Dead Area: ล่าข้ามเขตอันตราย

    ตอนที่ 48 - สารภาพ

    ตอนที่ 48 – สารภาพ

     

                “โอ๊ย!” ปราชญาร้องออกมาอย่างหงุดหงิด ขณะกินข้าวเย็นที่บ้านของณปภา เพราะแขนข้างหนึ่งของเขาเป็นแผลจากการสู้รบ จึงสามารถใช้แค่มือเดียวเท่านั้นในการตักอาหารเข้าปาก และมันก็ทำได้ยากเย็นเหลือเกิน วาสุกรีที่นั่งกินข้าวอยู่ด้วย เห็นดังนั้นก็เลยบอก

                “เป็นไงล่ะ? ไม่อยากอยู่โรงพยาบาลดีนัก” วาสุกรีบอกกับปราชญา “อยู่โรงพยาบาลน่ะสะดวกจะตาย มีเจ้าหน้าที่คอยป้อนอาหารให้นะ”

                “โธ่ ก็มันไม่อยากอยู่โรงพยาบาลนานๆ นี่” ปราชญาร้องโอดครวญ “ห้องก็เหม็น แถมยังอยู่ห่างจากพวกแกอีก ฉันไม่อยากนอนคนเดียวในห้องของโรงพยาบาล”

                “ปราชกลัวผีหรือคะ?” อัมพรเอ่ยถามขึ้นยิ้มๆ ดูท่าทางวันนี้เธอจะอารมณ์ดี ปราชญาก็ส่ายหน้าออกมา ก่อนจะตอบ

                “ผีน่ะไม่กลัวหรอก กลัวกลิ่นเหม็นในห้องมากกว่าอีก ห้องเป็นห้องรวมนี่ ห้องเดี่ยวไม่มี จะเข้าห้องน้ำอะไรก็ลำบาก” เขาตอบเธอ “อีกอย่าง คิดถึงทุกคนน่ะ นี่พูดจริงนะ ไม่อยากแยกจากทุกคนไปเลย”

                ปราชญาบอกออกมา ทำเอาทุกคนบนโต๊ะอาหารหันมามองเขา แล้วก็ต่างมองกันเอง ทรัพย์สินยิ้มออกมาอย่างดีใจที่กลุ่มของพวกเขาสามัคคีกันได้เสียที

                “พี่ดีใจนะที่น้องปราชพูดแบบนั้นออกมา มันแสดงให้เห็นว่าเราเป็นหนึ่งเดียวกันได้ซะที” ทรัพย์สินบอกออกมาแล้วเหลือบไปมองกมลกับอัมพร ไม่รู้ว่าทั้งคู่ยังทะเลาะกันอยู่หรือเปล่า? กมลที่กำลังใช้ช้อนกลางตักแกงส้มอยู่ก็พูดขึ้นมา

                “ใช่ค่ะ เราเป็นหนึ่งเดียวกัน” กมลว่าออกมา ทำเอาทรัพย์สินอึ้งไปเล็กน้อย เขาชี้ไปที่อัมพร

                “แล้วเรื่องที่ทะเลาะกับน้องพร...?” ทรัพย์สินออกจะงุนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น กมลก็เลยยิ้มออกมา พลางบอกออกมาว่า

                “เราคืนดีกันแล้วค่ะ พรเองก็เป็นพวกเดียวกับเรา ตัดสินใจสู้เหมือนกัน หนูก็เลยชอบแบบนั้น” กมลว่าออกมาพลางกระแซะแขนอัมพรที่นั่งข้างๆ เธอ “จริงไหม?”

                “จ้า” อัมพรเองก็ตอบอย่างอารมณ์ดี ทำเอาปฏิคมงุนงงไปเลย เพราะท่าทางของอัมพรดูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วณปภา เจ้าของบ้านก็ยกอาหารออกมาอีกสามอย่างมาเสิร์ฟ จนทรัพย์สินต้องบอกว่าพอแล้ว พวกเขาคงกินไม่หมดหรอก

                “กินซะเถอะ กินให้อิ่มๆ วันนี้พวกเธอเป็นคนช่วยชีวิตพวกเราเอาไว้” ณปภากล่าวอย่างตื้นตันใจ และมองไปที่ปราชญาซึ่งบาดเจ็บ “น้องปราชเองก็กินเข้าไปเยอะๆ ได้เลยนะ แผลจะได้หายไวๆ ขอบคุณมากนะที่อุตส่าห์เสี่ยงตัวเองจนบาดเจ็บเพื่อพวกเรา”

