สมาคมภารกิจในเมืองเมฆาครามแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นจากความร่วมมือของสองตระกูลใหญ่ที่สุดในเมือง นั่นคือตระกูลเจิ้งและตระกูลฉางกง ผู้ฝึกตนสามารถมารับภารกิจได้ที่นี่ และเมื่อทำภารกิจสำเร็จก็จะได้รับค่าตอบแทนตามที่ตกลงกันไว้
ภารกิจในสมาคมนั้นมีทั้งที่สมาคมประกาศเองและที่ผู้ฝึกตนคนอื่นมาจ้างวานส่วนใหญ่แล้วจะเป็การตามหาวัตถุดิบจากอสูรบางชนิดหรือสมุนไพรล้ำค่าจาก์และปฐีซึ่งจำเป็ต้องเดินทางออกไปยังพื้นที่อันตรายนอกเมืองจึงจะทำสำเร็จได้ผู้ฝึกตนที่้าหินิญญาหรือ้าฝึกฝนตนเองก็จะมาที่สมาคมภารกิจเพื่อค้นหาภารกิจที่เหมาะสมจากนั้นก็จัดตั้งทีมผจญภัยแล้วออกนอกเมืองไปด้วยกันผู้ฝึกตนเหล่านี้โดยทั่วไปแล้วจะมีพลังบำเพ็ญเพียรั้แ่ระดับรวบรวมลมปราณ่กลางขึ้นไปหากเป็ผู้ฝึกตน่ต้นกล้าออกไป ก็แทบไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย
เมืองเมฆาครามตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลเป็เพียงเมืองฝึกตนระดับต่ำที่สุดพลังปราณฟ้าดินโดยรอบก็เพียงแค่หนาแน่นกว่าดินแดนของคนธรรมดาทั่วไปเล็กน้อยเท่านั้นมิอาจเทียบได้กับเมืองฝึกตนขนาดใหญ่ที่เปี่ยมด้วยพลังปราณ ด้วยเหตุนี้ภายในเมืองจึงมีเพียงผู้ฝึกตนระดับรวบรวมลมปราณและสร้างฐานซึ่งเป็ระดับต่ำเท่านั้นส่วนผู้ที่มีพร์ดีหรือมีพลังถึงระดับสร้างฐาน่ปลายส่วนใหญ่ก็มักจะจากที่นี่ไปแสวงหาหนทางพัฒนาที่ดีกว่าในที่อื่น
ในทางกลับกันสัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ในป่าเขาลึกนอกเมืองเมฆาครามก็มีระดับไม่สูงนักโดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็ระดับหนึ่ง ส่วนระดับสองนั้นพบเห็นได้น้อยมากมีเสียงเล่าลือว่าในส่วนที่ลึกที่สุดของป่าเขาบางแห่งมีสัตว์อสูรระดับสามอาศัยอยู่แต่ก็ไม่เคยมีผู้ใดเคยพบเห็น หรืออาจจะกล่าวได้ว่าผู้ที่เคยเห็นล้วนไม่มีใครได้กลับออกมาอีกเลย
...
สมาคมภารกิจตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองเมฆาครามติดกับประตูเมืองทิศเหนือ เป็อาคารขนาดมหึมาที่กินพื้นที่กว้างขวางรูปลักษณ์คล้ายกับสนามกีฬาในยุคปัจจุบันบนโลกเมื่อเดินเข้าไปก็จะพบกับโถงขนาดใหญ่เทียบเท่าสนามฟุตบอล
ภายในโถงคึกคักจอแจผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา แต่ก็ไม่ได้อึกทึกวุ่นวายเท่าตลาดค้าเสรีทันทีที่ก้าวเข้าไป ก็จะเห็นจอภาพขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่กลางโถง คล้ายกับจอ LCD ขนาดใหญ่บนโลก บนนั้นแสดงตัวอักษรมากมายนี่คือศาสตราประเภทเปล่งแสงที่หลอมขึ้นจากวัตถุดิบพิเศษ
ส่วนรอบๆโถงนั้น เป็เคาน์เตอร์ยาวเหยียดที่จัดตั้งเป็จุดบริการต่างๆสามารถใช้สอบถามข้อมูลภารกิจโดยละเอียดได้ นอกจากนี้ยังมีจุดส่งมอบภารกิจโดยเฉพาะเพียงนำของจากภารกิจมาที่นี่ ก็สามารถแลกเป็ค่าตอบแทนที่ตกลงกันไว้ได้
...
