หมายเหตุ วันนี้มีตอนเดียวครับ เขียนไม่ทัน
หลังจากที่เอี้ยเสวียนรับปากกับทางประมุขตระกูลหลี่และเจ้าเมืองเติ่งเซิ่งภายในชั้นห้าบนสมาคมนักจารึกอักขระราวกับได้ตัดขาดจากโลกภายนอกไม่ได้รับผลกระทบเลยสักนิด
“ส่งหมึกวิญญาณเจ็ดทองคำหลากสีให้ข้า”
“คุณชายเอี้ยไม่ทราบว่าหมึกวิญญาณนี้มีความสำคัญอย่างไรกับการซ่อมครั้งนี้?”
“ใช้ร่วมกับการจารึกอักขระธาตุทองเจ็ดประสาน กระตุ้นพร้อมกับกระบวนอักขระอีกเจ็ดสิบสองกระบวนมีเพียงวิธีนี้จึงจะรับรองได้ว่าตอนที่ซ่อมรอยแตกที่สามจะประสานกันได้อย่างสมบูรณ์แบบระวังอีกด้านด้วย อย่าให้โดนลายเมฆสายฟ้าสามลาย”
“คุณชายเอี้ยลายเมฆสายฟ้านี้ต้องหลอมกลั่นหรือไม่”
“ไม่ต้อง แม้ประโยชน์ของลายเมฆสายฟ้าจะธรรมดา แต่ประเด็นสำคัญคือลายเมฆสายฟ้ามันเต็มไปด้วยพลังหยางอันเข้มข้นสามารถดูดซับเข้าไปในตัวดาบและทำให้แข็งตัวได้ในระยะสั้นๆเช่นนี้ก็สามารถแก้ปัญหารอยแตกที่เจ็ดไม่ให้ลามต่อไปอีก”
“เช่นนี้นี่เอง จริงสิ คุณชายเอี้ยตอนนี้ท่านใช้วิธีจารึกอักขระแบบใดอยู่หรือเหมือนกำลังจารึกอะไรบางอย่างใช่หรือไม่”
“หืม พวกท่านไม่รู้หรือ วิธีนี้มีนามว่า ‘การจารึกสลักลายวิญาณเชื่อมประสาน’เหมาะสำหรับการสลักอักขระที่ประกอบไปด้วยธาตุวิญญาณที่มีคุณสมบัติเป็นสายฟ้า ทองและ ลม เทือกนี้ ‘ส่วนการจารึกสลักลายวิญาณพฤกษา’ ที่ข้าสลักอยู่ตอนนี้ก็เพื่อแก้ปัญหารอยแตกที่สิบเก้า”
เสียงพูดคุยของเอี้ยเสวียนและปรมาจารย์จารึกอักขระอีกสี่ท่านดังก้องอยู่ภายในโถงเนื่องจากผู้อาวุโสเมิ่งได้ขอให้เอี้ยเสวียนอนุญาตให้นักจารึกอักขระประจำสาขามาเป็นผู้ช่วยเพื่อเสริมสร้างความรู้และโลกทัศน์ในการจารึกอักขระเพราะไม่ใช่ว่าจะมีนักจารึกอักขระ 9 ดาวทองมาให้เห็นบ่อยๆ
เพียงแต่สถานการณ์ในตอนนี้ ดูแปลกอยู่บ้าง
ด้วยเห็นเอี้ยเสวียนนั่งตัวตรงอยู่ตรงนั้น โดยมีดาบสวรรค์วางอยู่บนโต๊ะด้านหน้าเขารวมทั้งหมึกวิญญาณมากกว่าสิบชนิดที่อยู่ในถ้วยและจานรองที่หลอมขึ้นพิเศษ
มือขวาของเอี้ยเสวียนกุมด้ามสลักสีทองเรียวเล็ก เอนตัวลงเหนือดาบกำลังวาดเค้าโครงลาย
