ผมติดอยู่ในนครพิศวง

    บทที่ 46 ขายเกี๊ยว

    บทที่ 46 ขายเกี๊ยว


            ยายหวังมีสีหน้าเหม่อลอยเล็กน้อย เอื้อมมือไปลูบหัวของหลี่หมิ่น ก่อนจะยิ้มออกมาแล้วพูดว่า


            “เจ้าหนูอย่ามาพูดเล่นแบบนี้เลย บ้านของเสี่ยวหมิ่น เธอเป็นสายตระกูลเต๋าของแท้ ตอนเด็ก ๆ ฉันเคยอาศัยอยู่ที่บ้านของเธอช่วงหนึ่ง ได้รับความเมตตาจากท่านปู่ของเธอ จึงได้เรียนวิชาเต๋ากับพวกเขามาบ้าง  เฮ้อ ไม่พูดถึงเรื่องเก่า ๆ พวกนี้แล้ว พอนึกถึงทีไรอารมณ์ก็แย่ทุกที พวกเธอเตรียมตัวได้เลย ขึ้นไปข้างบนมุ่งหน้าสุดซอยในบ้านประตูทาสีมีอุปกรณ์อยู่ รีบไปกันเถอะก่อนฟ้าสว่าง”


            เมืองผีเป็นสถานที่ที่ทั้งสี่ทิศมองไม่เห็นทั้งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ไม่มีทั้งฝนและหิมะ แต่ที่นี่กลับมีการแบ่งช่วงเวลาระหว่างกลางวันและกลางคืน หนึ่งวันก็เหมือนกับโลกภายนอกทั่วไป คือ 24 ชั่วโมงเท่ากับ 12 ชั่วยาม แต่ที่นี่แบ่งชัดเจนกลางวันและกลางคืนอย่างละ 12 ชั่วโมง ช่วงกลางวัน 12 ชั่วโมง ความสว่างจะเท่า ๆ กัน ช่วงกลางคืนก็เช่นกัน 


            แค่แยกแยะด้วยความเข้มของหมอก ในตอนกลางคืนหมอกจะหนาจัด ส่วนกลางวันจะจางจนแทบมองไม่เห็น นอกจากนี้วิญญาณที่สิงสถิตอยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่เคยเป็นชาวเมืองมาก่อนพวกเขาจะปรากฏตัวในบ้านเรือนในตอนกลางคืน เหมือนกับที่ผมกับต้าเหว่ยเจอตอนเข้าเมืองครั้งแรก ที่โรงเตี๊ยม พูดง่าย ๆ คือผีหลอกหลอน 


            ส่วนตอนกลางวันก็จะเหม่อลอย เดินไปมาตามบ้านร้างและท้องถนนเดินช้ามากสีสันก็ไม่สม่ำเสมอ วิญญาณเหล่านี้ดูเหมือนจะมีสติปัญญามากกว่าในตอนกลางคืน แต่เรามาที่นี่ได้ไม่นาน สิ่งต่าง ๆ เราก็ยังไม่รู้ ผมเคยถามเสี่ยวหงกับยายหวัง พวกเธอก็บ่ายเบี่ยงบอกว่าเป็นสาเหตุของเมืองผี พวกนี้ต้องค่อย ๆ ค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง


            ผมกับต้าเหว่ยปีนขึ้นไปตามรากไม้ออกจากบ้านหลังเล็ก ๆ ที่มีม่านหลิว  ไปที่บ้านประตูทาสีหยิบอุปกรณ์ออกมาต้าเหว่ยตัวใหญ่ แน่นอนว่าต้องเป็นคนเข็นรถ  ผมแบกถุงใส่หินเกิดวิญญาณกว่าสองร้อยเม็ด เดินตามหลังไปยายหวัง บอกไว้ก่อนแล้วว่าตอนเอาลงหม้อให้เอาหินเกิดวิญญาณไปคลุกแป้งก่อน แล้วค่อยโยนลงหม้อ ต้มประมาณหนึ่งนาทีก็ตักขึ้นมาได้  ผีแต่ละตนให้สามสี่เม็ดก็พอให้มากไปก็ไม่มีประโยชน์


            เรามาถึงกำแพงโบสถ์ระหว่างทางเจอวิญญาณเร่ร่อนเพียงไม่กี่ตน กำลังลากขาเดินอย่างเชื่องช้าอยู่บนถนนที่คุ้นเคย ตอนกลางวันแยกชายหญิงไม่ออก  เป็นสีเทาหม่นเหมือนกันหมดผมเผ้ายุ่งเหยิงเหมือนกันหมด


