จารึกที่ 289 : วิกฤตศิษย์น้องหญิง : สังหารไร้ปรานี
ม่านหมอกสีโลหิตที่เคยลอยอวลอยู่เหนือหุบเขาดาราดับ ถูกแหวกออกเป็นทางยาวประหนึ่งแผลเป็นบนใบหน้าของท้องฟ้า มหานาวาปราณแห่งสูญตาพุ่งทะยานแหวกมิติอากาศด้วยความเร็วดุจดาวตกสีดำทมิฬ วิหคอสูร 9 เศียรปีกทมิฬที่รับหน้าลากพาหนะ บัดนี้กระพือปีกทั้ง 4 คู่ด้วยความฮึกเหิม ร่างกายของมันที่เคยบาดเจ็บสาหัส ได้รับการเยียวยาด้วยโอสถโลหิตชั้นเลิศจนกลับมาทรงพลังยิ่งกว่าเดิม
บนแท่นบัญชาการของเรือเหาะรบ อาเจียยืนเอามือไพล่หลัง นัยน์ตาสีเงินยวงทอดมองไปเบื้องหน้า ทิศทางที่พวกเขาตั้งเป้าหมายไว้คือศูนย์กลางของทวีปหุบเขาต้องห้าม... สถานที่ตั้งของ 'วิหารเทพอนันตกาล'
เบื้องหลังของจอมละโมบ กลุ่มสหายกำลังนั่งขัดสมาธิซึมซับพลังงานหยดสุดท้ายจากทรัพยากรที่อาเจียปล้นมาให้ หลังจากผ่านการบ่มเพาะในโลกใบเล็กที่อัดแน่นด้วยปราณบริสุทธิ์ และเวลาที่แตกต่างจากข้างนอก รังสีของทุกคนล้วนก้าวกระโดด! เฟิงหลิงเอ๋อร์และหลินชิงเสวี่ย ผู้ซึ่งแต่เดิมมีปราณแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ บัดนี้ผิวพรรณของพวกนางเปล่งประกาย พลังดาราและเหมันต์ในร่างควบแน่นจนถึงขีดสุด ก้าวล่วงเข้าสู่สภาวะ 'วิญญาณแรกเริ่มครึ่งก้าว' อย่างสมบูรณ์แบบ!
"พลังงานของทวีปนี้สกปรกและบิดเบี้ยว ทว่าเมื่อนำมาสกัดหลอมผ่านความว่างเปล่าและอักขระหลิง มันกลับเป็นพลังปราณชั้นดีได้ในที่สุด" และคงมีแค่อาเจียเท่านั้นที่มีความสามารถทำเช่นนี้ได้
อาเจียพึมพำกับสายลมมรณะ ชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งของมิตรสหาย ทว่าในดินแดนที่ขั้วอำนาจระดับวิญญาณแรกเริ่มเดินกันขวักไขว่ พลังเพียงเท่านี้ยังไม่อาจการันตีความปลอดภัยได้ 100 ส่วน
ในขณะที่มหานาวาปราณกำลังพุ่งทะยานข้ามผ่านยอดเขาสีดำทะมึนลูกหนึ่ง...
กฎเกณฑ์มิติเบื้องหน้า พลันเกิดการบิดเบือนอย่างรุนแรงและวิปริตจนก้าวล่วงสามัญสำนึก!
"เปรี้ยงงงงงงงงงงง!!!"
ปราศจากเมฆฝน ทว่าอสนีบาตสีทองอร่ามขนาดเท่าลำต้นของต้นไม้ 1000 ปี พุ่งผ่าลงมาจากดวงตาโลหิตบนฟากฟ้า! มันไม่ได้ผ่าลงมาเพื่อทำลายเรือเหาะ ทว่ามันผ่าลงมาเพื่อ 'สร้างกรงขังมิติ'!
เส้นสายสายฟ้าสีทองนับ 10000 เส้น ถักทอประสานกันกลางอากาศธาตุ กลายเป็น 'ตาข่ายสวรรค์' ขนาดมหึมาที่ครอบคลุมพื้นที่นับ 100 ลี้! กฎเกณฑ์แห่งแรงดึงดูดและมิติถูกปิดตายอย่างสมบูรณ์แบบ!