                ณปภากล่าวยาว ปราชญาได้ยินอย่างนั้นก็ใช้แขนข้างที่ไม่ได้เป็นแผล เกาศีรษะอย่างเขินอาย ก่อนที่เขาจะบอกออกมา “ไม่เป็นไรหรอกครับ มันคือหน้าที่ หน้าที่ของผมที่ต้องปกป้องอาณาเขต”

                แล้วทุกคนก็พากันยิ้มออกมาเมื่อปราชญาพูดจบ และในที่สุด อาหารมื้อเย็นของวันนี้ก็ถูกจัดการจนเรียบวุธ ทั้งที่ตอนแรกคิดว่าจะเหลือเสียอีก ณปภาช่วยกับวรรณสายกจานชามไปล้างที่ครัวเช่นเคย แล้วระหว่างล้างจาน ณปภาก็ถามความคืบหน้าของเรื่องพันธกรจากวรรณสา

                “อ๋อ” วรรณสาถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ “ก็...ยังไม่มีอะไรคืบหน้าค่ะ”

                “ระวังโดนแซงนะ” ณปภาแนะนำอย่างหวังดี “น้องนาอะไรนั่น ถ้าเขาเกิดทำถูกใจน้องพันขึ้นมาจะแย่เอา น้องสาจะเสียน้องพันไปตลอดกาลเลยนะ”

                “อย่างที่บอกแหละค่ะ สาก็ไม่ใช่เจ้าของพัน อยู่ที่พันจะเลือกใครมากกว่า” วรรณสาตอบออกมา “แต่หนูก็ยังมั่นใจว่าพี่นาก็ไม่กล้าบอกว่าชอบเหมือนกัน”

                “อืม ได้ยินแบบนี้ก็วางใจลง” ณปภายิ้มให้กับวรรณสา ตอนนั้นเอง พันธกรก็สวมชุดไปรเวทลงมาด้านล่าง ณปภากับวรรณสาได้ยินเสียงฝีเท้าจึงหันไป พอเจอพันธกร ทั้งสองก็ถามว่าเขาจะไปไหน? ในเมื่อมันค่ำแล้ว

                “อ๋อ ผมจะไปดูไอ้ดินมันซะหน่อยน่ะครับ” พันธกรบอกตามจริง “ไม่รู้มันเป็นยังไงบ้าง? ปลอดภัยดีไหม? ผมกะจะไปตั้งแต่ตอนเย็นๆ แล้ว แต่ไม่มีเวลา ก็เลยจะไปตอนนี้ซะเลย”

                “เหรอ พัน?” วรรณสาถามเขา “รอสาด้วยสิ เดี๋ยวสาไปด้วย”

                พันธกรจึงอยู่รอวรรณสาจนล้างจานเสร็จ พอเธอล้างเสร็จ เธอก็เอาผ้าเช็ดมือ ก่อนจะเดินไปหาพันธกร “ไป ไปกันเถอะ ไปหาดินกัน อยากรู้เหมือนกันว่าแม่เขาจะเป็นยังไงบ้าง?”

                “งั้นก็ไปกันเลย” พันธกรหันมาพูดยิ้มๆ แล้วก็จูงมือวรรณสาออกไป วรรณสาออกจะตกใจที่พันธกรจับมือเธอ แต่เธอก็ไม่ได้ว่าอะไร ยอมให้เขาจับ แล้วทั้งสองคนก็เดินออกจากบ้านของณปภา ตรงไปยังโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีเพียงหนึ่งเดียวภายในอาณาเขต

                พันธกรกับวรรณสาขึ้นไปบนห้องรวมทันที เพราะคิดว่าเตียงของแม่พสุคงอยู่ที่เดิม พอเขาและเธอเข้ามาในห้อง วรรณสาก็ถึงก็ต้องปิดจมูกทันที เพราะกลิ่นในนี้แรงมาก แต่พันธกรพอทนไหว เขาเลยไม่ใส่ใจ แล้วเขาก็มองหาเตียงของแม่ของพสุ พอเจอแล้ว ก็รีบเดินไปหาพสุที่กำลังเฝ้าแม่อยู่ไม่ห่าง

                “ไอ้ดิน” พันธกรเรียกชื่อเพื่อนสนิทขึ้นมา พสุที่กำลังฟุบหลับอยู่กับเตียงของแม่ก็รีบเงยหน้าขึ้นมามอง

                “อ้าว? ไอ้พันกับสา” พสุยิ้มออกมาเมื่อได้เห็นหน้าพวกเขา “มาเดทกันเหรอ?”