ส่วนข้างๆ เอี้ยเสวียน ปรมาจารย์จารึกอักขระระดับอาวุโสทั้งสี่ล้วนนั่งตัวตรงจ้องการกระทำของเอี้ยเสวียนอย่างจดจ่อ ทุกครั้งที่มีข้อสงสัยก็จะเอ่ยปากถาม
ตอนที่ได้ยินคำตอบจากเอี้ยเสวียน พวกเขาจะเผยสีหน้าใคร่ครวญ ดีใจแปลกใจ เข้าใจโดยพลันเป็นต้น
ความรู้สึกนี้ประหนึ่งศิษย์ที่ใฝ่รู้ใฝ่เรียนกลุ่มหนึ่งกำลังฟังอาจารย์คลี่คลายข้อสงสัยอย่างไรอย่างนั้นดูแปลกอย่างบอกไม่ถูก
ที่บอกว่าแปลก เพราะทั้งสี่ล้วนเป็นปรมาจารย์จารึกอักขระระดับอาวุโส!นั่งอยู่บนชั้นห้าของหอหลอมวิญญาณนี้ไม่รู้กี่ปีแล้วเรียกได้ว่ามากด้วยคุณธรรมและบารมี ฐานะสูงส่ง
แต่ตอนนี้พออยู่ต่อหน้าเอี้ยเสวียน พวกเขากลับเหมือนศิษย์กลุ่มหนึ่งความแตกต่างนี้ช่างมากเหลือเกิน ถ้าอาจารย์และศิษย์คนอื่นๆในสาขาสลักวิญญาณมาเห็นเข้า คงตะลึงจนอ้าปากค้าง
ใครจะกล้าจินตนาการ ว่าเด็กอายุสิบกว่าปีจะทำได้ขนาดนี้ ความจริงเอี้ยเสวียนก็ไม่ได้จงใจทำแบบนี้
แต่หลังจากเอี้ยเสวียนลงมือจริงๆ สถานการณ์ก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป
ดั่งคำที่ว่า ผู้เชี่ยวชาญถึงจะรู้ว่าเป็นจริงหรือไม่ผู้ชราเหล่านี้ล้วนเป็นปรมาจารย์จารึกอักขระมากความรู้สมชื่อดูออกทันทีว่าความสามารถด้านการจารึกอักขระที่เอี้ยเสวียนแสดงออกมานั้นเรียกได้ว่าลึกลับเกินคาดเดา เหลือเชื่อมากจริงๆ!
ทำให้พวกเขาต่างตะลึงถึงขั้นที่มีวิธีและกลเม็ดบางอย่างที่แม้แต่พวกเขาเองยังดูไม่ค่อยเข้าใจ
และตอนที่ได้รับคำตอบจากเอี้ยเสวียนจนเข้าใจแล้ว พวกเขาก็ยิ่งตะลึงในใจเลื่อมใสอย่างไม่รู้ตัว
จวบจนถึงตอนนี้ จึงได้กลายเป็นภาพอย่างที่เห็นอยู่ตรงหน้า
ในที่สุดวันที่สิบก็ผ่านไปวันนี้ประมุขตระกูลหลี่มาที่สมาคมนักจารึกอักขระพร้อมทั้งสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสนทั้งคาดหวังและกลัวผิดหวัง
เมื่อประมุขตระกูหลี่ขึ้นมาที่ชั้นห้าพบว่าบนโต๊ะทำงานวางไปด้วยชิ้นส่วนของดาบสวรรคืที่แตกเป็นเสี่ยงๆทันใดนั้นเขารู้สึกว่าฟ้าดินกำลังถล่ม ล้มเหลว?ก่อนที่จะเอ่ยปากด้วยความยากลำบากว่า” คุณชายเอี้ย ผู้อาวุโสเมิ่ง นี่คือ?ล้มเหลว!”
