บทที่46 เก็บกวาด
มีนสั่งการให้ปลาตีนน้อยทั้งหมดตั้งแถวหน้ากระดานเว้นระยะห่างระหว่างกัน3 เมตร โดยมีตัวเองยืนอยู่ในจุดกึ่งกลาง
ในตอนแรก พวกมันต่างทำหน้างงและมองหน้ากันทำตาปริบ ๆ ด้วยความสงสัย เป็นเพราะไม่เข้าใจว่า ผู้เป็นแม่ต้องการจะทำสิ่งใด?แต่กระนั้นพวกมันกลับยอมทำตามที่อีกฝ่ายสั่งอย่างว่าง่าย
เมื่อจัดแถวเสร็จหญิงสาวจึงบอกแผนการให้พวกมันทั้งหมดผ่านทักษะ [เชื่อมสัมพันธ์] หลังจากปลาตีนน้อยทั้งหลายได้ฟังทุกตัวต่างกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ และบางตัวถึงกับแสดงท่าทางกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะโชว์ของเสียเต็มประดา
มีนไม่ปล่อยให้พวกมันทุกตัวต้องรอนานหลังจากร่ายบทเวทเพิ่มเติมและหน่วงเอาไว้เรียบร้อย จึงเรียกใช้งานทักษะ [กลายร่าง] เปลี่ยนร่างของตัวเองให้เป็นปลาตีนตัวเขื่องพร้อมกับส่งสัญญาณให้เด็ก ๆ ทั้งหมดเดินหน้าเข้าหากองทัพสัตว์อสูรอย่างช้า ๆ
มันเป็นภาพที่จะหาดูอีกไม่ได้แล้วเมื่อปลาตีน 13 ตัว เดินเรียงแถวหน้ากระดานตรงเข้าหากองทัพสัตว์อสูรนับพันอย่างห้าวหาญไม่หวั่นเกรงต่อความตายเช่นนี้ เพราะหากเป็นสถานการณ์อื่น หญิงสาวคงเลือกที่จะสร้างวงเวทดักเอาไว้ในเส้นทางเดินทัพของศัตรูแล้วรอให้ฝ่ายตรงข้ามเดินเข้าหาและปล่อยให้วงเวทเหล่านั้น จัดการทำลายนักรบในกองทัพส่วนใหญ่ไปเสียก่อนจากนั้นตนและพวกจึงค่อยตามเก็บตกในส่วนที่เหลือ…
แต่ในเวลานี้ กองทัพสัตว์อสูรตรงหน้าฯพวกมันยืนตั้งแถวด้วยความเป็นระเบียบมากจนเกินไป จึงทำให้มีนคิดอยากจะแสดงฉากเปิดตัวพร้อมกับทำลายกองทัพฝ่ายตรงข้ามอย่างยิ่งใหญ่ดูสักครั้งก่อนจะไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนี้อีก เพราะสงครามในภายภาคหน้า...การต่อสู้ในแบบรูปกองทัพที่มีผู้เล่นเข้าร่วมฯพวกตนคงไม่สามารถทำเช่นนี้ได้อีกแล้ว
นอกจากนี้ มีนยังต้องการเรียกความมั่นใจให้แก่เด็กๆ หลังจากที่ได้เห็นว่า ในพักหลัง ๆ เมื่อพวกมันเก็บกู้ระดับที่สูญเสียไปกลับคืนมาแล้วปลาตีนเหล่านี้ ไม่ค่อยมีความมุ่งมั่นและกระตือรือร้นสนใจที่จะต่อสู้หรือสังหารเป้าหมายมากนักซึ่งมันก็เป็นผลมาจากการตายในการต่อสู้ครั้งนั้นนั่นเอง
กองทัพสัตว์อสูรจำนวนนับพันตรงหน้าฯต่างยืนนิ่งรอฟังคำสั่งจากผู้เป็นแม่ทัพฯ ด้วยความเป็นระเบียบอยู่เช่นเดิมแม้ในใจของพวกมันแต่ละตัวจะสับสนวุ่นวายเพียงใด แต่ความรู้สึกตื่นเต้นตึงเครียดเหล่านั้นกลับมิได้ส่งผลต่อรูปขบวนทัพของพวกมันแม้แต่น้อย
ปลาตีนทั้ง13 ตัวเดินเรียงแถวหน้ากระดานมุ่งตรงเข้าหากองทัพฝ่ายตรงข้ามด้วยระดับความเร็วคงที่ตัวหญิงสาวเองก็รู้สึกตื่นเต้นและลุ้นระทึกอยู่ไม่น้อย ว่าผลการต่อสู้จะเป็นไปตามที่ตนได้คิดเอาไว้หรือไม่?
