King - of - Element

    ตอนที่ 36


       สองนักโทษระดับควบคุมพิเศษกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่พวกเขาไม่เคยพบเห็นมาก่อนภายในสถานที่แห่งนี้ พวกเขากกำลังดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดจากความตายแสนทรมานที่กำลังถูกยัดเยียดไว้ให้ภายใต้เงื่อนไขของสถานที่คุมขังพิเศษแห่งนี้ ตัวผมที่พึ่งถูกดาร์คเอลฟ์โบราณจัดการลงอย่างสู้ไม่ได้ จนระบบได้สุ่มสถานที่เกิดให้ใหม่ ผมเกิดขึ้นมาอีกครั้งบนหน้าเนินภูเขาสูงใหญ่พอมองลงไปด้านล่างจะเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามน่าเชยชม ซึ่งผิดกับมอนสเตอร์แสนอันตรายที่อาศัยในที่แห่งนี้มากนัก การตายของผมในครั้งนี้จะเป็นบทเรียนให้ผมได้จดจำมันไปตลอดชีวิต ผมได้สัญญากับตัวเองตั้งแต่ตอนที่ถูกสังหารว่าจะต้องเก่งขึ้นกว่านี้ และเอาชนะมันให้ได้ก่อนที่จะพ้นโทษออกไปจากสถานที่แห่งนี้ แต่ตอนนี้ผมต้องพักเรื่องแก้แค้นเอาไว้ก่อน เพื่อที่จะหาวิธีการเอาตัวรอดภัยอันตรายรอบข้างแทน ผมพลางเดินสำรวจพื้นที่โดยรอบไปเรื่อยๆจนเข้ามาในป่าดิบชื้นลึก ซักพักผมก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารเข้มข้นคล้ายกับพวกดาร์คเอลฟ์โบราณไม่มีผิด ผมรีบหันหน้าไปหาทิศทางที่สัมผัสได้พร้อมกับเสียงของการต่อสู้ที่กำลังดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าจะไปต่อดีหรือไม่ ผมไม่อยากให้เหตุการณ์ที่ตัวเองต้องแพ้คู่ต่อสู้ และตายเกิดขึ้นซ้ำสองอีกแล้วเพราะการตายในสถานที่แห่งนี้มันชั่งทรมานเสียจริง แต่ยังไงซะมันก็เป็นแค่เกม หาเรื่องสนุกๆใส่ตัวจะดีกว่า แล้วอีกอย่างหนึ่งผมอาจจะได้เจอกับราชันย์สายฟ้าที่ถูกจำคุกเช่นเดียวกับผมด้วย แม้ว่าเราจะพึ่งต่อสู้กันมาจนจะเป็นจะตาย แต่การได้เจอคนที่แข็งแกร่งแบบเขาในสถานการณ์แบบนี้มันอาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ในการผูกมิตรกันเอาไว้ก่อน เมื่อคิดได้ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจพุ่งตัวไปยังจุดเกิดเหตุที และไม่นานผมก็ถึงที่หมาย ฝูงเซนทอร์ดูทรงพลังนับสิบตัวกำลังสลับกันรุมเข้าจู่โจมชายวัยกลางคนอยู่อย่างโหดเหี้ยม และเหมือนโชคชะตาจะเข้าข้าง เพราะว่าชายคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือราชันย์แห่งสายฟ้าที่ผมพึ่งสู้ด้วยก่อนจะโดนจับมาขังด้วยกันแบบนี้ ตอนนี้ผมเริ่มมีความคิดที่จะช่วยเขา เพราะในสถานการณ์แบบนี้อยู่ด้วยกันคงมีอัตรารอดชีวิตที่สูงกว่าอย่างแน่นอนแม้จะไม่แน่ใจว่าพอช่วยเขาแล้ว ราชันย์สายฟ้าจะเป็นมิตรกับผมอยู่หรือไม่ก็ตาม ผมเริ่มมองหาช่องว่างในการช่วยเหลือเขาออกมาแต่ก็ไม่พบมันเสียที จนในที่สุดเขาก็ทำสิ่งที่น่าเหลือเชื่อโดยการเรียกสายฟ้าในภาพที่โดนงดใช้ทักษะให้ลงมาช็อตพวกเซนทอร์จนแตกกลุ่มออกไปคนละทิศละทาง ผมอาศัยจังหวะนี้รีบพุ่งตัวพาเขาออกมา และเริ่มหนีทันที พวกเราหนีกันได้ซักพัก แต่ท้ายที่สุดก็ถูกต้อนจนมุมอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อสถานการณ์เป็นแบบบนี้ผมเลยตัดสินใจที่จะไปตายเอาดาบหน้าโดยการโยนแวนกัสลงหน้าผาไป.......