เฟิงหยางเดินชมรอบๆสมาคมภารกิจด้วยความสนใจภาพที่เห็นทำให้เขานึกถึงเกมออนไลน์บนโลกขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
เมื่อมองดูผู้ฝึกตนที่เดินไปมาในโถงเฟิงหยางก็อดทอดถอนใจไม่ได้ว่าในเมืองเมฆาครามเล็กๆแห่งนี้ก็มีผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งอยู่ไม่น้อยเมื่อเทียบกับตนเองผู้ฝึกตนที่นี่โดยทั่วไปแล้วดูแข็งแกร่งกว่าที่เห็นในตลาดค้าเสรีแทบทั้งหมดล้วนมีพลังบำเพ็ญเพียรระดับรวบรวมลมปราณ่กลางขึ้นไปทั้งยังมีผู้ฝึกตนที่ดูเหมือนจะอยู่ในระดับสร้างฐานอีกไม่น้อย
หลังจากสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่งเฟิงหยางก็เลือกเดินไปยังจุดบริการที่มีคนน้อยที่สุดแล้วเอ่ยถามเด็กสาวหน้าตาสะสวยที่อยู่หลังเคาน์เตอร์
“ขออภัยข้า้าซื้อแก่นอสูรอัคคีชั้นหนึ่งสองเม็ด ไม่ทราบว่าที่สมาคมมีหรือไม่?”
“ซื้อแก่นอสูรหรือเ้าคะ?” เด็กสาวผู้นั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงขอโทษ“ต้องขออภัยด้วยเ้าค่ะ วัตถุดิบของสมาคมเพิ่งจะถูกขนส่งออกไปเมื่อวานนี้ตอนนี้จึงไม่มีแก่นอสูรอัคคีชั้นหนึ่งขาย หากท่าน้าสามารถรออีกสองสามวันแล้วค่อยกลับมาใหม่ หรือจะประกาศภารกิจโดยตรงก็ได้ หากมีคนรับก็น่าจะได้ของในเร็ววันนี้เ้าค่ะ”
“ไม่มีรึ?” เฟิงหยางขมวดคิ้วเล็กน้อยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กำลังจะเอ่ยว่าเช่นนั้นช่วยข้าประกาศภารกิจทีแต่แล้วก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูอย่างกะทันหัน
“สหายท่านนี้ ท่าน้าแก่นอสูรอัคคีรึ?”
เฟิงหยางชะงักไปเมื่อได้ยินเสียงนั้นเขาหันไปมอง ก็เห็นชายหนุ่มรูปงามวัยไล่เลี่ยกับตนกำลังยืนยิ้มมองเขาอยู่ข้างๆเขาจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ใช่แล้ว ท่านมีรึ?”
ชายหนุ่มรูปงามแย้มยิ้ม
“ตอนนี้ข้ายังไม่มี...แต่พวกเราเพิ่งจะรับภารกิจล่าแมงป่องหางอัคคีมาพอดีกำลังรวบรวมพรรคพวกอยู่ หากท่านสนใจก็สามารถออกไปล่าแมงป่องหางอัคคีกับพวกเรานอกเมืองได้ เช่นนั้นก็จะได้แก่นอสูรแล้วเป็อย่างไร สนใจหรือไม่?”
“ออกไปล่าสัตว์อสูรด้วยกันรึ?”
