ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๑๑๕ ว่านกฤษณาเลือด (re-edition)

            ภายใต้ม่านเกล็ดน้ำแข็งที่ฟุ้งกระจาย .. วาวาหน้าแดงจิตใจเลื่อนลอยไม่สามารถทำอย่างไรได้ .. ส่วนอุทัยก็หัวใจเต้นตูมตาม วงแขนโอบรั้งเอวน้อยๆ จะนำนางกระโดดหลบหนี

            แต่แล้วมันเกิดเปลี่ยนใจ .. หากมันนำวาวากระโดดหลบไป ผู้รับเคราะห์แทนก็คืออุษาและมณีจันทร์ที่ต้องโดนฝูงกระทิงพุ่งเข้าใส่แล้ว

            มันจึงตัดสินใจนำร่างกายของมันต้านทานเอาไว้แทน แล้วจึงผลักวาวาเบาๆ จนนางลอยละล่องไปด้านหลัง

            จ๊ากกก ! เจ้าเวรุงกะอุทาน “เอาอีกแล้ว ... นายกรู ..”

            อุษาเห็นการกระทำนั้นจนต้องร้องออกมา “ทำอันใดของเจ้า!” .. แล้วจึงพุ่งร่างออกไป

            ขณะที่เขาของกระทิงอยู่ห่างเพียงหนึ่งศอก ดวงตาดำอุทัยก่อเกิดอักขระหนุนวนเป็นประกายดำทมิฬ

            ทันใดนั้น อุทัยกางแขนขาระเบิดพลังปราณออกจากแผ่นหลัง .. ย๊ากกกก !

            .. เปรี้ยงงง !!! ปราณอสูรบรรพกาลดำทมิฬทำเกล็ดน้ำแข็งที่ล่องลอยผนึกค้าง ส่วนร่างกระทิงทองแดงอันมหึมาทั้งหกหยุดกึกอยู่กลางอากาศ

            เป็นเวลาเดียวกันกับที่อุษารับร่างของวาวาเอาไว้ ฝ่ามือข้างหนึ่งกางออก รอบกายปรกคลุมด้วยพลังปราณอันสดใสศักดิ์สิทธิ์ ปลดปล่อยสุดยอดวิชา

            .. อิทธิฤทธิ์เคลื่อนพสุธา

            อุทัยปลดปล่อยพลังได้เพียงหนึ่งในสิบส่วน ก็ถูกปราณพิสดารจากฝ่ามือของอุษาดูดกระชากร่าง

            .. วาบบบบบบ !!! .. อุทัย วาวา มณีจันทร์ เจ้าเวรุงกะ มังกรน้อย และอุษา ถูกเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็วราวปาฏิหาริย์

            .. ในเสี้ยววินาที วิชา ‘อิทธิฤทธิ์เคลื่อนพสุธา’ นำทุกร่างเคลื่อนย้ายจากจุดที่ยืนอยู่เดิมถอยห่างออกมากว่าสามสิบก้าว

            กระทิงทองแดงที่โดนพลังปราณของอุทัยล้มไถลไปตามพื้น ส่วนอีกสามตัวโซซัดโซเซยังวิ่งพุ่งไปยังจุดที่อุษายืนอยู่เมื่อครู่ แล้วปักเขาลงพื้นดังสนั่น .. โครมมม !!!

            เกล็ดน้ำแข็งปลิวว่อน ฝุ่นผงตลบไปทั่ว กระทิงทองแดงทั้งหกกะปลกกะเปลี้ย นอนร้องหมดสิ้นเรี่ยวแรง

            วาวายังตกตะลึงกับความบ้าบิ่นของอุทัย .. สีหน้าของนางแดงระเรื่อ สำนึกได้ว่าเมื่อครู่ขณะถูกผลักออกมา ฝ่ามือข้างนั้นสัมผัสถูกหน้าอกวัยสาวของนางอย่างนุ่มนวล

            ความรู้สึกนี้ .. คืออันใด .. นางยังคงครุ่นคิด ไม่กล้าสบตาอุทัยแม้เพียงน้อย

            อุทัยเสียพลังปราณไปจำนวนมากยืนหอบหายใจถี่ๆ ยังไม่รู้ว่าตัวเองถูกพลังอันใดฉุดดึงจนมายืนอยู่ตรงนี้ .. แต่แล้วมันต้องหันหลังกลับไปมอง

            เสียงพสุธาเลื่อนลั่นราวป่าแตก .. อุทัยเหงื่ออาบย้อยลงใบหน้า มันมองเห็นกระทิงทองแดงทั้งเล็กใหญ่โผล่ออกมาทั้งฝูงอีกกว่ายี่สิบตัว

            จ๊ากกก ! เจ้าเวรุงกะร้องเสียงดัง ส่วนเจ้ามังกรน้อยหน้าซีดเผือด

            มณีจันทร์ร้อง “กรี๊ดดด .. กรี๊ดดด .. มันมาอีกแล้ว ..”