“ล้มเหลว!”เอี้ยเสวียนพลันลืมตาขึ้นมาจากการเข้าสมาธิ ก่อนที่จะยื่นมือออกไป จู่ๆบนโต๊ะที่อยู่ใกล้ๆ ตัวนั้นก็มีแสงประกายสีทองปรากฏขึ้นวงแล้ววงเล่าเห็นได้ชัดว่าแผ่กระจายออกมาจากดาบสวรรค์ที่แตกเป็นเก้าเสี่ยง
ยามนี้เศษชิ้นส่วนของดาบทั้งเก้าเสี่ยงราวกับมีจิตวิญญาณได้ยินเพียงเสียงดังกราวอันมีจังหวะเป็นเอกลักษณ์ ลายเมฆสายฟ้าอันศักดิ์สิทธิ์เสมือนกับฟาดออกมาจากคมดาบสายแล้วสายเล่าปรากฏเป็นลายสายฟ้าและเมฆจำนวน 9 สายปรากฎบนตัวดาบ
เมฆาสายฟ้าทั้งเก้าเส้นพลิ้วไหวอยู่กลางอากาศ แผ่ประกายแสงแสบตาเพียงพริบตาก็กลายเป็นดาบวิญญาณขนาดยาวสามฉื่อที่ปลดปล่อยกลิ่นอายเก่าแก่น่าเกรงขามและศักดิ์สิทธิ์!
มันลอยอยู่กลางอากาศ ตัวดาบสาดประกายสีม่วงทองแรงกล้า บีบอัดจนความว่างเปล่าตรงหน้าทรุดตัวลงอากาศเปลี่ยนเป็นแปรปรวน ส่งเสียงกึกก้องราวครวญคร่ำ
ประมุขตระกูลหลี่ถึงขั้นอุทานอย่างตะลึง รู้สึกเพียงแสบตาไปชั่วขณะหัวใจสั่นสะท้าน ถึงกับไม่กล้ามองแสงประกายจากตัวดาบ!
ในขณะที่เจ้าเมืองเติ่งเซิ่งที่มาร่วมชมถึงขั้นที่รู้สึกกลัวขนลุกซู่ไปทั่วร่าง จิตวิญญาณสะท้านไหว สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดขาวขึ้นมา
นี่มัน…ดาบสวรรค์กลับไปเป็นเหมือนเดิมในพริบตาเดียว! ไม่ใช่สิดูเหมือนว่ามันจะแข็งแกร่งขึ้นมามากขึ้นอย่างไรไม่รู้
“ยินดีด้วย ประมุขหลี่ตอนนี้ดาบสวรรค์ระดับเก้ากลับมาเหมือนเดิมแล้วและยังเพิ่มความแข็งแกร่งมากขึ้นด้วยการสามารถฟันสิ่งของที่อยุ่ด้านหน้าห่างออกไปร้อยก้าวได้เหมือนอยู่เบื้องหน้า”ผู้อาวุโสเมิ่งกล่าวยินดีกับประมุขตระกูลหลี่หาว แต่สายตากับมองไปที่เอี้ยเสวียนในตอนนี้ผู้อาวุโสเมิ่งและผู้อาวุโสอีกสี่คนต่างยอมรับนับถือเอี้ยเสวียนทั้งกายและใจ เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นใครที่สามารถจารึกอักขระได้แบบนี้มาก่อน
ประมุขตระกูลหลี่ที่ได้ยินผู้อาวุโสเมิ่งกล่าวเช่นนั้นถึงกับทำสีหน้าไม่น่าเชื่อได้แต่มองไปที่หน้าของเอี้ยเสวียนสลับกับดาบสวรรค์ที่ตอนนี้มาอยู่ในมืออย่างทำอะไรไม่ถูกเช่นเดียวกับเจ้าเมืองเติ่งเซิ่งที่ยืนทำหน้าตาเหมือนผีหลอกอยู่ตรงนั้นก่อนที่เอี้ยเสวียนจะหัวเราะแล้วพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ดูเหนื่อยอ่อนแต่มีความสุข“ข้าว่านะท่านประมุขหลี่แทนที่ท่านจะทำหน้าตาแปลกๆอยู่ตรงนั้นเราลงไปทดสอบกันดีกว่าว่า”ดาบสวรรค์”เล่มนี้เป็นอย่างไร”