แต่ถึงจะกังวลไป...ก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาในเมื่อตัดสินใจทำลงไปแล้ว
เมื่อขบวนทัพทั้งสองมีระยะห่างประมาณ100 เมตร เสียงโห่ร้องอย่างเป็นจังหวะอันดูน่าเกรงขามจากกองทัพฝ่ายตรงข้ามก็ดังเข้ามากระทบโสตของตนและพวกเพิ่มขึ้นทีละน้อย
แต่กระนั้นหญิงสาวก็หาได้ใส่ใจอันใดแถวหน้ากระดานของปลาตีนตัวเขื่องก็ยังคงมุ่งหน้าเข้าหากองทัพฝ่ายตรงข้ามต่อในระดับความเร็วที่ไม่แตกต่างไปจากเดิมโดยมีเป้าหมายคือ การย่นระยะทางระหว่างฝ่ายตนกับกองทัพของศัตรูให้กระชั้นสั้นที่สุด
ยิ่งมีนและพวกขยับเข้าใกล้อีกฝ่ายมากขึ้นเท่าไหร่เสียงโห่ร้องอื้ออึงจากกองทัพสัตว์อสูรก็ยิ่งดังชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น อีกทั้งในเวลานี้ขบวนทัพฝ่ายตรงข้ามเริ่มมีการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวแล้ว เพราะศัตรูคงไม่คิดรอให้พวกตนเป็นฝ่ายเดินเข้าหาแต่ฝ่ายเดียวอีกพวกมันขยับเดินมุ่งตรงเข้ามาด้วยความเป็นระเบียบ อีกทั้งยังเพิ่มจังหวะของเสียงโห่ร้องให้ถี่ระรัวปลุกเร้าอารมณ์นักรบในกองทัพมากยิ่งขึ้น
ระยะห่างระหว่างสองฝ่ายได้หดสั้นลงจนเหลือเพียงไม่กี่สิบเมตรเท่านั้น
กองทัพสัตว์อสูรยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดการเคลื่อนที่ เพื่อเตรียมรับการปะทะที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่กี่อึดใจข้างหน้าแต่พวกมันคล้ายกับเร่งความเร็วเพิ่มมากขึ้นอีกหลายเท่า เหมือนต้องการใช้พลังแห่งกองทัพกลืนกินและบดขยี้กลุ่มศัตรูจำนวนเพียงหยิบมือให้จมธรณีอย่างไม่มีวันได้ผุดได้เกิด
เมื่อเป็นเช่นนี้มีนจึงส่งสัญญาณบอกให้เด็ก ๆ หยุดการเคลื่อนที่ของฝ่ายตนพร้อมกับรอฟังคำสั่งโจมตีฯก่อนที่ตัวเองจะเริ่มนับถอยหลังอยู่ในใจ...ด้วยความระทึก
‘10… 9… 8… 7… 6… 5… 4…’
‘3…2… 1’
เมื่อกองทัพสัตว์อสูรเข้ามาอยู่ในระยะ 5 เมตร ซึ่งใกล้พอที่จะทำให้ทักษะการโจมตีของพวกตนแสดงผลฯหญิงสาวผู้บัญชาการศึก จึงรีบออกคำสั่งต่อปลาตีนน้อยทั้งหมดในทันที
“ทุกคนโจมตี!!”
