ดังนั้น อันกงกงจึงกระซิบกับจ้าวชางเต๋อว่า “ท่านแม่ทัพ อย่าฝืนตรวจค้นเลย ซื่อจื่อเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นนัก”
จ้าวชางเต๋อเองก็หวั่นใจอยู่บ้าง เมื่อครั้งหนึ่งเขาเคยประลองกับฉู่จี้เฟิง เพียงไม่ถึงสิบกระบวนท่าก็พ่ายแพ้หมดท่า ถือเป็นความอัปยศของชีวิต
แต่เมื่อได้รับพระบัญชา เขาจะยอมล้มเลิกเพียงนี้หรือ อีกทั้งหากไม่รีบยึดบัญชีรายชื่อและจับตัวสายลับ เกรงว่าแคว้นเหลียงจะได้รับข่าวและเตรียมการ เมื่อถึงตอนนั้นจะจับตัวได้ยากยิ่ง
ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังยืนกรานกันอยู่นั้น ก็มีผู้คนมาเพิ่มอีก
“วางลงๆ!” เสียงของซูเจี้ยนจิ่นดังขึ้นจากด้านนอก “วางให้ดี หากเสียหายขึ้นมา พวกเจ้าชดใช้ไม่ไหวแน่!”
ซูอิ่นเย่ว์เลิกคิ้วขึ้น รู้ทันทีว่าคนที่นางรอมาแล้ว
นางก้าวออกไปก่อน หลิงอ๋องและคนอื่นๆ สงสัยว่าซูเจี้ยนจิ่นมาได้อย่างไร จึงพากันออกไปดู
เวลานี้ซูเจี้ยนจิ่นกำลังสั่งการคนให้ขนหีบใหญ่มากองไว้กลางลาน
ซูอิ่นเย่ว์มีความไม่พอใจอยู่ในใจ นางมิได้คำนับซูเจี้ยนจิ่น เพียงถามอย่างเย็นชา “ท่านพ่อมาทำอะไร”
ซูเจี้ยนจิ่นขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความขุ่นเคือง แต่เมื่อเห็นสีหน้าของจ้าวชางเต๋อและอันกงกงผิดปกติ ก็ตระหนักได้ว่าทั้งสองคงล้มเหลวในการเอาบัญชีรายชื่อมา
เขาต้องยอมรับในพระปรีชาสามารถของฮ่องเต้ฉี่อู่ จึงได้แต่ปรับเสียงให้อ่อนลง “ข้ามาเพื่อส่งสินเดิมให้เจ้าไง!”
ซูเจี้ยนจิ่นหันไปสั่งให้คนเปิดหีบ พร้อมกล่าวว่า “เจ้าตรวจสอบดู หากมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง ข้าจะหามาชดเชยให้”
ความตั้งใจเอาใจนางนั้นชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง
ผู้คนต่างชะเง้อคอมองเข้าไปข้างใน พบว่าทองคำ เครื่องประดับ ไม่มีขาดแม้แต่น้อย
สินเดิมนี้ช่างมากมายเกินคาด แม้แต่บุตรสาวฮูหยินใหญ่ของตระกูลขุนนางยังมิอาจเทียบได้ ทว่าซูอิ่นเย่ว์เป็นเพียงบุตรสาวอนุเท่านั้น
หลัวซื่อและเสิ่นซื่อมีชาติกำเนิดต่ำต้อย เห็นสินเดิมเหล่านี้แล้วก็ถึงกับตาค้าง ต่างพากันอิจฉาที่ตนเองมิได้เกิดมาในตระกูลดี
ฉู่จิ้งเสียนเองก็รู้สึกอิจฉา กล่าวเย้ยหยันว่า “ใต้เท้าซู พี่สะใภ้ข้าเป็นเพียงบุตรสาวอนุของท่าน ไฉนจึงได้รับสินเดิมมากมายถึงเพียงนี้เล่า”
บิดาของนางเป็นเพียงอ๋องไร้อำนาจ รายจ่ายของจวนยังต้องพึ่งมารดาของนางช่วยเหลือ ไม่มีทางจัดเตรียมสินเดิมมากเช่นนี้ให้นางได้
เหตุใดซูอิ่นเย่ว์โชคดีเช่นนี้!