"กี๊ซซซซซซ!" วิหคอสูร 9 เศียรแผดเสียงร้อง มันพยายามจะกระพือปีกฝ่าตาข่ายทองคำ ทว่าทันทีที่ปีกของมันสัมผัสกับเส้นสายฟ้า ขนนกที่แข็งแกร่งดุจโลหะวิญญาณก็ถูกแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน! มหานาวาแห่งสูญตาถูกบังคับให้หยุดชะงักกลางอากาศ!
"มีผู้มาเยือนที่ไม่ได้เชิญ!" ฉินมู่หลางลืมตาขึ้น กระบี่นิรันดร์ในมือสั่นร้องคำราม
"ตาข่ายสวรรค์เศษสวะเช่นนี้... คิดจะขวางทางข้าเชียวหรือ!" อาเจียหรี่ตาสีดำสนิทลง สัมผัสเทวะของเขากวาดพุ่งออกไปทั่วอาณาบริเวณ "ตาข่ายนี้มี 'แกนกลางค่ายกล' ซ่อนอยู่ในมิติที่ซ้อนทับ... ข้าจะไปกระชากแกนกลางมันออกมาแล้วทำลายให้แหลกคามือ! พวกเจ้าจงคุ้มกันเรือเหาะเอาไว้!"
อาเจียไม่รอช้า ชายหนุ่มกระทืบเท้าลงบนหัวกะโหลกอสูร ทะยานร่างแหวกอากาศพุ่งตรงเข้าสู่วงล้อมของสายฟ้าสีทองทัณฑ์สวรรค์ เขาใช้พลังแห่งความว่างเปล่าฉีกทึ้งมิติที่ซ่อนเร้น หายตัววับเข้าไปในใจกลางค่ายกลเพื่อทำลายรากฐานของมันอย่างอหังการ!
เมื่อจอมละโมบจากไป ทิ้งให้มหานาวาปราณและกลุ่มสหายลอยอยู่กลางอากาศธาตุ
บรรยากาศรอบด้านที่เคยเงียบสงบ พลันแปรเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บที่กัดกินลึกลงไปถึงแกนวิญญาณ!
มิติอากาศเบื้องหน้ามหานาวาปราณ เกิดรอยกระเพื่อมประหนึ่งผิวน้ำที่ถูกโยนหินลงไป... จากรอยกระเพื่อมนั้น ปรากฏร่างของชายชรา 3 คนก้าวเดินออกมาอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกก้าวของพวกมัน กลับทำให้ตาข่ายสายฟ้าสีทองสั่นสะเทือนตอบรับ!
ชายชราทั้ง 3 สวมชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ขลิบด้วยดิ้นทองคำ บนหน้าผากของพวกมันสลักอักขระ 'อนันตกาล' ที่เปล่งแสงศักดิ์สิทธิ์จอมปลอม กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของพวกมัน หนักอึ้ง ลึกล้ำ และทรงอำนาจเหนือกว่าผู้คุมกฎที่อาเจียเพิ่งสังหารไปหลายเท่าตัว!
พวกมันคือ 'ผู้อาวุโสสูงสุด' แห่งวิหารเทพอนันตกาล! ยอดเซียนระดับ วิญญาณแรกเริ่มขั้นปลาย!