ได้ยินดังนั้นทุกคนจึงลงมาที่ด้านหลังของสมาคมฯที่มีลานทดสอบอาวุธที่มีค่ายกลป้องกันเอาไว้เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการทดสอบอาวุธเมื่อมาถึงหลี่หาวจึงเดินไปกลางลานและสำแดงกระบวนท่าดาบประจำตัว ‘ ดาบสังหารมังกร ‘ ออกมาทันทีที่กระบวนท่าดาบกวัดแกว่งออกมาก็เกิดเสียงคำรามของมังกรดังสนั่น พร้อมทั้งมีสายฟ้าที่ฟาดลงมาอานุภาพที่รุนแรงเฉกเช่น ฟ้าลงทัณฑ์ทำให้คนที่ชมดูหน้าเปลี่ยนสีก่อนที่หลี่หาวจะสะบัดดาบไปยังภูเขาหินที่อยู่ห่างไปร้อยก้าว
“เปรี้ยง! เสียงสายฟ้ากระแทกกับภูเขาหินทำให้ภูเขาขนาดเท่าตัวคนถูกทำลายเป็นชิ้นๆ
“ฮ่าฮ่า สมกับเป็นดาบสวรรค์ขั้นเก้า” หลี่หาวหัวเราะด้วยความยินดี
เอี้ยเสวียนกล่าวขึ้นมาด้วยใบหน้าที่สงบนิ่งว่า“เนื่องจากพลังฝีมือของท่านประมุขหลี่ ยังไม่สามารถบรรลุถึงขั้นปราณฟ้าขั้นกลางทำให้สามารถใช้พลังของดาบเล่มนี้ได้เพียง สี่ส่วนเท่านั้นถ้าท่านประมุขสามารถฝึกฝนจนถึงขั้นสวรรค์ขั้นต้นจะสามารถใช้พลังของดาบนี้ได้ถึงแปดส่วน”
“พลังสี่ส่วน!!!!!”ทันทีที่เอี้ยเสวียนกล่าวจบคราวนี้แม้แต่ผู้อาวุโสเมิ่งและเหล่าผู้อาวุโสที่ร่วมในการซ่อมแซม และเจ้าเมืองหลิวหรงซินและประมุขตระกูลหลี่ถึงกับรู้สึกว่าขาดอากาศหายใจหัวใจเต้นแรงจนเหมือนจะกระโดดออกมาข้างนอก สมองว่างเปล่า พร้อมทั้งความคิดในใจ
“นี่มันปีศาจจากใหนกันเปลี่ยนไม้ผุเป็นเรือรบได้?”เจ้าเมืองหลิวหรงซินคิดในใจ
“ เจ้าเด็กนี้อายุเท่าไร?เรียนการจารึกอักขระมากี่ปี?แล้วข้าที่หมกมุ่นกับศาสตร์นี้มากี่ปี?” “โลกยังมีความยุติธรรมอยู่มั้ย?” อาวุโสเมิ่งและเหล่าผู้อาวุโส ต่างก็บ่นน้อยใจในวาสนาของตนเอง
“เอาละ! ท่านประมุขฯข้าส่งมอบดาบสวรรค์ให้ท่านแล้วข้าขอรับของรางวัลของข้าแล้วกันไม่ทราบว่าม่านประมุขเตรียมมาหรือไม่?”เอี้ยเสวียนกล่าวเตือนประมุขตระกูลหลี่
ประมุขตระกูลหลี่รับยื่นแหวนมิติในมือให้กับเอี้ยเสวียนในนั้นนิกจากมีผลึกหยินหยางแล้วยังมีเหรียญทองมากกว่าล้านเหรียญทองอยู่ด้วย ก่อนที่หลี่หาวจะพูดด้วยความตื่นเต้นและเคารพยกย่องว่า“ คุณชายเอี้ยทั้งหมดอยู่ในนั้น ส่วนที่เกินมาถือว่าเป็นค่าตอบแทนเล็กน้อยที่มอบให้ท่าขอให้รับไว้ด้วยขอรับ”
