ตอนที่ 19 : ลับคม
กว่าสิบชั่วโมงผ่านไปหลานเทียนที่เข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็วในเมื่อคืนด้วยความเหนื่อยล้าตลอดทั้งวันผ่านพ้นหลากหลายเื่ราวจนเกือบเอาชีวิตไปทิ้งหลายต่อหลายครั้งหากไม่มีลี่เหอตัวหลานเทียนคงไม่อาจตื่นมาดูฟ้าในวันนี้อย่างแน่นอน
หลานเทียนทำสมาธิเข้าไปยังห้วงนิรันดร์ภายในร่างนั้นโดยรอบมีประตูใหญ่ทั้งสิบบานตั้งอยู่รายรอบที่พื้นยังคงเห็นซากของราชันย์สัตว์อสูรได้อย่างชัดเจนรวมทั้งดอกอสุภบุพผาที่ลอยเคว้งอย่าไม่ใกล้ไม่ไกลจากซากศพอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เช่นเมื่อครั้งเก็บเกี่ยวไม่มีร่องรอยผลกระทบจากเวลาแม้แต่น้อยส่วนลี่เหอนั้นนางนอนอยู่ใกล้กับประตูปราณธาตุวารีข้างร่างของนางยังพบเห็นหินที่นางให้หลานเทียนเก็บไว้ไม่ห่างกาย
ยามนิทราของนางในมุมนี้เป็ความงดงามหนึ่งที่เขาสามารถจ้องมองได้ตลอดโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่ายแต่อย่างใดความงดงามราว์สร้างนางขึ้นมาด้วยฝีมือของเทพแห่งความงามผิวพรรณขาวราวหิมะถึงกระนั้นยังมีเืฝาดที่แก้มทั้งสองริมฝีปากเอิบอิ่มเป็กระจับอมชมพูทรวดทรงนางดูอ้อนแอ้นอรชรเป็หุ่นที่แม้แต่สตรีเพศล้วนยังต้องหลงใหลจะนับประสาอะไรกับเหล่าบุรุษเนินอกที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจ อาจทำให้บุรุษเพศเกิดหน้ามืดตามัวขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม
“ไว้กลับเข้าเมืองแล้วข้าจะหาที่นอนดี ๆ ให้เ้า ลี่เหอ”หลานเทียนกล่าวพึมพำกับตนเอง เขารู้สึกผิดไม่น้อยที่ให้ลี่เหอช่วยเหลือจนตกอยู่ในสภาพไร้สติเช่นนี้หากเทียบกับสิ่งที่นางทำมาตลอดระยะเวลาที่อยู่กับหลานเทียน เพียงที่นอนสบาย ๆนางยังไม่มี เขาได้แต่ก่นด่าสาปแช่งตนเองภายในใจ
“เมื่อไหร่เ้าจะฟื้นนะลี่เหอ”หลานเทียนกล่าวพลางเดินเข้าไปหานางพร้อมกับลูบหัวเบา ๆ อย่างอ่อนโยนหากเป็บุรุษเพศผู้อื่นคงเกิดอารมณ์กระสันขึ้นมาหากแต่หลานเทียนกลับมีเพียงความรู้สึกห่วงใยนางเท่านั้น
หลานเทียนที่เข้าไปดูนางในห้วงนิรันดร์ชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วจึงกลับออกมาเปลือกตาค่อย ๆลืมขึ้นอย่างแช่มช้าภายนอกกระโจมเริ่มบังเกิดเสียงผู้คนเดินกันขวักไขว่พร้อมกับเสียงพูดคุยกันจอแจหลานเทียนก้าวออกจากกระโจมก็เห็นว่าเหล่าทหารกำลังจัดเตรียมอาหารเช้ากันอย่างขยันขันแข็งณ บริเวณหน้ากระโจมของนายกอง