แววตาของเฟิงหยางเป็ประกายขึ้นมาเขารู้สึกสนใจอยู่บ้าง เขาพิจารณาชายหนุ่มผู้นี้อย่างละเอียดพบว่าอีกฝ่ายสวมอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีราคาแพง เห็นได้ชัดว่าเป็คุณชายตระกูลใหญ่ทรวดทรงองอาจ ผมยาวสลวย ใบหน้างดงามหล่อเหลา หากใช้คำพูดบนโลกมาบรรยายก็คือเศรษฐีรุ่นสอง และ สูงหล่อรวย โดยแท้
ยิ่งไปกว่านั้นเฟิงหยางยังััได้ถึงแรงกดดันจางๆ จากร่างของอีกฝ่ายซึ่งบ่งบอกว่าระดับพลังบำเพ็ญเพียรของอีกฝ่ายน่าจะสูงกว่าเขามาก
การรวมกลุ่มออกไปทำภารกิจนอกเมืองเป็วิธีที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดและปลอดภัยที่สุดเฟิงหยางเองก็รู้สึกสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับโลกภายนอกเมืองมาโดยตลอดเดิมทีก็ตั้งใจว่าจะหาโอกาสออกไปเปิดหูเปิดตาสักครั้งดังนั้นเขาจึงครุ่นคิดเพียงครู่เดียวก็พยักหน้าตอบ
“เช่นนั้นก็ได้ ข้ายินดีจะเข้าร่วมทีมของพวกท่านคนอื่นๆ อยู่ที่ใดรึ?”
“อยู่ทางนั้น”ชายหนุ่มรูปงามชี้ไปยังชายหญิงสามคนที่กำลังสนทนากันอยู่ไม่ไกล แล้วแย้มยิ้ม“เช่นนั้นพวกเราไปกันเถอะ ข้าจะแนะนำพวกเขาให้ท่านรู้จัก”
“ได้เลย” เฟิงหยางพยักหน้าแล้วยื่นมือขวาออกไปให้ชายหนุ่มพร้อมกับรอยยิ้ม “ข้าชื่อเฟิงหยางยินดีที่ได้รู้จัก”
ชายหนุ่มผู้นั้นชะงักไปเล็กน้อยมองดูมือขวาที่เฟิงหยางยื่นออกมาด้วยความฉงนเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจในทันทีแล้วยื่นมือออกไปเช่นกัน พลางแย้มยิ้ม
“ข้าชื่อเจิ้งข่ายยินดีที่ได้รู้จัก”
เมื่อสองมือจับกันคนทั้งสองก็ได้รู้จักกันนับแต่นั้น
...
เฟิงหยางเดินตามเจิ้งข่ายไปยังเบื้องหน้าของชายสองหญิงหนึ่งหลังจากการแนะนำตัวสั้นๆเขาก็ได้รู้ว่าชายหนุ่มผู้มีใบหน้าสุขุมและสะพายทวนยาวไว้ที่หลังมีนามว่าตวนมู่รุ่ย ส่วนสตรีผมสั้นที่ถือกระบี่ยาวอยู่ข้างๆเขามีนามว่าฉินเย่ ทั้งสองคนน่าจะเป็คู่บำเพ็ญเพียรกันส่วนชายหนุ่มอีกคนที่มีคางแหลมและเหน็บดาบยาวไว้ที่เอวมีนามว่าหลูเฉิง
หลังจากแนะนำตัวกันอย่างเรียบง่ายแล้วทุกคนก็ออกจากสมาคม แล้วเดินออกไปนอกเมืองทางประตูทิศเหนือ
ตอนนี้ยังเป็่เช้าจุดหมายปลายทางคือป่าเจ็ดขุนเขาซึ่งอยู่ห่างจากเมืองไปราวร้อยลี้การเดินทางไปที่นั่นต้องใช้เวลาพอสมควรจึงเป็โอกาสอันดีที่ทุกคนจะได้ทำความคุ้นเคยกันระหว่างทาง