            อุษาและวาวาตกตะลึงกับภาพที่เบื้องหน้า แต่มีเงาร่างหนึ่งวิ่งสวนออกมาแล้ว

            เป็นอุทัย .. วีรบุรุษผู้ช่วยหญิงงามเมื่อครู่เอง .. มันกล่าวกับทั้งหมดว่า “หนีเร็ว ! อยู่ไม่ได้แล้ว ..”

            เมื่อมีคนหนึ่งเริ่มวิ่ง ทุกคนก็ไม่รอช้าหันหน้าสาวเท้าตาม วาวายิ้มเบาๆ กล่าวกับอุทัยว่า “ผู้กล้าเช่นเมื่อครู่ ไม่คงอยู่แล้วหรือ ..”

            “หวา .. บุคคลผู้นั้น คงหนีไปไกลแล้ว” อุทัยตอบ แล้วถามกับอุษาว่า “แม่นางเซียน ใช้วิชาเช่นเดิมได้อีกหรือไม่ ครั้งนี้ขอไปไกลสักเส้น”

            อุษารีบตอบ “ได้สิ .. แต่คราวนี้เคลื่อนได้ห้าก้าว ก็ถือว่าไกลแล้ว ..” ความจริงคือนางสิ้นเปลืองพลังกับวิชาเช่นนี้เป็นอย่างมาก หากไม่คับขันเช่นเมื่อครู่คงไม่ใช้ออกมา

            “รอด้วย .. รอข้าด้วย ..” มณีจันทร์ร้อง นางฝีมืออ่อนด้อยวิ่งอยู่ท้ายสุด

            ทั้งหมดทุ่มเทท่าร่างกระโดดวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ที่ด้านหลังติดตามมาด้วยฝูงกระทิงทองแดงเจ้าถิ่น เท้าของพวกมันตะกุยจนแผ่นดินเกิดฝุ่นตลบ

            อุษากล่าวถามอุทัย “เราควรไปทิศทางใด”

            อุทัยหันมองรอบกาย แต่ก็จำแนกไม่ออกว่าควรหนีไปที่ใด เจ้ามังกรน้อยที่บินอยู่ใกล้ทำจมูกฟุดฟิด กล่าวกับอุทัยว่า “ตามข้ามา”

            “.. มาทางนี้” อุทัยกล่าว แล้วจึงนำวิ่งตามเจ้ามังกรไป

            ทั้งหมดวิ่งมาเป็นระยะทางหลายเส้น ฝูงกระทิงทองแดงก็ยังวิ่งไล่กวดอย่างไม่ลดละ

            .. ลักษณะภูมิประเทศเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นป่าโปร่งมีไม้ยืนต้นขึ้นหนาแน่น

            .. แล้วจึงข้ามลำธารเล็กๆ สายหนึ่ง น้ำใสสะอาดมองพื้นน้ำเป็นเห็นก้อนหินน้อยใหญ่

            เพียงชั่วครู่มณีจันทร์ก็ทิ้งตัวนั่งลง นางกล่าวอย่างอ่อนแรงว่า “ไม่ไหวแล้ว .. ข้าไม่ไหวแล้ว ..”

            อุษาเข้าไปพยุง “รีบไปกันต่อ กระทิงเหล่านั้นกำลังตามมาแล้ว ..”

            มณีจันทร์กล่าว “พี่สาว .. ข้า .. ข้าวิ่งต่อ .. ไม่ .. ไหว ..”