“อ้าว คุณชาย ท่านตื่นแล้ว มาทานอาหารกับพวกเราเถิดอาจจะไม่ถูกปากแต่ก็เป็สิ่งที่ดีที่สุดที่เราหาได้แล้วเป็เนื้อกวางสามเขาที่ต้องกับดักของพวกข้า เชิญท่าน”นายทหารผู้หนึ่งที่เดินผ่านกระโจมของหลานเทียนรีบทักทายและเชื้อเชิญหลานเทียนด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อมเป็อย่างยิ่ง
หลานเทียนเมื่อได้ยินว่าเป็เนื้อกวางสามเขาแววตาก็เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยพลางคิดถึงตอนที่เพิ่งฟื้นจากการถูกราชันย์สัตว์อสูรทำร้ายโดยมีอาจารย์ของเขาดูแลอยู่ เนื้อกวางสามเขานั้นนับเป็มื้อที่เขาจดจำมันได้อย่างดีกว่ามื้อไหนๆ ในชีวิต
เขาเดินตามนายทหารผู้นั้นไปกลิ่นหอมของเนื้อกวางสามเขาที่ย่างอยู่นั้นส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วอาณาบริเวณแม้แต่ตัวของเขาเองก็ไม่อาจฝืนไม่กลืนน้ำลายได้นายทหารที่ทำหน้าที่ย่างกวางทั้งตัวนั้นใช้มีดหั่นส่วนหนึ่งส่งต่อให้กับหลานเทียน
“นี่ของท่านคุณชาย เชิญท่านนั่งได้เลยขอรับ”นายทหารที่ยื่นจานที่ฝานชิ้นเนื้อไว้ให้กับหลานเทียนช่างเป็มื้อที่ชวนให้คิดถึงเป็อย่างยิ่ง
“ขอบคุณท่าน” หลานเทียนกล่าวพลางยิ้มตอบก่อนลงมือจัดการมื้ออาหารตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ด้วยความเหนื่อยล้าจากเมื่อวานการได้กินอาหารสักมื้อหลังจากนอนหลับอย่างเต็มที่ย่อมจัดการอาหารตรงหน้าได้อย่างไม่ยากเย็นนักไม่กี่นาทีหลานเทียนก็ทานจนหมดเหล่าทหารก็ต่างยิ้มแก้มไม่หุบด้วยความยินดีที่หลานเทียนนั้นกินอย่างเอร็ดอร่อย
ชั่วระยะเวลาหนึ่งนายกองก้าวออกมาจากกระโจมเหล่าทหารต่างทำความเคารพอย่างรวดเร็วเขาเดินมานั่งข้างหลานเทียน
“ข้ารู้สึกปีติยิ่งที่ท่านสามารถกินอิ่มนอนหลับได้ถึงแม้จะเป็มื้ออาหารธรรมดาและที่นอนที่ปูไว้อย่างง่ายดาย”หลานเทียนไม่ตอบสิ่งใดเพียงยิ้มให้นายกองเท่านั้น
“ข้าได้เตรียมม้าไว้ให้ท่านพร้อมกับทหารคุ้มกันสิบนายท่านสามารถออกเดินทางได้ทุกเมื่อที่ท่าน้า”นายกองกล่าวจบก็ะโขึ้นอีกครั้งทันที
“หน่วยอารักขาประจำตำแหน่ง”สิ้นเสียงทหารกว่าสิบนายก็ยืนเรียงหน้ากระดานพร้อมกับทำความเคารพ
