ผ่านไปไม่นาน ทุกคนก็มาพร้อมกันที่ห้องครัวเพื่อทำมื้อเช้าร่วมกัน
ในตอนแรกชิงอีคิดจะทำเมนูข้าวอบเผือกแต่ก็จนใจที่วัตถุดิบหลายอย่างไม่มี ทั้ง กุนเชียง และ แครอท ซึ่งถ้าจะมีได้นางก็ต้องทำและปลูกขึ้นมาเอง งั้นรอไปก่อนละกัน
นางจึงเปลี่ยนเมนูใหม่ไปเลย อร่อยเหมือนกัน เพราะไม่ว่านางจะทำอะไรก็อร่อยอยู่แล้ว หุหุ (พบคนหลงตัวเองจร้า / ไรท์)
“เอาหละวันนี้เมนูที่พวกเราจะทำ คือ..ออ ‘หมูผัดเผือก’ ” ชิงอียืนตัวตรง และผายมือออกไปด้านหน้า เลียนแบบท่าทางและน้ำเสียงของพิธีกรรายการอาหาร ที่กำลังนำเสนอเมนูให้กับผู้ชมและคณะกรรมการฟัง (พูดง่าย ๆ คือ กำลังเล่นใหญ่ โอเว่อร์แอคติ้งอยู่นั่นเอง/ไรท์)
แต่เมื่อหญิงสาวเห็นว่าเด็กน้อยมองมาอย่างอึ้ง ๆ นางจึงเลิกเล่นและอธิบายต่อ
“วัตถุดิบก็จะมี เผือก หมูและกระเทียม ที่ข้าเพิ่งได้มาเมื่อวานเช่นกัน งั้นเดี๋ยวเราแยกกันไปเอาวัตถุดิบนะ เสี่ยวหลานไปเอาหมูสามชั้นมา ซิงเอ๋อเตรียมก่อไฟ 2 เตาเลย ส่วนข้าจะไปเอาเผือกกับกระเทียม แยกย้ายได้”
เสบียงที่ได้มาเมื่อวานนางยังไม่ได้เอาไปไว้ห้องใต้ดิน แต่เอาไว้ที่ห้องเสบียงที่อยู่ข้าง ๆ ห้องครัวก่อน
“ขอรับ/เ้าค่ะ”
นางเดินมาที่ห้องเสบียง จากนั้นจึงหยิบเผือกไป 3 หัว หัวใหญ่เอาไปแค่นี้น่าจะพอ และกระเทียม 1 หัว ซึ่งหญิงสาวจะทำโจ๊กเผือกเพิ่มอีกอย่างด้วย และจะทำให้เยอะหน่อย เผื่อมื้อกลางวันไปเลยทีเดียว
เมื่อได้ครบแล้ว นางก็ถือกลับมาที่ห้องครัว และมาเจอกับเสี่ยวหลานที่กลับมาพอดี
“เสี่ยวหลานมาพอดีเลย เดี๋ยวเ้าไปหั่นหมูนะ เอาขนาดพอดี ไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป”
“ขอรับ” เขารับคำแล้วเดินถือเขียงออกมาหั่นที่หน้าห้องครัว เพราะข้างในห้องมีพื้นที่ไม่มาก ถ้าเข้าไปเบียดกันทั้งสามคนคงจะแออัดทำอะไรไม่สะดวก แต่ถึงเขาจะอยู่ข้างนอกก็คอยฟังและมองในสิ่งที่พี่สะใภ้สอนน้องสาว เพื่อที่เขาจะได้ทำเป็ด้วย
“มาซิงเอ๋อ ถึงคราวที่เราจะจัดการวัตถุดิบหลักแล้ว เผือกนี้ ถ้าทำแบบไม่ระมัดระวังมันจะคันได้
อันที่จริงวิธีป้องกันไม่ให้เกิดอาการคันมีด้วยกันหลายวิธี แต่วิธีที่ข้าจะเลือกให้เหมาะกับตอนนี้คือ การย่าง
ดังนั้นก่อนที่เราจะปอกเปลือกเอามาทำอาหาร จะต้องเอาไปย่างไฟก่อน เพื่อกำจัดขนและยางของมัน ที่เป็ตัวทำให้เกิดอาการคัน แต่ย่างไม่ต้องสุกนะ เพราะจะเอาไปทำอาหารต่ออีก”
