ตอนที่ 23 ตำนานตราประทับโบราณ
รถ SUV ของภาคินแล่นทะยานไปตามถนนสายเปลี่ยวที่ขนาบข้างด้วยทุ่งนากว้างสุดลูกหูลูกตา บรรยากาศภายในรถยังคงอบอวลไปด้วยความเงียบที่หนักอึ้ง คำพยากรณ์ของหมอผีบุญส่งในตอนที่แล้วเปรียบเสมือนลิ่มที่ตอกลงกลางใจของทุกคน ธีรภพนั่งอยู่ที่เบาะหน้า สายตาเหม่อมองเศษกระจกสองชิ้นในกล่องไม้ที่วางอยู่บนตัก เมื่อเศษกระจกัักัน แสงสีม่วงอ่อนๆ ก็ส่องสว่างขึ้นวูบวาบ สะท้อนภาพเหตุการณ์ในอดีตที่ดูพร่าเลือนแต่ทรงพลัง
“มันกำลังพยายามจะบอกอะไรเรา” ธีรภพพึมพำ
“ภาพวาดบนผนังถ้ำนั่น ผู้ชายที่มีดวงตาที่สาม” ภาคินพูดขึ้นโดยไม่ละสายตาจากถนน “ผมพยายามค้นหาข้อมูลจากฐานข้อมูลโบราณคดีที่ผมมี แต่มันไม่มีบันทึกเกี่ยวกับชายคนนี้เลย เหมือนเขาถูกลบออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างจงใจ”
ลลินทิพย์ที่นั่งเบาะหลังขยับตัวเข้ามาใกล้ “ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์คนธรรมดาหรอกค่ะ ในตำราจอมเวทย์จันทราที่ฉันสืบทอดมา ก็มีหน้าหนึ่งที่ถูกฉีกออกไป หน้าที่ควรจะเป็จุดเริ่มต้นของปฐมอาคม”
จู่ๆ เศษกระจกในมือธีรภพก็สั่นะเือย่างรุนแรง แสงสว่างจ้าสีขาวะเิออกมาจนทุกคนในรถต้องหลับตาลง พริบตานั้น สติของธีรภพถูกเหวี่ยงหลุดออกจากโลกปัจจุบัน เขาไม่ได้นั่งอยู่ในรถอีกต่อไป แต่เขากำลังลอยอยู่เหนือโลกที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงและความมืดมิด
เบื้องล่างคือมหาาที่มนุษย์ไม่ได้สู้กับมนุษย์ แต่เป็การต่อสู้ระหว่างผู้ใช้มนตรากับอสูรกายจากต่างมิติที่พุ่งออกมาจากรอยแยกบนท้องฟ้า ใจกลางสมรภูมินั้น มีชายหนุ่มคนหนึ่งสวมชุดยาวสีเทาเรียบง่าย ใบหน้าของเขาดูสงบอย่างประหลาด และที่กลางหน้าผากมีดวงตาที่สามเบิกกว้างส่องแสงสีทองสว่างไสว
ชายคนนั้นคือ บรรพชนศราวิญญ์
“ในยุคที่ทวยเทพละทิ้งโลก และความมืดกลืนกินแสงสว่าง” เสียงหนึ่งดังก้องมาจากความว่างเปล่า “มหาจอมเวทย์ศราวิญญ์ได้สละดวงจิตของตนเพื่อสร้างตราประทับต้องห้ามขึ้นมาเพื่อกักขังอสูรนับหมื่นไว้ใต้แผ่นดิน”
ธีรภพเห็นภาพชายคนนั้นควักหัวใจของตัวเองออกมา หัวใจนั้นไม่ได้เป็ก้อนเนื้อ แต่มันคือผลึกแก้วสีนิลที่ส่องประกายสุริยัน เขาแบ่งผลึกนั้นออกเป็สองซีก ซีกหนึ่งเต็มไปด้วยพลังแห่งการทำลายล้างที่ร้อนแรง อีกซีกหนึ่งเต็มไปด้วยความสงบเยือกเย็นของความมืด
“ตราประทับไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อมอบอำนาจ แต่มันคือกุญแจที่ปิดล็อกประตูนรกเอาไว้” เสียงนั้นกล่าวต่อ “แต่กุญแจนั้น้าคนเฝ้าประตูสองคนเพื่อคานอำนาจกันเอง หากซีกใดซีกหนึ่งสูญหาย หรือถูกด้วยความแค้นประตูนรกจะเปิดออกอีกครั้ง”
ภาพนิมิตเปลี่ยนไป ธีรภพเห็นภาพทารกแฝดคู่แรกในประวัติศาสตร์ศราวิญญ์ คนหนึ่งได้รับพรจากสุริยัน อีกคนถูกตราหน้าให้แบกรับความมืดสลัว เป็เช่นนี้วนเวียนมานับพันปี จนกระทั่งมาถึงรุ่นของเขาและธีรเทพ
ความลับที่เ็ปที่สุดถูกเปิดเผยออกมาในนิมิตนี้ ธีรภพเห็นปู่ของเขาในวัยหนุ่ม กำลังร้องไห้ขณะทำพิธีแยกแฝดพี่น้องออกจากกัน ปู่ไม่ได้เลือกเพราะความรักที่ลำเอียง แต่ปู่ได้รับคำทำนายว่าหากแฝดทั้งสองอยู่ด้วยกัน พลังของตราประทับจะตื่นขึ้นโดยสมบูรณ์ และมันจะเรียกหาเ้าของเดิมของมัน อสูรา
“หมายความว่า การที่ผมกับธีรเทพต้องสู้กัน มันคือการป้องกันไม่ให้สิ่งที่แย่กว่าตื่นขึ้นงั้นเหรอ” ธีรภพถามเข้าไปในความมืด
ภาพนิมิตสั่นไหวและสลายตัวไป ธีรภพสะดุ้งตื่นขึ้นมาในรถที่กำลังเบรกอย่างกะทันหัน
“ถึงแล้วครับ” ภาคินบอกเสียงสั่น
เบื้องหน้าของพวกเขาคือซากปรักหักพังของวัดร้างแห่งหนึ่งในเขตพระนครศรีอยุธยาที่ถูกล้อมด้วยลวดหนามและป้ายเตือนเขตอันตราย ที่นี่คือ วัดสิงห์คำ ซึ่งตั้งอยู่เหนือคุกิญญาโบราณที่ชายชราพูดถึง บรรยากาศที่นี่ต่างจากวัดอื่นๆ ที่พวกเขาเคยไปมา มันไม่มีแม้แต่กลิ่นธูป มีเพียงกลิ่นของสนิมและความเย็นที่ซึมลึกเข้าถึงกระดูก
“เนตรอสูรของพี่มันเริ่มเต้นอีกแล้ว” น่านฟ้าสังเกตเห็นควันสีจางๆ พุ่งออกมาจากแขนของธีรภพ “มันคงรู้ตัวว่ากุญแจชิ้นสุดท้ายอยู่ใกล้แค่นี้เอง”
“ระวังตัวด้วยนะทุกคน ที่นี่คือคุก ไม่ได้กักขังแค่ผี แต่กักขังอาวุธิญญาที่บรรพชนทิ้งไว้” ธีรภพเตือนก่อนจะเดินนำเข้าไปในอุโบสถร้างที่หลังคาพังทลายลงมาหมดแล้ว
ใจกลางอุโบสถมีแผ่นศิลาขนาดใหญ่สลักรูปัดำพันรอบดาบ ธีรภพใช้เศษกระจกสองชิ้นทาบลงบนรอยแตกของศิลา พลันพื้นดินก็สั่นะเืและแยกออกเป็ทางบันไดวนที่ทอดลึกลงไปใต้ดิน แสงสีเขียวมรกตจางๆ ส่องสว่างออกมาจากเบื้องล่าง