เพื่อให้สามารถร่วมมือกันได้ดียิ่งขึ้นทุกคนจึงได้แจ้งระดับพลังบำเพ็ญเพียรของตนให้แก่กัน เฟิงหยางจึงได้รู้ว่าอันที่จริงแล้วเจิ้งข่ายอายุน้อยกว่าตนถึงสองปีแต่ระดับพลังบำเพ็ญเพียรกลับสูงถึงขั้นรวบรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์แล้วซึ่งในเมืองเมฆาครามแห่งนี้นับได้ว่าเป็ผู้ฝึกตนที่มีพร์ไม่เลวเลยทีเดียวส่วนคนอื่นๆ ตวนมู่รุ่ยอยู่ในระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่แปด, ฉินเย่อยู่ในระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่เจ็ด, ส่วนหลูเฉิงนั้นเหมือนกับเฟิงหยางคืออยู่ในระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่หก
ผู้ฝึกตนระดับรวบรวมลมปราณ่ปลายสามคนและ่กลางอีกสองคน ทีมเช่นนี้นับว่ามีฝีมืออยู่พอตัวอย่างน้อยที่สุดในพื้นที่ส่วนหน้าของป่าเจ็ดขุนเขาก็แทบจะไม่มีอันตรายใดๆการรับมือกับสัตว์อสูรระดับหนึ่ง่ปลายสักตัวย่อมไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้นต่อให้ต้องเจอกับสองสามตัวก็น่าจะพอรับมือไหว
“อะไรนะ? เจิ้งข่ายท่านคือนายน้อยใหญ่ตระกูลเจิ้งรึ?!”
ระหว่างการเดินทางเฟิงหยางได้ยินบทสนทนาระหว่างเจิ้งข่ายและตวนมู่รุ่ยซึ่งน่าจะรู้จักกันมาก่อนจึงได้รู้ว่าเจิ้งข่ายที่แท้แล้วคือนายน้อยใหญ่ของตระกูลเจิ้งซึ่งเป็หนึ่งในสองตระกูลใหญ่ของเมืองเมฆาคราม เขาจึงอดที่จะประหลาดใจไม่ได้
เจิ้งข่ายแย้มยิ้มจางๆพลางพยักหน้า
“ฮ่าๆ นายน้อยใหญ่อะไรกัน พี่เฟิงอย่าได้ล้อเลียนข้าเลยในสายตาของผู้ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงต่อให้เป็ตระกูลเจิ้งของข้าก็เป็เพียงเศรษฐีบ้านนอกในที่เล็กๆ แห่งหนึ่งเท่านั้นมิอาจคู่ควรแก่การเอ่ยถึง”
ตวนมู่รุ่ยแย้มยิ้ม
“อาข่าย เ้าก็ถ่อมตัวเกินไปแล้วบรรพบุรุษของตระกูลเจิ้งของเ้าเป็ถึงศิษย์ของสำนักเซียนเหยาซึ่งเป็สำนักระดับเก้าเชียวนะ!เื่นี้ในเมืองเมฆาครามแม้แต่ตระกูลฉางกงก็ยังเทียบไม่ได้หากวันใดบรรพบุรุษของเ้ากลับมา ตระกูลเจิ้งก็คงจะทะยานขึ้นสู่ฟ้าในพริบตา!”
“อะไรนะ? บรรพบุรุษของตระกูลเจิ้งเป็ถึงศิษย์ของสำนักเซียนเหยาระดับเก้ารึ? ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้เชียว!” เฟิงหยางรู้สึกสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาทันทีจึงเอ่ยถามต่อ “พี่เจิ้ง จริงรึ?”