            เป็นจริงอย่างอุษากล่าว กระทิงทองแดงตัวโตห้าหกตัวติดตามมาจนทัน พวกมันหยุดยืนอยู่ริมลำธารอีกฟากหนึ่ง ทั้งยังกระทืบเท้าดัง ..โครม โครม

            วาวาสังเกตพบบางสิ่ง กล่าวว่า “แปลกจริง ! พวกมันไม่ข้ามลำธารมายังฝั่งนี้”

            ยังมีกระทิงทองแดงอีกหลายตัวทยอยมาสมทบ แต่เป็นอย่างคำวาวา พวกมันไม่ยอมข้ามลำธารมา

            อุษาออกความเห็น “จริงด้วย พวกมันไม่ข้ามฝั่งมา”

            เจ้าเวรุงกะก็กลับมาคึกคะนอง นำก้อนหินขว้างใส่หัวกระทิงตัวหนึ่ง .. เจ้ากระทิงตัวนั้นโมโหฉุนเฉียว แต่ก็ยังไม่ยอมข้ามฝั่งมา

            “เจี๊ยก ! มันไม่ข้ามมาจริงๆ ด้วย” เจ้าเวรุงกะร้อง แล้วจึงซัดก้อนหินใส่เป็นการใหญ่ ทั้งยังทำท่าแลบลิ้นปลิ้นตา “เจ้าวัวโสโครก .. แบร่ .. แบรรร่”

            อุษากล่าว “.. หรือถิ่นอาศัยของมันมีอยู่เพียงนั้น”

            มณีจันทร์พ่นลมหายใจอย่างโล่งอก กล่าวว่า “พวกเรารอดแล้ว กระทิงเทวะเหล่านั้นดุร้ายนัก”

            อุทัยรับฟังได้แต่นิ่งเงียบ เพราะเหตุใดสัตว์เทวะอันแข็งแกร่งทั้งฝูงไม่กล้าข้ามลำธารมา .. เหงื่อเม็ดโป้งไหลย้อยอาบแก้มอีกครั้ง .. มีเพียงเหตุผลเดียว .. นั่นคือ พวกกระทิงมันกลัวเจ้าถิ่นของดินแดนฟากนี้ .. มันคือตัวอันใดกัน ..

            เจ้ามังกรน้อยตื่นตัวทำจมูกฟุดฟิดบินโฉบไปมา กล่าวกับอุทัยว่า “ตามข้ามา .. ตามข้ามา .. ข้าได้กลิ่น” มันทำหน้าเคลิ้ม “กลิ่นชัดเจนยิ่ง .. หอมมมม หอมมมม มากกกกก”

            อุทัยสงสัย .. อันใดของมัน เหตุใดมันจึงดีดเช่นนี้ แล้วจึงกล่าวขึ้นว่า “เดินสำรวจกันดูหน่อยเถิด ที่แห่งนี้มีอันใดบ้าง ..”

            มณีจันทร์เริ่มฟื้นเรี่ยวแรง กล่าวว่า “ใช่ .. ใช่ .. รีบไปกันเถอะ ประเดี๋ยวพวกมันเปลี่ยนใจข้ามมาฝากกระนี้ ข้าไม่อยากวิ่งหนีแล้ว”

            ทั้งหมดจึงทิ้งฝูงกระทิงทองแดงไว้ด้านหลัง แล้วค่อยๆ เดินลัดเลาะบนเส้นทางลาดชัน สองข้างทางเป็นป่าโปร่ง มีต้นไม้รูปร่างแปลกตาขึ้นอยู่อย่างกระจัดกระจาย

            เพียงเวลาชั่วธูปไหม้ เจ้ามังกรน้อยก็นำทุกคนมาหยุดยืนบนเนินเขาลูกหนึ่ง เมื่อมองลงไปก็ต้องรู้สึกละลานตา เนื่องเพราะที่ผืนป่าด้านล่างมีเม็ดแสงนับพันนับหมื่นสะท้อนวิบวิบวับวับอยู่เต็มพรืด

            ป่าผืนนั้นทอดยาวจนไปจรดภูเขาสูงปลายแหลมลูกหนึ่ง ทั้งป่าเป็นต้นไม้รูปร่างประหลาด ลำต้นอวบอ้วนบิดเป็นเกลียว มีกิ่งก้านมากมายแต่ไร้ใบ ลำต้นและกิ่งก้านแขนงของทุกๆ ต้นพร้อมใจกับเอนลู่ไปยังทิศทางหนึ่งราวถูกลมพายุโถมพัด

            เจ้ามังกรน้อยตะลึงงัน กล่าวอย่างไม่เชื่อสายตาว่า “ผะ ผะ ผล ชีวันร้อยราตรี .. มะ มะ มาก มาย อารายขนาดน้านนน”

            ที่เบื้องหน้าของทุกคนคือป่าชีวันร้อยราตรี ต้นไม้รูปร่างพิลึกหยิกๆ งอๆ นับหมื่นๆ ต้นรวมกันเป็นผืนป่าหนาแน่นทอดยาวสุดสายตา ผลของมันทอแสงระยับราวดวงดาว ลมพัดกลิ่นหอมอันแปลกประหลาดเข้าจมูกทำทุกคนรู้สึกกระชุ่มกระชวย