“ท่านนายกอง ข้าขอบคุณท่านจากใจแต่ข้าไม่จำเป็ต้องมีผู้คุ้มกัน..ข้าไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่มีความสามารถแต่อย่างใดหากแต่การนำร่างของทหารของท่านกลับมานั้นจำต้องใช้คนจำนวนมากอีกทั้งจากเส้นทางการเดินทางเป็หมู่คณะอาจจะเป็การดึงดูดความสนใจของสัตว์อสูรได้ข้าคิดว่าข้าเดินทางเพียงลำพังจะสะดวกกว่า”หลานเทียนกล่าวพร้อมอธิบายเหตุผลที่ไม่้าผู้คุ้มกันเนื่องจากสีหน้าของนายกองเจื่อนไปพักหนึ่ง
“เป็เช่นนั้น นายน้อยช่างรอบคอบยิ่งนัก”นายกองพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว
“งั้นข้าขอตัวออกเดินทางก่อน ระยะทางห้าสิบกิโลเมตรคงกินเวลาไม่มากหลังจากข้ากลับมาท่านช่วยบอกทางกลับไปยังเมืองหลวงที่รวดเร็วที่สุดให้กับข้าด้วย”หลานเทียนกล่าวจบก็พลันเหยียดตัวลุกขึ้นยืน เดินไปยังหน้าค่ายตลอดทางเดินนั้นเหล่าทหารก็ได้ทำความเคารพต่อหลานเทียนทุกคนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“เดินทางโดยสวัสดิภาพนะคุณชาย”
“ระมัดระวังด้วย”
เสียงะโไล่หลังหลานเทียนมาเขาเพียงหันหน้ากลับไปและพยักหน้าเท่านั้นก่อนจะเร่งพลังลมปราณละเพ่งไปยังขาทั้งสองก่อนห้อทะยานไปราวลูกศรเพียงลมหายใจเดียวร่างของหลานเทียนในคลอดจักษุของเหล่าทหารก็กลายเป็จุดดำเล็กจุดหนึ่ง
ด้วยความเร็วขนาดนี้ต้นไม้อสูรก็ไม่อาจจะไล่ตามได้ทันอย่างแน่นอนแม้รากของมันจะชอนไชไปทั่วพื้นดินรอบต้น หากไม่เป็ปัญหากับปราณนภาเนื่องจากสามารถใช้เคล็ดวิชาท่องนภาได้ตลอดสองข้างทางนั้นเป็อย่างที่นายกองบอกไม่มีผิดทั้งสองข้างทางนั้นเต็มไปด้วยต้นไม้อสูร และไม่มีสัตว์อสูรอื่น แม้แต่สัตว์ป่าธรรมดาก็ไม่พบเห็นแม้แต่ตัวเดียวไม่นานนักระยะทางก็ผ่านมากว่าครึ่งหนึ่งแล้วหากยังคงความเร็วเท่านี้ระยะทางอีกครึ่งหนึ่งนั้นคงกินเวลาเพียงสิบนาทีเท่านั้น
ในที่สุดเบื้องหน้าหลานเทียนก็พบเห็นปากถ้ำและหมู่บ้านร้างที่ตั้งอยู่ไม่ห่างกันกลิ่นอายของสัตว์อสูรน้อยใหญ่แผ่ออกมาจากในถ้ำหลานเทียนที่ััได้จึงลดความเร็วงลงและเปลี่ยนเป็วิธีการเดินเท้าแทนในระยะของรอบหมู่บ้านและปากถ้ำนั้นมีสัตว์ป่าน้อยใหญ่เดินไปมาไม่มีร่องรอยของสัตว์อสูรแม้แต่ตัวเดียวถึงแม้หมู่บ้านร้างนี้บ้านแต่ละหลังจะมีร่องรอยการโจมตีพบเห็นได้โดยทั่วไป
