สุดยอดนักผจญภัย

แผนการณ์รับมือ

เมื่อไลท์และเบเรียลเดินเข้าไปในคฤหาสน์หลัก

หลังจากที่ทั้งสองลงมาจากรถม้าแล้วก็พบว่าที่ทางเข้ามีคนกำลังเดินเข้าไปในคฤหาสน์หลักอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นคือตัวตนระดับสูงของ ซึ่งทุกๆคนมีความแข็งแกร่งในระดับSSทั้งหมด แม้กระทั้งบางคนก็ยังมีความแข็งแกร่งในระดับSSS

เมื่อเข้ามาแล้วไลท์และเบเรียลก็ถูกข้ารับใช้ของตระกูลฟรอสนำทางไปยังห้องประชุม

ห้องประชุมมีขนาดใหญ่สามารถจุคนได้มากกว่าหนึ่งพันคน ภายในห้องมีโต๊ะและเก้าอี้มากกว่าหนึ่งพันตัวถูกวางเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ

นอกจากนี้ภายในห้องก็ยังมีคนนั่งอยู่ตามโต๊ะที่กำหนดให้ ซึ่งดูแล้วมากกว่าเกือบสองในสามของพื้นที่ว่างทั้งหมด

ส่วนทางด้านโต๊ะของไลท์และเบเรียลอยู่ด้านหน้าสุดแต่หันหน้าเข้าหาผู้ร่วมประชุมทั้งหมด บนโต๊ะก็มีผลไม้และน้ำวางเอาไว้เพื่อให้ทั้งสองคนดื่ม 

หลังจากนั้นเวลาก็ผ่านไปราวๆสิบห้านาที

ตัวแทนของกองกำลังต่างๆก็เข้ามาในห้องประชุมครบแล้ว 

เฟอร์กัสยืนขึ้นและเดินมาที่ตรงกลางของห้องประชุม

ทุกสายตามองไปที่เฟอร์กัส

เฟอร์กัสยิ้มและพูดขึ้นว่า “  ฉันเฟอร์กัสผู้นำตระกูลฟรอส อย่างที่รู้กันว่างานประชุมนุมในวันนี้จะพูดถึงการย้ายไปอาศัยที่โลกภายนอก ” 

ทุกๆคนในห้องประชุมก็ไม่ได้รู้สึกตกใจอะไร เพราะพวกเขารู้อยู่แล้วว่าอีกไม่นานหอคอยแห่งนิรันดร์ก็จะพังทลาย ทุกสิ่งที่อยู่ในหอคอยแห่งนิรันดร์ก็จะไปปรากฏอยู่ที่โลกภายนอกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์อื่นๆที่ไม่ใช่เผ่ามนุษย์และปีศาจ รวมไปถึงดันเจี้ยนเองก็จะปรากฏขึ้นมาอีกด้วย 

เมื่อเฟอร์กัสพูดจบก็มีข้ารับใช้จำนวนมากถือเอกสารเดินแจกจ่ายให้กับผู้ร่วมการประชุมทั้งหมด 

ทุกๆคนในที่ประชุมก็เปิดเอกสารดูด้วยความสนใจ

ไลท์และเบเรียลเองก็เปิดเอกสารดูด้วยเหมือนกัน

“ ตอนนี้ทุกท่านก็ดูเอกสารไปก่อน เดี๋ยวอีกประมาณครึ่งชั่วโมงพวกเราค่อยกลับมาพูดคุยกันอีกครั้ง ” เฟอร์กัสพูดขึ้นก่อนที่จะกลับไปนั่งที่ของตัวเอง 

ไลท์อ่านเอกสารด้วยความสนใจ 

ในเอกสารมีทั้งแผนที่ทวีปมนุษย์และทวีปอื่นๆที่อยู่ในโลกภายนอก ซึ่งทวีปมนุษย์มีขนาดใหญ่พอๆกับทวีปปีศาจ แต่ก็ยังมีพื้นที่อีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่มีใครจับจอง อาทิเช่นป่าขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปมนุษย์ เพียงแต่ป่าแห่งนี้มีการอธิบายเอาไว้ด้วยว่า ไม่แน่ว่าเผ่าเอลฟ์จะใช้ป่าแห่งนี้ในการสร้างทวีปของตัวเอง 

นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ที่ถูกอธิบายว่าจะเป็นทวีปของเผ่าพันธุ์อื่นๆเช่น เทือกเขาขนาดใหญ่ที่อยู่ทางทิศใต้ของทวีปมนุษย์ถูกเขียนเอาไว้ว่าจะกลายเป็นพื้นที่ของเผ่าคนแคระ ส่วนทุ่งหญ้าโล่งขนาดใหญ่ที่อยู่ทางทิศตะวันตกก็ถูกเขียนเอาไว้ว่าเป็นพื้นที่ของเผ่ามนุษย์สัตว์

ส่วนเผ่าอื่นๆเองก็ยังไม่ได้มีเขียนเอาไว้ เพราะพวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าเผ่าเหล่านั้นจะไปสร้างดินแดนของตัวเองที่ไหนเหมือนกัน อีกอย่างพวกเขาก็ไม่ได้เป็นมิตรกับเผ่าอื่นๆนอกจากเผ่าเอลฟ์ คนแคระและมนุษย์สัตว์ 

ส่วนห้าตระกูลผู้พิทักษ์เองก็มีการเขียนตำแหน่งเอาไว้แล้วว่าพวกเขาจะสร้างอาณาเขตของตัวเองตรงไหน 

ตระกูลเครอสอยู่ทางทิศเหนือของทวีปมนุษย์และยังเป็นตระกูลแรกที่จะต้องเผชิญหน้ากับเผ่าปีศาจถ้าหากเผ่าปีศาจคิดที่จะบุกโจมตีเผ่ามนุษย์ ทำให้ตระกูลเครอสรับหน้าที่ในการเฝ้าระวังเผ่าปีศาจอีกด้วย

ตระกูลอูเบกอสอยู่ทางทิศตะวันออกมีหน้าที่เฝ้าระวังเผ่าเอลฟ์

ตระกูลซันไทม์อยู่ทางทิศใต้มีหน้าที่เฝ้าระวังเผ่าคนแคระ 

ตระกูลวัลแคนอยู่ทางทิศตะวันตกมีหน้าที่เฝ้าระวังเผ่ามนุษย์สัตว์

และสุดท้ายคือตระกูลฟรอสรับหน้าที่เฝ้าทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เนื่องจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดกับพื้นที่ทะเลเกือบทั้งหมดทำให้ตระกูลฟรอสรับหน้าที่ในการตรวจสอบเผ่ามนุษย์มัจฉาที่อยู่ในทะเลอันกว้างใหญ่ 

ทวีปวอเตอร์ไดซ์อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปมนุษย์ ทำให้พวกไลท์อยู่ใกล้กับตระกูลฟรอสมากที่สุด 

ส่วนตรงกลางของทวีปมนุษย์ก็มีสภาจอมเวทย์คอยดูแลอยู่

ในแผนที่ยังมีตำแหน่งต่างๆที่ยังว่างอยู่ ซึ่งตำแหน่งเหล่านั้นจะเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การสร้างเมืองของตัวเอง 

อย่างที่รู้กันว่ากองกำลังที่มาชุมนุมที่แห่งนี้ต่างก็เป็นกองกำลังระดับสูงและมีเมืองเป็นของตัวเอง เพราะฉะนั้นพวกเขาจะต้องหาพื้นที่โล่งๆเพื่อที่จะสร้างเมืองของตัวเอง 

นอกจากนี้ในเอกสารก็ยังได้เขียนเอาไว้ว่ามนุษย์ที่อาศัยอยู่ในหอคอยแห่งนิรันดร์มีจำนวนมากกว่าหนึ่งล้านล้านคน และมีเมืองที่อยู่ในหอคอยแห่งนิรันดร์ไม่ต่ำกว่าห้าล้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นเมืองเล็กหรือเมืองใหญ่ก็ตาม นี้ยังไม่รวมหมู่บ้านน้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ตามพื้นที่ต่างๆอีกด้วย 

หลังจากที่ครบครึ่งชั่วโมงแล้ว เฟอร์กัสก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับพูดขึ้นว่า “ เอาล่ะถึงเวลาที่พวกเราจะต้องพูดคุยเรื่องการย้ายไปอยู่ที่โลกภายนอกแล้ว นอกจากนี้ยังต้องพูดคุยถึงเรื่องการที่จะย้ายมนุษย์ทั้งหมดที่อยู่ภายในหอคอยแห่งนิรันดร์ไปยังโลกภายนอกด้วย ” 