เอี้ยเสวียนนิ่งไปนิดนึงเมื่อส่งพลังเข้าไปในแหวนพบว่านอกขากผลึกหยินหยางแล้วในนั้นยังมีเหรียญทองกองอยู่อีกมากกว่าห้าล้านเหรียญทอง“โอ้ว! ค่าตอบแทนเล็กน้อยเป็นคนรวยมันดีอย่างนี้นี่เอง” เอี้ยเสวียนคิดในใจก่อนที่จะเอ่ยปากกับผู้อาวุโสเมิ่งว่าข้าขอยืมห้องสมาธิสักห้องสิขอรับท่านผู้อาวุโส?ข้ารู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อยขากการซ่อมแซมดาบสวรรค์”
ผู้อาวุโสเมิ่งรีบตอบว่า “แน่นอนคุณชายเอี้ยข้าจะให้คนไปเตรียมห้องให้ท่านเดี๋ยวนี้”
เอี้ยเสวียนหันกลับมามองที่เจ้าเมืองหลิว ที่ยืนอยู่ด้านข้างพร้อมทั้งเอ่ยขึ้นว่า “ท่านเจ้าเมืองฯ รอข้าสักหนึ่งวันนะขอรับขอข้าฟื้นฟูพลังก่อนแล้วจะออกไปดูที่เกิดเหตุกับท่าน”
เจ้าเมืองหลิวพยักหน้า ก่อนที่จะตอบว่า” ได้เลยคุณชายเอี้ยพรุ่งนี้ข้าจะมาหาท่านที่นี่พร้อมทั้งข้อมูลต่างๆที่ตรวจพบในที่เกิดเหตุ”
เอี้ยเสวียนยิ้มพร้อมคำนับให้ทุกคนก่อนที่จะเดินตาม ผู้ช่วยคนนึงไปยังห้องพักเมื่อถึงห้องพักเอี้ยเสวียนจึงนั่งสมาธิเพื่อเรียกพลังและสมาธิของตนก่อนอื่นเพราะว่าในสิบว้นที่ผ่านมาดูเหมือนเข้าทำการซ่อมแซมอักขระต่างๆอย่างง่ายดายแต่เข้าต้องใช้พลังใจและสมาธิเป็นอย่างมากหลังจากผ่านไป หกชั่วยามเอี้ยเสวียนก็ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วในมือก็ปรากฎผนึกหยินหยางขึ้นมา
"เอาล่ะมาดูกันสิว่าเจ้าจะทำอะไรได้บ้าง"
เสียงพึมพำของเอี้ยเสวียนดังขึ้น ก่อนที่จะเพ่งสมาธิไปที่ผนึกหยินหยางทันใดนั้นนัยน์ตาชวาของเขาก็ปรากฏสัญลักษณ์รุปไท่จี๋ขึ้นและเพ่งไปที่ผลึกในมือพลังในตันเถียนที่แต่เดิมไหลเวียนเชื่องช้าเหมือนลำธารพลันเปลี่ยนเป็นน้ำป่าเชี่ยวกรากที่พุ่งกระชากออกมาจากร่างกาย!
เปลวอัคคีสีน้ำเงินเย็นยะเยือกและเปลวอัคคีสีแดงร้อนระอุที่แต่เดิมหมุนวนเหนือตันเถียนอย่างสงบบัดนี้หมุนวนอย่างรวดเร็วจนเหมือนเกิดพายุใต้ฝุ่นในร่างขเองเอี้ยเสวียนก่อนที่จะพุ่งออกมาจากร่างของเอี้ยเสวียนและมุ่งเป้าไปที่เปลวเพลิงสีแดงและน้ำเงินที่อยู่ในผลึกนั้น
ในชั่วพริบตาถัดมาสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้แม้แต่เอี้ยเสวียนเองยังต้องแหงนหน้าขึ้นเพื่อกรีดร้อง!
