ไปได้ แต่ไหนเลยจะรู้ว่าเขายังไม่ทันได้หมุนกายเผ่นหนี หลินฮั่วอินที่นิ่งเงียบมาครู่ใหญ่กลับเอ่ยออกมาทันทีว่า
“ในตู้เย็นมีบะหมี่สองสามห่อ เซียวเจิ้ง นายไปเอามาต้มสิ”
นี่เธอป่วยหรือเปล่าเนี่ย?
หลานซินเธอก็บอกไปแล้วว่าถือเป็นการไดเอ็ทละกัน เธอจะเป็นคนดีตอนนี้ไปเพื่ออะไร ชวนคนอื่นเขากินบะหมี่เนี่ยนะ?
แถมยังใช้ให้ฉันเอาไปต้มอีก! ฉันเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ไม่ใช่พ่อครัวส่วนตัวของบ้านเธอนะ! มีหน้าที่ต้มบะหมี่ให้เธอด้วยรึไง?
เซียวเจิ้งชักโมโหแล้ว แต่ไหนเลยเขาจะรู้ว่า ถึงแม้ภายนอกหลินฮั่วอินจะดูเย็นชาไม่เห็นใจคนอื่น ทว่าสำหรับคนสำคัญอย่างหลานซิน ปกติเธอก็ดูแลเป็นพิเศษอยู่แล้ว เพียงแค่วิธีการเอาใจใส่ผู้คนของเธออาจแตกต่างจากคนอื่นเท่านั้น และมีเพียงไม่กี่คนที่เข้าใจความเอาใจใส่ที่ไม่ค่อยเปิดเผยนี้ของเธอ
แน่นอนว่าที่หลินฮั่วอินสั่งให้เซียวเจิ้งต้มบะหมี่ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญกว่า นั่นคือเธอที่ไม่ได้ทานมื้อเย็นก็หิวเหมือนกัน และเมื่อมองตามสถานการณ์ในตอนนี้ ทั้งสองคนคงไม่มีทางจบการประชุมนี้ได้ในเวลาอันสั้น ถ้าไม่หาอะไรรองท้องสักหน่อย คืนนี้ต้องทนไม่ไหวแน่ ๆ ดังนั้นเธอจึงมีข้อเสนอที่ทำให้เซียวเจิ้งและหลานซินต่างจิตใจร้อนรุ่มเช่นนี้
ในฐานะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลหรืออารมณ์ เขาไม่สามารถขัดคำสั่งของบอสใหญ่สุดในบริษัทได้ ทว่าเซียวเจิ้งที่ร้อนใจมาพักใหญ่ได้พบดินแดนใหม่โดยบังเอิญ!
ดินแดนใหม่ที่ทำให้เขาสามารถทำตัวตามอำเภอใจได้เต็มที่!
หลานซินกลัวว่าหลินฮั่วอินจะมองความสัมพันธ์ระหว่างตนและเซียวเจิ้งออก หลินฮั่วอินเองก็กังวลว่าหลานซินจะรู้ความลับของตนเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ต้นจนจบทั้งสองคนจึงแสดงออกอย่างเต็มที่เพื่อปิดบังความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับเซียวเจิ้งด้วยความกระสับกระส่าย ทั้งยังใช้น้ำเสียงแบบเจ้านายและลูกน้องพูดกับเซียวเจิ้ง
แล้วเซียวเจิ้งล่ะ?
เขาคือผู้มีปัญญาคนเดียวที่รู้เบื้องลึกของเรื่องทั้งหมด!