            เจ้ามังกรน้อยไม่รอช้าบินรี่ลงไปโดยทันที อุทัยและทั้งหมดจึงเดินติดตามไปอย่างช้าๆ

            เมื่อเข้าไปใกล้ พบเห็นต้นไม้ลำต้นและกิ่งก้านบิดเป็นเกลียว แต่ไม่มีใบสักใบหนึ่ง ลำต้นและกิ่งก้านเอียงเอนลู่ แต่ละต้นมีผลส่งแสงวิบวับสี่ถึงห้าผล

            อุษากล่าวขึ้นว่า “ข้าไม่เคยพบเจอ พืชพันธุ์ลักษณะเช่นนี้มาก่อน ..”

            วาวากล่าว “ดูผลของมัน มีแสงส่งประกายออกมาด้วย งดงามยิ่ง”

            มณีจันทร์กล่าวอย่างตื่นเต้น “ต้นอันใด ผลของมันหอม .. หอมมมม .. หอมมมม .. ยิ่งงงง ..”

            อุทัยอดตกตะลึงกับภาพที่เบื้องหน้ามิได้ แต่มันทำสีหน้าขึงขังราวนักปราชญ์ผู้รอบรู้ กล่าวขึ้นว่า “นี่เรียกว่า ต้นชีวันร้อยราตรี ..”

            ทั้งสามดรุณีหันมามองอุทัยเป็นสายตาเดียว อุษากล่าว “ท่านผู้นี้ ก็มีความรู้กว้างขวาง”

            อุทัยยิ้มเบาๆ อย่างภูมิใจ “ย่อมแน่นอนนน .. ฮา”

            มณีจันทร์พ่นลมออกจมูกกล่าวขึ้นว่า “ฮึ จะเชื่อมันดีหรือไม่”

            วาวากล่าวถามด้วยความสนใจ “ต้นชีวันร้อยราตรี เป็นเช่นไรหรือ ...”

            อุทัยได้ทีก็กล่าวอวดเป็นการใหญ่ “ชีวันร้อยราตรี เป็นต้นไม้เทวะในตำนาน ..”

            ทุกคนตั้งใจฟังวาจาขี้โอ่ของมัน อุทัยกล่าวต่อ “ต้นไม้นี้จะขึ้นในที่มีพลังแห่งเทวะเท่านั้น พวกท่านเห็นผลของมันหรือไม่ .. ผลของมันต้องใช้เวลาหนึ่งร้อยปีกว่าจะสุกเต็มที่เช่นนี้”

            “.. หนึ่งร้อยปี” สาวๆ อุทานพร้อมกัน

            อุทัยยิ่งได้รับความสนใจ ยิ่งกระหยิ่มยิ้ม มันกล่าวต่อ “ถูกต้อง .. หนึ่งร้อยปีจึงจะสุกเต็มที่และส่งแสงประกาย ทั้งยังอัดแน่นด้วยพลังแห่งเทวะ .. อย่าเผลอกินเข้าไปก็แล้วกัน พลังของมันอาจทำร่างกายพวกท่านระเบิดได้ .. ฮา ฮา”

            .. ทั้งสรรพคุณผลไม้วิเศษ ทั้งความรอบรู้ของอุทัย ทำสามสาวไม่เชื่อหูของตัวเอง

            .. กร๊อบบบบ .. เสียงขบผลไม้อย่างดัง เป็นเจ้ามังกรน้อยบินขึ้นไปงับผลชีวันร้อยราตรีลูกเท่าผลมะพร้าวลูกหนึ่ง

            อ้าว ! ไหนบอกรับประทานไม่ได้ .. สามสาวหันมองอุทัย ..

            เจ้ามังกรน้อยร้องกล่าวว่า “อะ หย่อยยยย .. เป็นที่สุดดดดดดด ...”

            แล้วจึงกัดกินต่ออย่างห้ามใจไม่ไหว .. กร๊อบ กร๊อบ กร๊อบบบบ ..

            เจี๊ยกกกก ! เจ้าเวรุงกะไม่รอช้า กระโจนขึ้นต้นไม้เด็ดผลชีวันร้อยราตรีขึ้นมากัดกินอย่างเมามัน “อาหย่อย .. อาหย่อย .. สุดยอดเลยยยย ..”