            ต้าเหว่ยตั้งเตา ผมก็เลยวางโต๊ะเก้าอี้ไว้ข้าง ๆ ผมไม่รู้ว่าทุกครั้งยายแก่คนนั้นจะตะโกนเรียกลูกค้าหรือเปล่า แต่ยังไงเราก็ไม่ได้คิดจะทำแบบนั้น ผมหยิบถุงแป้งในรถเทหินเกิดวิญญาณออกมา พวกมันกลิ้งไปมาในแป้ง ดูขาวใส เหมือนเกี๊ยวจริง ๆ


            “จะให้ฉันตะโกนเรียกลูกค้าให้มั้ย” ต้าเหว่ยนั่งอยู่บนเก้าอี้นวดเข่าตัวเองด้วยความเบื่อ


            “บ้าหรอ ตะโกนทำไม กลัวจะไม่เรียกปีศาจสองตนนั้นมาเหรอไง” ผมโรยผงที่ยายหวังให้ลงไปในหม้อน้ำซุปมันจึงดูเหมือนเดือดปุด ๆ ผมใช้ทัพพีคนในหม้อ ก็ได้ยินต้าเหว่ยพูดมากอยู่ข้าง ๆ ผมก็เลยแกล้งตักน้ำซุปที่กำลังเดือดสาดใส่เขาไป


            ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ก็น่าจะหลบทันแท้ ๆ ดันโดนน้ำร้อนลวกเข้าเต็ม ๆ เขาตบหยดน้ำที่แขนเสื้อ ด่าผมชุดใหญ่ ผมเองก็โกรธตัวเองที่ใจร้อนรีบเดินเข้าไปจะสะบัดแขนเสื้อให้เขา แต่พอแตะโดนเท่านั้นแหละ ทำไมน้ำไม่ร้อน


            “อย่ามาแกล้งทำเป็นน้ำไม่เห็นร้อนเลย บ่นอะไรนักหนา” ผมตบหัวเขาทีนึงแล้วก็กลับไปที่เตา  ปกติแค่ยายหวังยืนข้างเตาวิญญาณรอบ ๆ ก็เหมือนแมวได้กลิ่นปลา  มารุมล้อมอยู่หน้าร้าน  แต่แปลกวันนี้เพิ่งมาตั้งร้านกลับไม่เห็นแม้แต่เงาวิญญาณ  ถือว่าเริ่มต้นได้ไม่ดีเลย  ต้าเหว่ยก็บ่นพึมพำอยู่ข้าง ๆ ทันใดนั้นก็ตะโกนว่ามีลูกค้าแล้ว


            ผมหันไปมองเห็นเงาสีเทาเดินมาจากฝั่งหนึ่งของถนนน่าจะเป็นวิญญาณเร่ร่อน ผมหยิบเกี๊ยวแป้งขาว 10 กว่าลูก โยนลงไปในหม้อ เตรียมพร้อมและแล้ว ผีเร่ร่อนประมาณเจ็ดตนก็เดินโซเซมาล้อมรอบหม้อเหล็ก ต้าเหว่ยยื่นชามกระเบื้องให้ทีละใบ  ผีเหล่านั้นก็ไม่เกรงใจรับมาแล้วก็ยื่นไปที่ข้างหม้อผมรีบตักใส่ชามให้


            บนโต๊ะมีผีนั่งอยู่หลายตนก้มหน้าก้มตากินอาหารในชาม  ต้าเหว่ยไม่มีที่นั่งก็เลยยืนอยู่ข้าง ๆ  ถือถุงใบหนึ่ง  รอวิญญาณกินเสร็จ คายลูกปัดสีดำออกมาแล้วเก็บใส่ถุง


            ส่วนผมก็ยุ่งวุ่นวายอยู่ข้าง ๆ ตอนนี้ผีเยอะขึ้น  บางตนก็ยื่นมือมารอรับเกี๊ยว  แค่ผมใช้ทัพพีตักขึ้นมาจากหม้อข้างโน้นก็ยื่นมือมา  คว้าจากทัพพี แล้วกลืนลงคอแบบนี้มันผีที่กำลังจะไปเกิดชัด ๆ