เมื่อลงมาถึงก้นบึ้ง พวกเขาพบกับห้องโถงกว้างที่ประดับด้วยโซ่เหล็กขนาดมหึมาโยงใยไปมาทั่วเพดาน ตรงกลางห้องมีเสาหินที่ประดิษฐานเศษกระจกชิ้นที่สาม ซีกแห่งปัญญา แสงของมันสว่างจ้าจนบดบังแสงของชิ้นอื่นๆ
แต่ก่อนที่ธีรภพจะเอื้อมมือไปหยิบ ร่างเงาสีขาวโพลนก็ปรากฏขึ้นขวางทางไว้ ร่างนั้นมีดวงตาที่สามที่หน้าผากเหมือนชายในนิมิต แต่ร่างกายกลับโปร่งแสงและดูไร้ชีวิต
“ผู้สืบทอดเอ๋ย เ้า้าปัญญาเพื่อสิ่งใด” ร่างเงานั้นถามด้วยเสียงที่สะท้อนก้อง
“เพื่อฆ่าพี่น้อง หรือเพื่อปกป้องโลกที่รังเกียจเ้า”
ธีรภพหยุดชะงัก คำถามนี้แทงใจดำเขาอย่างรุนแรง ภาพชาวบ้านที่ดอนไม้ป่าที่ไล่เขาราวกับหมูหมาผุดขึ้นมาในหัว
“ผม้าปัญญา เพื่อจบวงจรที่บ้าคลั่งนี้” ธีรภพตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว “ผมจะไม่ฆ่าธีรเทพเพราะความแค้น และผมจะไม่ปกป้องโลกเพราะหน้าที่ แต่ผมจะทำเพราะมันคือสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะไม่มีใครขอบใจผมเลยก็ตาม”
ร่างเงาจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของธีรภพ ก่อนจะค่อยๆ สลายตัวกลายเป็ฝุ่นผง
“เ้าผ่านการทดสอบเื่ เจตจำนง แต่นั่นเป็เพียงจุดเริ่มต้น”
ธีรภพหยิบเศษกระจกชิ้นสุดท้ายขึ้นมา เมื่อเขานำชิ้นที่หนึ่ง สอง และสาม มาวางต่อกันบนฝ่ามือ กระจกทั้งสามชิ้นก็หลอมรวมกันเป็หนึ่งเดียว กลายเป็กระจกสัจจะที่สมบูรณ์แบบ แสงสว่างจากกระจกฉายภาพที่น่าใออกมา
มันคือแผนที่ที่แสดงจุดเชื่อมต่อพลังงานทั่วอยุธยา และที่ใจกลางแผนที่นั้น คือร่างของธีรเทพที่กำลังถูกโซ่ตรวนิญญาพันธนาการไว้กับบ่อน้ำ ในวัดสีกระจ่างที่พวกเขาเคยจากมา
“ธีรเทพไม่ได้มาล่าเรา” ลลินทิพย์ที่มองกระจกอยู่ด้วยอุทาน “เขากำลังถูกบางอย่างสิงสู่และกัดกินพลังงานอยู่ ดูที่ข้างหลังเขาสิ”
ในกระจก ปรากฏเงาดำขนาดมหึมาที่มีรูปร่างคล้ายัหลายหัวกำลังครอบงำร่างของธีรเทพไว้ เงาตัวนั้นคืออสูราที่ถูกกักขังไว้ในตราประทับนั่นเอง ธีรเทพไม่ได้เป็ตัวร้ายโดยสันดาน แต่เขาถูกปลุกปั่นด้วยอำนาจที่เก่าแก่กว่าตระกูลศราวิญญ์
“เขากำลังพยายามจะเปิดประตูเมืองเพื่อให้ัตัวนั้นออกมาสู่โลก” น่านฟ้าร้องบอก “ถ้าันั่นหลุดออกมา ไม่ใช่แค่จอมเวทย์หรอกที่ตาย ทุกคนบนโลกนี้จะกลายเป็อาหารของมัน!”