"กลิ่นอายของพู่กันหินสีดำ... อยู่ที่พวกมันนี่เอง"
ผู้อาวุโสสูงสุดตรงกลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบทว่าบาดลึกเข้าโสตประสาท มันทอดสายตามองข้ามฉินมู่หลางและเฟิงอี้หราน ไปหยุดอยู่ที่ร่างของหลินชิงเสวี่ยและเฟิงหลิงเอ๋อร์ ซึ่งเป็นผู้ที่เพิ่งคลุกคลีกับโลกใบเล็กมามากที่สุด
"มดปลวกต่างถิ่นผู้ต่ำต้อย..." ผู้อาวุโสฝั่งซ้ายแค่นเสียงเย็นเยียบ "พวกเจ้าคิดว่าการมีอสูรวิปริตคอยคุ้มครอง จะทำให้รอดพ้นจากโองการของวิหารเทพได้งั้นหรือ? ตอนนี้มันติดอยู่ในแกนกลางค่ายกลสวรรค์ กว่ามันจะดิ้นหลุดออกมาได้ วิญญาณของพวกเจ้าก็คงถูกสูบไปหล่อเลี้ยงดวงตาโลหิตจนสิ้นแล้ว!"
"ส่งมอบพู่กันนั้นมาแต่โดยดี แล้วคุกเข่ายอมรับความตายซะ! สวรรค์อาจเมตตาเหลือเถ้ากระดูกของพวกเจ้าไว้ให้คนรุ่นหลังได้รำลึกถึง!" ผู้อาวุโสฝั่งขวาประกาศกร้าวเสียงกัมปนาท
กลุ่มสหายบนเรือเหาะต่างเบิกตากว้าง แรงกดดันของระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลายถึงสามคน มันมหาศาลเกินกว่าที่ผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำจะต้านทานไหว! แม้แต่ฉินมู่หลางที่ก้าวล่วงเข้าสู่วิญญาณแรกเริ่มครึ่งก้าว ก็ยังถึงกับกระอักเลือดออกมาเพียงแค่มองสบตากับพวกมัน!
ทว่า... สตรีที่ถูกหมายหัว แม้ร่างจะสั่นสะท้านจากแรงกดดัน กลับกัดฟันฝืนยืนหยัด!
หลินชิงเสวี่ยก้าวออกมาเบื้องหน้า สตรีผู้มีใบหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็ง 1000 ปี ค่อยๆ ชักกระบี่สีฟ้าใสออกจากฝัก ไอเย็นระดับศูนย์สัมบูรณ์ปะทุออกจากร่างของนาง แช่แข็งมวลอากาศที่กดทับให้แตกร้าว!
"สวรรค์ของพวกเจ้า... มันก็แค่ภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปิดบังความขี้ขลาด!"
หลินชิงเสวี่ยเอ่ยเสียงเย็นเยียบ นัยน์ตาของนางสาดประกายความตาย "กระบี่ของข้า... ไม่เคยเรียนรู้วิธีคุกเข่า มันรู้จักเพียงแค่วิธีแช่แข็งพวกอวดดีที่บังอาจมาขวางทางของพวกเรา!"
"พู่กันนี้คือสิ่งสำคัญของศิษย์พี่อาเจีย!" เฟิงหลิงเอ๋อร์ก้าวออกมายืนเคียงข้างศิษย์พี่หญิง เนตรดาราของดรุณีน้อยสว่างวาบเจิดจ้า รัศมีดาราถล่มฟ้าควบแน่นที่ฝ่ามือ "และพวกเราสัญญาว่าจะปกป้องมันด้วยชีวิต! ต่อให้พวกเจ้าเป็นถึงวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลาย... ข้าก็ไม่ยอมให้พวกเจ้ามาแย่งชิงไปง่ายๆ หรอก!"
วาจาที่เด็ดเดี่ยวและท้าทายอำนาจ ทำเอาผู้อาวุโสสูงสุดทั้ง 3 ถึงกับเส้นเลือดปูดโปนด้วยความเดือดดาล!
"เดนมนุษย์ไม่รู้ฟ้าสูงดินต่ำ! บดขยี้พวกมันซะ!"
ผู้อาวุโสทั้ง 3 สะบัดแขนเสื้อพร้อมกัน! ปราณวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลายระเบิดออก ก่อตัวเป็น 'มหันตภัยหอกสวรรค์อนันตกาล' หอกสีทองขนาดยักษ์ 3 เล่ม พุ่งแหวกอากาศธาตุลงมาหมายจะทะลวงร่างของสตรีทั้ง 2 ให้แหลกเป็นผุยผง!