เพื่อเปิดเส้นทางก่อน จากนั้นผมก็กระโดดลงตามไปติดๆ “อ๊ากกก! ไอ่บ้านี่มันกล้าโยนฉันลงหน้าผาแบบนี้ได้ยังไง๊!! อะ อุ๊ปป!” แวนกัสร้องโวยวายทันทีที่ถูกโยนลงหน้าผามาก่อนที่ตัวเขาจะตกลงบนแม่น้ำขนาดใหญ่ กระแสน้ำอันเชี่ยวกราดพัดพาลพวกเขาไปที่ใดก็ไม่ทราบได้จนในที่สุดก็มาหยุดเกยตรงเนินทรายอันกว้างใหญ่ “ฟู่วว ฮ่า...” ผมพยายามหายใจออกมาหลังจากที่พึ่งตะเกียกตะกายขึ้นมาจากน้ำได้ แวนกัสเองก็เป็นแบบเดียวกัน เขาลุกขึ้นถามผมพร้อมปัดเนื้อปัดตัวของตัวเองเพื่อเอาเศษหินดินทรายออกไป “นี่นายเป็นใครกันแน่!?” แวนกัสถามอย่างสงสัย “คนที่ช่วยชีวิตคุณไง” ผมตอบกลับไปสั้นๆพลางกวาดตาไปรอบๆเพื่อสำรวจพื้นที่อันแปลกตานี้ “เรื่องนั้นก็ขอบคุณละกัน อะ แต่เดี๋ยวก่อนนะ ทำไมนายดูคุ้นๆ...หรือว่า ราชันย์แดง!?” แวนกัสเอะใจอยู่แล้วว่าคนตรงหน้านี้เป็นใครกันแน่ที่แข็งแกร่งพอถึงขั้นช่วยเขาออกมาจากวงล้อมของพวกเซนทอร์ที่แข็งแกร่งได้แบบนั้น และมาอยู่ในคุกพิเศษนี้กับเขา ซึ่งคำตอบมันก็ชัดเจนแต่แรกแล้ว "แล้วถ้าใช่ คุณยังอยากจะสู้กับผมอีกหรือเปล่า?" ผมถามหยั่งเชิงดู เพราะถ้าจะต้องมาคอยระแวงว่าจะโดนโจมตีจากคนใกล้ตัวอยู่ตลอดมันคงไม่ดีแน่ "แน่นอนสิ แต่ฉันคิดว่ามันคงไม่ดีแน่ที่จะมาสู้กันในสถานการณ์แบบนี้ นายไม่คิดว่างั้นหรือ?" แวนกัสนั้นรู้สถานการณ์ปัจจุบันดีว่าเป็นยังไง เขาไม่ใช่เด็กน้อยที่พูดไม่รู้เรื่องจนเอะอะก็จะต่อสู้อย่างเดียว ถึงแม้ว่าตอนนี้เลือดนักสู้ในตัวของเขาอยากจะสู้กับคนตรงหน้าแทบใจจะขาดก็ตาม ผมไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม ทำเพียงยิ้มตอบเพียงเท่านั้นจนทำให้แวนกัสเริ่มหงุดหงิดเบาๆ “เฮ้อ...ชั่งเถอะ ว่าแต่ที่นี่มันอะไรกันเนี่ย!?” รอบๆตัวของพวกเราตอนนี้เต็มไปด้วยเศษซากปรกหักพังในยุคเก่ามากมาย ราวกับอารยธรรมโบราณช่วงล่มสลายเลย "คุณรู้อะไรเกี่ยวกับคุกแห่งนี้รึเปล่า?" ผมถามแวนกัสในขณะที่กำลังเดินสำรวจเศษซากพวกนี้ "ก็พอรู้บ้าง ว่ากันว่าที่นี่เป็นพื้นที่พิเศษที่จะอัพเดทเข้ามาในแพทหน้า แพทปลดล็อคคลาส 10 น่ะ อาจจะเป็นแค่ข่าวลือ หรืออาจจะจริงฉันก็ไม่รู้หรอกนะ แต่เท่าที่ได้มาสัมผัสเองตอนนี้ ฉันว่ามันก็คงจะเป็นเรื่องจริงนั่นแหละนะ" แวนกัสตอบตามสิ่งที่เขาเคยได้ยินมาอย่างไม่ปิดบัง "ก็มีความเป็นไปได้อยู่นะ เพราะมอนสเตอร์ที่นี่แข็งแกร่งมากจนกำไลของระบบไม่สามารถระบุระดับของมันได้เลย" "นายเองก็เคยปะทะกับพวกมันมาแล้วสินะ" "อืม