ว่าแล้วชิงอีก็เอาเผือกขึ้นย่างบนเตาทันที จับพลิกกลับไปกลับมาชั่วครู่ก็เอาลง แต่นางเพิ่งนึกออกมาลืมตั้งหม้อต้มโจ๊ก จึงบอกให้ไป่ซิงไปจัดการ
“ซิงเอ๋อ ข้าลืมตั้งหม้อต้มโจ๊ก เ้าตั้งอีกเตานึงได้เลย”
“เ้าค่ะ”
จากนั้นนางก็ปอกเปลือก โดยมีเด็กหญิงที่ตั้งหม้อเสร็จแล้วมานั่งดูใกล้ ๆ กับเด็กชายที่มองมาจากนอกห้องครัว
ปอกเสร็จแล้วก็หั่นออกเป็ชิ้น ๆ พอดีคำ และแบ่งออกเป็สองส่วน ส่วนหนึ่งไว้สำหรับใส่ในโจ๊ก ทำเป็โจ๊กเผือก ส่วนที่เหลือเอาไว้ผัด จากนั้นนางก็ปอกกระเทียมและทุบแค่พอหยาบ ๆ
“เสี่ยวหลานหั่นหมูเสร็จรึยัง”
“เสร็จแล้ว นี่ขอรับ” เขาเดินเอาหมูเข้ามาให้นาง
“เอาหละ มาเริ่มกันเลย ก่อนอื่นต้องใส่น้ำมันลงไปเพื่อทอดเผือกก่อน ว่าแต่ น้ำมันอยู่ไหนนะ” นางตั้งกะทะและมองหาน้ำมัน
“เห้ยยย ลืมไปเลยว่าน้ำมันหมด ทำไมข้าขี้ลืมแบบนี้นะ”
ชิงอีอุทานออกมาและทำมะเหงกโขกที่หัวตัวเอง ทำเอาเด็ก ๆ สะดุ้งเพราะเสียงและท่าทางของนาง ไปตาม ๆ กัน
“เห้ออ งั้นเอางี้ละกัน วันนี้กินมื้อเช้าช้าหน่อยละกันนะเด็ก ๆ เดี๋ยวเรามาเจียวน้ำมันกันก่อน ไหน ๆ ก็ทำแล้ว เอามาเจียวให้หมดเลย เสี่ยวหลานเ้าไปเอามันหมูทั้งหมดออกมาให้ข้าหน่อยนะ”
“ได้ขอรับ” ห่าวหลานถือตะกร้าและเดินไปที่ห้องใต้ดิน
ผ่านไปชั่วครู่ เขาก็กลับมาและยื่นตะกร้าส่งให้ชิงอี
“นี่ขอรับ”
“อืม งั้นพวกเรามาช่วยกันหั่นมันหมูเถอะ จะได้เสร็จเร็ว ๆ หั่นให้ได้ขนาดเท่านี้นะ” หญิงสาวแบ่งงานและหั่นเป็ตัวอย่างให้เด็ก ๆ ดู จากนั้นก็แยกย้ายกันทำ
เมื่อหั่นเสร็จเรียบร้อย ชิงอีก็ตั้งกะทะใส่มันหมูลงไป จากนั้นก็เติมน้ำลงไปด้วย ใช้ไฟปานกลางไม่แรงมาก ค่อย ๆ เคี่ยวไป
ผ่านไปไม่นาน น้ำมันเริ่มออกมา กลิ่นหอมเริ่มโชย ทำให้นึกถึงตอนที่อยู่กับตายายที่ต่างจังหวัด เวลายายเจียวน้ำมันทีไร ท่านจะนำกากหมูมาโรยด้วยเกลือ หรือทำน้ำพริกน้ำปลาราดกากหมูกินกับข้าวสวยร้อน ๆ หอม ๆ มันเป็อะไรที่อร่อยสุด ๆ ไปเลย
ยิ่งตอนก่อนที่นางจะจากมา มีการทำน้ำพริกกากหมูด้วย เอาไปกินกับอะไรก็อร่อย จะว่าไปก็อยากทำเหมือนกันนะ แต่ยังก่อน ตอนนี้เครื่องปรุงไม่ครบ รอไปก่อนละกัน อดยาวไป เห้อออ