"ตั้งค่ายกลรับมือ!" ฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานพุ่งทะยานเข้ามาขนาบข้าง รังสีกระบี่และอัคคีบรรพกาลถูกรีดเค้นจนสุดชีวิต! เย่ปิงอวิ๋นเรียกรากไม้วิญญาณขึ้นมาถักทอเป็นโล่พฤกษานับ 10 ชั้น!
"เปรี้ยงงงงงงงงงงงงงง!!!"
การปะทะดังกัมปนาทสะเทือนแผ่นฟ้า! โล่พฤกษาของเย่ปิงอวิ๋นถูกหอกสีทองทะลวงแตกกระจุยในพริบตา! อัคคีบรรพกาลของเฟิงอี้หรานถูกฉีกกระชาก! เจตจำนงกระบี่ของฉินมู่หลางต้านทานได้เพียงเสี้ยวลมหายใจก่อนจะแหลกสลาย บุรุษทั้ง 2 และเย่ปิงอวิ๋นกระเด็นกระอักเลือดลอยไปกระแทกกับกระดองเรือเหาะ อาการบาดเจ็บสาหัสแทบสิ้นสติ!
ความต่างชั้นของพลังมันมหาศาลเกินไป!
ทว่า หอกสีทอง 2 เล่มที่พุ่งเป้าไปที่หลินชิงเสวี่ยและเฟิงหลิงเอ๋อร์ กลับพบกับการต่อต้านที่ดิ้นรนสุดชีวิต!
"เหมันต์บรรพกาล... ดับสูญวัฏจักร!"
หลินชิงเสวี่ยกัดปลายลิ้น พ่นโลหิตวิญญาณลงบนใบกระบี่! นางรีดเค้นเจตจำนงเหมันต์ทั้งหมด คลื่นความเย็นพุ่งเข้าปะทะกับหอกฟ้าดิน! ทว่าแรงสะท้อนกลับทำให้นางกระอักเลือดสีคล้ำ ร่างกายบอบช้ำสาหัส หอกสีทองเพียงแค่ถูกแช่แข็งจนชะลอความเร็วลง ทว่ามิได้แตกสลายไปทั้งหมด!
ส่วนทางด้านเฟิงหลิงเอ๋อร์ นางเบิกเนตรดาราจนเลือดไหลออกจากหางตา!
"ดาราถล่มฟ้า... สยบเทพ!"
อุกกาบาตหินที่ถูกบีบอัดด้วยความกดดันระดับวิญญาณแรกเริ่มครึ่งก้าว พุ่งทะลวงจากรอยแยกมิติ กระแทกเข้ากับหอกสีทองของศัตรูอย่างจัง! อุกกาบาตระเบิดออกเป็นจุล แรงกระแทกทำดรุณีน้อยร่างทรุดลงกับพื้น โลหิตไหลทะลัก ทว่ามันก็สามารถหักเหทิศทางของหอกให้พุ่งพลาดไปแทงทะลุหน้าผาด้านหลังแทน!
การประสานงานและพลังที่ซ่อนเร้นของสตรีทั้ง 2 ทำให้ผู้อาวุโสสูงสุดทั้ง 3 ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง!
"บ้าน่า! ผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำ เหตุใดจึงมีพลังที่สามารถปัดป้องวิชาของวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลายได้!"
"อย่าประมาทพวกมัน! ใช้ค่ายกลประสานสังหาร!"
ผู้อาวุโสสูงสุดทั้ง 3 ไม่รอช้า พวกมันขยับตำแหน่งเป็นรูปสามเหลี่ยมล้อมรอบหลินชิงเสวี่ยและเฟิงหลิงเอ๋อร์ที่กำลังทรุดฮวบและหอบหายใจอย่างหนักหน่วง การใช้พลังฝืนขีดจำกัดเมื่อครู่ ผลาญลมปราณของพวกนางไปจนหมดสิ้น
ชายชราทั้ง 3 ผสานมือเข้าด้วยกัน รีดเค้นแก่นวิญญาณแรกเริ่มในจุดตันเถียน หลอมรวมกฎเกณฑ์ของวิหารเทพเข้าด้วยกัน!