                “นี่นะ” พันธกรถึงกับยืนเท้าเอวอย่างเอาเรื่อง เมื่อพสุพูดแบบนั้นออกมา “มาโรงพยาบาลจะมาเดทกันได้ไง? อีกอย่างฉันกับสาก็เป็นเพื่อนกัน ฉันกับสามาที่นี่ก็เพราะมาหาแกนั่นแหละ เป็นห่วงแก แล้วก็เป็นห่วงแม่แกด้วย”

                “อ๋อ เหรอ ขอโทษที” พสุถอนหายใจออกมา แล้วก็หันไปมองแม่ที่นอนสลบไสลไม่ได้สติบนเตียง พันธกรมองดูนาฬิกาข้อมือของตัวเอง ก่อนจะถามพสุ

                “แม่นายยังไม่ฟื้นอีกเหรอ? นี่ก็หลายชั่วโมงเข้าไปแล้วนะ” พันธกรถามออกมา พสุจึงส่ายหน้าก่อนจะตอบ

                “ยังไม่มีวี่แววเลย” พสุบอกตามตรง “แต่หมอบอกใช่ไหมว่าแม่น่าจะพักฟื้นได้อาทิตย์หนึ่ง หมอบอกอย่างนั้นใช่ไหม?”

                “ใช่” พันธกรตอบ “เพราะงั้น นายไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวแม่นายก็ฟื้น แล้วก็จะกลับมาเป็นเหมือนปกติเช่นเดิม” พันธกรพยายามให้กำลังใจพสุ ฝ่ายพสุก็ทำได้แค่พยักหน้า

                “ฉันคง...” พสุจู่ๆ ก็พูดขึ้นมา “ต้องทำตามใจแม่แล้วล่ะ คงออกมาเสี่ยงรบไม่ได้แล้ว แต่ในใจฉัน ก็ยังอยากจะสู้ไปกับพวกนายนะ”

                “เชื่อแม่ของดินไว้เถอะ” วรรณสาเอ่ยออกมาบ้าง ยังเอามือปิดจมูกอยู่ เสียงเลยอู้อี้ “แม่ของดินหวังดีนะ ไม่อยากให้ดินไปเสี่ยงอันตราย สาว่า ดินเลิกออกสู้รบไปกับพวกเราเถอะ แล้วหันมาดูแลแม่แทนดีกว่า อย่างงั้นน่าจะดีกว่าเยอะเลยนะ”

                “นั่นสิ” พสุกล่าวออกมาพลางถอนหายใจ “ดินควรจะดูแลแม่มากกว่า ถ้าสถานการณ์แบบวันนี้เกิดขึ้นอีก ดินต้องคอยปกป้องแม่ให้รอดพ้นจากอันตราย ไม่ใช่เอาตัวไปเสี่ยงสู้รบ ดินคิดผิดไปแล้ว”

                พันธกรยิ้มออกมาที่ในที่สุด พสุก็คิดได้เสียที แต่แล้ว เขาก็มองเห็นบาดแผลที่มือของพสุ ที่พสุเคยเอามันต่อยย้ำพื้นที่โรงพยาบาล พันธกรเห็นบาดแผลที่มีเลือดแห้งติดกรังแล้ว เขาก็รีบบอกออกมา “ทำไมไม่ไปทำแผลที่มือก่อน!? ขืนแผลติดเชื้อขึ้นมาจะทำยังไง?”

                “อ๋อ แผลนี่เหรอ? ช่างมันเถอะ” พสุทำท่าตบๆ มันอย่างไม่ใส่ใจ “แผลเล็กน้อย ถ้าเทียบกับแม่แล้ว ฉันเบากว่าเยอะ”

                “มันไม่ใช่อย่างนั้น มันจะติดเชื้อเอา ที่นี่โรงพยาบาลนะเว้ย ไม่รู้มีเชื้อโรคอะไรบ้าง?” พันธกรบอก “ไปเหอะ ไปทำแผลกัน สา สามีเงินพกติดตัวมาบ้างไหม?”