ซูเจี้ยนจิ่นแค่นเสียงเย็นชา ตอบกลับไปอย่างไม่ไว้หน้า “เหตุใดอิ่นเย่ว์จะไม่คู่ควร บุตรสาวอนุของข้ายังได้รับสินเดิมมากมายถึงเพียงนี้ เช่นนั้นตอนที่คุณหนูสามออกเรือน สินเดิมคงยิ่งใหญ่กว่านี้เป็นแน่”
ฉู่จิ้งเสียนเพียงแค่กล่าวประชด มิได้มีความมั่นใจอยู่แล้ว จึงได้แต่กัดฟันโดยไม่รู้จะตอบอย่างไร
ซูอิ่นเย่ว์หัวเราะออกมา
ซูเจี้ยนจิ่นพูดถูกเสียที
นางกล่าวต่อ “คุณหนูสาม เช่นนั้นมาช่วยข้าตรวจสอบรายการสินเดิมดีหรือไม่ วันหน้าเจ้าจะได้รู้ว่าควรจัดเตรียมสินเดิมของตนอย่างไร”
ซูเจี้ยนจิ่นเห็นฉู่จิ้งเสียนโกรธจัดก็รู้สึกสาแก่ใจ จึงรีบเร่งซูอิ่นเย่ว์ “อิ่นเย่ว์ รีบตรวจสอบให้เรียบร้อยเถิด จะได้ไม่เป็นการถ่วงเวลาของอันกงกง”
ซูอิ่นเย่ว์เองก็รู้ว่าควรหยุดให้พอดี มิฉะนั้นอาจทำให้ซูเจี้ยนจิ่นโกรธจนควบคุมไม่ได้
จี้หมัวมัวช่วยตรวจสอบ พบว่ามีครบทุกอย่าง แม้แต่สินเดิมของมารดานางก็อยู่ครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดขาด
เวลานี้เอง ซูอิ่นเย่ว์ก็กล่าวขึ้นอย่างแสร้งทำเป็นนึกได้ว่า “ข้านึกขึ้นได้แล้ว ตอนทำแผลให้ซื่อจื่อ ข้าเห็นสมุดเล่มหนึ่ง คงเป็นสิ่งที่แม่ทัพใหญ่ต้องการ ข้าจะนำมามอบให้เดี๋ยวนี้”
จ้าวชางเต๋อถูกเล่นงานเข้าอย่างจัง รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง “ช่างเป็นคนที่ใช้อำนาจกดขี่ผู้อื่นเสียจริง!”
อันกงกงกระซิบเบาๆ “เรื่องนี้เป็นเพราะซูเจี้ยนจิ่นไม่ดีเอง หากส่งสินเดิมให้ตามระเบียบเสียตั้งแต่แรก คงไม่มีปัญหา ยังกล้าคิดจะลอบเล่นงานหลิงอ๋องซื่อจื่ออีก คราวนี้ที่ยังรักษาตำแหน่งและชีวิตไว้ได้ ก็นับว่าโชคดีนัก”
จ้าวชางเต๋อรู้เรื่องภายในอยู่บ้าง จึงพยักหน้าเห็นด้วย
สรุปแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าได้ไปล่วงเกินฉู่จี้เฟิง ไม่เช่นนั้นจะเสียทั้งเมียเสียทั้งทหาร [1]
เมื่อซูอิ่นเย่ว์ออกจากเรือนหลักอีกครั้ง นางถือสมุดเล่มเล็กอยู่ในมือ
จ้าวชางเต๋อกำลังเร่งรีบไปจับตัวสายลับ พอได้รับบัญชีรายชื่อก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบจากไปทันที
ซูเจี้ยนจิ่นเห็นเรื่องจบลง ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ อย่างน้อยเกียรติของตระกูลซูและชีวิตของตนยังคงอยู่ได้ นับว่ายังมีความสำนึกอยู่บ้าง
แต่เมื่อเขามองดูเหล่าอัญมณีทองคำที่วาววับเป็นประกาย ก็รู้สึกปวดใจยิ่งนัก
เวลานี้ฟ้าเริ่มมืด ซูอิ่นเย่ว์ที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน หลังจากส่งหลิงอ๋องและพวกพ้องออกไปแล้ว กลับพบว่าซูเจี้ยนจิ่นยังนั่งอยู่ในโถงเล็ก ไม่ยอมไป
“ฟ้ามืดแล้ว ท่านยังไม่ไปอีกหรือ” ซูอิ่นเย่ว์ขมวดคิ้วถาม
เมื่อไม่มีคนอื่นอยู่ นางก็ไม่อยากเรียกเขาว่า ‘ท่านพ่อ’ ด้วยซ้ำ
ซูเจี้ยนจิ่นจิบชา ก่อนกล่าวเสียงเย็นชา “เตรียมสินเดิมให้เจ้ามากมายถึงเพียงนี้ แต่แม้แต่ชาให้ข้าสักถ้วยก็ไม่มี นี่มันอะไร”
“เชิญท่านดื่มตามสบาย”
“เฮ้! เจ้าอย่าเพิ่งไป!” ซูเจี้ยนจิ่นเห็นนางทำท่าจะเดินหนี รีบร้องเรียกไว้ “ครานี้ข้าได้นำสินเดิมของเจ้า และสมบัติที่มารดาของเจ้าทิ้งไว้มาให้ครบถ้วนไม่มีขาดเลยสักนิด ส่วนที่ซื่อจื่อนำออกไปจากจวนสกุลซู ข้าต้องขอกลับคืนมา”
ซูอิ่นเย่ว์ได้ยินดังนั้น ก็หันกลับมายิ้มบางๆ แต่ไม่ยอมรับ “ซื่อจื่อนำอะไรออกไปจากจวนซูหรือ เกิดขึ้นเมื่อใดกัน”
ซูเจี้ยนจิ่นตาแทบลุกเป็นไฟ ตะโกนด้วยความโกรธ “เจ้าแสร้งโง่อะไร! ก็เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้! ข้าเห็นแก่สายเลือดจึงไม่อยากให้เรื่องนี้ลุกลามไปถึงฝ่าบาท แต่เจ้ากลับไม่รู้คุณค่าเลย!”