            ผีแต่ละตน ผมเผ้ายุ่งเหยิง ดวงตาทั้งสองข้างไร้วิญญาณ รวมตัวกันเป็นเงาดำ  ผมรู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นมาทันทีอากาศรอบ ๆ ก็เย็นลงมาก ถึงจะยุ่ง  แต่สายตาของผมก็ยังคงสอดส่องอยู่ตลอดเวลา  


            อย่างแรกคือเพื่อป้องกันลุงอวี้ กับ เสี่ยวหงสองปีศาจนั่น  อย่างที่สองคืออยากรู้ว่ายายหวังซ่อนอยู่ที่ไหน  ก่อนที่เราจะออกจากบ้าน ถึงแม้ว่านางจะยังไม่ออกจากที่นั่น แต่ผมว่านางคงไม่ยอมนั่งรอความตาย  นางต้องซ่อนอยู่ที่มุมไหนสักแห่ง คอยดูเหยื่อล่อที่ถูกส่งออกมา รอให้เหยื่อติดเบ็ด  ไม่ว่าจะเป็นเสี่ยวหงหรือลุงอวี้ ถ้าวันนี้ยายหวังจู่โจมพวกเขาคนใดคนหนึ่งหรือถึงขั้นไม่สนใจชีวิต...


            ผมก็นึกถึงคำถามขึ้นมาทันที ถ้าพวกเขาตายผมกับต้าเหว่ยยังจำเป็นต้องอยู่ต่ออีกมั้ย หากเป็นแบบนั้นสิ่งที่เราต้องเผชิญต่อไปก็คือความตาย ในขณะที่กำลังคิดฟุ้งซ่าน ผมก็ทำอะไรไม่ถูกหลังจากจัดการกับผีไปชุดหนึ่งเห็นถุงของต้าเหว่ยตุงขึ้นมา  ดูท่าวันนี้คงไม่มีอะไร และเก็บเกี่ยวได้เยอะเลย


            ตอนนี้มีวิญญาณเร่ร่อนมารุมล้อมอีกสิบกว่าตน  ผมมองในหม้อ  เกี๊ยวหมดแล้ว  กำลังจะหยิบฝาหม้อเตรียมเก็บร้านมีผีตนหนึ่งยื่นมือออกมา  ยื่นสิ่งของมาตรงหน้าผมในมือเขาเป็นธนบัตร มีรูปดอกโบตั๋นสีแดงแล้วพูดว่า 


            “น้องชาย วันนี้เหนื่อยหน่อยนะ” ผีตอนกลางวันพูดได้แถมยังเป็นเสียงผู้หญิงอีก เสียงคุ้น ๆ แบบนี้  ผมเงยหน้าขึ้นมองอย่างรวดเร็ว  ใบหน้าผีตรงหน้ายังคงเป็นใบหน้าโง่เขลาหน้าดำเหมือนถ่าน ดวงตาทั้งสองข้างไร้ชีวิต ผมลองพูดออกไปแผ่วเบา  


            “เสี่ยวหง” เห็นใบหน้าผีนั้นมุมปากยกขึ้น เผยให้เห็นฟันแหลมคมสีแดงสดที่อยู่หลังริมฝีปาก เธอกำลังยิ้มแต่พยายามกลั้นเสียงลิ้นสีแดงของเธอกระดกลิ้นออกมาพูดว่า  


            “ไง นึกไม่ถึงล่ะสิ” ผมรีบถอยหลังห่างกันประมาณสามเมตร โดยมีเตาเป็นตัวกั้น


            “ต้องการอะไร” ผมถาม ผีนั้นหยิบชามกระเบื้องข้าง ๆ ขึ้นมา  ทำท่าทางเหมือนกำลังรอเกี๊ยวสุก เธอพูดอย่างช้า ๆ ว่า  


            “ทำข้อตกลงกันมั้ย”


            “ทำข้อตกลงกับเธอ เธอที่เกือบจะฆ่าพี่น้องของฉันอยู่แล้วเนี่ยนะ” ผมส่ายหัวปฏิเสธข้อเสนอนี้ ใบหน้าผีนั้นเย็นชาพร้อมกล่าวออกมาด้วยเสียงชวนขนลุก


            “เมื่อเสนอสิ่งดีให้แล้วไม่รับ พอถึงคราวลำบากจะได้รู้รสชาตินะเจ้าหนู”


    คล้ายกับเรื่องผมติดอยู่ในนครพิศวง ที่คุณอ่าน