                วรรณสาก็พยักหน้าและเอาเงินจำนวนหนึ่งให้พันธกร พันธกรจึงรับเงินมาและชวนพสุออกไปจากห้องคนไข้รวมเพื่อไปทำแผล ฝ่ายวรรณสา เธอก็อยากออกจากห้องนี้แล้ว เพราะกลิ่นมันสุดทนเหลือเกิน เธอไม่รู้ว่าพสุทนอยู่ได้อย่างไรในห้องแบบนี้? แต่เธอก็ไม่ยอมออกไปจากเตียงของแม่พสุ เพราะเกรงใจมารยาท

                ฝ่ายพสุก็มาทำแผลที่มือจนเสร็จเรียบร้อย พันธกรก็เอาเงินของวรรณสาจ่ายค่ายาไป ราคามันถูกมาก ไม่กี่บาทเท่านั้นเอง ยังเหลือเงินอีกเยอะ พันธกรเลยถามพสุว่า “จะดื่มน้ำอะไรหน่อยไหม? ฉันยังพอมีเงินเหลืออยู่ เอาน้ำโค้กไหมล่ะ? แกชอบไม่ใช่เหรอ?”

                “ขอโทษนะ ไอ้พัน ตอนนี้ แม้แต่น้ำฉันก็เอาเข้าปากไม่ได้” พสุว่าแล้วจู่ๆ น้ำตาก็ซึมออกมา เขายกกำปั้นเช็ดน้ำตาออกไปพร้อมกับกล่าว “ถ้าฉันไม่ได้ทำท่าแบบนั้น ถ้าฉันไม่ได้เดินลงบันไดไป แม่คงไม่เป็นแบบนี้”

                “น่า เลิกโทษตัวเองได้แล้ว” พันธกรพยายามปลอบอย่างดีที่สุดแล้ว แล้วเขาก็หวนนึกไปถึงตอนที่เกิดเรื่องของบ๊อบขึ้น จนถึงตอนนี้ เขาก็ยังไม่ยอมเลิกให้อภัยตัวเองเช่นกัน เขาเลยพูดออกมาได้ไม่เต็มปากนักว่า ให้พสุเลิกโทษตัวเอง ในเมื่อเขาเองก็ยังไม่ยอมให้อภัยตัวเอง

                พสุปาดน้ำตาออกไป และเขาก็รีบขึ้นไปหาแม่เหมือนเดิมพร้อมกับผ้าพันแผลที่พันมือเรียบร้อยแล้ว อีกไม่นานนัก นางพยาบาลก็จะไม่ให้คนเข้ามาเฝ้าแล้ว พสุอยากใช้เวลากับแม่ให้มากที่สุด เพราะฉะนั้น เขาเลยรีบวิ่งขึ้นบันไดไป พอเข้ามาในห้องคนไข้รวม ก็เจอวรรณสากำลังยืนอยู่ข้างๆ เตียงของแม่พสุอยู่

                “สา แม่ของไอ้ดินเป็นไงบ้าง? รู้สึกตัวหรือยัง?” พันธกรถามวรรณสาขึ้นมาทันที เธอก็พยักหน้า ทำเอาพสุตกใจ

                “เมื่อกี้ เธอลืมตาขึ้นมาพักหนึ่ง ก่อนจะหลับตาลงต่อ” วรรณสาบอก “สาเลยไปเรียกหมอมา...” แล้ววรรณสาก็อธิบายเรื่องราวออกไป พันธกรเลยถามว่าหมอพูดว่าอย่างไรบ้าง? เกี่ยวกับอาการของแม่ของพสุ

                “เขาก็บอกว่าพ้นขีดอันตรายแล้ว” วรรณสาตอบพลางยิ้มให้พสุ “เพราะงั้น ดินไม่ต้องเสียใจนะจ๊ะ แม่ของพสุไม่ได้เป็นอะไรมากนักแล้ว”

                “จริงเหรอ สา?” พสุยกมือไหว้ เหมือนกับไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ “ขอบคุณครับ ใครก็ตามที่ช่วยเหลือแม่ผมไว้ แล้วผมจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้”

                พันธกรหันมามองพสุ เขาไปบนบานศาลกล่าวอะไรไว้หรือ ถึงพูดออกมาแบบนั้น? แต่เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมากนัก และไม่นานก็หมดเวลาเยี่ยมไข้ พสุจำต้องเดินออกไปจากห้องพร้อมกับพันธกรและวรรณสา ทั้งที่จริงๆ แล้ว เขาอยากอยู่ต่อจะตาย แต่ระเบียบของโรงพยาบาลก็เป็นเช่นนี้ จึงไม่มีทางเลือก เขาเดินลงบันไดมาพร้อมกับพันธกรและวรรณสา

                “แล้วนายอยู่คนเดียวได้ไหมเนี่ย?” พันธกรถามออกมา พสุก็หัวเราะเบาๆ

                “เฮอะๆ ฉันก็ม.สี่แล้วนะเว้ย” พสุบอกออกมา “เรื่องแค่นี้ก็ต้องอยู่ได้สิ”