จู่ๆ อักขระบนผนังคุกิญญาก็เริ่มเรืองแสงและถ่ายทอดข้อมูลเข้าสู่สมองของธีรภพโดยตรง มันคือวิธีเดียวที่จะหยุดัาได้ แต่ราคาที่ต้องจ่ายนั้นมหาศาล
“เพื่อปิดผนึกอสูรตลอดกาล แฝดสุริยันและแฝดจันทราต้องหลอมรวมเป็หนึ่งภายใต้คมดาบนิรันดร์โลหิต หนึ่งคนต้องสละร่าง หนึ่งคนต้องสละิญญา เพื่อสร้างตราประทับที่ไม่มีวันพังทลาย”
ธีรภพเซไปข้างหลังด้วยความช็อก “หนึ่งคนต้องตาย เพื่อให้อีกคนเป็ตราประทับงั้นเหรอ”
“ธีรภพ ดูนี่สิ” ภาคินะโเรียก เขาพบแท่นศิลาอีกอันที่ถูกซ่อนอยู่ข้างหลัง “นี่มันบันทึกของพ่อแม่ผม พวกเขามาที่นี่ก่อนจะหายตัวไป พวกเขาพบวิธีอื่น”
ภาคินส่งกระดาษที่ซีดจางให้ธีรภพดู มันมีลายมือเขียนไว้สั้นๆ ว่า “พลังที่ถูกปลุก ไม่จำเป็ต้องถูกทำลายเสมอไป หากเราสามารถหันเหพลังแห่งความแค้นให้กลายเป็พลังแห่งการเสียสละได้ บรรพชนได้ทิ้งทางออกที่สามไว้ที่ใต้วัดพระศรีสรรเพชญ์”
ในขณะที่ทุกคนกำลังวิเคราะห์ข้อมูลใหม่ เสียงะเิดังกึกก้องมาจาก้า แรงสั่นะเืทำให้เพดานคุกิญญาเริ่มพังทลายลงมา
“พวกมันตามมาถึงที่นี่แล้ว!” น่านฟ้าะโพลางร่ายเวทให้หุ่นพยนต์ขยายตัวขึ้นไปยันเพดานไว้ “นกฮูกราตรี และคราวนี้พวกมันพากองทัพิญญาโลกันตร์มาด้วย!”
“เราต้องไปจากที่นี่ เดี๋ยวนี้” ธีรภพเก็บกระจกสัจจะใส่กระเป๋า
“เรามีข้อมูลครบแล้ว ธีรเทพไม่ใช่ศัตรูที่ต้องฆ่า แต่เขาคือเหยื่อที่เราต้องช่วย”
“แต่คุณจะช่วยเขายังไงในเมื่อเขาพยายามจะฆ่าคุณตลอดเวลา” ลลินทิพย์ถามด้วยความเป็ห่วง
“ผมจะใช้กระจกบานนี้ แสดงความจริงให้เขาเห็น” ธีรภพวิ่งนำทุกคนขึ้นบันไดไปท่ามกลางเศษอิฐที่ร่วงหล่น
“แต่ก่อนอื่น เราต้องรอดไปจากกองทัพนกฮูกข้างบนนี้ให้ได้ก่อน!”
เมื่อพ้นออกมาสู่ลานวัดสิงห์คำ พวกเขาก็ต้องชะงักกับภาพที่เห็น บนท้องฟ้ายามเย็นที่ควรจะเป็สีส้ม บัดนี้ถูกย้อมด้วยสีม่วงดำราวกับท้องทะเลที่เน่าเสีย นกฮูกราตรีนับร้อยตัวบินวนรอบยอดเจดีย์ และที่พื้นดิน กองทัพิญญาในชุดเกราะโบราณที่ถืออาวุธที่อาบด้วยไฟนรกกำลังล้อมรอบอุโบสถไว้ทุกทิศทาง
“ส่งกระจกนั่นมา แล้วเราจะให้เ้าตายอย่างสงบ” เสียงของนกฮูกราตรีตัวหัวหน้าดังมาจากความมืด
ธีรภพชักดาบนิรันดร์โลหิตออกจนสุด แสงสีแดงทับทิมของดาบปะทะกับแสงสีม่วงของิญญาจนเกิดเป็ประกายไฟที่น่ากลัว เนตรอสูรของเขาลืมตาขึ้นอย่างสมบูรณ์ในรอบหลายวัน แต่น่าแปลกที่คราวนี้มันไม่ได้นำพาความโกรธมาให้ แต่มันคือความสงบนิ่งที่แหลมคม
“ข้าเห็นความจริงหมดแล้ว” ธีรภพกล่าวเสียงกึกก้อง “เ้าไม่ใช่ข้ารับใช้ของพี่ชายข้า แต่เ้าคือเศษเสี้ยวของอสูรัที่หลอกใช้เขา”
สิ้นคำพูดของธีรภพ กองทัพิญญาก็พุ่งเข้าใส่ทันที าที่แท้จริงเพื่อหยุดยั้งจุดจบของโลกได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และพลังที่ธีรภพเพิ่งได้รับรู้มาจากกระจกสัจจะ กำลังจะถูกทดสอบในสมรภูมิที่แลกด้วยชีวิต!
จบตอนที่ 23
สนับสนุนค่ากาแฟ หรือโดเนทเป็กำลังใจให้ได้นะครับ
4380169722 : ธนาคารไทยพาณิชย์