เนื่องจากกาชุมนุมของห้าตระกูลผู้พิทักษ์จะจัดขึ้นทุกๆสิบห้าปี ซึ่งถ้าหากเอาตามที่ไลท์คาดการณ์เอาไว้ ว่ามันจะเหลือเวลาอีกสิบห้าปีเท่านั้น หรือก็คือในช่วงเวลาสิบห้าปีข้างหน้าหอคอยแห่งนิรันดร์ก็จะพังทหลายแล้ว ทำให้พวกเขาไม่สามารถที่จะมีเวลาว่างมาชุมนุมกันในเวลานั้น 

ห้าตระกูลผู้พิทักษ์คือกองกำลังที่มีไว้เพื่อปกป้องเผ่ามนุษย์ เพราะฉะนั้นพวกเขาเองก็ต้องช่วยเหลือมนุษย์ให้อยู่รอดต่อไป นอกจากนี้พวกเขาก็ต้องนำกองกำลังระดับสูงรวมไปถึงสภาจอมเวทย์ในการวางแผนเพื่อนำมนุษย์ที่อยู่ในหอคอยแห่งนิรันดร์ออกมายังโลกภายนอก

สีหน้าของทุกๆคนในห้องประชุมเต็มไปด้วยความจริงจัง เพราะนี้คืองานที่หนักหนาสำหรับพวกเขาแน่ๆ เผ่ามนุษย์ในหอคอยแห่งนิรันดร์มีมากถึงหนึ่งล้านล้านคน นับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก 

หลังจากนั้นการประชุมก็เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและจริงจัง เนื่องจากทุกๆคนจะต้องช่วยกันหาทางออกให้กับเผ่ามนุษย์ที่กำลังจะต้องย้ายถิ่นฐานกันเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังเหลือเวลาเพียงแค่สิบห้าปีเท่านั้น ซึ่งนับว่าเป็นเวลาที่น้อยมากๆ

ในการประชุม ทางสภาจอมเวทย์วางแผนไว้ว่าเมื่อเสร็จงานชุมนุมในครั้งนี้แล้ว พวกเขาก็จะประกาศต่อสาธารณะว่าหอคอยแห่งนิรันดร์กำลังพังทลาย

แน่นอนว่ามันยังเหลือเวลาถึงสิบห้าปี ยังสามารถจัดการเรื่องราวต่างๆได้ และก็ใช้เวลาในช่วงนี้ในการอพยพคนออกจากโลกในหอคอยแห่งนิรันดร์ 

นอกจากนี้มันก็ยังมีข้อดีของการที่อพยพได้อย่างรวดเร็ว ก็ทำให้ทุกๆคนสามารถทำความคุ้นเคยกับที่อยู่ใหม่ของตัวเอง

ซึ่งตัวตนระดับสูงก็เห็นด้วยกับความคิดนี้ของสภาจอมเวทย์ พวกเขาต้องการให้สภาจอมเวทย์ประกาศออกไปเลยว่าตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียงแค่สิบห้าปีเท่านั้นสำหรับการมีอยู่ของหอคอยแห่งนิรันดร์ 

แน่นอนก็ยังมีคนไม่เห็นด้วยที่ว่า พวกเขาต้องการที่จะสร้างเมืองที่อยู่ด้านนอกหอคอยแห่งนิรันดร์ก่อน เพราะถ้าหากพวกเขาสร้างเมืองเสร็จแล้ว พวกเขาก็จะสามาาถย้ายคนในเมืองของตัวเองออกมาที่โลกภายนอกได้ และพวกเขาก็จะทิ้งกองกำลังส่วนหนึ่งของตัวเองเอาไว้ที่เมืองด้วย เพื่อที่พวกเขาจะยังได้รวบรวมทรัพยากรภายในหอคอยแห่งนิรันดร์

การประชุมใช้เวลานานถึงสามวันก่อนที่ทุกคนจะได้ข้อสรุปรวมกัน

ไลท์และเบเรียลไปที่เรือบินพร้อมกับเรียกสมาชิกเดธปาร์ตี้ทั้งหมดให้มารวมตัวกันที่ห้องประชุม 