                “ดินทำอาหารเป็นหรือเปล่า?” วรรณสาถามออกมาอย่างเป็นห่วงเป็นใย “ถ้าดินทำไม่เป็น สาจะทำให้ แล้วเอาไปส่งบ้านดินทุกวันเลยก็ได้นะ”

                “โห จริงเหรอ สา?” พสุบอกกับเธอแล้วก็หันไปทางพันธกร “โชคดีชะมัดเลย ไอ้พันที่ได้แฟนแบบนี้”

                “เฮ้ย ไอ้บ้า!” พันธกรรีบปฏิเสธออกมาทันที “บอกแล้วไง ฉันกับสาเป็น ‘เพื่อน’ กัน ไม่ใช่แฟน”

                พสุได้ยินดังนั้นก็เหลือบตามองวรรณสาทันที ก็พบว่าเธอก้มหน้าลง ท่าทางเศร้าใจ สำหรับวรรณสา คำว่า ‘เพื่อน’ ที่พันธกรบอกออกมานั้น มันทำให้เธอเจ็บปวดใจอย่างยิ่ง เหมือนมีกำแพงขนาดใหญ่ที่ก่อทางปิดเอาไว้ ไม่ให้เธอผ่านเข้าไปหาพันธกร ทั้งที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมมือ แต่ทำไมไม่รู้มันถึงดูแสนไกลนัก?

                “เออๆ” พสุเลยตัดบทไปเลย “งั้นวันนี้ ฉันกลับบ้านก่อนละกัน เจียวไข่กินเอาก็ได้ ในบ้านมีไข่อยู่ ไม่ต้องรบกวนสาหรอกวันนี้” เขาบอก “แต่ว่าวันต่อๆ ไป อาจจะต้องรบกวนสาให้ทำอาหารมาให้กินหน่อยนะ”

                “ได้เลย ดิน สาชอบทำอาหารอยู่แล้ว” วรรณสากล่าวออกมาอย่างยินดี เธอพร้อมช่วยเหลือพสุเสมอ “ชอบอะไรเป็นพิเศษล่ะ? สาจะได้เตรียมวัตถุดิบถูก”

                แล้วพสุก็บอกออกไปว่าเขาชอบกินอะไรบ้าง? พันธกรปล่อยให้วรรณสาคุยกับพสุไปเรื่อยๆ เขาก็เดินออกมาพลางยืนเท้าเอว มองดูไปทั่วอาณาเขตที่เปิดไฟสว่างไสว สายลมตอนค่ำพัดผ่านพากลิ่นหอมอะไรบางอย่างโชยเข้ามาด้วย เขามองไปรอบๆ ก็มองเห็นชาวบ้านหลายคนเหมือนกันที่ยังไม่ได้เข้าบ้านของตัวเอง แต่ออกมาเดินหน้าบ้าน 

                พอวรรณสาคุยกับพสุเสร็จ พสุก็ขอตัวกลับบ้านไป พันธกรโบกมือลาพสุ ก่อนจะเดินเข้าไปหาวรรณสา และจับมือเธอไว้อีกครั้ง “กลับกันเถอะ” พันธกรที่เห็นแล้วว่าพสุไม่ได้เป็นอะไรมาก เขาก็หมดห่วง จึงเดินกลับไปกับวรรณสาด้วยอาการสบายใจ ส่วนวรรณสา เธอรู้สึกเขินอายเหลือเกินที่พันธกรเป็นฝ่ายเข้ามาจับมือเธอก่อนอีกแล้ว

                เมื่อพันธกรและวรรณสามาที่บ้านของชานนท์และณปภา ฝ่ายณปภาที่กำลังทำความสะอาดชั้นหนึ่งอยู่นั้น พอเห็นวรรณสาเดินกลับมาพร้อมกับพันธกร เธอก็คลี่ยิ้มออกมา พอวรรณสาเดินเข้ามาในเขตตัวบ้าน ณปภาก็ขยิบตาให้วรรณสาทีหนึ่ง

                วรรณสายิ้มออกมาให้เธอเห็น ก่อนที่ทั้งสองจะแยกกันบนชั้นสอง พันธกรเข้าไปในห้องฝ่ายผู้ชายไป ซึ่งตอนนั้น ทุกคนกำลังเล่นไพ่กันอยู่ เซียนไพ่อย่างภัทรสับไพ่อย่างคล่องมือ ก่อนจะแจกจ่ายไพ่ให้กับทุกคน