[ลำแสงแอกโซโลตล์] X 13
ตูมๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
ลำแสงสีแดงปนดำที่มีประกายสายฟ้าวิ่งรอบๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3 เมตรพุ่งตรงไปยังกองทัพสัตว์อสูรเบื้องหน้าเป็นแนวระนาบติด ๆ กันจำนวน 13 เส้น โดยมีระยะการแสดงผลของทักษะสูงสุดยาวถึง80 เมตร พร้อมด้วยพลังโจมตี 24 เท่าของพลังโจมตีพื้นฐานของแต่ละตัว
หากได้มองลงมาจากด้านบนการยิงลำแสงทำลายล้างจากปลาตีนทั้ง 13 ในเวลานี้ ดูคล้ายกับผืนธงมรณะสีแดงดำผืนหนึ่งกำลังคลี่กางออกพร้อมกับกลืนกินกองทัพสัตว์อสูรตรงหน้า ซึ่งเข้ามาปะทะอย่างโหดเหี้ยม
เสียงกรีดร้องของสัตว์อสูรในกองทัพดังขึ้นระงมมันดังเสียยิ่งกว่าเสียงโห่ร้องปลุกปลอบใจที่พวกมันส่งออกมาตอนก่อนหน้านี้...อย่างทาบไม่ติด
สัตว์อสูรตัวที่อยู่แถวหน้าเมื่อถูกลำแสงกระทบร่างพวกมันต่างดิ้นทุรนทุรายและส่งเสียงกรีดร้องออกมาอย่างโหยหวน ก่อนที่จะค่อย ๆ สลายกลายเป็นแสงสีเทาหายไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนสัตว์อสูรทางด้านหลังเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องจากพวกพ้อง ต่างพยายามกระเสือกกระสนพาตัวเองหนีออกมาจากแถวซึ่งอยู่ในแนวของพื้นที่สังหารอย่างทุลักทุเล จนกลายเป็นภาพที่ดูคล้ายกับฝูงมดแตกรัง...เต็มไปด้วยความสับสนอลม่านอยู่ไม่น้อย
พวกมันพยายามหนีตายออกจากกองทัพอย่างสุดกำลังแต่ถึงจะพยายามไป...มันก็เท่านั้น เพราะผืนธงมรณะผืนนี้คลี่กางออก...ด้วยความเร็วสูงยิ่ง
มีเพียงนักรบจำนวนไม่กี่ตัวเท่านั้นที่สามารถหลบหนีออกจากพื้นที่สังหารได้สำเร็จ
แม่ทัพของพวกมันซึ่งอยู่ในแถวหน้าสุดของกองทัพฯ แม้จะมีระดับที่สูงถึง 250 แต่แต่กระนั้นตัวของมันกลับไม่อาจต้านทานพลังของลำแสงพิฆาตนี้ได้จนตลอดรอดฝั่งร่างของมันสลายกลายเป็นแสงสีเทาหลังจากกระทบถูกลำแสงมรณะได้ไม่นาน แต่อย่างน้อย ร่างที่ขวางกั้นและต้านทานพลังทำลายของลำแสงเอาไว้ก็มีส่วนช่วยให้นักรบที่อยู่แนวหลัง...พอจะเหลือรอดได้อยู่บ้าง
หลังจากลำแสงทั้งหมดสิ้นสุดระยะเวลาการแสดงผลหญิงสาวกลับพบว่า มีสัตว์อสูรทหารจำนวนไม่น้อย ซึ่งอยู่ทางด้านหลังของกองทัพ...ยังคงมีชีวิตอยู่เมื่อเห็นเช่นนั้น มีนจึงสั่งการให้ปลาตีนน้อยทั้งหลาย เร่งจัดการเก็บตกสังหารพวกที่เหลือให้หมดสิ้นอย่างรวดเร็ว
ด้วยความแตกต่างของระดับมีนไม่กังวลว่าเจ้าปลาตีนน้อยเหล่านี้ จะพลาดท่าเสียทีแก่ศัตรูแต่อย่างใด ดังนั้นการเก็บกวาดสังหารฝ่ายตรงข้ามในคราวนี้จึงดูเหมือนเป็นสนามแข่งขัน “การล่า” ของพวกเด็ก ๆ เสียมากกว่า เพราะพวกมันแต่ละตัวก็ต่างมุ่งมั่นไล่ล่าสังหารศัตรูอย่างไม่มีใครยอมใคร