"มหาบัญชาสวรรค์... ตรีทูตพิพากษาวิญญาณ!"
ท้องฟ้าเบื้องบนพลันมืดครึ้ม! ไม่ใช่ความมืดของความว่างเปล่า ทว่ามันคือความมืดที่เกิดจากการรวมตัวของกฎเกณฑ์การประหาร! 'ดาบสีทองขนาดยักษ์' ยาวกว่า 100 จั้ง ค่อยๆ โผล่พ้นออกมาจากหมู่เมฆ! ดาบเล่มนี้มิได้สร้างจากปราณ ทว่ามันเกิดจาก 'เจตจำนงแห่งความตาย' ของวิหารเทพอนันตกาล!
พลานุภาพของมันหนักอึ้งเสียจนแผ่นดินเบื้องล่างทรุดตัวลง มิตรสหายที่บาดเจ็บพยายามจะลุกขึ้นไปช่วย ทว่าถูกแรงกดทับกดร่างให้แนบชิดกับพื้นศิลา ไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่ปลายนิ้ว!
"จบสิ้นแล้ว... พวกสวะ... จงคุกเข่ารับการประหารซะ!" ผู้อาวุโสสูงสุดตวาดลั่น ชี้นิ้วสั่งการให้ดาบประหารสีทองฟาดฟันลงมายังลำคอของหลินชิงเสวี่ยและเฟิงหลิงเอ๋อร์!
เงาของคมดาบสีทองทาบทับลงบนใบหน้าของสตรีทั้ง 2 ความตายอยู่ห่างเพียงแค่กระดาษกั้น
ทว่า... ท่ามกลางวิกฤตแห่งความเป็นความตาย หลินชิงเสวี่ยและเฟิงหลิงเอ๋อร์กลับมิได้หลับตาด้วยความหวาดกลัว!
ริมฝีปากของหลินชิงเสวี่ยปรากฏรอยยิ้มที่บางเบาทว่างดงามที่สุด นางกระชับด้ามกระบี่ในมือแน่น ส่วนเฟิงหลิงเอ๋อร์ก็เงยหน้ามองคมดาบด้วยแววตาที่สาดประกายความเชื่อมั่นอย่างสุดซึ้ง
"พวกเจ้า...คงไม่เคยได้ยิน และไม่รู้จักเขาจริงๆ สินะ..." หลินชิงเสวี่ยพึมพำ น้ำเสียงของนางแผ่วเบาทว่าดังก้องในความเงียบ
ผู้อาวุโสทั้ง 3 ขมวดคิ้ว "เจ้าพล่ามสิ่งใดก่อนตาย!"
นางหมายความว่า..." รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏบนใบหน้าของสหายอีกคน "พวกเจ้าดันไปแตะต้อง 'สมบัติล้ำค่า' ที่เขาหวงแหนที่สุดเข้าแล้วน่ะสิ! เตรียมใจไว้เถอะ สำหรับคนผู้นั้น... หนี้ชีวิตที่จ่ายด้วยวิญญาณมันยังน้อยไป เขาจะตามไปลอกคราบพวกเจ้าจนเหลือแต่เถ้ากระดูก เพื่อชดใช้ค่าทำขวัญให้พวกเรายังไงล่ะ!
"วาบบบบบบบบบบบบ!!!"
ในเสี้ยววินาทีที่คมดาบประหารสีทองกำลังจะบั่นคอของสตรีทั้ง 2!
ท้องฟ้าที่เคยมืดครึ้มด้วยกฎเกณฑ์ของวิหารเทพ... พลันถูก 'กลืนกิน' ด้วยความมืดมิดที่ลึกล้ำ บริสุทธิ์ และป่าเถื่อนยิ่งกว่า! มันคือความมืดมิดที่ปราศจากแสงสว่าง ปราศจากเสียง และปราศจากพลังใดๆ ทั้งสิ้น!