                “เล่นเกมไพ่กันอยู่เหรอ? ขอเล่นบ้างสิ” พันธกรพูดออกมาอย่างยินดีพลางนั่งลงด้วย ชัชชัยที่ถือไพ่จำนวนหนึ่งเอาไว้ก็ถามพันธกรว่าจะเล่นจริงๆ หรือ? ทำเอาพันธกรงุนงง

                “ทำไมล่ะ? ทำไมถึงถึงบอกว่าจะเล่นจริงๆ เหรอ?” พันธกรถามชัชชัย ชัชชัยเลยตอบออกมา

                “บทลงโทษ” ชัชชัยกล่าวพลางมองไปที่ภัทร คนที่เป็นคนคิดบทลงโทษขึ้นมาในเกมครั้งนี้ “คือ คนแพ้ต้องคอยนวดให้คนชนะนะ นายจะเล่นจริงๆ เหรอ?”

                พันธกรคิดชั่งใจอยู่เพียงแค่แวบเดียว เขาก็ตัดสินใจทันที “เล่นสิ แล้วมาดูกันว่าใครจะแพ้? ใครจะชนะ?”

                ฝ่ายวรรณสาก็เดินไปในห้องนอนของพวกผู้หญิง ก็เห็นอัมพรกำลังคุยเล่นกับกมลอยู่ เธอยิ้มออกมาอย่างยินดีที่ทั้งสองคนนี่หยุดทะเลาะกันเสียที แต่ในตอนนั้นเอง ทวินนาก็เดินออกมาจากห้องน้ำ พอเธอเห็นวรรณสา เธอก็ถาม

                “เมื่อกี้ไปไหนมาเหรอ?” ทวินนาถามวรรณสา วรรณสาก็คิดว่าจะตอบความจริงไปดีหรือไม่? แล้วเธอก็ตัดสินใจตอบความจริงไปเลย

                “สาไปโรงพยาบาลกับพันค่ะ”

                ทวินนาชักสีหน้าทันทีอย่างไม่พอใจ วรรณสาสังเกตเห็นได้เลย เธอกำลังจะไปที่เตียง แต่ทวินนากลับกระชากแขนเธออย่างแรงจนวรรณสาร้องอย่างเจ็บปวด ทำเอาอัมพรกับกมลที่กำลังคุยกันอยู่หันมาหาวรรณสากับทวินนา

                “พี่จะอะไรกับหนูนักหนา?” วรรณสาถามออกมา ทวินนาทำหน้าตากินเลือดกินเนื้อไปให้เธอ ทำเอาวรรณสาตกใจ แล้วทวินนาก็กล่าวออกมาว่า

                “อย่าคิดนะว่าจะเอาน้องพันไปได้!” ทวินนาพูดขึ้นมาเสียงดัง ทำเอากมลและอัมพรต่างงุนงง อัมพรยืนขึ้น แล้วก็ไปห้ามศึกระหว่างวรรณสากับทวินนา

                “นี่มันอะไรกันน่ะคะ?” อัมพรถามออกมาอย่างไม่เข้าใจ “จะทะเลาะกันทำไม?”

                “น้องไม่ต้องเข้ามายุ่งหรอก” ทวินนากล่าวใส่อัมพรอย่างไม่พอใจ ทำเอาอัมพรเริ่มอารมณ์เสียเหมือนกัน เธอยืนเท้าเอวออกมา

                “ไม่ยุ่งไม่ได้หรอกค่ะ พี่สินก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าเราควรจะสามัคคีกันไว้?” อัมพรเตือนให้ทวินนาฟัง “แล้วเมื่อกี้ที่บอก ‘อย่าคิดนะว่าจะเอาน้องพันไปได้’ หมายความว่าไง? น้องพันมาเกี่ยวอะไรด้วย?”

                “อ๋อ เกี่ยวสิ” ทวินนาบอกออกมาตามตรงอย่างไม่อายเลย “พี่ชอบน้องพัน แล้วน้องสาก็ชอบน้องพันด้วย”

                แล้วอัมพรกับกมลก็เข้าใจเสียทีว่าทำไมทวินนาถึงดูไม่ชอบวรรณสาเลย ที่แท้ก็เป็นเรื่องแบบนี้นี่เอง ฝ่ายอัมพรที่ไม่คาคคิดว่าทวินนาจะมีความคิดเช่นนี้ เธอก็บอกออกมา “งั้นก็ไปบอกน้องพันสิคะ บอกตามตรงไปเลย จะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกันแบบนี้อีก”

                “จะบ้าเหรอ น้องพร?” ทวินนาว่าใส่เธอ “จะให้พี่ไปบอกความจริงได้ยังไง? ถ้าน้องพันตอบปฏิเสธล่ะ พี่จะเข้าหน้าเขาติดได้ยังไง?”

