ตอนที่ 2
บ้านข้าอยู่ฝั่งธนบุรี
บัวดินเดินครุ่นคิดเื่ก่อนที่เธอจะมาที่นี่อย่างเหม่อลอยรู้ตัวอีกครั้งเมื่อเห็นชายหนุ่มที่บอกจะช่วยเหลือเธอตอนอยู่ในคุกยืนอยู่ระหว่างทางส่วนชายหนึ่งนั้นเมื่อเห็นนักโทษเดินทางมาแล้ว เขาจึงเดินนำเข้าไปยังศาลาทรงไทยซึ่งอยู่ไม่ห่างจากคุกนัก
ศาลาแห่งนี้มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเสาไม้ต้นใหญ่แปดต้นรองรับหลังคาหน้าจั่วโล่งโปร่ง พื้นไม้ยกระดับขึ้นเหนือพื้นดินพอสมควร บัวดินเห็นชายหลายคนสวมโจงกระเบนสีแดงหม่นยืนถือดาบอยู่ทั่วบริเวณสายตาเหลือบไปเห็นทหารสามนายกำลังง่วนอยู่กับตักถ่านที่กำลังแดงฉานด้วยไฟร้อนเทบนพื้นยาวเกือบสองเมตรร่างบางขนลุกซู่ใจนึกหวาดหวั่นเกรงว่าพวกเขาจะให้เธอพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจด้วยการเดินลุยไฟแสดงว่าเธอหลงมาอยู่ในยุคโบราณจริงๆ
เื่นี้เธอเคยวิพากษ์วิจารณ์กับเพื่อนตำรวจด้วยกันว่าสมัยก่อนการพิสูจน์ความจริงไม่ลุยไฟก็ดำน้ำ หรืออีกหลายวิธีที่จะหาข้อพิสูจน์ความสัตย์จริง การทำเช่นนี้จะได้ตัวคนร้ายได้อย่างไรเพราะคนสมัยก่อนน่าจะมีความอดทนสูงและพวกเขาไม่ใส่รองเท้าจึงเป็ไปได้ว่าเท้าจะด้านจนทนต่อความร้อนได้ดีหรือหากใครรู้จังหวะการเดินก็อาจรอดพ้นจากการพิสูจน์ได้ง่ายๆ ส่วนการดำน้ำที่หากใครดำได้อึดก็เป็ฝ่ายถูกเสียอย่างนั้นการพิสูจน์ด้วยวิธีเหล่านี้จึงเป็เื่ที่เธอไม่อาจเห็นด้วยได้เลยไม่นึกเลยว่าจะมาเจอกับตัวเข้าจนได้ หญิงสาวมองรองเท้าผ้าใบคู่ใหม่ของตัวเองอย่างปวดใจเธอขอใช้สิทธิ์คนต่างเมืองใส่รองเท้าลุยเพลิงจะได้หรือไม่หนอ
จนกระทั่งเธอเดินเข้าไปในศาลาก็พบว่าผู้ชายที่มาหาเธอในคุกนั่งอยู่ที่แท่นไม้สักด้านซ้ายมือฝั่งตรงข้ามมีชายหนุ่มสองคนนั่งอยู่ที่แท่นไม้ด้วยท่าทีองอาจ
ที่แท่นไม้สักตัวยาวใหญ่ด้านหน้ามีผู้ชายวัยกลางคนนั่งหน้านิ่งแววตาคมกริบแน่วแน่ เขามีหนวดยาวและเฉียงลงแบบฉากข้างแก้ม แต่งกายด้วยโจงกระเบน สวมเสื้อคอแหลมแขนสั้นสีฟ้าอ่อน
บัวดินพึงสังเกตว่าผู้ชายที่ดูมียศสูงทั้งหมดใส่เสื้อผ้าโทนสีเดียวกันคือสีฟ้าเธอจำได้ว่ายายของเธอก็ชอบใส่เสื้อสีตามวัน ยายเล่าว่าสมัยก่อนมีความเชื่อในเื่สีเสื้อผ้าซึ่งมาจากการเชื่อถือเื่เทวดาสัปตเคราะห์หรือเทวดาประจำวันทั้งเจ็ดโดยแต่ละองค์มีสีกายแตกต่างกันไป นั่นคือ วันอาทิตย์สีแดง วันจันทร์สีขาวนวลวันอังคารสีชมพู วันพุธสีเขียว วันพฤหัสบดีสีเหลืองอ่อน วันศุกร์สีฟ้าอ่อนและวันเสาร์สีดำ