            อุทัยยิ้มเจื่อน กล่าวกลบเกลือนว่า “ก็คงกินได้มั๊ง .. แต่ต้องระวังอย่ากินมากเกินไป .. แฮ้ ..”

            เจ้าเวรุงกะเด็ดผลชีวันร้อยราตรีมาอีกลูก แล้วโยนผลวิบวับนั้นมาให้ อุทัยก็รับไว้อย่างว่องไว

            กร๊อบบบ .. อุทัยลองกัดกินถึงกับตาโต กลิ่นหอมคลุ้งไปทั่วปาก รสหวานหอมอมเปรี้ยวแทรกไปทั่วตุ่มลิ้นสัมผัสรส

            ทันทีที่เนื้อผลไม้ตกลงท้อง มันต้องตกใจเนื่องเพราะมีพลังประหลาดแทรกซึมเข้ากระเพาะอาหาร แล้วกระจายไปทั่วอณูชีพจรปราณ

            เพียงชั่วครู่ก็กัดกินจนหมดผล พลังที่สูญเสียกลับฟื้นคืนอย่างรวดเร็ว เป็นความรู้สึกกระชุ่มกระชวยราวเพิ่งตื่นจากกรรมฐานเดินพลังปราณ

            สามดรุณีน้อยสังเกตอาการของอุทัย เมื่อพบเห็นไม่เป็นไรจึงลองรับประทานดูบ้าง

            กร๊อบ กร๊อบบบบ .. มณีจันทร์กล่าวอย่างสดชื่น “โอ่ววว .. ผลไม้นี้ช่างวิเศษ ข้าไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลย”

            เมื่ออุษาและวาวารับประทานไปหนึ่งผลก็รับรู้ถึงความพิเศษของผลไม้นี้ พวกนางนั่งเดินลมปราณปรับพลังในทันใด

            ส่วนเจ้ามังกรน้อย และเจ้าเวรุงกะไม่ต้องพูดถึง .. ด้วยความหิวโหยพวกมันซัดไปตัวละกว่าเจ็ดแปดลูกแล้ว

            อุทัยรับประทานผลไม้วิเศษไปสามผล ก็รู้สึกเคลิบเคลิ้มอิ่มเอมอย่างบอกไม่ถูก สายลมอ่อนๆ โชยพัดทำร่างกายผ่อนคลายราวอยู่ในดินแดนแห่งความสุข

            .. หรือสถานที่แห่งนี้ คือ .. แดนสุขาวดี อย่างแท้จริง

            .. แต่แล้ว .. จมูกของมันได้สัมผัสกับกลิ่นอันฉุนเหม็นเขียวชนิดหนึ่ง .. กลิ่นนี้ ..

            อุทัยทะลึ่งกายพรวดค้นหาที่มาของกลิ่น แล้วจึงดีดกายไปยังทิศทางนั้นอย่างรวดเร็ว

            คนวิ่งตะบึง .. ห่างออกไปเพียงห้าเส้น .. พื้นที่เป็นท้องทุ่งกว้างขวาง ต้นหญ้าและไม้เถาขึ้นอยู่อย่างสะเปะสะปะ

            มองไกลๆ เห็นร่างบุคคลในชุดยุทธ์สีดำสะพายย่ามใบหนึ่ง กำลังเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสุดประมาณ ประเดี๋ยวกระโดดขึ้นๆ ลงๆ ซ้ายทีขวาทีเหมือนกำลังไล่จับบางสิ่งอยู่ตามพื้น

            โครมมม ! บุคคลชุดดำกระทืบใส่บางสิ่ง เสียงของเด็กหนุ่มหัวเราะอย่างคลุ้มคลั่ง .. ฮา ฮา ฮา

            “เจ้านี่ฤทธิ์เยอะนัก จะหนีไปไหน ..” เสียงของเด็กหนุ่ม มันจ้องมองสิ่งที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าอย่างมันเขี้ยว

            แล้วจึงดึงสิ่งนั้นขึ้นมาจากพื้นดิน ลักษณะเป็นพืชเถา ด้านบนเป็นก้านใบสีแดงส่องประกาย ลำต้นเป็นเถาแดงคล้ำคล้ายหัวมันขนาดย่อม

            เด็กหนุ่มผู้นั้นเหวี่ยงฟาดต้นพืชนั้นลงพื้น แล้วกระทืบซ้ำดัง .. โครมมมม โครมมมม

            “ประเดี๋ยวก็จับเผากินเสียเลย .. ฮา ฮา ฮา” เสียงเด็กหนุ่มขู่กระโชกข่มขวัญ แล้วจึงเตะใส่คราหนึ่ง