                อัมพรถอนหายใจออกมา ก่อนจะบอกกับทวินนาและวรรณสา “งั้นจะทำอะไรก็เชิญเถอะค่ะ” เธอว่า “หนูกลับไปคุยกับยัยมลเหมือนเดิมดีกว่า” พอว่าเสร็จก็เดินไปหากมลทันที ฝ่ายกมลที่เข้าใจแล้วว่าทำไมทวินนาถึงชอบประชดวรรณสา เธอก็พูดเรื่องนี้เบาๆ กับอัมพร

                “พี่นาก็ดูเอาจริงเหมือนกันนะ” กมลออกความเห็นเบาๆ ขณะที่ทวินนาเดินออกจากห้องไปแล้ว “แล้วแบบนี้ ใครจะได้น้องพันไปครอบครองเนี่ย?” 

                “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” อัมพรตอบตามตรงพลางส่ายหน้า “เฮ้อ นี่มัน ‘ศึกชิงนาย’ ชัดๆ เลย”

                ทวินนาเดินออกมานอกห้องนอนของพวกผู้หญิง ก่อนจะได้ยินเสียงเฮดังลั่นที่ห้องของผู้ชาย เธอค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ห้องนั้นแล้วแอบมองจากด้านนอก ก็เห็นพันธกรกำลังยกมือกุมศีรษะตัวเองอยู่กลางวงไพ่

                “ฉันแพ้หรือเนี่ย!?” พันธกรร้องโอดครวญ “ฉันต้องนวดให้ไอ้ภัทรจริงๆ เหรอ?”

                ภัทรหัวเราะร่าออกมาอย่างสาแก่ใจ ก่อนจะบอก “คิดจะสู้กับเซียนไพ่อย่างฉัน มันเร็วไปสิบปีเว้ย เอาล่ะ ไอ้พัน เริ่มคืนนี้เลยก็ได้ ฉันปวดเมื่อยไหล่มามากละ”

                “โห ได้ทีขี่แพะไล่เลยนะแก” พันธกรร้องออกมา “เหมือนไอ้ดินไม่มีผิดเลย”

                “ไอ้พันดวงไม่ค่อยดีเรื่องเกมเลยนะ เล่นกับใครแพ้ตลอด” ปฏิคมบอกออกมาพร้อมกับหัวเราะ พันธกรเลยหันไปมองอย่างไม่พอใจเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ได้โกรธเพื่อนหรอก ทวินนาตัดสินใจเดี๋ยวนั้น เธอรวบรวมความกล้าขึ้นมา ก่อนจะเข้ามาในห้องของพวกผู้ชาย ฝ่ายชัชชัยที่เห็นทวินนาเดินเข้ามาก็ถามอย่างสงสัย

                “อ้าว? พี่นา มีอะไรหรือครับ?” ชัชชัยถาม ทวินนาเลยบอกว่าอยากมีเรื่องส่วนตัวคุยกับพันธกร ทำเอาพันธกรงุนงงเป็นอย่างมาก เขาถามทวินนากลับไป

                “เรื่องอะไรหรือครับ? คุยกันตรงนี้ก็ได้” พันธกรบอก แต่ทวินนาไม่ยอม เธอบอกว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัว จะให้คนอื่นฟังไม่ได้ ปฏิคมที่ได้ยินอย่างนั้น ก็พอจะรู้ว่าเป็นเรื่องอะไร เขาเลยบอกให้พันธกรไปคุยกับทวินนาเสีย

                แล้วพันธกรกับทวินนาก็เดินลงมาชั้นล่าง ณปภาที่กำลังทำความสะอาดบ้านอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมามองทั้งสอง ทวินนายืนนิ่งไปสักพักจนพันธกรสงสัยจริงๆ ว่าเธอเรียกเขามาทำไม?

                “เอ่อ พี่นา” พันธกรอยากจะกลับเข้าห้องผู้ชายเต็มแก่แล้ว เขาเลยเร่งถามทวินนา “ตกลงมีอะไรครับ?”

                “คือพี่...” ทวินนารวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ก่อนจะบอกออกไป “พี่ชอบน้องพันนะ!!”