ต้องรู้ว่าในบรรดาสี่ดินแดนใหญ่ของทวีปจันทราเมฆานั้นแต่ละดินแดนมีสำนักระดับเก้าอยู่เพียงแห่งเดียวและสำนักระดับเก้าของดินแดนับูรพาก็คือสำนักเซียนเหยาซึ่งเป็หนึ่งในสุดยอดสำนักของโลกผู้ฝึกตนทั้งมวล ศิษย์ในสำนักล้วนเป็อัจฉริยะยอดฝีมือนับไม่ถ้วน มีข่าวลือว่าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนับูรพาผู้ที่มีโอกาสจะสำเร็จเป็เซียนได้มากที่สุดก็คือปรมาจารย์ท่านหนึ่งของสำนักเซียนเหยา
ในโลกของผู้ฝึกตนระดับของสำนักถูกแบ่งออกเป็เก้าขั้นมาตรฐานในการตัดสินก็คือระดับพลังของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนัก ตัวอย่างเช่นสำนักระดับสี่ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักก็คือระดับิญญาแรกกำเนิดหากสามารถปรากฏยอดฝีมือระดับแปลงเทวะขึ้นมาได้ ก็จะสามารถเลื่อนขึ้นเป็สำนักระดับห้าได้เป็เช่นนี้ไปเรื่อยๆ
แน่นอนว่าแม้จะแบ่งออกเป็เก้าขั้นแต่ในความเป็จริงแล้วสำนักที่ระดับต่ำที่สุดก็คือระดับสามซึ่งก็คือสำนักที่มีผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำคอยดูแลอยู่เพราะต้องบรรลุถึงระดับแก่นทองคำจึงจะมีคุณสมบัติในการก่อตั้งสำนักอย่างแท้จริงหากเป็ระดับสร้างฐานและรวบรวมลมปราณ จะมีความสามารถไปก่อตั้งสำนักได้อย่างไรต่อให้ผู้ฝึกตนกลุ่มหนึ่งมารวมตัวกันก็อย่างมากที่สุดถูกเรียกว่าก๊กหรือเหล่าเท่านั้น
ตัวอย่างเช่นสำนักที่เมืองเมฆาครามสังกัดอยู่ตามนามนั้นก็คือสำนักระดับสี่เพียงแห่งเดียวในบริเวณนี้ นั่นคือสำนักธาราคราม สำนักธาราครามจะมาเปิดรับศิษย์ในเมืองเมฆาครามทุกๆยี่สิบปี และทุกครั้งที่ถึงเวลานั้นก็จะเป็่เวลาที่ผู้ฝึกตนในเมืองตื่นเต้นที่สุด หากได้รับเลือกจากสำนักธาราครามก็หมายความว่าจะมีโอกาสในการพัฒนาที่ดีกว่าการอยู่ในเมืองหลายเท่าตัวหรืออาจจะมากกว่านั้น
เฟิงหยางยังจำได้เลือนรางว่าตอนที่ตนเองอายุเจ็ดขวบก็เคยได้เห็นความยิ่งใหญ่ของการรับศิษย์ของสำนักธาราครามครั้งหนึ่งในตอนนั้นความคึกคักในเมืองยิ่งกว่าเทศกาลปีใหม่เสียอีก
เมื่อเห็นท่าทีประหลาดใจของเฟิงหยางเจิ้งข่ายก็แย้มยิ้ม
“อืม เมื่อสองร้อยปีก่อนตระกูลเจิ้งของข้ามีบรรพบุรุษท่านหนึ่งถูกผู้าุโของสำนักเซียนเหยาที่เดินทางผ่านมาพบเข้าโดยบังเอิญจึงถูกนำตัวออกจากเมืองเมฆาครามไปเข้าร่วมสำนักเซียนเหยาแต่หลังจากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวใดๆ อีกเลย ไม่รู้ว่าบรรพบุรุษท่านนั้นตอนนี้ยังอยู่หรือไม่”