ตาข่ายสายฟ้าสีทองที่ปิดกั้นมิติ... พลันแตกสลายเป็นผุยผงประหนึ่งใยแมงมุมเก่าๆ ที่ถูกลมพายุพัดกระจุย!
ทว่าในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง... พร้อมกับเสียงกัมปนาทแห่งความโกรธเกรี้ยวที่คุ้นเคย ก็ดังก้องสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเอกภพ!
"ใครกล้าแตะต้องคนของข้า... บิดาจะริบวิญญาณพวกมันล้างโคตร!!!"
วูบ!
ปราศจากการแหวกมิติ ปราศจากแสงสว่างของการปรากฏตัว! บุรุษในชุดคลุมสีดำที่ขาดวิ่น พลันมายืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าของหลินชิงเสวี่ยและเฟิงหลิงเอ๋อร์ ราวกับเขาอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่ต้น!
อาเจียไม่ได้งัดศัสตราวิเศษใดๆ ออกมา ชายหนุ่มเพียงแค่แหงนหน้ามองดาบประหารสีทองขนาดยักษ์ที่กำลังฟาดฟันลงมา นัยน์ตาสีเงินยวงของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง!
"ของเด็กเล่นที่ใช้พลังงานสิ้นเปลืองเช่นนี้... พวกเจ้าคิดจะเอามาฟันลูกหนี้ของข้างั้นหรือ!"
อาเจียยกแขนขวาที่เปลือยเปล่าขึ้นเบื้องหน้า แขนของเขาสลักทับด้วย 'อักขระมารบรรพกาล' ที่กำลังเดือดพล่านประหนึ่งมังกรโลหิตที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหล!
เขาไม่ได้ใช้พลังต้านทาน... ทว่าเขาใช้กายเนื้อ 'ยื่นมือ' ออกไป 'คว้า' คมดาบประหารสีทองนั้นด้วยมือเปล่า!!!
"เปรี้ยงงงงงงงงงง!!!"
การปะทะที่ก้าวล่วงวิสัยเซียนบังเกิดขึ้น! ทว่าการรับดาบระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลายด้วยมือเปล่า ย่อมต้องจ่ายด้วยราคาที่แสนสาหัส! อาเจียกระอักเลือดสีดำคล้ำออกมาคำโต กระดูกท่อนแขนขวาส่งเสียงลั่นร้าว ผิวหนังฉีกขาดจนเลือดสาดกระเซ็น! ดาบประหารชะงักงันอยู่กลางอากาศธาตุ ทว่าอำนาจทำลายล้างของมันก็แทบจะฉีกกระชากจุดตันเถียนของเขา!
"บ้าน่า! รับดาบพิพากษาด้วยมือเปล่า!" ผู้อาวุโสสูงสุดทั้ง 3 เบิกตากว้างจนเลือดซึมออกจากหางตา วิญญาณแรกเริ่มในจุดตันเถียนสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้!
"รับงั้นหรือ? ข้าไม่ได้ตั้งรับ..."
อาเจียแสยะยิ้มที่ทำให้มัจจุราชยังต้องหลั่งน้ำตา แม้เลือดจะไหลท่วมปาก "ข้ากำลัง 'ริบทรัพย์สิน' ต่างหาก!"
ทันทีที่สิ้นคำพูด! อักขระมารบนแขนของอาเจียเปิดวงจรแห่งการกลืนกินขั้นสูงสุด ผสานกับอำนาจแห่ง 'เนตรสูญตา' ในจุดตันเถียน!
"ซูมมมมมมมมมม!"
ดาบประหารสีทองที่แข็งแกร่ง... เริ่มบิดเบี้ยว! กฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ถูกทำลายล้างให้กลายเป็นเพียงก้อนพลังงาน! ก่อนที่อักขระมารจะอ้าปากกว้าง ดูดกลืนพลังงานสีทองมหาศาลนั้น เข้าสู่เส้นชีพจรของอาเจียอย่างตะกละตะกลาม!