“วันนี้คือวันศุกร์สินะ วันที่ไปสืบคดีคือวันพฤหัสบดี นี่ฉันหลับไปหนึ่งวันเลยหรือนี่”บัวดินพึมพำเสียงเบา
“ข้านำผู้ร้ายในคดีฆ่าอ้ายเยื้อมาให้ไต่ความก่อนส่งไปยังกรมธรรมาธิกรณ์พิพากษาคดีขอรับท่านออกญา” หลวงอินทราบดีศรีราชกล่าวรายงาน ก่อนจะหันไปทางบัวดินและทำตาดุๆทำให้หญิงสาวรู้ทันทีว่าควรกราบทำความเคารพท่านออกญาที่ว่านี่เสียก่อน เธอจึงค่อยๆก้มลงกราบอย่างขัดๆ เพราะติดโซ่ที่ล่ามมือและขาเอาไว้ด้วยกัน
เมื่อออกญายมราชเห็นร่างอ้อนแอ้นของหญิงสาวก็ย่นคิ้วด้วยความประหลาดใจเพราะคิดว่าฆาตกรจะเป็ชายวัยฉกรรจ์เสียอีก
“เอ็งมีนามว่ากระไรเล่า” ออกญายมราชเอ่ยถามด้วยสำเนียงเหน่อเสียงดังและชัดถ้อยชัดคำ
“ข้ามีนามว่าบัวดินเ้าค่ะ”
“นามแปลกนัก เอ็งนะรึที่ฆ่าอ้ายเยื้อ”
“ไม่ใช่ค่ะ...เอ๊ยไม่ใช่เ้าค่ะ” บัวดินปฏิเสธเสียงแข็งสบตาผู้เป็ใหญ่ในที่นี้ แม้จะรู้สึกหวาดๆอยู่บ้างแต่ก็ต้องข่มใจไม่ให้อกสั่นขวัญหายไปเสียก่อน
“ช่างกล้านัก มิเคยมีนักโทษผู้ใดกล้ามองตาข้ามิลดละเช่นนี้เลย!” น้ำเสียงของเขาแข็งกร้าวคล้ายไม่พอใจ
“อ้ายเยื้อนี่เป็ใครรึเ้าคะ”
ทุกคนเงียบกริบมองหน้ากันไปมาเหมือนถามกันทางสายตา หญิงสาวจึงเอ่ยถามต่อ
“แล้วฉัน...เอ้อ...ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
“มีผู้พบเอ็งนอนสลบไสลอยู่ข้างศพอ้ายเยื้อ จึงนำมาส่งตระลาการ” หลวงอินทราบดีศรีราชเอ่ยขึ้น
“พวกท่านก็เลยจับข้ามาขังคุกและกล่าวหาว่าข้าเป็ผู้ร้ายอย่างนั้นรึ”บัวดินเอ่ยอย่างไม่พอใจ ลืมไปสนิทว่าเมื่อครู่ตนพึ่งหวาดกลัวท่านออกญาจนตัวสั่น
ออกญายมราชจะเอ่ยเสียงขึงขัง
“หากเอ็งทำผิด ข้าต้องจับขังคุกมิถูกดอกรึ”ออกญายมราชมองหญิงสาวที่พูดจาด้วยภาษาและสำเนียงแปลกหูอย่างพิจารณา
“ไม่ผิดหรอกเ้าค่ะ หากข้าทำความผิดจริง แต่ข้าไม่ได้ทำเพราะฉะนั้นข้ายังเป็เพียงผู้ต้องสงสัยเท่านั้น”
“หากเอ็งยืนความข้างเดียวเยี่ยงนี้เห็นทีรุ่งสางอีกวันก็ไต่ความไม่เสร็จสิ้นจงไปลุยเพลิงพิสูจน์เอาเถิด” ออกญายมราชไม่ได้ตะเบ็งเสียงดุดันหากแต่น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยอำนาจจนบัวดินขนลุก
หญิงสาวสูดลมหายใจให้ลึกยิ่งกว่าเดิมสมองครุ่นคิดอย่างเร่งด่วน เธอต้องถูกบังคับให้ถอดรองเท้าลุยเพลิงแน่ๆแล้วเท้าอันบอบบางกว่าคนสมัยนี้จะไปสู้กับถ่านร้อนๆที่ปูยาวราวพรมแดงนั้นได้อย่างไร ขณะที่ทหารสองนายที่คุมตัวเธอมาจะยกต้นแขนของเธอให้ลุกขึ้นหญิงสาวก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน
“หากว่าข้าลุยเพลิงแล้วผ่านการทดสอบไปได้ ข้าจะพ้นอาญาใช่หรือไม่”
“หากเอ็งฝ่ากองไฟไปได้ย่อมเผยความสัตย์ซื่อในใจได้แน่แท้”ขุนนางชายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น
หญิงสาวยกยิ้มแล้วเอ่ยด้วยเสียงที่มั่นใจขึ้น
“หากข้าเป็ผู้ร้ายฆ่าคนจริงๆ แต่เดินผ่านกองเพลิงไปได้ข้าก็จะถูกปล่อยตัวไปใช่หรือไม่”
คำถามที่กล้าลูบคมออกญายมราชนี้ทำให้ขุนนางในที่นั้นแทบนั่งไม่ติดหันไปมองท่านออกญาเป็ตาเดียวด้วยไม่กล้าพูดสิ่งใดออกไป
“อาจหาญแท้ ทั้งสายตา ท่าทาง ซ้ำวาจาของเอ็งช่างคมกริบนักคิดท้าทายอำนาจตระลาการรึ เอ็งรู้หรือไม่ว่าคำถามมิรู้ที่ต่ำที่สูงเยี่ยงนี้จักพาให้เอ็งถูกทรมานจนรับสารภาพแทน”คำขู่ของท่านออกญาทำให้นักโทษสาวถึงกับหน้าถอดสีด้วยความหวาดกลัวแต่สีหน้านั้นถูกปรับให้เป็ปกติอย่างรวดเร็ว
บัวดินรู้ดีว่าสมัยโบราณมีเครื่องทรมานนักโทษสารพัดรูปแบบการลงทัณฑ์ผู้ทำผิดก็ยิ่งโหดร้ายเข้าขั้นทารุณหากเธอยอมให้ตัวเองเป็คนผิดเธออาจเจอการลงทัณฑ์ที่โหดร้ายก่อนจะตายอย่างน่าเวทนาในแผ่นดินที่เธอไม่รู้เลยว่าที่นี่คือที่ไหนมีทางเดียวคือเธอต้องหาวิธีทำให้ตัวเองพ้นข้อกล่าวหาให้ได้เท่านั้น
หลวงอินทราบดีศรีราชลอบมองบัวดินอย่างแปลกใจหากเป็ชาวบ้านทั่วไปคงหวาดกลัวจนตัวสั่นงันงกและร้องขอชีวิตแทบไม่ทัน แต่หญิงผู้นี้กลับควบคุมอารมณ์และสติได้ดีนัก
“ข้าเพียงสงสัยตามประสาชาวบ้านเบาปัญญาคนหนึ่งเท่านั้นข้ามิได้ฆ่าผู้ใดพระเพลิงย่อมเป็พยานให้ข้าได้ แต่ข้าไม่อยากหลุดจากข้อกล่าวหาเพียงเพราะข้าลุยเพลิงได้เพียงเท่านั้นเพราะหากพ้นคุกไปได้แต่ก็จะถูกครหาไปชั่วลูกชั่วหลาน หากพวกท่านบอกว่าข้าผิดจริงไหนล่ะเ้าคะหลักฐาน”
บัวดินแอบเห็นหลวงอินทราบดีศรีราชอมยิ้มนิดๆก่อนจะปรับสีหน้าให้เรียบนิ่ง ออกญายมราชนิ่งงันไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ข้าฟังเอ็งมิใคร่เข้าใจทุกถ้อยประโยคนักหากแต่พอจับตัวความได้ว่าเอ็งมิใช่ผู้ฆ่าอ้ายเยื้อ และขอหลักฐานจากข้าเช่นนั้นรึ”ท่านออกญาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอึ้งมากทีเดียว