ณ บริเวณปากถ้ำหลานเทียนพยายามแผ่ััเข้าไปหากแต่ไม่เป็ผลด้วยความสลับซับซ้อนภายในเหมืองทั้งยังอยู่ลึกลงไปใต้ดินจึงเป็การยากที่จะสามารถรับรู้ได้ถึงจำนวนและชนิดของเหล่าสัตว์อสูรหากแต่ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากลองลงไปเสี่ยงด้วยตนเอง
ก้าวแรกที่ย่างกรายเข้าสู่เหมืองทองราวกับเป็คนละโลกกับภายนอกข้างนอกนั้นเป็เวลาเช้าตรู่ อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้นมาบ้างหากแต่ภายในถ้ำนอกจากจะมืดและหนาวเย็นแล้วกลิ่นอับชื้นและกลิ่นเน่าเหม็นที่ชวนเวียนหัวคลื่นไส้คล้ายกับกลิ่นของอสุภบุพผายามเบ่งบ่งบาน
ในชั้นแรกนั้น ปรากฏเพียง สัตว์อสูรชั้นต่ำจำนวนมากราวพันตัวถึงอย่างนั้นพวกมันก็ไม่มีท่าทีจะเข้ามาจู่โจมหลานเทียนถึงแม้จะไม่ได้ใช้ออกซึ่งเคล็ดวิชาพรางตัวจึงผ่านชั้นที่หนึ่งไปโดยไม่มีเหตุอันใด
บริเวณชั้นแรกนั้นเป็ถ้ำโล่งธรรมดาในโถงทางเดินเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยมากมาย พร้อมทั้งร่องรอยและเครื่องมือขุดแร่ที่ถูกทิ้งไว้จนสิ้นสภาพั้แ่ปากทางเข้ามีถนนที่ถูกสร้างขึ้นโดยการเกลี่ยดินให้เรียบเสมอผ่ากลางห้องโถงถ้ำนี้รอยขูดขีดบนพื้นที่ปรากฏนั้นชี้ให้เห็นได้ว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ถูกรบกวนมานานเหลือเกินบรรยากาศร้อนอบอ้าวไม่มีลมแม้ให้ปลายผมกระดิก ความมืดภายในนี้แม้พยายามมองฝ่ามือตนเองก็ยังเห็นเพียงเลือนรางการเดินภายในนี้ราวกับคนตาบอดหลานเทียนจำเป็ต้องใช้ประสาทััอื่นในการรับรู้ทางเดินรอจนกว่าสายตาจะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมเช่นนี้
สัตว์อสูรหลายสิบหรืออาจจะหลายร้อยสายพันธุ์อาศัยอยู่ในชั้นนี้สัตว์อสูรที่อาศัยในชั้นนี้มีนิสัยรักสงบไม่ดุร้ายนักมันมักจะออกล่าสัตว์ที่อ่อนแอกว่า จึงไม่มีความอันตรายใดให้น่ากังวลถึงแม้พวกมันจะไร้ความคิดแต่พวกมันมีสัญชาตญาณดีเลิศรับรู้ถึงสิ่งมีชีวิตที่เหนือกว่าทำให้พวกมันไม่โจมตีมนุษย์เว้นเสียแต่รุกล้ำอาณาเขตของมันมากจนเกินไป