โลกรอบตัวเขาแปรผันไปเป็นอีกมิติหนึ่งอย่างสิ้นเชิง!ไม่ใช่แค่การเห็นภาพแต่เป็นการถูกดึงร่างกายและจิตวิญญาณเข้าสู่มิติแห่งเปลวอัคคีอย่างสมบูรณ์!ร่างกายของเขาไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นห้องบำเพ็ญที่คุ้นเคยอีกต่อไปแต่ลอยคว้างกลางทะเลเปลวเพลิงอันไร้ขอบเขต เปลวเพลิงนับล้านเต้นระริกรอบตัวยื่นมือยาวราวกับงูเหลือมหิวโหยที่อยากจะฉกฉวยเขาเป็นเหยื่อ
แล้วพลังมหาศาลที่หลั่งไหลออกมาจากทั้งสองมิติก็ทำสิ่งที่น่าสยดสยองที่สุด—มันเลือกร่างของเอี้ยเสวียนเป็นสนามรบ!
ซู่ว~~
เปลวอัคคีสีน้ำเงินเข้มงามราวกับไพลินขนาดยักษ์แต่เย็นเยียบสาหัสกว่าน้ำแข็งขั้วโลกที่ถูกอัดแน่นนับหมื่นปีพุ่งเข้าแทรกซึมทุกรูขุมขนเล็กๆ ของร่างกาย!เสมือนเข็มน้ำแข็งนับล้านล้านเล่มแทงกรีดไปตามเส้นประสาทเส้นละเอียดๆร่างกายทั้งหมดสั่นสะเทือนราวกับใบไผ่ในพายุหิมะ
"อ๊ากกกกก!"เสียงกรีดร้องหลุดออกมาจากลำคอของเอี้ยเสวียนไม่อาจยั้งเลือดในเส้นเลือดเริ่มแข็งตัวราวกับจะกลายเป็นน้ำแข็งโบราณ ใจจะขาดใจจะขาดขาดกระดูกสั่นเทิ้มจนผุผ่องเสียงใสทุกลมหายใจเป็นการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อไม่ให้ปอดแข็งเป็นก้อนน้ำแข็ง
ฮ่าาา~
แต่นั่นยังไม่ใช่จุดจบ! เปลวอัคคีสีแดงฉานแดงจี๋ร้อนระอุดุ่งดั่งแม็กมาแกนโลกพุ่งเข้าใส่ในเวลาเดียวกัน! ทุกตารางนิ้วของผิวหนังเนื้อหนัง มังสาธาตุ ถูกเผาไหม้จนพองป่องระอุด้วยความร้อนที่ร้ายกาจกว่าเตาหลอมเหล็กกล้าอย่างนับไม่ถ้วน!
"ย้ากกกกกก!"เสียงร้องแหกปากออกมาจนแทบจะขาดใจ เหงื่อที่ไหลออกมาถูกระเหยกลายเป็นไอน้ำในทันทีเนื้อหนังเหมือนถูกจุ่มลงในน้ำกรดเข้มข้นแผดเผาระคายจนดูเหมือนจะลอกเปลือกออกจากเนื้อในทีละชั้น!
เย็นแล้วร้อน ร้อนแล้วเย็น ร้อนแล้วเย็น!
สองขั้วสุดโต่งของความทรมานจับคู่กันเป็นการทรมานที่โหดร้ายเกินที่มนุษย์ร่างเดียวจะทนได้!ทุกวินาทีเป็นการถูกฆ่าและทรมานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีการพักผ่อน ไม่มีการหยุดชะงักแม้แต่ชั่วพริบตาเดียว!
แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือมันไม่ได้จบแค่ความเจ็บปวดทางร่างกายเท่านั้น...