“ใช่เ้าค่ะ หลักฐานละเ้าคะท่านเอ่อ...ข้าควรเรียกท่านว่าอะไรรึเ้าคะ”
“ท่านผู้นี้คือออกญายมราช เสนาบดีกรมพระนครบาล” หลวงอินทราบดีศรีราชกล่าว
“ออกญายมราช เสนาบดีกรมพระนครบาล!” หญิงสาวมองใบหน้าของผู้เป็ใหญ่ในที่นี้ด้วยความตื่นตะลึงความหวาดกลัวก่อนหน้านี้ทบทวีขึ้นจนแทบทรงตัวไม่ไหว เธอเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดบุรุษตรงหน้าจึงดูทรงอำนาจและน่าเกรงขามถึงเพียงนี้
‘เวียง วัง คลัง นา หรือว่านี่จะเป็กรมเวียง’
“ที่นี่คือกรมเวียงรึเ้าคะ” หญิงสาวถามเสียงสั่นน้อยๆพยายามควบคุมจิตใจไม่ให้ใไปมากกว่านี้
“กรมเวียงนั้นเป็ชื่อเดิมเพลานี้องค์เหนือหัวโปรดเกล้าฯ เปลี่ยนให้เป็กรมพระนครบาลแล้ว” หลวงอินทราบดีศรีราชเอ่ยขึ้น
บัวดินถอนใจปลงในชะตากรรมตัวเองเฮือกใหญ่ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เรียกพลังในจิตใจเธอคิดว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งเพ้อถึงโชคชะตาหรือนั่งคิดว่าอยู่ในยุคสมัยใดตอนนี้เธอควรช่วยเหลือชีวิตน้อยๆ ของตนให้รอดจากเื่ตรงหน้าเสียก่อน เธอจึงรีบพนมมือไหว้ท่านออกญาผู้เป็ใหญ่อย่างทุลักทุเลเพราะติดตรวนที่ล่ามไว้ที่ข้อมือทั้งสองข้าง
“ข้า้าร้องเรียนขอความเป็ธรรม ข้าถูกใส่ความว่าฆ่าคนตายทั้งที่ไม่รู้เื่เลยเ้าค่ะ”
“เอ็งเป็ใคร มาจากบ้านใดเล่า ฟังความที่เอ็งเอ่ยมิใช่สำเนียงหลวง คงมิใช่คนอโยธยาเป็แน่”ออกญายมราชเอ่ยถาม
“ข้าชื่อบัวดิน บ้านอยู่ฝั่งธนบุรี กรุงเทพมหานคร ข้าพลัดหลงมาอยู่ที่นี่เ้าค่ะ”หญิงสาวทำตาปริบๆลืมคิดไปว่าคนเหล่านี้ไม่มีทางรู้จักบ้านเกิดของเธอแน่นอน
“ชื่อเมืองคล้ายคำอโยธยานัก ผิดแต่ข้ามิเคยได้ยินนามเมืองของเอ็งมาก่อนเอ็งมิใช่คนอโยธยาซ้ำยังมิมีนายปกครองกฎหมายว่าไว้เด่นชัดนักว่าราษฎรฟ้องร้องด้วยคดีประการใดๆแลมิได้สังกัดมูลนายอย่าพึงรับไว้บังคับบัญชาเป็อันขาด ให้ส่งตัวผู้นั้นแก่สัสดีเอาเป็คนหลวง ข้าจำต้องส่งเอ็งไปยังสัสดี” ออกญายมราชเอ่ยเสียงเข้ม
“อะ...อโยธยา!” บัวดินเอ่ยเสียงดัง ตัวเย็นวาบไปทั่วร่างด้วยความใ
หญิงสาวไม่ใส่ใจเลยว่าตนกำลังจะกลายไปเป็คนหลวงเพราะไม่รู้หรอกว่าคืออะไร แต่สิ่งที่รับรู้คือตอนนี้เธอยืนอยู่บนแผ่นดินไทยในสมัยอยุธยาอย่างแน่นอนเมื่อคิดได้ดังนั้นใจก็หล่นวูบไปนอนราบกับพื้นแล้ว