สัตว์อสูรภายในนี้นั้นรวมกลุ่มกันอยู่กันเป็ฝูงและมีอาณาเขตของตนอย่างชัดเจนการต่อสู้ของเหล่าสัตว์อสูรในชั้นแรกนั้นนับว่าพบได้น้อยจนแทบไม่พบเลยในรอบหลายสิบปีมานี้หลานเทียนที่เดินผ่านอย่างระมัดระวังไม่ให้ก้าวเข้าสู่อาณาเขตของมันถึงกระนั้นดวงตานับหมื่นนับแสนคู่จ้องมองมายังหลานเทียนตาไม่กะพริบด้วยความมืดมิดในถ้ำพวกมันส่วนใหญ่จึงมีสายตาที่ส่องแสงระเรื่อสีเขียวเหลือและแดงคละเคล้ากันคล้ายกับมองไปยังท้องฟ้าในรัตติกาลที่ไร้แสงจันทร์ทำให้ดูงดงามบ้างในบางมุมแต่ก็แฝงไปด้วยคมเขี้ยวที่พร้อมจะฉีกกระชากเนื้อหนังซ่อนอยู่
หลานเทียนค่อยก้าวอย่างพิถีพิถันระมัดระวังไม่ให้ก้าวล่วงอาณาเขตพลางรอให้สายตาของตนปรับให้เข้ากับความมืดมิดนี้กว่าสิบนาทีเขาจึงกลับมามองเห็นถึงแม้จะเลือนรางอยู่บ้างและไม่อาจมองได้ไกลกว่าระยะสิบก้าวก็ตาม
“เห้อ เมื่อไหร่นางจะตื่นนะ”หลานเทียนพึมพำกับตนเองพลางลอบสังเกตลี่เหอที่ยังไม่ได้สติฟื้นกลับมาอย่างเป็ห่วง
ระยะทางั้แ่เดินเข้ามาจากปากถ้ำนี้นั้นราวสองสามกิโลเมตรเท่านั้นแต่กลับใช้เวลาไปกว่าสิบนาทีซึ่งตัวเขาเองก็ไม่คาดคิดว่าจะใช้เวลามากขนาดนี้ในชั้นที่หนึ่ง
ฝูงสัตว์อสูรฝูงแล้วฝูงเล่าส่งสายตาสร้างแรงกดดันมายังหลานเทียนการที่เป็เหมืองเก่าทางที่ทำไว้นั้นช่วยให้การเดินทางนี้ง่ายขึ้นมาเล็กน้อยสำหรับในชั้นที่หนึ่งนั้นหลานเทียนพยายามเดินผ่านให้เร็วที่สุดโดยไม่้าจะสังหารพวกมันแม้แต่ตัวเดียวด้วยเป็สัตว์อสูรชั้นต่ำหากเสียเวลาไปกับมันย่อมไม่ก่อผลดีใดในการฝึกของเขาแม้แต่น้อย
“น่าแปลก ทั้งที่ข้าแผ่ััออกไปตลอดระยะเวลาที่เดินเข้ามาแต่จิตใจกลับไม่รู้สึกอ่อนกำลังลงแม้ส่วนเดียวกลับกันยังรู้สึกสงบอย่างน่าประหลาด”หลานเทียนคิดในใจอย่างฉงน
ห้ากิโลเมตรผ่านไปตลอดทางที่ผ่านมาเป็ทางลาดเอียงลงไปยังใต้พิภพมากขึ้นเรื่อย ๆในที่สุดก็เริ่มได้ยินเสียงอื่นนอกจากเสียงลมหายใจของตัวเองเสียงคำรามกู่ก้องมาจากเบื้องหน้าไม่กี่ร้อยเมตร พร้อมกับแสงสว่างจาง ๆไอเย็นที่แผ่ออกมาแตกต่างจากทางที่ผ่านมาอันมีอากาศร้อนอบอ้าวจนเหงื่อกาฬชุ่มโชกไปทั่วร่าง
ยิ่งระยะห่างลดลงความเย็นยิ่งเพิ่มขึ้นทุกฝีก้าวผนังรอบข้างแคบลงเหมือนคอขวดที่เกิดจากผนังข้างถ้ำถล่มลงมาจนเมื่อเดินจนถึงจุดที่เคยเห็นเป็แสงจางตอนนี้เป็ทางเดินที่กว้างเพียงพอให้เดินสวนกันเท่านั้นส่วนแสงสว่างที่เห็นนั้นเกิดจากผลึกน้ำแข็งที่เรืองแสงได้อย่างน่าพิศวงปลดปล่อยคลื่นยความเย็นและแสงระเรื่อสบายตา