พอ ๆ คิดแล้วก็หิว เมื่อทำกินไม่ได้ช่างมันก่อนละกัน มาดูตรงหน้าดีกว่า กากหมูกำลังเหลืองกรอบได้ที่เลย หอมมาก ๆ หญิงสาวจึงจัดการตักออกมาใส่ชามพักไว้
จากนั้นจึงไปตักน้ำมันใส่ไห ซึ่งได้มาหนึ่งไหกลาง ได้เยอะเหมือนกันนะนี่ ถ้าเป็ชาวบ้านทั่วไปใช้อย่างประหยัดคงได้ซักครึ่งปี แต่มาตรฐานคนทั่วไปใช้กับนางไม่ได้หรอก หนึ่งไหกลางสำหรับนางครึ่งเดือนจะอยู่ถึงไหมยังไม่รู้เลย
ตักน้ำมันเสร็จนางหันมาคว้ากากหมูในชาม เอาเกลือมาโรยแล้วคลุกให้ทั่ว จากนั้นจึงแบ่งใส่ถ้วยเล็กยื่นให้เด็ก ๆ ได้ชิม
“อะ พวกเ้าลองชิมซิ”
เด็ก ๆ หยิบไปแบ่งกันชิม เมื่อเข้าปากได้ก็ถึงกับตาโตกันเลย
“มัน… กรอบ ๆ เค็ม ๆ อร่อยมากเลยขอรับ/เ้าค่ะ” เด็ก ๆ พูดแล้วก็หยิบชิ้นต่อไปเข้าปากเรื่อย ๆ จนหมด แล้วได้แต่มองในถ้วยอย่างเสียดาย ไม่น่าหมดเร็วเลย
ชิงอีมองเด็กน้อยที่กำลังกิน เลยหยิบขึ้นมาใส่ปากบ้าง
‘อืม..ม..ม ยังอร่อยเหมือนเดิมเลยนะ กัดลงไปบนกากหมูััได้ถึงความกรุบกรอบ สั่นะเืไปถึงกรามเลยทีเดียว รสชาติออกเค็มนิด ๆ ติดปลายลิ้น ถ้าได้ข้าวสวยร้อน ๆ นะ แจ่มไปเลย’
เมื่อหมดปากแล้ว หญิงสาวก็หันมาชวนเด็ก ๆ ทำเมนูเผือกที่ค้างไว้ต่อทันที (เห้อออ กว่าจะได้ทำหมูผัดเผือก ไม่ง่ายเลยจริง ๆ นะ)
“เรามาทำเมนูหลักกันต่อเถอะ เริ่มแรก ตั้งน้ำมันให้ร้อน ใส่น้ำมันเยอะหน่อยเพราะเราจะเอาเผือกลงไปทอด”
นางลองเอามือไปวางไว้เหนือกะทะ พอรู้สึกถึงไอร้อนและมีควันขึ้นนิด ๆ ก็เทเผือกลงไปทอดเลย ค่อย ๆ ทอดจนได้กลิ่นหอมก็ตักขึ้นมาพ้ักให้สะเด็ดน้ำมัน
ต่อไป นำหมูสามชั้นที่หั่นเตรียมไวลงไปทอดด้วยเช่นกัน ทอดให้เหลืองกรอบเลย แล้วก็ตักขึ้นมาพักไว้เหมือนกัน
จากนั้นตักน้ำมันออกให้เหลือติดกะทะแค่เล็กน้อย ใส่กระเทียมที่เราทุบไว้ลงไป คนจนเป็สีเหลือง อืมมม กลิ่มหอมมาก ใส่หมูที่เราทอดแล้วลงไปผัด ปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อย เติมน้ำลงไป เพื่อช่วยให้หมูนุ่มกินง่าย สุดท้ายใส่เผือกลงไปผัด เคี่ยวต่อไปจนสุก ถ้ามีต้นหอมสักหน่อยจะดีเลย แต่ไม่มีนางก็ไม่ใส่ เมื่อสุกได้ที่ก็ตักใส่จาน เตรียมตั้งโต๊ะกินข้าวได้
ซึ่งระหว่างที่หญิงสาวกำลังทำหมูผัดเผือก ก็ได้บอกวิธีทำโจ๊กให้กับไป่ซิงไปด้วย ซึ่งทั้งสองอย่างก็เสร็จพร้อม ๆ กัน
“เสร็จแล้ว พวกเราตั้งโต๊ะกินข้าวกันเถอะ นี่ก็สายมากแล้ว”