ซูอิ่นเย่ว์ไม่มีทีท่าว่าจะเชื่อ แม้นางจะไม่ได้ไต่ถามเรื่องราวมากนัก แต่นางก็ไม่ใช่คนโง่
ซูเจี้ยนจิ่นต้องเข้าวังไปร้องทุกข์มาแน่ ไม่เช่นนั้นจะยอมส่งสินเดิมมาให้โดยง่ายได้อย่างไร
“ท่านมิได้โวยวายไปแล้วหรือ” ซูอิ่นเย่ว์ถาม
ซูเจี้ยนจิ่นสะอึก ก่อนจะเปลี่ยนกลยุทธ์ “เจ้า...เจ้ารู้หรือไม่ว่าสินเดิมเหล่านี้เป็นทรัพย์สินเกือบครึ่งของตระกูลซู หากเจ้าฮุบไปทั้งหมด แล้วพี่น้องของเจ้าจะอยู่อย่างไร!”
“สินเดิมและมรดกของมารดาล้วนเป็นของข้า แต่ของที่ซื่อจื่อนำออกไปจากจวนสกุลซู นั่นเป็นเรื่องที่เขาจัดการกับท่านต่างหาก” ซูอิ่นเย่ว์กล่าว “ท่านมาหาข้าไม่มีประโยชน์ ต้องไปคุยกับซื่อจื่อเอง”
ถูกนางย้อนเข้าให้หลายประโยค ซูเจี้ยนจิ่นถึงกับเลือดลมปั่นป่วน มองเห็นภาพเบลอเป็นจุดดำเต็มตา
เขาพิงพนักเก้าอี้ ชี้นิ้วไปที่ซูอิ่นเย่ว์ พลางหอบหายใจและด่าทอ “ข้าอุตส่าห์ให้กำเนิดคนเช่นเจ้ามาได้อย่างไร...ลูกอกตัญญู! หากวันนี้เจ้าไม่คืนของเหล่านั้น ข้าจะส่งเฉินซื่อไปอยู่ที่อารามแม่ชี!”
สีหน้าของซูอิ่นเย่ว์หม่นลง
ในจิงตู ตระกูลใหญ่หากภรรยาหรืออนุทำผิด มักถูกส่งไปอารามแม่ชี ที่นั่นแม่ชีมักใช้ไม้เรียวทำโทษ สตรีที่ถูกส่งไปร่างกายแทบไม่เหลือชิ้นดี เพียงสองสามปีก็อาจสิ้นชีวิตได้
เฉินซื่อเป็นอนุภรรยาของซูเจี้ยนจิ่น แน่นอนว่าเขามีสิทธิ์จัดการนาง
ซูอิ่นเย่ว์ไม่คิดว่าเขาจะโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ ทำให้ความเกลียดชังของนางที่มีต่อเขายิ่งทวีคูณ
ซูเจี้ยนจิ่นเห็นว่าวาจาของตนได้ผล จึงยิ้มเยาะ “เจ้าควรคิดให้ดี วันนี้เป็นเฉินซื่อ วันพรุ่งอาจเป็นน้องสี่ของเจ้าก็ได้”
เพราะยังคงมีความทรงจำของร่างเดิม ซูอิ่นเย่ว์เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใจของนางก็เจ็บปวดอย่างหนัก
นางเม้มริมฝีปากก่อนกล่าวว่า “แต่ของเหล่านั้นเป็นของที่ซื่อจื่อนำกลับมา หากข้าตัดสินใจเอง ซื่อจื่อคงไม่ปล่อยข้าไป เมื่อซื่อจื่อตื่น ข้าจะให้เขาส่งทองและเงินคืนไป”
แต่ซูเจี้ยนจิ่นย่อมไม่ยอม “ไม่ได้ ข้าต้องเอาคืนภายในคืนนี้!”
เชิงอรรถทั้งเสียเมียทั้งเสียทหาร มาจากสำนวน ‘เสียฮูหยินเสียซ้ำขุนศึก’ หมายถึง การสูญเสียสองอย่างซ้ำในคราวเดียว