เห็นเช่นนั้นหญิงสาวจึงเปลี่ยนความตั้งใจจากเดิมที่คิดว่า ตนจะใช้เวทมนตร์ที่หน่วงเอาไว้ จัดการเก็บตกสังหารศัตรูที่เหลือให้สิ้นในคราเดียวแต่เมื่อได้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจของพวกเด็ก ๆ จึงทำให้หญิงสาวต้องหยุดนิ่งยืนมองการต่อสู้และปล่อยให้พวกมันสร้างผลงานอย่างไม่คิดจะสอดมือ
มีนรู้ดีว่ากองทัพสัตว์อสูรกลุ่มนี้ยังไม่ใช่ของจริงที่พวกตนจะต้องเจอ แต่อย่างน้อยพวกมันก็ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจของพวกเด็กๆ ให้กลับคืนมาได้ ดังนั้นหญิงสาวจึงปล่อยให้ปลาตีนน้อยทั้งหมดได้ออกอาละวาดไล่สังหารฝ่ายตรงข้ามกันอย่างเต็มที่ก่อนจะต้องไปเจอกับของจริงที่ตึงมือมากกว่านี้...ในปราสาทวังจ้าวสมุทร
หญิงสาวบอกให้เด็กๆ เก็บกวาดสังหารสัตว์อสูรที่อยู่ด้านนอกของกำแพงเมืองให้หมดก่อน จากนั้นจึงค่อยให้พวกมันตามไปสมทบกับตนที่ตัวเมืองชั้นในและดูเหมือนว่า พวกมันทุกตัวเหมือนจะรับคำอย่างว่าง่าย...
เมื่อสั่งการเสร็จมีนจึงรีบมุ่งตรงเข้าไปในตัวเมืองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพบกับสภาพปัจจุบันของเมืองซึ่งตนเคยเห็นว่า มีสัตว์อสูรน้อยใหญ่กระจายตัวอยู่ในเมืองกันอย่างพลุกพล่านในระหว่างที่ทำภารกิจของ “แอ๊กซอล” แต่ทว่าในเวลานี้ พวกมันเหล่านั้นได้หายไปจนหมด...เหลือแค่เพียงสัตว์อสูรทหารฯซึ่งรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ๆ อย่างบางตาเท่านั้น และเมื่อสัตว์อสูรทหารเหล่านั้นได้พบเห็นผู้บุกรุกพวกมันต่างมุ่งหน้าเข้าหาเป้าหมายในทันที
มีนคืนร่างกลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้งเพราะสำหรับตนแล้ว...การใช้ร่างปลาตีนในการต่อสู้ไม่สะดวกเท่ากับการใช้งานร่างมนุษย์อีกทั้งในร่างปลาตีนถือว่า “ไม่เหมาะสม” เมื่อต้องถืออาวุธพร้อมกับโจมตีศัตรูด้วยทักษะของนักรบอีกด้วยโดยหญิงสาวมองว่า ประโยชน์ของร่างปลาตีน มีเพียงแค่ทำให้ระยะคูลดาวน์ของการใช้ทักษะเผ่าพันธุ์ลดลงครึ่งหนึ่งเท่านั้นและเมื่อตัวเองได้ยิงลำแสงแอกโซโลตล์ออกไปแล้ว ทักษะ [กลายร่าง] จึงหมดประโยชน์ไปโดยปริยายฯ แม้ว่าทักษะ [พุ่งชน] จะได้อานิสงส์จากทักษะกลายร่าง ทำให้ลดระยะเวลาคูลดาวน์จากเดิม30 วินาที จนเหลือเพียงแค่ 15 วินาที แต่เมื่อเทียบข้อเสียที่ทำให้การเคลื่อนไหวดูเก้งก้างและการเรียกใช้งานทักษะอื่น ๆ ยากลำบากกว่าร่างมนุษย์แล้ว ในที่สุดหญิงสาวจึงตัดสินใจเลือกใช้ร่างเดิมของตนในการต่อสู้...จะสะดวกใจมากกว่า