หลังจากที่ทุกๆคนมาครบแล้วไลท์ก็อธิบายเรื่องที่ประชุมกันให้กับพวกเขาฟัง

“ แผนการณ์ทั้งหมดมีอยู่ห้าขั้นตอนด้วยกัน ” ไลท์พูดขึ้นพร้อมกับหยิบเอกสารให้กับพวกไลก้าอ่านไปด้วย 

“ โดยแผนการณ์ที่หนึ่งคือการประกาศว่าหอคอยแห่งนิรันดร์กำลังพังทลาย ซึ่งจะมีเวลาเหลือประมาณสิบห้าปี เมื่อสภาจอมเวทย์ประกาศเรื่องนี้แล้วก็จะทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นที่โลกภายในและโลกภายนอก  ” ไลท์พูดขึ้น

คนอื่นๆก็เห็นด้วย เพราะถ้าหากประกาศเรื่องนี้ออกไป ผลกระทบที่ตามมาจะรุนแรงมากๆ ไม่ว่าจะเป็นทุกๆคนจะต้องวุ่นวายกับเรื่องที่ประกาศออกมาแน่นอน 

“ แล้วพวกหัวหน้าจะทำอย่างไงต่อหรอ? ” เวโรนิก้าสงสัย 

“ หลังจากที่ประกาศเสร็จแล้วก็จะมีการลงชื่อว่าใครต้องการที่จะย้ายไปเมืองใหม่พร้อมกันและถ้าหากไม่ต้องการย้ายไปเมืองใหม่พร้อมกับก็สามารถย้ายไปที่อื่นได้เลยนอกจากนี้บ้านเรือนก็สามารถขายให้กับเมืองได้เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในอนาคต ” ไลท์พูดขึ้น

“ ลูกพี่แล้วแบบนี้พวกเจ้าเมืองจะไม่ขาดทุนหรอ? ” ไลก้าสงสัย เพราะถ้าหากพวกเขารับซื้อบ้านกลับมาก็อาจจะทำให้เมืองของพวกเขาติดลบในสถานะทางการเงินได้ 

“ เรื่องนั้นก็มีหลายคนได้ตั้งคำถามไปแล้วเหมือนกัน แต่ทางสภาจอมเวทย์บอกว่าบ้านแต่ละหลังให้รับซื้อในราคาครึ่งเดียวเท่านั้น แน่นอนว่าพวกเขาก็สามารถขายให้กับคนอื่นในราคาที่พวกเขาต้องการได้ ด้วยเหตุนี้ทำให้ไม่จำเป็นที่จะต้องขายให้กับเจ้าเมืองและอีกอย่างนี้ก็เป็นการตัดสินใจของผู้ขายไม่ใช่การกดดันแต่อย่างใด 

นอกจากนี้คนที่จะย้ายไปเมืองใหม่ด้วยกัน พวกเขาก็จะสามารถได้รับบ้านหลังใหม่ที่สวยกว่าบ้านเดิมอีกด้วย ทำให้พวกเราคิดว่าส่วนมากจะไม่ขายและจะย้ายไปพร้อมกับเมือง อีกอย่างถ้าหากจะย้ายกันตอนนี้ก็คงต้องหาเมืองที่อยู่โลกภายนอกเลยซึ่งอย่างที่รู้กันว่าโลกภายนอกมันไม่ค่อยมีทรัพยากรในการฝึกฝนทำให้ไม่ค่อยมีใครที่คิดที่จะย้ายกันไปตอนนี้หรอก ” ไลท์พูดขึ้น

เมื่อได้ยินที่ไลท์บอก คนอื่นๆก็เข้าใจได้ ถ้าหากเป็นพวกเขา พวกเขาก็จะย้ายไปพร้อมกับเมือง อีกอย่างงานที่พวกเขาทำก็อยู่ในเมืองเหล่านั้น ถ้าหากพวกเขาย้ายเมืองก็ต้องหางานทำใหม่ เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ใครหลายๆคนเลือกที่จะอยู่เมืองต่อ 

“ หลังจากนั้นทางสถาจอมเวทย์ก็จะสั่งให้เมืองต่างๆไปหาพื้นที่ในการสร้างเมืองหรือไม่ก็ไปคุยกับอาณาจักรต่างๆเพื่อสร้างเมืองขึ้นในพื้นที่รอบๆอาณาจักรอย่างที่พวกเราทำคือการสร้างเมืองในพื้นที่ของสามอาณาจักร ซึ่งพวกเราก็ได้รับการยอมรับและอนุญาตให้ทำการสร้างเมืองได้ ” ไลท์พูดขึ้น