ตายมาครั้งหนึ่งแล้วน่ะ" "หะ!? คงแข็งแกร่งอย่างนายเนี่ยนะ!" "แหม๋ๆ คุณก็เกือบตายไม่ใช่รึไง ถ้าผมไปช่วยไว้ไม่ทันน่ะ" ผมพูดย้อนไปจนแวนกัสก็ได้แต่ก้มหน้ายอมรับในความจริงข้อนั้นอย่างช่วยไม่ได้ พวกเราหยุดคุย และเดินสำรวจลึกลงไปเรื่อยๆ พอยิ่งเดินยิ่งพบอะไรมากขึ้น ร่องรอยการต่อสู้เกิดขึ้นทั่วทั้งเมือง ลูกศรธนูปักเข้าหินหนาจนจมไปครึ่งดอกบ่งบอกถึงความรุนแรงของมันได้เป็นอย่างดี โครงกระดูกขนาดใหญ่กว่าขนาดมนุษย์ทั่วไปมากบ่งบอกถึงการพัฒนาการร่างการให้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อเอาตัวรอดในสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย แต่ดูเหมือนมันจะไม่เพียงพอในการต่อสู้ในครั้งสุดท้ายนี้ ในมือของแต่ละร่างถืออาวุธครบมือราวกับกำลังสู้กับผู้บุกรุกสุดแข็งแกร่งอย่างสุดใจก่อนพวกเขาจะตายไป แต่พอเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆก็เริ่มเห็นเศษโครงกระดูกของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่ดูยังไงก็ไม่ใช่โครงกระดูกของมนุษย์เลย เท่าที่คิดได้ตอนนี้คงจะเป็นเศษซากของพวกมอนสเตอร์ในป่าใหญ่ข้างบนนั้นเป็นแน่ คาดว่ามนุษย์ที่มีรูปร่างใหญ่โตพวกนี้คงใช้พวกมันเป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อช่วยต่อสู้ หรือไม่ก็กำลังทำสงครามกับพวกมันอยู่ก็เป็นได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นในทิศทางไหน ในพื้นที่แห่งนี้มันก็อันตรายอยู่ดี พอเริ่มเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จู่ๆพวกเราก็เริ่มสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ขุ่นมัว อึดอัด น่ากลัว น่าขนลุก แต่ก็รู้สึกน่านับถือ และศรัทธาในเวลาเดียวกัน ความรู้สึกนั้นมันค่อยๆรุนแรงขึ้น เพิ่มมากขึ้น เมื่อเข้าใกล้จุดที่ปล่อยพลังงานดังกล่าวออกมา ตอนนี้ผมต้องประคองสติของตัวเองให้มั่นในการทนจิตสังหารที่เข้มข้นในสภาพที่ไร้ทักษะ ไร้ไอเทมแบบนี้ พอเดินมาถึงยังจุดที่คิดว่าเป็นที่มาของแหล่งพลังงานที่สัมผัสได้นั้น ก็พบว่าเบื้องหน้าของพวกเรานั้นมีสิ่งก่อสร้างร่วมสมัยตั้งเด่นอยู่ มันมีลักษณะคล้ายกับโบสถ์ของพวกโรมันโบราณ มันมีสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดต่างจากเศษซากของบ้านเรือนที่เดินผ่านมา คาดว่าคงมีอะไรบางอย่างอันทรงพลังที่คอยปกป้องมันเอาไว้ และเป็นต้นเหตุของพลังอันมหาศาลที่สัมผัสได้อยู่ในตอนนี้ ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูบานใหญ่เข้ามาข้างในก็พบกับความอลังการของงานสร้างของการออกแบบภายใน มันสวยงามมากถึงขนาดที่ทำให้พวกเราตาค้างจนเป็นประกายวิบวับ และลืมเรื่องความโหดร้ายที่ผ่านมาตลอดทั้งวันเสียหมด เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นเมื่อครั้นกาลสมัยถูกถ่ายทอดโดยช่างฝีมือที่มากประสบการณ์ พวกเขาบรรจงงานอย่างละเอียด และตั้งใจ เปลี่ยนความคิดของพวกเขาให้แปรเปลี่ยนเป็นรูปภาพที่งดงามที่บรรจงสลักลงบนทั่วผนังของโบสถ์จนเกิดเป็นเรื่องราวที่เล่าเป็นตอนๆไปอย่างน่าสนใจ ผมเดินดูภาพเหล่านั้นไปเรื่อยๆอย่างเพลินๆ พลางคิดจะปะติดปะต่อเรื่องราวที่ภาพเหล่านี้ตั้งใจจะสื่อความหมายออกมา บางภาพนั้นสวยงามน่ามอง บางภาพนั้นมองแล้วหดหู่ บางภาพนั้นดูโหดร้ายทารุณ บางภาพนั้นแข็งแกร่งดูน่าเกรงขาม แต่บางภาพนั้นแสนจะอ่อนโยน และอ่อนหวาน ซึ่งมันให้ความรู้สึกหลากอารมณ์แก่ผู้ที่ได้อ่านมันจนยากที่จะจับใจความว่าพวกเขาต้องการสื่อถึงอะไรกันแน่ ในขณะที่พวกเรากำลังเดินสำรวจพื้นที่ภายในโบสถ์อยู่นั้น จู่ ๆบรรยากาศภายในก็เริ่มขุ่นมัวขึ้นอีกครั้ง แถมยังรุนแรงกว่าคราวแรกหลายเท่าตัว เกิดเสียงบางอย่างดังขึ้นตรงเวทีด้านหน้า ซึ่งข้างบนเวทีจะมีบัลลังก์ที่แสนจะอลังการตั้งเด่นสง่าไว้อยู่ ครืนๆ! วิ้งๆ!เกิดแสงสว่างจ้าขึ้นจนผมต้องยกมือขึ้นมาบังสายตาเอาไว้ แสงนั้นมันค่อยๆอ่อนลิบหรี่จนแปรเปลี่ยนเป็นมืดสนิทไป จากนั้นก็เกิดกลุ่มควันลอยโขมงรอบๆบัลลังก์ก่อนจะปรากฏเงาร่างสูงใหญ่ในมือถืออาวุธสงครามครบมือพร้อมที่จะไปออกรบยืนอยู่ด้านหน้าบัลลังก์นั้น บรรยากาศ ณ ตอนนี้อึดอัดเป็นที่สุดตั้งแต่ร่างเงาปริศนานั้นโผล่มา แต่มันกลับไม่รู้สึกถึงรังสีแห่งการฆ่าฟันเหมือนตอนที่อยู่ด้านนอกเลยแม้แต่น้อยราวกับว่าตอนนี้เขาไม่ได้ปรากฏตัวเพื่อที่จะต่อสู้ยังไงยังนั้น ผมฉุดคิดอะไรบางอย่างอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจตะโกนถามออกไปสิ่งตรงหน้า “คุณเป็นใครกัน!!?.......” “คำถามนั้น.......ข้าต้องเป็นคนถามพวกเจ้าไม่ใช่หรือไง!?” เจ้าของร่างปริศนาตะโกนเสียงแข็งกลับมา แต่ทว่าเพียงแค่เสียงตะโกนของเขานั้นมันกลับทำให้พวกผมรู้สึกได้ถึงพลังอันมหาศาลจนแทบจะประคองสติของตัวเองเอาไว้ไม่อยู่แล้ว และไม่ช้าร่างของเขาก็ค่อยๆเผยออกมาให้ได้เชยชมรูปร่างนั้น เขาเป็นชายแก่มีหนวดเคราสีขาวยาวเฟ้ย ร่างกายสูงใหญ่กำยำเกือบ 3 เมตร กล้ามหนาเป็นมัดๆที่แม้จะอยู่ภายใต้ชุดเกราะก็สังเกตเห็นได้ไม่ยาก เกราะหนาของเขาเก่าคร่ำครึที่ประดับประดาไปด้วยร่องรอยที่เกิดจากการต่อสู้นับครั้งไม่ถ้วนแต่ยังคงความแข็งแกร่งเอาไว้ดังเดิม และสวยงามอย่างสง่า ในมือขวาถือขวานสองคมขนาดใหญ่พาดไว้ตรงบ่า มือซ้ายกระชับโล่ทรงกลมขนาดเกือบเท่าตัวไว้แน่น บนหัวสวมหมวกเหล็กที่มีเขาสองเขางอกออกมา มันทั้งยาว และใหญ่ดูน่าเกรงขามเป็นที่สุด ผู้เล่นพบ ผู้พิทักษ์วิหารศักดิ์สิทธิ์ เอราก้อน ระดับ ?? (คลาส ??) ค่ะ “อีกแล้วเรอะ!?....” ผม กับแวนกัสพูดพร้อมกันทันทีที่ระบบแจ้งรายละเอียดบุคคลตรงหน้า เพราะนี้มันหนีเสือปะจระเข้ชัดๆ..........

    คล้ายกับเรื่องKing - of - Element ที่คุณอ่าน