เขาเข้าใจความรู้สึกอันสลับซับซ้อนของหลินฮั่วอิน ทั้งยังเข้าใจความกังวลของหลานซิน มีเพียงเขาคนเดียวที่รอดพ้นจากเหตุการณ์นี้ไปได้อย่างลอยนวล
ขอแค่เขารักษาสภาวะแบบนี้ไว้ได้ ควบคุมความสัมพันธ์อันเปราะบางของผู้หญิงทั้งสองคนไว้ให้ดี ผู้หญิงทั้งสองคนจะไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายรู้ความลับของตนแน่นอน จะต้องพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อร่วมมือกับเซียวเจิ้งที่สบายอารมณ์ขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อเห็นว่าบอสใหญ่สองคนแห่งบริษัทแสดงท่าทีตื่นตระหนกต่อหน้าตน แม้แต่หลินฮั่วอินที่ปกติไม่เต็มใจแสดงสีหน้าดี ๆ ให้เซียวเจิ้งนัก ตอนนี้ก็ยังไม่กล้าระรานตนง่าย ๆ เขาจะไม่อารมณ์ดีเบิกบานใจได้ยังไง
“ครับ ประธานหลินกับผู้อำนวยการหลานทำงานก่อนเลยครับ ผมจะไปเตรียมมื้อดึกมาให้”
ใบหน้าที่ตึงเครียดของเซียวเจิ้งค่อย ๆ ผ่อนคลายลงทีละนิด เขาเดินไปที่ตู้เย็นอย่างไม่รีบร้อน แล้วดึงประตูตู้เย็น
“ผลไม้ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีไวน์ชาโตว์ขวดหนึ่งด้วย”
เซียวเจิ้งนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย แล้วพูดพึมพำออกมาว่า “แค่เป็นเศรษฐีนีก็แตกต่างแล้ว แม้แต่ของกินในตู้เย็นห้องทำงานก็ทำให้คนอิจฉาจนตาร้อนผ่าว”
เซียวเจิ้งหยิบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เขาไม่เคยได้ยินแม้แต่ชื่อออกมา แล้วเปิดเครื่องทำความร้อนของตู้กดน้ำ ก่อนจะเปิดจุกไวน์ชาโตว์ของปี 1982 พร้อมกับหาแก้วมารินไวน์ใส่
น้ำเดือดแล้ว บะหมี่ก็ต้มแล้ว เซียวเจิ้งถือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาวางไว้ตรงหน้าหญิงสาวทั้งสองคน แล้วกล่าวอย่างผ่อนคลายระคนสบายใจ
“ประธานหลิน ผู้อำนวยการหลาน บะหมี่ได้แล้วครับ ทานก่อนแล้วค่อยคุยเรื่องงานดีไหมครับ?”
หลานซินรับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากมือของเซียวเจิ้ง ทว่าสายตากลับหลบไปทางอื่น ด้วยกลัวว่าหลินฮั่วอินที่มีสายตาเฉียบคมจะมองเห็นความผิดปกติ ส่วนหลินฮั่วอินเองก็หน้าขรึมเล็กน้อย สายตาจ้องมองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในมือของเซียวเจิ้งแล้วกล่าวออกมาว่า
“ทำไมต้มมาสามถ้วยล่ะ?”
พอหลินฮั่วอินเอ่ยออกมา หลานซินที่กำลังเคร่งเครียดอยู่ก็สังเกตเห็นว่าในมือของเซียวเจิ้งยังมีบะหมี่หนึ่งถ้วย หลินฮั่วอินหนึ่งถ้วย และหลานซินหนึ่งถ้วย ที่เขาอีกหนึ่งถ้วย แล้วถ้วยนี้จะเอาให้ใครกัน?
“ประธานหลิน ผมเดินขึ้นลงตึก ตรวจตราแล้วตรวจตราอีก ท้องผมเองก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน ผมเลยตัดสินใจต้มให้ตัวเองห่อหนึ่งโดยพลการครับ...”
เซียวเจิ้งพยายามทำให้ตนไม่ดูโอหังมากนัก เขากล่าวออกมาด้วยความจริงใจถึงที่สุด “ท่านสบายใจได้ ผมจ่ายเองครับ”
“ไม่ต้องหรอก”
หลินฮั่วอินแสร้งทำเมินเฉย ทว่าในแววตากลับมีความบึ้งตึงทอประกายวาบออกมา
อีตาบ้าเอ๊ย! นี่นายกำลังตีหน้าซื่อหาเรื่องฉันอยู่ใช่ไหมเนี่ย?
