เมื่อยามโหย่วมาเยือน รถม้าหลายคันพากันเคลื่อนย้ายจากเรือนรับรองหลายหลังไปตามเส้นทางยาวเข้าสู่วังหลวง ก่อนหน้านี้เมื่อเสวี่ยเหมยมาถึงที่พัก มือสองข้างหอบของกินและของเล่นพะรุงพะรังไม่เว้นแม้แต่สาวใช้และน้องชายมือทั้งสามคู่ของพวกเขาล้วนเต็มไปด้วยสิ่งของ คนทั้งสามล้วนหน้าตาเปรอะเปื้อนมีเศษขนมติดข้างแก้มเต็มไปหมด
คนพวกนี้นี่ยังไง เพราะเหตุนี้ถึงไม่ควรปล่อยให้ไปด้วยกันจริงๆ เสวี่ยฮูหยินนึกในใจ นางเห็นเช่นนั้นจึงรีบสั่งให้เสวี่ยเจี้ยนไปชำระร่างกายและสั่งซิงซิงพาบุตรสาวไปจัดการเสีย หน้าตามอมแมมเช่นนี้ยังจะดูได้อีกหรือ
แม่ทัพเสวี่ยและฮูหยินพร้อมบุตรชาย บุตรสาวก้าวเข้ามาในตำหนักหลวงที่ใหญ่โต หน้าตำหนักล้วนแขวนประดับไปด้วยโคมไฟระย้า ห้อยมากมายหลากหลายจนดูสวยงาม เสวี่ยเหมยในยามนี้มีผ้าบางสีชมพูอ่อนมาคลุม่ปากไว้ บนผืนผ้ามุมล่างประดับไปด้วยดอกเหมยน้อยๆ แต่นางสั่งสาวใช้ให้เปลี่ยนสีกลีบเป็สีขาวหิมะสดแทน ชุดของนางเป็สีชมพูลวดลายประดับไปด้วยดอกเหมยสีแดงระยิบระยับ รองเท้าปักประดับด้วยเกล็ดหิมะขาวเด่นสง่า
งานเลี้ยงชมดอกไม้นี้จัดขึ้นโดยฮองเฮา พระนางทรงโปรดดอกไม้เป็ชีวิตจิตใจ เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งจะได้ดอกเหมยกุ้ย[4]ของบรรณาการที่มาจากแคว้นซู ซึ่งเป็แว่นแคว้นที่ยอมศิโรราบ ส่งทูตมาผูกมิตรด้วยไมตรีขอยกธงสงบศึก ดอกเหมยกุ้ยนั้นทางด้านแคว้นฝูหยวนย่อมไม่เคยเห็น แต่ทางแคว้นซูนั้นมีทั่วแดน ด้วยเหตุนี้ฮองเฮาจึงได้เชิญชวนเหล่าขุนนางทั้งหลายพาเหล่าฮูหยินและบุตรทั้งจวนให้มาชมดอกไม้หายากของแคว้นพร้อมกันถ้วนหน้า
“แม่ทัพเสวี่ยถง กว่าจะได้พบนับว่านานนัก” เสียงบุรุษวัยกลางส่งเสียงร้องทักทายแม่ทัพเสวี่ยก่อนที่เขากำลังจะแยกตัวกับฮูหยินและบุตร
“แม่ทัพเถียนตงเอ่า ยากนักกว่าจะได้พบ”
แม่ทัพเสวี่ยหันไปทักทายบุรุษอีกฝั่งอย่างนอบน้อม หากเอ่ยนาม ‘เถียนตงเอ่า’ ย่อมรู้จักกันทั่วทิศบูรพา เขาคืออีกหนึ่งวีรบุรุษพิทักษ์แผ่นดิน ด้านหลังแม่ทัพเถียนเต็มไปด้วยฮูหยินเอกและอี๋เหนียง[5]สี่คน มีบุตรสาวสามนาง บุตรชายอีกสอง