คลื่นพลังงานหยินหยางจากมิติภายนอกหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อนราวกับน้ำท่วมใหญ่ที่พุ่งเข้าสู่ปากคลองพลังเหล่านั้นปะทะกับพลังสีน้ำเงิน-แดง-ทองที่พุ่งออกมาจากตันเถียนของเอี้ยเสวียนอย่างดุเดือด!
บูม! บูม! บูม!
เสียงระเบิดก้องดังไม่หยุดหย่อนในร่างกายของเขา! ไม่ใช่แค่เสียงเดียวแต่เป็นเสียงนับพันเสียงที่ดังขึ้นพร้อมกัน!ราวกับภูเขาไฟพันลูกระเบิดในเวลาเดียวกันรวมกับเสียงคลื่นมหาสมุทรเดือดพล่านใส่ชายฝั่งหินแกรนิตก่อให้เกิดเสียงต่ำแหบหาวที่น่าขนหัวลุก!
"ฮว่า! ฮว่า! ฮว่า!" เสียงหัวเราะเยาะหยันของปีศาจร้ายที่ไม่รู้จักมาจากไหนดังกึกก้องอยู่ในหูของเอี้ยเสวียน "เจ้าคิดว่าเจ้าจะรอดได้งั้นหรือ? นี่เป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้นเอง!"
พลังสีทองเรืองรองที่ล้อมรอบพลังสีน้ำเงินและแดงในร่างของเอี้ยสวียนพลันเริ่มสั่นไหวอย่างไม่แน่นอน! ประกายทองดูเหมือนจะดับมืดลงเรื่อยๆราวกับเทียนไขที่กำลังจะไหม้หมดทำหน้าที่เป็นจุดสมดุลเดียวที่ยังคงพยายามประสานความโกลาหลเอาไว้ได้!หากสะพานเชื่อมนี้ขาดลง... ทุกอย่างจะจบลงด้วยการระเบิดย้อยยับ!
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ สำหรับเอี้ยเสวียนหนึ่งวินาทีเหมือนหนึ่งปีหนึ่งนาทีเหมือนศตวรรษ ความทรมานยังคงทวีคูณทุกชั่วพริบตาทุกลมหายเข้าหายออกเป็นการต่อสู้กับความตาย ทุกเสี้ยววินาทีเป็นการขอชีวิตขอตาย
"ไม่ไหว...แล้ว..." เสียงคิดอ่อนๆเริ่มหลุดออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ "ปล่อย...ให้...หมดสติ...ซะเถอะ...จะ...ได้ไม่เจ็บปวด..."
จิตใจที่แข็งแกร่งของเขาเริ่มแตกร้าวเหมือนกำแพงหินที่แข็งแกร่งถูกน้ำกัดเซาะนับพันปี แรกๆ ทนได้ อดทนได้ ฝืนได้...แต่เมื่อถูกทำลายอย่างไม่หยุดหย่อน ไม่มีแม้แต่ช่วงหายใจสั้นๆในที่สุดก็ต้องยอมแพ้
"จงหมดสติซะเถอะ..." เสียงซุบซิบในใจเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ"จงปล่อยให้ทุกอย่างจบสิ้นลง...แล้วเจ้าจะได้ไม่ต้องทนทุกข์อย่างนี้อีก..."
ร่างกายของเอี้ยเสวียนเริ่มชะงักลง การเต้นของหัวใจช้าลงลมหายใจอ่อนลง เสียงเปลวเพลิงที่ดังอยู่รอบๆ เหมือนจะเริ่มห่างไกลไป...
หากปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งสู่ห้วงความมืดมิดไม่ต้องรับรู้ความเจ็บปวดนี้อีก... น่าจะเป็นการเลือกที่ดีที่สุด... ไม่ใช่หรือ?
แต่แล้วในห้วงนั้นภาพความทรงจำหนึ่งก็ลอยผุดขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิด...