อาเจียกัดฟันกรอด ผลาญอายุขัยและพลังปราณเพื่อเปิดใช้เนตรสูญตาถึงขีดจำกัด! เพียงไม่กี่ลมหายใจ ดาบขนาดยักษ์ก็ถูกสูบกลืนหายไปจนหมดสิ้น ทว่าร่างของเขาก็โซเซแทบทรุด!
"อ๊ากกกกกก! พลังของพวกเรา!" ผู้อาวุโสทั้ง 3 กระอักเลือดคำโต การถูกกลืนกินวิชาก้นหีบส่งผลสะท้อนกลับทำลายวิญญาณแรกเริ่มของพวกมันอย่างรุนแรง!
"เป็นแค่คนชราที่ใกล้ตาย... กลับกล้าแสดงกฎเกณฑ์จอมปลอมมาข่มขู่คนของข้า..."
อาเจียค่อยๆ ลดแขนขวาลง รังสีวิญญาณแรกเริ่มขั้นต้นแผ่ซ่านกดทับหุบเขาดาราดับ แม้ร่างจะเต็มไปด้วยบาดแผลและการสะท้อนกลับของพลัง เขาก็ฝืนก้าวล่วงมิติพุ่งทะยานเข้าหาผู้อาวุโสสูงสุดทั้ง 3 ด้วยความเร็วดุจวิญญาณแค้น!
"สังหารมัน! ระเบิดแก่นวิญญาณ!" ผู้อาวุโสทั้ง 3 สติแตก พวกมันรู้ดีว่าหนีไม่พ้น จึงตัดสินใจจะดึงศัตรูไปลงนรกด้วยกัน!
"ระเบิดวิญญาณ? เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้ทรัพยากรที่มีค่าเช่นนั้น สูญเปล่าไปกับการระเบิดงั้นหรือ!"
อาเจียแค่นเสียงหัวเราะ ชายหนุ่มปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าผู้อาวุโสคนแรกในพริบตา!
"เนตรสูญตา... ดับสูญ!"
การจ้องมองเพียงครั้งเดียว! กฎเกณฑ์แห่งการจุดชนวนวิญญาณในร่างของคนเฒ่า พลันถูกลบล้างให้กลายเป็นความว่างเปล่า! วิญญาณแรกเริ่มที่กำลังจะระเบิด กลับหยุดนิ่งและสงบลงอย่างประหลาด!
"นี่... นี่มันมรรคาอันใดกัน..." ชายชราเบิกตากว้าง
"มรรคาแห่งเจ้าหนี้ไงเล่า!"
"กร้วมมมมม!"
อาเจียใช้มือขวาที่อาบด้วยเลือดและอักขระมาร ทะลวงผ่ากลางอกของผู้อาวุโสสูงสุด! เขาไม่ได้ทำลายวิญญาณ... ทว่าเขา 'กระชาก' เอาแก่นวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลายที่สมบูรณ์ ออกมาจากจุดตันเถียนของศัตรูทั้งเป็น!
"อ๊ากกกกกก!" ชายชราแผดเสียงร้องโหยหวนที่สุดในชีวิต ร่างเนื้อที่ไร้วิญญาณร่วงหล่นลงดิ่งพสุธา
อาเจียไม่หยุดเพียงเท่านั้น! เขาก้าวล่วงมิติไปหาผู้อาวุโสอีก 2 คนที่เหลือด้วยความโหดเหี้ยมที่ไร้ความปรานี!
"เปรี้ยง! กร้วมมม!"
การกระทำที่ป่าเถื่อนและเด็ดขาดที่สุดบังเกิดขึ้นกลางเวหา! ยอดเซียนระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลายแห่งวิหารเทพอนันตกาล ผู้เป็นดั่งตัวแทนของสวรรค์ ถูกทะลวงอกและกระชากแก่นวิญญาณออกมาอย่างง่ายดายประหยิบส้มจากตะกร้า ทว่าทุกครั้งที่ลงมือ อาเจียก็ต้องกระอักเลือดจากแรงสะท้อนของการฝืนทะลวงปราณที่สูงกว่าตนเองเช่นกัน!