เบื้องหน้าหลานเทียนขณะนี้เป็ลานโล่งกว้างผนังถ้ำอยู่ห่างจากทางเดินราวสี่ถึงห้ากิโลเมตรความกว้างของชั้นที่สองนี้เทียบกับชั้นแรกแล้วเหมือนกับนำชั้นแรกสองชั้นมารวมกันสัตว์อสูรมากมายหน้าตาดุร้ายบางตัวหลานเทียนเคยเห็นในหนังสือสัตว์อสูรที่ต้าหวงเฉินนำมาสอนให้ความรู้พื้นฐานแก่หลานเทียนและยังมีอีกมากมายหลายชนิดที่หลานเทียนไม่เคยเห็นมาก่อนพวกมันอยู่กระจัดกระจายบ้างหากินพืชที่พบได้เพียงในเขตหนาวเย็น บ้างก็ไล่ล่าสังหารกันเสียงวิ่งไล่กวดของพวกมัน รวมไปทั้งเสียงคำรามกู่ก้องอย่างดุร้ายแม้กระทั่งเสียงกรีดร้องอย่างน่าเวทนา ปะปนคละกันไป ทำให้ขนลุกไม่น้อย
เพียงก้าวข้ามเขต่ชั้นแรงกดดันก็ถาโถมเข้าสู่ร่างกายและจิตใจแรงกดดันจากสัตว์อสูรระดับนภาและดาราที่มีอยู่นับไม่ถ้วน หากผู้มีจิตใจไม่เข้มแข็งพอพบพานกับแรงกดดันนี้ย่อมสิ้นสติลงอย่างง่ายดาย
“แรงกดดันไม่มากมายอะไรอย่างนี้ สัตว์อสูรระดับนี้ในที่แบบนี้ย่อมเป็การดียิ่งแล้วที่ทางออกนั้นเล็กไปสำหรับพวกมันเพียงไม่กี่ตัวก็คงสร้างความวุ่นวายยกใหญ่” หลานเทียนคิดในใจพลางเดินหาสัตว์อสูรที่เหมาะสมแก่การฝึกเคล็ดวิชาต่อสู้
“อีกเดือนเดียวเท่านั้น ข้าก็จะได้พบพวกเ้าแล้ว”หลานเทียนพลันเกิดห้วงคำนึงถึงทั้งไป๋เสวี่ยและหงซานพลางเผยรอยยิ้มออกมา
“เอาล่ะ เริ่มจากตัวไหนก่อนดี”หลานเทียนสอดส่องสายตาหาสัตว์อสูรที่จะมาเป็คู่ซ้อมมือ หลานเทียนขณะเดินออกสำรวจเพื่อเสาะหาสัตว์อสูรในชั้นที่สองนี้ได้ใช้ออกซึ่งเคล็ดเร้นจิตกำบังกายทันทีพร้อมทั้งเพ่งสมาธิปลดปล่อยััทั้งหมดสิบส่วนทุกย่างก้าวในชั้นที่สองนั้นหากพลาดพลั้งเผลอไผลย่อมหมายถึงชีวิต
กว่าชั่วยามที่พยายามเสาะหาสัตว์อสูรที่มีระดับที่พอสู้ไหวโดยไม่ใช้พลังสิ้นเปลืองและกินเวลามากจนเกินไปในเหมืองร้างชั้นที่สองนี้ไม่เหมือนในลานประลองที่จะมีคู่ต่อสู้เพียงหนึ่งการต่อสู้สามารถถูกก่อกวน แทรกแซงหรือแม้กระทั่งรุมทึ้งจึงจำเป็ต้องเลือกคู่ต่อสู้ที่เหมาะสมกับระดับฝีมือของตนในยามนี้การต่อสู้จนหมดกำลังจะไม่สามารถหลบหนีได้และการต่อสู้ที่นานเกินไปย่อมเป็จุดสนใจของสัตว์อสูรตัวอื่นโลกของสัตว์ป่านั้นผู้ที่อ่อนแอย่อมตกเป็เหยื่อไร้ซึ่งการปรานีปราศรัย