มีนตรวจสอบระดับของศัตรูเป้าหมายอย่างคร่าวๆ ก็พบว่า นักรบเหล่านี้ มีระดับไม่ต่างจากกองทัพสัตว์อสูรที่เพิ่งถูกตนและพวกทำลายไปแม้ว่าพวกมันจะมุ่งหน้าเข้ามาหาตนเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มละ 20–30 ตัวแต่ด้วยจำนวนเพียงเท่านี้...ไม่ได้ทำให้นักเวทสาวรู้สึกถึงความอันตรายที่มาจากฝ่ายตรงข้ามเลยสักนิด
มีนไม่รอช้ารีบปลดปล่อยบทเวทที่หน่วงเอาไว้ เข้าโจมตีสัตว์อสูรกลุ่มแรก ซึ่งอยู่ใกล้สุดในทันที
เปรี้ยง!!ๆ ๆ
ไม่มีเวทมนตร์ธาตุใดจะเหมาะสมในการใช้โจมตีเป้าหมายที่อาศัยอยู่ในน้ำมากไปกว่าเวทมนตร์ธาตุสายฟ้าอีกแล้วนอกจากผลโดยตรง ซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่ศัตรูที่สัมผัสแล้ว น้ำยังเป็นตัวนำชั้นดีที่ช่วยกระจายพลังแห่งสายฟ้าให้แผ่ขยายออกไปจนสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นเป็นวงกว้างอีกด้วย
สัตว์อสูรหลายตัวแม้จะไม่ถูกโจมตีด้วยเส้นสายฟ้าโดยตรง แต่เมื่อพวกมันอยู่ใกล้กับบริเวณที่เส้นสายฟ้าพาดผ่านพวกมันก็ย่อมจะได้รับผลข้างเคียงจากอาการ “อัมพาต/มึนงง” อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ตั้งแต่นักเวทสาวผู้นี้เริ่มสังหารสัตว์อสูรเก็บประสบการณ์เพิ่มระดับในดินแดนใต้ท้องทะเลมาอย่างต่อเนื่องยาวนานเวทมนตร์ธาตุสายฟ้าเหล่านี้ถือได้ว่า เป็นเวทมนตร์ที่สร้างความผิดปกติทางด้านค่าสถานะให้แก่ศัตรูจากพลังแห่งธาตุ...ในระดับที่หวังผลได้เสมอแม้อาการของความผิดปกติที่ว่า จะเกิดขึ้นในเวลาไม่นานนัก แต่มันกลับสร้างโอกาสสำคัญซึ่งเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายให้ตัวเองได้อยู่บ่อย ๆ
เมื่อสัตว์อสูรเกิดอาการชะงักงันหญิงสาวก็จะรีบพุ่งทะยานร่างตามเข้าไปโจมตีอีกฝ่ายด้วยทักษะ [พุ่งชน] จากนั้นจึงทำการคอมโบทักษะนักรบทั้ง 3 ที่มีอยู่ซึ่งในตอนนี้ ทักษะสายนักรบของหญิงสาวก็ได้เลื่อนมาอยู่ในระดับเชี่ยวชาญทั้งหมดแล้วด้วยพลังโจมตีของทักษะที่เพิ่มขึ้น 8-10 เท่าจากพลังโจมตีพื้นฐาน และมีคูลดาวน์ของแต่ละทักษะอยู่ในช่วง15-30 วินาที จึงทำให้หญิงสาวผู้นี้ สามารถโจมตีศัตรูได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพหนำซ้ำยังหวังผลได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนอีกหลายเท่า
ตูมๆ ๆ
“ปลดปล่อย[พายุอัสนี]”
เปรี้ยง!!ๆ ๆ ๆ
การผสานรูปแบบการต่อสู้ในระยะกลางและระยะประชิดด้วยเวทมนตร์และการคอมโบทักษะนักรบของหญิงสาวในเวลานี้ทั้งสวยงามและมีความลงตัว หากใครได้มาเห็น...พวกมันอาจจะเกิดความเข้าใจผิดคิดว่าหญิงสาวผู้นี้ คงจะมีอาชีพเป็น [นักรบเวทมนตร์] เป็นแน่