ซากศพทั้ง 3 ร่วงกระแทกพื้นดินดังกัมปนาท!
อาเจียลอยตัวอยู่กลางอากาศธาตุ ในมือของเขากำ 'แก่นวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลาย' ถึง 3 ดวง ที่กำลังดิ้นรนและเปล่งแสงสว่างจ้า ทว่าไม่อาจหลุดพ้นจากกรงเล็บอักขระมารได้
ชายหนุ่มแสยะยิ้มที่ละโมบและอำมหิตที่สุด เขากำมือบีบอัดแก่นวิญญาณทั้ง 3 ดวงอย่างรุนแรง!
"เป๊าะ! เป๊าะ! เป๊าะ!"
แก่นพลังแห่งวิถีเซียนถูกบีบอัดจนถึงขีดสุด! แก่นวิญญาณทั้ง 3 ดวงถูกบังคับให้กลั่นตัว กลายเป็น 'ศิลาวิญญาณสวรรค์' บริสุทธิ์ 3 ก้อน ที่ส่องประกายสว่างไสวยิ่งกว่าดวงดารา!
"ศิลาวิญญาณระดับนี้... เอาไปเป็นเชื้อเพลิงเร่งความเร็วให้เรือเหาะคงจะดีไม่น้อย" อาเจียพึมพำอย่างพึงพอใจ ก่อนจะโยนศิลาวิญญาณทั้ง 3 ก้อนเข้าไปในแหวนมิติอย่างสบายอารมณ์
เขาร่อนตัวลงมาเบื้องหน้าหลินชิงเสวี่ยและเฟิงหลิงเอ๋อร์ ที่กำลังอ้าปากค้างกับการสังหารโหดที่จบลงในเวลาไม่ถึง 10 ลมหายใจ
อาเจียกวาดสายตามองบาดแผลบนตัวของพวกนาง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ทว่าร่างของเขากลับโซเซจนต้องคุกเข่าลงข้างหนึ่ง กระอักเลือดสีดำออกมาอีกระลอก!
"ข้าอุตส่าห์ให้โอสถพวกเจ้ากินไปตั้งเท่าไหร่ ทำไมถึงปล่อยให้พวกมันมาทำให้เสื้อผ้าและผิวพรรณเป็นรอยได้เล่า! รู้หรือไม่ว่าค่ายารักษาบาดแผลระดับวิญญาณแรกเริ่มมันแพงขนาดไหน!"
แม้คำพูดจะฟังดูหน้าเลือด ทว่าอาเจียกลับล้วงเอาโอสถโลหิตวิญญาณระดับสูงสุดที่เขาเพิ่งปล้นมาได้ ยัดใส่มือของสตรีทั้ง 2 และกลุ่มสหายทุกคนอย่างไม่เสียดายแม้แต่น้อย
"กินเข้าไปซะ! แล้วรีบรักษาตัว! เราไม่มีเวลามาพักผ่อนหรอกนะ!" อาเจียหันหลังเดินกลับไปที่มหานาวาปราณแห่งสูญตา นัยน์ตาสีเงินยวงแหงนมองขึ้นไปบนฟากฟ้า ทิศทางที่เป็นที่ตั้งของ 'วิหารเทพอนันตกาล'
"มันส่งคนมาทำร้ายคนของข้าถึง 2 รอบแล้ว... ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเกมนี้... ข้าก็จะไปเยือนวิหารของพวกมันแล้วเล่นด้วย เพื่อคิดบัญชีหนี้สินและดอกเบี้ยทั้งหมด กระเบื้องแผ่นเดียวก็จะไม่้ให้เหลือให้พวกมันพินาศจนต้องร้องขอความตาย!"
เจตจำนงแห่งช่วงชิงและมรรคาแห่งความว่างเปล่า ได้หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวแล้ว! การรวมพลของกลุ่มสหายในครั้งนี้ จะไม่ใช่การหนีเอาตัวรอดอีกต่อไป ทว่ามันคือการกรีฑาทัพเพื่อบุกไปปล้นสวรรค์อย่างเป็นทางการ!