ไม่เห็นหรือไงว่าฉันกำลังคุยงานอยู่? แถมยังคุยเรื่องโปรเจกต์การตีตลาดกับผู้อำนวยการแผนกการเงิน นายไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วอยู่ที่นี่ไปทำไม?
หากเปลี่ยนเป็นผู้ชายคนอื่นคิดเองเออเองอยู่กินบะหมี่ที่นี่ต่อ หลินฮั่วอินคงไล่ตะเพิดไปแล้ว หนึ่งคือเป็นผู้ชายแบบที่หลินฮั่วอินเกลียด สองคือเนื้อหาที่ผู้หญิงทั้งสองคนพูดคุยกันในครั้งนี้เป็นความลับสุดยอดทางธุรกิจของบริษัทซินอ้าว อย่าว่าแต่คนธรรมดาเลย ถ้ายังไม่แน่ใจ แม้แต่ผู้บริหารระดับสูงของซินอ้าวยังไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้ เซียวเจิ้งที่เพิ่งทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในแผนกรักษาความปลอดภัยได้ไม่นาน จะมานั่งอยู่ตรงนี้ด้วยกันได้ยังไง
หลินฮั่วอินไม่คิดว่าเซียวเจิ้งต้องการขโมยความลับทางธุรกิจอย่างแน่นอน แต่เซียวเจิ้งอยู่กินบะหมี่ที่นี่ต่อ หลินฮั่วอินก็มีเหตุผลมากพอแล้วที่จะเชื่อว่าอีตาบ้าคนนี้จงใจทำให้ตนลำบาก ไม่สามารถทุ่มเทกับงานได้เต็มร้อย
สมควรตาย! คอยดูนะว่ากลับบ้านไปแล้วฉันจะจัดการนายยังไง!
ขณะที่หลินฮั่วอินกำลังครุ่นคิดด้วยความโมโห ในใจของหลานซินกลับรู้สึกอีกอย่าง จิตใจทั้งหวานชื่นและเปี่ยมล้นด้วยความสุข
ที่เซียวเจิ้งตัดสินใจอยู่ต่อเป็นเพราะอยากอยู่เป็นเพื่อนตน และรอจนกว่าตนจะเลิกงานใช่ไหม ไม่งั้นเขาจะกล้าอยู่ต่อเพื่อกินบะหมี่ในห้องทำงานของท่านประธานได้ยังไง อีกอย่างเขาเองก็เพิ่งขยิบตาด้วยความซุกซนให้เธอเห็น ๆ ถึงหลานซินจะอยากขยิบตาตอบมาก แต่เธอกลัวเหลือเกินว่าตาเหยี่ยวของหลินฮั่วอินจะเห็นเอา ดังนั้นเธอจึงทำได้เพียงก้มใบหน้าสวยหวานที่ร้อนผ่าวของตน แล้วตั้งหน้าตั้งตาทานบะหมี่ที่เซียวเจิ้งต้มเองกับมือ
เมื่อเห็นสองสาวแสดงสีหน้าสลับซับซ้อน ราวกับจมดิ่งในความรู้สึกของตนอย่างเห็นได้ชัด เซียวเจิ้งก็เกิดความภูมิใจในตัวเองอย่างถึงที่สุด ฉันอยากถ่ายรูปที่ทั้งสวยงามปนน่าขันนี้ไว้จริงๆ เซียวเจิ้งกล่าวออกมาอย่างภาคภูมิด้วยน้ำเสียงสบายใจว่า
“ผมเพิ่งเห็นว่าในตู้เย็นมีไวน์แดงอยู่หนึ่งขวด ก็เลยหยิบมาให้เจ้านายครับ”
พอกล่าวจบก็ไม่ได้สนใจคำโต้แย้งของหลินฮั่วอิน แต่กลับถือไวน์ชาโตว์เลิศรสเข้ามา คลี่ยิ้มบางเบาแล้วเอ่ยออกมาว่า “ผลวิจัยบอกว่าการดื่มแอลกอฮอล์เล็กน้อยขณะทำงาน สามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ได้ระดับหนึ่งเลย และยังผุดไอเดียที่ไม่เคยคิดได้มาก่อนในช่วงเวลาปกติครับ”
ขณะที่เขากล่าวพร้อมกับวางมาดขรึม หลานซินก็ระงับจิตใจอันหวานชื่นของตนแล้วเอ่ยขึ้นมาว่า “บริษัทมีกฎห้ามดื่มแอลกอฮอล์ในเวลางานค่ะ”
“กฎเป็นของตาย คนคือสิ่งที่ยืดหยุ่นได้ อีกอย่างกฎก็คือสิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้นมา ประธานหลินเป็นหัวหน้าของพวกเราบริษัทซินอ้าว ท่านอยากให้เป็นแบบไหน จะยังมีคนกล้าขัดคอท่านเหรอ?” เซียวเจิ้งเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “อีกอย่างตอนนี้ก็เป็นเวลาเลิกงานแล้ว ดื่มไวน์เพื่อผ่อนคลายสักแก้ว ก็อาจจะกระตุ้นไอเดียใหม่ ๆ ได้นี่ครับ?”