เด็กทั้งคู่ตั้งโต๊ะทันที คนนึงถือหม้อโจ๊ก คนนึงถึงถือถ้วยชาม ส่วนนาง ถือหมูผัดเผือกและกากหมูโรยเกลือ
ชิงอีวางจานลงบนโต๊ะ ซึ่งพอดีกับที่ซิงเอ๋อกำลังตักโจ๊กแจกทุกคน
เมื่อพร้อมกันแล้ว เด็ก ๆ ก็มองมาที่นางอย่างรอคอยให้นางกินก่อน ซึ่งนางก็ไม่ขัดศรัทธาอยู่แล้ว เริ่มด้วยการตักหมูผัดเผือกก่อนเลย
‘อืมมม หมูก็นุ่ม เผือกก็หนึบ หอม อร่อยเหมือนกันนะนี่ ฝีมือยังไม่ตก ไม่เสียชื่อแล้ว อิอิ’ นางหลับตาลงขณะที่เคี้ยวเพื่อััถึงรสชาติของอาหาร
เมื่อนางลืมตาขึ้นมาก็เห็นเด็กทั้งคู่ก้มหน้าก้มตากินไม่พูดไม่จากันเลยทีเดียว
ผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป อาหารทุกอย่างบนโต๊ะ หมดเกลี้ยงไม่เหรอเลย ดีนะที่นางแบ่งของมื้อเที่ยงไว้ในครัวแล้ว ถ้าเอาออกมาทั้งหมดก็คงไม่เหลือเช่นกัน
สรุปแล้วมื้อนี้ ซิงเอ๋อตักโจ๊กไปสองชาม เสี่ยหลานสามชาม ส่วนนางหนึ่งชามครึ่ง นี่มันรายการแข่งกินจุเหรอ กินกันเยอะมาก สงสัยจะอร่อยมากเลยกินกันเพลินไปหน่อย
เด็ก ๆ เมื่อกินอิ่มแล้ว ถึงกับนั่งหลังตรงเอามือลูบท้องที่ป่องอย่างเห็นได้ชัดของตัวเองไปมา แล้วพูดว่า
“อร่อยมากเลยเ้าค่ะ ข้าไม่เคยได้กินอิ่มขนาดนี้ อร่อยจนแทบจะกลืนลิ้นเลย” ว่าแล้วก็แลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปาก บ่งบอกว่าอร่อยแค่ไหนและอยากกินอีก แต่ก็อิ่มแล้ว
“จริงเหมือนที่น้องเล็กบอกเลยขอรับ อร่อยจนแทบกลืนลิ้นเลย ถ้ายังไม่อิ่มข้าสามารถกินต่อได้เรื่อย ๆ เลยนะขอรับ” เสี่ยวหลานพูดไปก็ยิ้มไปอย่างมีความสุขที่ได้กินของอร่อย
สงสัยจะลืมทำตัวเป็ผู้ใหญ่ แต่ก็อย่างว่าอะนะ เด็กอย่างไรก็ยังเป็เด็กอยู่วันยังค่ำ รู้สึกอย่างไรก็แสดงออกมาแบบนั้น ปกปิดไม่มิดหรอก
“พวกเ้าอิ่มและอร่อยกันก็ได้แล้ว” นางพูดแล้วยิ้มอย่างมีความสุข ที่มีคนชมและชอบอาหารที่นางทำ แม้ตอนนี้จะมีแค่เด็กน้อยสองคนก็ตาม แต่ในภายภาคหน้าอาจจะมีอีกคนเพิ่มมาก็ได้ใครจะไปรู้ ใช่มะ (เราไม่รู้/ไรท์)
‘เสน่ห์ปลายจวัก ผั.. สามีรัก สามีหลง หุหุหุ’
Talk
ไรท์ : ยังเป็แค่สามีในนาม อย่าเพิ่งออกตัวแรง
ชิงอี : จะในนาม หรือไม่ในนามก็สามีเหมือนกันแหละ
ไรท์ : แต่เธอยังนึกหน้าเขาไม่ออกเลยนะ เป็ภรรยาภาษาอะไร ลืมหน้าสามีตัวเอง
ชิงอี : อย่าย้ำได้มะ คิดแล้วเจ็บจี๊ดดด