"เสวียนเอ๋อร์เจ้าลูกบ้าข้าบอกกี่ทีแล้วว่าให้ทำอะไรให้มันเพลาๆมือหน่อย..." เสียงเรียกที่คุ้นเคยพร้อมทั้งใบหน้าของบิดาที่ด่าไปยิ้มไปปรากฎขึ้น
“เจ้าหนูพวกข้ายังรอเจ้ากลับมาที่ด่านซีเหมินนะ งานของพวกเรายังไม่จบ”เสียงของไป๋เจ๋อ, จูหลง ,พญาวานรและไป๋เฮ่อดังขึ้น
เสียงนั้นราวกับฟ้าผ่าตรงกลางใจของเอี้ยเสวียน!
"ไม่! ข้าจะไม่ยอมแพ้!" เสียงกรีดร้องจากส่วนลึกของจิตวิญญาณดังก้องไม่ใช่เสียงร้องเพราะความเจ็บปวด แต่เป็นเสียงคำรามของนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้!
จิตใจที่เริ่มมืดมิดค่อยๆ สว่างขึ้น ไม่ใช่เพราะความหวังแต่เป็นแสงแห่งความแข็งแกร่งที่ไม่มีวันดับ!หากทุกข์ทรมานเหล่านี้คือเครื่องมือขัดเกลาเพื่อให้เขาแข็งแกร่งขึ้นถ้าความเจ็บปวดเหล่านี้คือบันไดขั้นสู่พลังอำนาจที่จะปกป้องคนที่ตัวเองรักงั้นเขาจะต้อนรับมันด้วยอ้อมแขน!
"เจ้าอยากทำลายข้างั้นหรือ?!" เสียงคำรามของเอี้ยเสวียนดังขึ้นทุกคำเต็มไปด้วยพลังแห่งการต่อต้าน "เจ้าอยากให้ข้ายอมแพ้งั้นหรือ?! เจ้าอยากให้ข้าล้มเลิกความคิดงั้นหรือ?!"
"งั้นมาซิ!ให้ข้าดูสิว่าเจ้าจะทำอะไรข้าได้บ้าง!"
ความแข็งแกร่งใหม่ที่พุ่งทะยานขึ้นจากจิตใจของเอี้ยเสวียนทำให้พลังสีทองที่กำลังจะสลายไปกลับเริ่มสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง!ไม่ใช่แค่การส่องแสง แต่เป็นการปะทุอย่างรุนแรง ราวกับได้พลังเชื้อธาตุใหม่!
คลื่นพลังงานสีทองที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆเริ่มสร้างเสถียรภาพให้กับการปะทะกันของพลังทั้งสองขั้วเสียงระเบิดที่แต่เดิมฟังดูวุ่นวายไร้จุดหมาย เริ่มมีจังหวะ มีลีลาราวกับเปลี่ยนจากการทำลายล้างไปเป็นการสร้างสรรค์!
เปลวอัคคีสีน้ำเงินเย็นยะเยือกที่แต่เดิมเย็นเยือกจนรับไม่ไหวตอนนี้เอี้ยเสวียนเริ่มรู้สึกเหมือนมันคือสายน้ำเซาะชำระมลภาวะออกจากร่างกายทำความสะอาดเส้นลมปราณที่อุดตันไป เปิดทางเดินใหม่ๆ ที่แต่เดิมไม่เคยรู้จัก!
เปลวอัคคีสีแดงร้อนระอุที่แต่เดิมเผาไหม้จนแทบตายตอนนี้เหมือนการเผาผลาญสิ่งไม่ดีอันตรายทั้งหมดออกไปหลอมรวมความแข็งแกร่งของกระดุกเนื้อหนังให้เกิดพลังใหม่!
"ถูกแล้ว!" เสียงเแหบห้าวในใจของเอี้ยเสวียนดังขึ้น"นี่ไม่ใช่การทรมานแต่เป็นการหลอมล้วน! การเผาผลาญเพื่อสร้างใหม่! การทำลายเพื่อความแข็งแกร่ง!"
จนในที่สุด?