“เช่นนั้นไม่สู้ไปสนทนาคุยกันเยี่ยงชายชาตรีหน่อยเล่า เหล่าฮูหยินและบุตรทั้งห้าขอฝากครอบครัวท่านแล้ว” เถียนตงเอ่าเอ่ยขึ้นมาใบหน้าแต่งแต้มไปด้วยไมตรี
“เช่นนั้นดียิ่ง เยี่ยนเอ๋อร์ฝากเ้าด้วย” เสวี่ยถงหันไปกล่าวกับฮูหยินของเขาพลันเห็นนางพยักหน้าตกลงเขาก็เดินยิ้มตามสหายไปอย่างอารมณ์ดี
“ฮูหยินแม่ทัพเถียน นับว่าเป็วาสนาที่ได้พบ” เสวี่ยฮูหยินหน้าตางดงาม ยามนี้แม้นางมีอายุเยอะขึ้นแต่ก็ยังแฝงใบหน้าเยาว์วัยไว้อยู่หลายส่วน
“เสวี่ยฮูหยินกล่าวเกินไปแล้ว เราไปนั่งกันทางด้านนู้นเถิด” ฮูหยินเอกของเถียนตงเอ่าเอ่ยทักอย่างอ่อนโยน ก่อนจะไปยังไม่ลืมจะหันไปกล่าวกับบุตรชายบุตรสาวในบ้าน “พวกเ้า... หญิงสาวไปพูดคุยกับคุณหนูเสวี่ย ชายไปสนทนาหารือกับคุณชายเสวี่ยเสีย”
พอนางกล่าวเสร็จเถียนฮูหยินก็เดินหายเข้าไปในงานพร้อมอี๋เหนียงทั้งหลาย เถียนฮูหยินหรือ ‘อิงหง’ ยามนี้ยังไม่มีบุตร ตามกฎภายในแต่ละจวนหากสองปียังไม่ตั้งครรภ์ต้องถูกปลดจากการเป็ฮูหยินเอก นางแต่งเข้ามาได้สี่ปีแล้วกลับไม่มีวี่แววบุตร แต่แม่ทัพใหญ่กลับกล้าฝ่าฝืนไม่ปลดนาง เหล่าอี๋เหนียงทั้งหลายนั้นอยู่มานานจนคลอดบุตรให้เขาถึงห้าคนก่อนที่อิงหงจะเข้าจวน จึงนึกริษยาความสำคัญที่เถียนตงเอ่ามีให้ต่อนางไม่ได้ พวกบุตรของเหล่าอี๋เหนียง ล้วนต้องเชื่อฟังนายหญิงของบ้านไม่กล้าขัดคำสั่งจึงต้องทำตามที่นางสั่งอย่างห้ามไม่ได้
“คุณหนูเสวี่ย มาทางนี้กันเถอะ” พอคุณหนูบ้านแม่ทัพบูรพาเชิญชวนนางก็ไม่กล้าปฏิเสธน้ำใจ ก้าวตามไปอย่างว่าง่าย พร้อมทำท่าทางบอกเสวี่ยเจี้ยนให้ทำตามนางเช่นกัน
“คุณหนูเสวี่ยมีนามว่าอะไร ข้าจะได้เรียกท่านถูก” สาวน้อยด้านข้างในชุดสีเหลืองนวลเอ่ยทักทันทีที่พวกนางเลือกที่นั่งได้แล้ว
“ข้ามีนามตัวเดียวว่าเหมย”
“คุณหนูเหมย” นางพยักหน้าอย่างเป็มิตรก่อนจะยิ้มตอบต่อว่า “ข้ามีนามว่าเถียนจ้าวหนิง เป็คุณหนูใหญ่ ส่วนนางนามว่าเถียนปิง เป็คุณหนูรอง และคุณหนูเล็กนามเถียนหลินหลิง”
เสวี่ยเหมยมองไปตามที่เถียนจ้าวหนิงแนะนำ เถียนปิงสวมชุดสีขาวลายตรงกระโปรงแทรกไปด้วยลายดอกไม้แปลกตาสีฟ้า เถียนหลินหลิงสวมชุดสีเขียวอ่อน คุณหนูใหญ่แม่ทัพเถียนดูอายุพอๆ กับนาง เสวี่ยเหมยจึงอดถามไม่ได้