“วานรกระดูกแดง” หลานเทียนจ้องไปยังสัตว์อสูรตนหนึ่งระดับนภาขั้นสูงมันมีลักษณะคล้ายกับลิงทว่ามีขนาดใหญ่กว่าหลายเท่าตัว ขนาดตัวของมันสูงราวหกเมตรร่างกายกำยำ กล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งเป็มัดทั่วร่างนัยตาแดงก่ำฉายแววเกรี้ยวกราดดุร้าย อีกสิ่งที่ต่างจากลิงป่าทั่วไป วานรกระดูกแดงมีกระดูกภายนอกร่างเพิ่มเติมขึ้นมาเป็เกราะที่สร้างจากกระดูกของมันเองเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายมีสีแดงสดเหมือนโลหิต ความรวดเร็วของมันคล่องแคล่วว่องไวยิ่งยวดหากไม่จับจ้องให้ดีภาพสุดท้ายที่จะได้เห็นคือภาพติดตาที่พร่าเลือนของมันก่อนที่มันจะใช้กำปั้นที่หุ้มด้วยกระดูกทุบจนร่างกายแหลกเหลวคามือของมันวานรกระดูกแดงนอกจากความสามารถทางกายภาพที่โดดเด่นแล้วนั้นนิสัยของมันยังความอำมหิต โหดร้ายป่าเถื่อนการต่อสู้แต่ละครั้งหากได้ชัยมันย่อมไม่ปล่อยให้ผู้พ่ายนั้นมีชีวิตหลานเทียนนึกถึงสิ่งที่พบในหนังสือเกี่ยวกับสัตว์อสูรบนทวีปสมุทรเหมันต์
หลานเทียนสังเกตโดยรอบอย่างใจเย็นหากมีสัตว์ชนิดอื่นอยู่ใกล้เกินไปการต่อสู้กับวานรกระดูกแดงจะวุ่นวายยิ่งไปกว่าเดิมเขาปลดเคล็ดวิชาเร้นจิตกำบังกายออกและเดินไปเผชิญกับวานรกระดูกแดงซึ่งหน้าทางด้านวานรกระดูกแดงนั้นเองก็ััถึงตัวตนของหลานเทียนในแทบจะทันทีที่เคล็ดการพรางตัวหายไป
หลานเทียนตั้งท่าเตรียมรับการโจมตีของวานรกระดูกแดงที่น่าจะโรมรันเข้ามาแต่แล้วทุกสิ่งก็ไม่เป็ไปอย่างที่คิดวานรกระดูกแดงกลับยืนนิ่งจ้องมองมายังตำแหน่งของหลานเทียนก่อนพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณวานรกระดูกแดงที่อยู่เบื้องหน้าหลานเทียนแสดงทีท่าไม่ยี่หระต่อการมาถึงของเขาจิตสังหารที่สมควรจะถาโถมกดดันมายังหลานเทียนกลับไม่มีทีท่าแม้แต่จะต่อต้านการรุกรานแม้แต่น้อย
“นี่มันเื่ราวเช่นใดกัน” หลานเทียนงุนงงไปพักหนึ่ง ถึงขนาดก้าวเดินไปเบื้องหน้าัักับตัวของวานรกระดูกแดงที่ตอนนี้หันหลังกลับไปนั่งลงพลางพิงก้อนหินก้อนใหญ่ข้างลำตัว
ขนสากแข็งกระด้างที่ัักับมือของหลานเทียนวานรกระดูกแดงหันกลับมามองหลานเทียนและกลับไปนอนดังเดิมราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“ลี่เหอ เมื่อไหร่เ้าจะตื่นนะหวังว่าเ้าจะมีคำอธิบายต่อข้ากับเื่ราวเช่นนี้ เห้อ”หลานเทียนถอนหายใจเฮือกใหญ่ อย่างจนปัญญาเขาที่ถูกสัตว์อสูรชั้นที่หนึ่งเพียงพบเห็นก็ยังส่งสายตาคุกคามข่มขู่ไม่ให้รุกล้ำเขตของพวกสัตว์อสูรเ่าั้ แต่ในชั้นที่สองนี้ควรจะเป็สถานที่อันตรายยิ่งยวดแต่พวกมันกลับปล่อยให้หลานเทียนเดินไปมาอย่างสบายอุราไม่จำเป็ต้องพรางตัวหรือระมัดระวังสิ่งใด
สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในระดับขั้นเดียวกับช้างอสูรหัวเสืออาศัยอยู่ในพื้นที่นี้ราวนับหมื่นนับพันและระดับสูงกว่าอีกมากมากเกินจะนับได้ถ้วนทั่ว กลับไม่มีท่าทีจะโจมตีต่อหลานเทียนแม้แต่น้อย
“เห็นทีข้าต้องกลับไปชั้นที่หนึ่งเพื่อต่อสู้กับพวกชั้นต่ำนั่นแทนมันมีเหตุอะไรกันแน่สัตว์อสูรในชั้นที่สองถึงไม่แม้แต่จะแยแสการมาถึงของผู้รุกราน”หลานเทียนพึมพำกับตนเองพลางเดินกลับไปยังทิศทางของโถงเหมืองชั้นที่หนึ่งจากนั้นจึงลงมือใช้เคล็ดวิชาทั้งหมดสังหารตนแล้วตนเล่าเกราะมือทั้งสองถูกย้อมเป็สีชาดด้วยโลหิตการต่อสู้เน้นไปที่การควบคุมลมปราณไม่ให้สิ้นเปลืองมากจนเกินไปการต่อกรกับศัตรูจำนวนมากนั้นเป็จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของหลานเทียนในเวลานี้นี่อาจจะเป็ชะตาลิขิตให้เขาฝึกฝนเพื่อลดจุดบกพร่องจากเคล็ดวิชาฝ่ามือเบญจมายาที่สูบกลืนพลังลมปราณไปมหาศาลถึงแม้จะใช้เคล็ดวิชาฝ่ามือวายุภูตเก้าอสรพิษผสานเพื่อใช้ออกแล้วก็ตามถึงแม้ฝ่ามือวายุภูตเก้าอสรพิษเป็เพียงท่าร่างการเคลื่อนไหวแต่ก็ช่วยลดการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็รวมไปถึงการหาช่องว่างโจมตีทำให้การใช้ออกซึ่งเบญจมายาแต่ละกระบวนท่าไม่สิ้นเปลืองลมปราณไปกับการเคลื่อนไหวร่างกายที่ไม่จำเป็
การโจมตีที่รุนแรงแต่ใช้ออกได้จำกัดผนวกกับท่าร่างการเคลื่อนไหวของวายุภูตเก้าอสรพิษก็เกิดเป็การโจมตีต่อเนื่องที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ตายตัวกลายเป็เคล็ดวิชาใหม่ที่ไม่เคยมีผู้ใดรู้จัก เป็เคล็ดวิชาจำเพาะเจาะจงเฉพาะหลานเทียนเท่านั้นที่สามารถใช้ออกได้
สายลมพัดผ่านเหล่าสัตว์อสูรเท้าที่ก้าวออกส่งให้ร่างไหววูบแทรกผ่านช่องว่างระหว่างสัตว์อสูรที่กรูกันเข้ามาสายลมที่ดูอ่อนโยนกลับแฝงไปด้วยพลังทำลายล้างแต่ละการเคลื่อนไหวก่อเกิดเสียงบดขยี้กระดูก กะโหลก และเสียงอวัยวะที่ถูกทำลายจุดตายของเหล่าสัตว์อสูรโดนโจมตีอย่างแม่นยำไม่คลาดเคลื่อนแม้กระเบียดนิ้วเดียวจากสิบเป็ร้อยจากรอยเป็พันกินเวลาไปกว่าหนึ่งทิวาราตรีเต็ม