            ต้นพืชนั้นลอยกระเด็น แล้วจึงร่วงลงพื้นดัง ตุ๊บบบ .. เด็กหนุ่มชุดดำลอยตัวติดตาม มาถึงก็นำมือยกต้นพืชนั้นชูขึ้น

            สิ่งมีชีวิตคล้ายพืชตัวสั่นระริก ลักษณะของมันเป็นเถาแดงคล้ำผิวตะปุ่มตะป่ำ เรียวยาวเป็นลำตัวแขนขาดังมนุษย์ตัวน้อย ตามร่างมีรากฝอยแตกแขนงอยู่ทั่วไป

            ที่ส่วนหัวมีสองตาเล็กหยีและหนึ่งปาก บนหัวและบ่ามีก้านและใบสีแดงงอกเงยส่องประกายดังแก้วผลึก

            .. มันคือสิ่งใด .. พันธุ์พืช .. หรือสัตว์กันแน่

            จิดดด.. จิดดด .. จี๊ดดดด .. เสียงจากต้นพืช มีน้ำเมือกเขียวข้นทะลักออกจากปาก

            อุทัยตั้งใจฟัง .. “โอยยยย .. ท่านจอมยุทธ์ ละเว้นข้าด้วย .. ข้ากลัวแล้ว ข้ากลัวแล้ว” เป็นเสียงร้องขอชีวิตจากต้นพืชนั้น

            .. ต้นไม้เคลื่อนไหวได้ .. ทั้งยังพูดได้อีกด้วย !

            ทันใดนั้น ที่พื้นดินบริเวณรอบข้างปรากฏบางสิ่งผุดออกมา .. ผลุบบบ ผลุบบบ ผลุบบบ

            ต้นพืชลักษณะเดียวกันโผล่ขึ้นมานับสิบๆ ต้น .. ส่งเสียงร้องระงม จิด จี๊ดดดด .. จิด จี๊ดดดด ..

            พวกมันมีตัวสีน้ำตาลเข้มและใบสีเขียว ดูไปจะเล็กกว่าตัวที่โดนเด็กหนุ่มควบคุมไว้ เสียงร้องไห้กล่าวอ้อนวอนจากเหล่าต้นพืชดังแว่วมา

            “ฮือ .. ฮือออ .. ปล่อยท่านย่าทวดของเราไปเถอะ”

            “พวกเรายอมแล้ว .. เอาพวกเราไปแทน .. เอาเราไปแทน ..”

            “ท่านผู้เยี่ยมยุทธ์ โปรดมีเมตตากับเผ่าพันธุ์เราด้วย .. ฮือ .. ฮือออ ..”

            อุทัยตกตะลึง .. เหล่านั้นคือสิ่งมีชีวิตอันใด?

            แต่กลิ่นนี้ ! ชัดเจนยิ่ง .. ใช่แล้ว .. พวกมันคือ .. ว่านกฤษณาเลือด !!!

            พิษชำระจิตอาถรรพ์ .. ที่มังกรหมื่นพิษกล่าวถึง ต้องใช้อาถรรพ์ของว่านกฤษณาเลือดที่เบื้องหน้านี้

            แย่แล้ว !!! หรือว่า จะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายที่โอริสา ต้องมีบุคคลวางอุบายใช้พิษอาถรรพ์เป็นแน่แล้ว

            คิดได้เช่นนั้นจึงไม่รอช้า พุ่งกายไปยืนตรงหน้าของเด็กหนุ่มผู้นั้นโดยทันใด ..

            .. ทั้งสองยืนประจันหน้า จ้องมองกันและกัน

            “เป็นเจ้า ..” อุทัยอุทาน เมื่อได้เห็นโฉมหน้าบุคคลที่ไล่จับว่านกฤษณาเลือด

            “เจ้า .. อีกแล้ว ..” เด็กหนุ่มผู้นั้นก็อุทานเมื่อได้เห็นอุทัย พร้อมทั้งหัวเราะมุมปากอย่างยโส .. ฮึ ฮึ

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน

    จักรพรรดิข้ามกาลเวลา

    จักรพรรดิข้ามกาลเวลา

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    647K 2426
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    อสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    อสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    6.29M 2303
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 134
    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    15.48M 4292
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    นิยาย แฟนตาซี
    127K 373