“คุณหนูใหญ่ท่านอายุเท่าไหร่แล้ว” เสวี่ยเหมยกล่าวอย่างเป็มิตรไม่แบ่งแยกฐานะว่าอีกฝ่ายจะเกิดมาจากฮูหยินลำดับไหน
“พ้นเหมันต์นี้ไป เมื่อต้นวสันต์มาเยือนข้าก็ปักปิ่นแล้ว” ยามนางเอ่ยขึ้นก็อดหน้าแดงระเรื่อไม่ได้ เสวี่ยเหมยเห็นดังนั้นจึงได้แต่คิดว่าใช่จ้าวหนิงนางมีคนที่ถูกใจแล้วหรือไม่
“แล้วท่านเล่า” จ้าวหนิงถามกลับมา
“ข้าครบสิบห้าปีเมื่อต้นฤดูที่ผ่านมา คุณหนูรองแล้วท่านเล่า”
“ข้ากับน้องเล็กอายุสิบสามทั้งคู่ คลอดห่างกันแค่สามวันเท่านั้น” เสวี่ยเหมยได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้ถามอะไรอีก ก่อนจะมีเสียงประกาศก้องจากขันที
“ฮ่องเต้เสด็จ ฮองเฮาเสด็จ!” สิ้นเสียงประกาศก็ปรากฏร่างสง่าทั้งสองเดินเข้ามา ทั่วร่างเปล่งรัศมีน่าเกรงขามออกมาเป็ระยะ
“กุ้ยเฟย เสียนเฟย เต๋อเฟย และพระสนมเสด็จ!” จากนั้นร่างบางหลายนางเดินย่างเท้าเข้ามาช้าๆ ต่างคนต่างมีความสง่างามไม่ลดน้อยไปกว่าผู้ใด
“ข้าจะไปเอาชาดอกเหมยมาให้” เถียนจ้าวหนิงกล่าวเสร็จก็เดินไปทางโต๊ะอาหารที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ ยามเห็นอาหารเสวี่ยเหมยอดไม่ได้จึงก้าวเท้าตามไป
“ข้ามาช่วย”
“คุณหนูเหมย”
“เรียกข้าว่าเหมยเอ๋อร์ก็ได้ เรานับเป็สหาย” นางกล่าวอย่างไม่ถ่อมตน
“เหมยเอ๋อร์ งั้นเ้าก็เรียกข้าว่าจ้าวหนิงเถอะ” จ้าวหนิงพยักหน้าเอ่ยอย่างยิ้มร่า
จากนั้นมีเสียงประกาศจากขันทีอีกเช่นเคย “องค์รัชทายาท องค์ชาย และองค์หญิงเสด็จ!” พอร้องบอกเสร็จ ตอนนั้นเสวี่ยเหมยมองไปตามประตูใหญ่ทางเข้าเห็นบุรุษทั้งหกคนกับสตรีงดงามอีกสามนาง ก้าวเดินเข้ามาช้าๆ ไม่รู้์คิดอะไรอยู่ ยามนั้นนางจึงหันไปสบตากับบุรุษผู้หนึ่งเข้า รูปร่างเขาช่างดู...คุ้นนัก ใบหน้าเขานับว่าหล่อเหลาใช้ได้ เนื้อผิวชายหนุ่มสีเข้มแต่นั้นยิ่งทำให้เขาน่าเคารพเกรงขาม ผ่านไปนานจนเขาไปนั่งโต๊ะด้านล่างองค์ฮ่องเต้แล้ว นางกลับคิดว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง นางมั่นใจว่าไม่ได้คิดไปเองหรือแค่บังเอิญไปสบตา
เขาจ้องนางอยู่!
4 ดอกเหมยกุ้ย คือ ดอกกุหลาบ
5 อี๋เหนียง คือ อนุภรรยา