เมื่อพูดถึงตรงนี้เจิ้งข่ายก็แอบถอนหายใจในใจ ตระกูลเจิ้งเฝ้ารอคอยการกลับมาของบรรพบุรุษท่านนั้นเพื่อที่จะได้มาอุปถัมภ์ค้ำชูคนรุ่นหลังมาโดยตลอดทว่ารอมาสองร้อยปีแล้วก็ยังไม่มีผลลัพธ์ใดๆ ตระกูลเจิ้งก็แทบจะถอดใจแล้วท้ายที่สุดแล้ว โลกของผู้ฝึกตนนั้นเต็มไปด้วยภยันตรายนานัปการต่อให้เป็ศิษย์ของสำนักเซียนเหยาระดับเก้าก็มีจำนวนไม่น้อยที่ต้องจบชีวิตลงระหว่างการฝึกฝน
เฟิงหยางก็รู้สึกว่าบรรพบุรุษของตระกูลเจิ้งผู้นั้นไม่กลับมานานกว่าสองร้อยปีบางทีอาจจะสิ้นชีพไปแล้วจริงๆ จึงไม่ได้กล่าวถึงเื่นี้ต่อแล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“พี่เจิ้ง ท่านเป็ถึงนายน้อยใหญ่ตระกูลเจิ้งเหตุใดจึงต้องออกมาทำภารกิจหาหินิญญาเหมือนพวกเราเหล่าผู้ฝึกตนอิสระตัวเล็กๆด้วยเล่า? อีกอย่างท่านออกมานอกเมืองเหตุใดจึงไม่นำผู้คุ้มกันมาด้วยสักคน ที่บ้านไม่เป็ห่วงรึ?”
ด้วยฐานะของตระกูลเจิ้งเกรงว่าทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียรของเจิ้งข่ายมาโดยตลอดคงจะเหมือนกับสถานการณ์ของเฟิงหยางใน่สองเดือนที่ผ่านมานี้จะขาดแคลนอะไรได้อย่างไรอีกทั้งเฟิงหยางก็เคยเห็นนายน้อยใหญ่ของตระกูลที่แข็งแกร่งอื่นๆในเมืองเดินอยู่บนถนนบ้างเป็ครั้งคราวทุกคนล้วนมีผู้คุ้มกันและบ่าวไพร่เดินตามหลังเป็ขบวนทำตัวหยิ่งยโสโอหังราวกับเป็เ้าชีวิต
เจิ้งข่ายชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้
“พี่เฟิงการออกไปล่าสัตว์อสูรนอกเมืองมิใช่เพียงเพื่อหาหินิญญาเท่านั้นแต่มันคือการฝึกฝนที่จำเป็หาก้าจะอยู่รอดในโลกของผู้ฝึกตนและก้าวไปได้ไกลกว่านี้ก็จำเป็ต้องผ่านการฝึกฝนเช่นนี้ ที่บ้านข้ามีทรัพยากรมากมายก็จริงอย่างน้อยที่สุดสำหรับข้าในตอนนี้ก็นับว่าเหลือเฟือแต่ประสบการณ์ในการเอาชีวิตรอดและการทดสอบระหว่างความเป็กับความตายเป็สิ่งที่ไม่อาจเรียนรู้ได้จากการบำเพ็ญเพียรอยู่ที่บ้าน
เพื่อที่จะสามารถอยู่รอดในโลกของผู้ฝึกตนได้ดียิ่งขึ้นในอนาคตก็จำเป็ต้องเริ่มเรียนรู้ที่จะต่อสู้และเผชิญหน้ากับอันตรายั้แ่บัดนี้ ดังนั้นข้าจึงมักจะออกไปล่าสัตว์อสูรนอกเมืองั้แ่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สี่แล้วส่วนผู้คุ้มกัน หากนำมาด้วย จะเรียกว่าการฝึกฝนได้อย่างไรกัน?”
“...”
เฟิงหยางฟังจนนิ่งอึ้งไปเขาคาดไม่ถึงว่าเจิ้งข่ายจะมีความคิดที่ลึกซึ้งถึงเพียงนี้เขายังคิดว่านายน้อยใหญ่ตระกูลใหญ่เหล่านี้จะเหมือนกับในละครโทรทัศน์และในนิยายที่ล้วนเป็พวกเสเพลไม่เอาไหนเสียอีก