                แล้วเธอก็หลับตาปี๋ ฝ่ายพันธกรก็สะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ แล้วหน้าเขาก็แดงขึ้นมา ฝ่ายทวินนาเอาสายตามองลงพื้น ไม่กล้าสบตาพันธกร หน้าเธอเองก็แดงเช่นกัน ในที่สุด เธอก็บอกความลับที่ปิดมานานออกไปจนได้

                พันธกรยกมือเกาศีรษะ เขาไม่ได้ชอบทวินนา นั่นคือคำตอบของเขา แต่จะปฏิเสธอย่างไรไม่ให้ทวินนาเสียใจดี? เขาพยายามสรรหาคำพูดมากล่าว แล้วก็นึกขึ้นมาได้คำหนึ่ง

                “ขอโทษนะครับ”

                ฝ่ายทวินนาเงยหน้าขึ้นมามองเขาแล้วก็ทำตาโต สักพัก เธอก็หรุบสายตาลง เริ่มยอมรับอะไรบางอย่างขึ้นมาแล้ว

                “นั่นสินะ” ทวินนากล่าวออกมาพลางหัวเราะอย่างไร้ความหมาย “น้องพันจะมาชอบพี่ได้ไง? พี่มันโง่จริงๆ”

                “ไม่ พี่ไม่ใช่คนโง่ แล้วผมก็ไม่ได้เกลียดอะไรพี่ด้วย” พันธกรบอกตามจริง “แต่ขอโทษนะครับ ผมไม่เคยมองว่าพี่เป็นคนรักเลย คือผม...”

                “ฮ้า!” จู่ๆ ทวินนาก็ทำท่ายืดเส้นยืดสายออกมา แต่มันดูเหมือนแสร้งทำมากกว่า “ได้บอกออกไปแล้ว หายอัดอั้นตันใจมานานละ ขอบคุณมากนะน้องพัน ที่ช่วยให้คำตอบ”

                “คือผม...” พันธกรจะบอกอะไรบางอย่าง แต่ทวินนากลับบอกราตรีสวัสดิ์เขา แล้วก็รีบวิ่งขึ้นบันไดไปชั้นสอง เข้าไปในห้องของผู้หญิงทันที อัมพรกับกมล พอเห็นทวินนาเดินเข้าห้องน้ำไป พวกเธอก็หยุดคุยกัน

                ในห้องน้ำ ทวินนามองตัวเองในกระจก ก่อนที่น้ำตาของเธอจะไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้ เธอยกมือกุมปาก ก่อนจะปล่อยโฮออกมา เสียงร้องไห้ของเธอดังออกมาจนอัมพรกับกมลได้ยิน ทั้งสองก็สงสัย อัมพรจะลุกไปเปิดประตูห้องน้ำ แต่ถูกกมลเรียกไว้ก่อน

                “ทำไมล่ะ?” อัมพรหันมาถามกมล ฝ่ายกมลก็ตอบ

                “ไม่รู้หรอกว่าพี่นาเสียใจเรื่องอะไร?” กมลว่าออกมา “แต่เราอย่าเพิ่งไปยุ่งดีกว่า”

                อัมพรถอนหายใจออกมา ขณะที่ทวินนาก็ยังร้องไห้ น้ำตาไหลหยดลงตรงอ่างล้างมือเป็นหยดเป็นหยด เธอรู้สึกเสียใจมากที่ถูกพันธกรปฏิเสธ แล้วเธอก็คิดอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง

                “ยัยสา เพราะแกคนเดียว แกเอาน้องพันไป” ทวินนากล่าวเสียงเบา เพราะกลัวกมลกับอัมพรที่นั่งด้านนอกจะได้ยิน “ฉันจะจัดการแกแน่ คอยดูสิ”

                ว่าเสร็จ เธอก็ยกมือปาดน้ำตาออกไป แล้วก็เปิดประตูห้องน้ำออกมา อัมพรกับกมลก็มองเธอ แต่เธอก็ไม่ได้สนใจอีกต่อไป เธอเดินผ่านห้องผู้ชายไป ซึ่งขณะนั้น พันธกรก็กลับมาห้องผู้ชายแล้ว ปฏิคมถามว่าเกิดอะไรขึ้น? ทวินนาจะคุยอะไรกับพันธกรหรือ?

                “เอ่อ” พันธกรไม่รู้จะตอบอย่างไรดี? “คือ... ช่างมันเถอะ” เขาตัดสินใจตัดบทไปเลย ปฏิคมที่รู้ว่าเพื่อนไม่อยากตอบ เขาก็ไม่เค้นความ คนอื่นๆ ก็เหมือนกัน แล้วพวกเขาก็เตรียมแปรงฟัน เพื่อจะนอนหลับ เพราะตอนนี้ก็ปาไปสี่ทุ่มแล้ว

    คล้ายกับเรื่องDead Area: ล่าข้ามเขตอันตราย ที่คุณอ่าน