“ แต่ถ้าหากตกลงกันไม่ลงมันก็ไม่กลายเป็นเรื่องขึ้นมาหรอลูกพี่? ” ไลก้าถาม เพราะถ้าหากตัวตนระดับสูงต้องการที่จะสร้างเมืองในพื้นที่ตรงนี้ แต่ทางอาณาจักรไม่ยอมรับและไม่ต้องการให้สร้างเมืองตรงนี้แล้วมันจะไม่มีปัญหากันหรอ? 

“ เรื่องนั้นสภาจอมเวทย์จะเข้าไปจัดการกับปัญหาให้ ซึ่งทางสภาจอมเวทย์จะเข้าข้างอาณาจักรมากกว่าเพราะอาณาจักรเหล่านั้นอยู่มาก่อนที่พวกเขาจะไปสร้างเมือง ” ไลท์ตอบ 

หลังจากนั้นไลท์ก็บอกแผนที่การณ์ต่อๆไปให้กับพวกไลก้าฟัง

แผนการณ์ที่สองคือการร่วมมือของเมืองต่างๆและอาณาจักรต่างๆเพื่อที่จะค่อยๆอพยพผู้คนออกจากหอคอยแห่งนิรันดร์ ซึ่งขั้นตอนนี้จะต้องใช้เวลานานหลายสิบปีกว่าจะเสร็จ เพราะอย่างที่รู้กันว่าจะย้ายพร้อมกันเลยก็ไม่สามารถทำได้ อีกอย่างกว่าจะสร้างเมืองที่โลกภายนอกเสร็จก็ต้องใช้เวลานานหลายเดือนจนถึงขั้นหลายปีก็ได้ 

การที่เมืองรุ่งอรุณสร้างขึ้นได้อย่างรวดเร็วก็เพราะอาณาจักรทั้งสามส่งช่างฝีมือและแรงงานจำนวนมากมาช่วยกันสร้าง ขนาดพวกเขาช่วยกันแล้วก็ยังต้องใช้เวลานานกว่าครึ่งปีกว่าจะสร้างเสร็จ แสดงให้เห็นว่าการสร้างเมืองไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ก็อย่าลืมว่าเมืองรุ่งอรุณขยายเมืองอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่ถ้าหากไลท์สร้างเป็นเมืองขนาดเล็กก็น่าจะเสร็จไปตั้งนานแล้ว

ส่วนช่วงหลังจากที่ย้ายคนออกจากหอคอยแห่งนิรันดร์หมดแล้วจะทำอะไรต่อก็เดี๋ยวค่อยมาดูกัน 

“ ไลท์เดี๋ยวจบงานชุมนุมนี้ฉันจะไปที่เมืองทะเลสาบสักหน่อยนะ ” เบเรียลพูดขึ้น

ไลท์ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนที่จะพยักหน้ารับเบาๆ 

“ เอาตามที่เธอต้องการเลย อีกอย่างเมืองทะเลสาบก็อยู่ทางเดียวกับทางไปเมืองแสงจันทร์อยู่แล้ว ” ไลท์พูดขึ้น

“ ไลท์ เดี๋ยวจบงานนี้แล้วฉันจะกลับไปที่เมืองมังกรนะ เอาไว้หลังจากที่หอคอยแห่งนิรันดร์หายไปแล้วฉันจะกลับไปหานายอีกครั้ง ” เฮลเฟลชพูดขึ้น

“ หัวหน้าฉันเองก็อยากที่จะกลับไปที่ทวีปเอลฟ์เหมือนกันแล้วก็เหมือนกับพี่เฮลเฟลช ฉันจะกลับมาก็หลังจากที่จัดการกับเผ่าพันธุ์ของตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ” เมลิซ่าพูดขึ้น 

ทั้งเฮลเฟลและเมลิซ่าจะกลับไปช่วยเผ่าพันธุ์ของเธอในการย้ายไปยังโลกภายนอก

แน่นอนว่าไลท์ไม่ได้ปฏิเสธ เขาตกลงให้ทั้งสองกลับไปยังเผ่าของตัวเอง

 

คล้ายกับเรื่องสุดยอดนักผจญภัย ที่คุณอ่าน