หลินฮั่วอินหงุดหงิดถึงขีดสุด แต่เธอกลับไม่มีวิธีจัดการเซียวเจิ้งจอมกะล่อนนี้ได้
วางอำนาจแล้วตะคอกเสียงดังใส่เซียวเจิ้งเหมือนอย่างเคยเหรอ?
ว่ากันตามตรงหลินฮั่วอินไม่กล้า เธอกลัวว่าเซียวเจิ้งผู้เป็นตัวปัญหาจะเลือดขึ้นหน้าแฉความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง หลังจากชั่งน้ำหนักหนึ่งตลบ เธอจึงเลือกทำตามข้อเสนอของเซียวเจิ้ง กล่าวออกมาอย่างไม่จริงใจว่า “ดื่มไวน์สักแก้วก็ไม่เป็นไร ยังไงไวน์ขวดนี้ก็วางอยู่ในห้องของฉันมาสักพักแล้ว ไม่ดื่มก็เสียทิ้งซะเปล่า”
เซียวเจิ้งฉีกยิ้มแล้วกล่าวออกมาว่า “ผมรู้อยู่แล้วว่าประธานหลินมีเหตุผลที่สุด มาครับ ขอให้การตีตลาดของบริษัทพวกเราเป็นไปด้วยความราบรื่น ชนแก้ว!”
ระหว่างที่หลานซินชนแก้วอย่างนุ่มนวล หลินฮั่วอินก็จ้องมองเซียวเจิ้งปราดหนึ่ง แต่ก็ทำได้แค่ฝืนใจชนแก้ว แล้วจิบไวน์แดงที่แสนสดชื่นเข้าไปหนึ่งอึก
แต่ต้องบอกว่าหลังจากดื่มไวน์แดงเย็น ๆ เข้าไป สมองที่เคยตื้อคิดอะไรไม่ออกก็เกิดการตื่นตัวขึ้นมาเล็กน้อย แม้แต่ความคิดยังเปิดกว้าง เธอไม่เสียเวลาอันมีค่า ทานมื้อดึกไปพลาง ปรึกษาหารือปัญหาที่ยังไม่ได้แก้กับหลานซินไปพลาง ส่วนเซียวเจิ้งก็ถือไวน์แดงและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเดินออกมาที่แผนกต้อนรับคนเดียวเพื่อทานบะหมี่และจิบไวน์แดง ช่างสบายอารมณ์เหลือเกิน
แต่เซียวเจิ้งไม่รู้ว่า สองสาวที่กำลังประชุมปัญหาได้อาศัยช่องว่างแอบมองเซียวเจิ้งที่อยู่ไม่ไกลเป็นครั้งคราว สายตาเต็มไปด้วยความสุขระคนคลุมเครือ ตื่นเต้นยิ่งกว่าการลักลอบรักกันเสียอีก
หากบรรยายความรู้สึกอันหลากหลายของผู้หญิงสองคนตามความคิดของพี่เจิ้ง นั่นก็คือทั้งสามคนกำลังเสพสุขด้วยกันทางจิตวิญญาณ ไม่สามารถระบายความตื่นตระหนกนี้ออกมาได้