โดยทฤษฎีแล้ว ดูคล้ายจะเป็นเช่นนั้นเพราะการต่อสู้กับสัตว์อสูรและล้างบางเมืองต่าง ๆ ใต้ท้องทะเลของหญิงสาวนั้นนอกจากจะมีจุดประสงค์หลักในการพัฒนาระดับความแข็งแกร่งให้เพิ่มขึ้นแล้วมีนยังต้องการฝึกฝนความชำนาญของทักษะที่ตัวเองมีอยู่ให้สูงขึ้นอีกด้วยดังนั้นจึงไม่แปลกที่นักเวทสาวผู้นี้ จะสามารถผสมผสานการโจมตีระหว่างการเรียกใช้งานเวทมนตร์เข้ากับทักษะการต่อสู้ในระยะประชิดได้อย่างลงตัวเพียงแต่...ถึงแม้ว่าตัวหญิงสาวจะโจมตีศัตรูได้อย่างเนียนตาเพียงใด วิธีการต่อสู้ของนักเวทสาวผู้นี้ก็ไม่ได้มีความใกล้เคียงกับการต่อสู้ของนักรบเวทมนตร์แม้แต่น้อย
เนื่องจากอาชีพนักรบเวทมนตร์นั้นจะเน้นการผสานเวทมนตร์ลงไปในทักษะโจมตีแต่ละชนิดโดยตรง จึงทำให้ทุกการโจมตีของนักรบเวทมนตร์สร้างความเสียหายทั้งทางด้านกายภาพและความเสียหายจากเวทมนตร์แก่เป้าหมายไปในเวลาเดียวกัน
ส่วนการโจมตีของมีนนั้นค่าความเสียหายทั้งสองชนิดบนร่างเป้าหมาย กลับแยกออกจากกันเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน โดยหญิงสาวอาศัยจังหวะที่เป้าหมายถูกผลกระทบจากพลังเวทมนตร์ก่อนแล้วจึงค่อยโจมตีซ้ำด้วยทักษะอาวุธอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ดูเหมือนว่า เป้าหมายที่ถูกโจมตีเกิดค่าความเสียหายทางด้านเวทมนตร์และกายภาพขึ้นมาพร้อมๆ กัน
แต่กระนั้น ด้วยค่าสถานะและรูปแบบการต่อสู้ของหญิงสาวดูเหมือนจะโน้มเอียงไปในแนวทางของนักรบเวทมนตร์มากกว่าจะเป็นจอมเวท จึงไม่แปลกที่ผู้คนจะคิดว่านักรบหญิงที่ต่อสู้กับสัตว์อสูรกลุ่มใหญ่อยู่นี้ มีอาชีพเป็น...นักรบเวทมนตร์
มีนพยายามหาจังหวะคอยร่ายบทเวทเพิ่มเติมก่อนจะหน่วงเอาไว้ในขณะที่สัตว์อสูรอยู่ห่างจากตัวเองอยู่เสมอ เพื่อให้ตัวเองสามารถยืนระยะต่อสู้ได้อย่างต่อเนื่องซึ่งเวลานี้ ปัญหาเรื่องพลังเวทไม่เพียงพอต่อการใช้งานของหญิงสาวได้ทุเลาเบาบางลงไปหลายส่วนแล้วเพราะถ้าหาก...นักเวทสาวไม่ได้ร่ายเวทบทใหญ่ที่ต้องใช้พลังเวทจำนวนมากในคราเดียวแล้วล่ะก็นักเวทสาวผู้นี้กลับสามารถปักหลักยืนระยะต่อสู้...ได้นานนับชั่วโมงเลยทีเดียว
ในยามนี้...ขีดจำกัดของหญิงสาวมีเพียงอย่างเดียวนั่นก็คือ “ค่าเรี่ยวแรง”
แม้จะมีหลายทักษะช่วยในการฟื้นฟูและแบ่งเบาภาระในส่วนนี้ไปแล้วก็ตามแต่หากยังต้องต่อสู้และเคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ เช่นนี้ มีนก็คงไม่สามารถยืนระยะได้นานถึง2 ชั่วโมงเสียด้วยซ้ำ
หลังจากที่หญิงสาวรับมือกับกลุ่มทหารหลายสิบกลุ่มโดยลำพังเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมงในที่สุดแก๊งปลาตีนน้อยก็ตามมาสมทบได้อย่างทันเวลา จากนั้น...สถานการณ์สู้รบในจุดนี้ก็พลิกกลับตาลปัตรจนกลายเป็นการบุกถล่มอยู่ฝ่ายเดียวของแก๊งผู้บุกรุกแล้ว
หลังจากสังหารสัตว์อสูรที่อยู่รอบเมืองจนหมดสิ้นมีนและปลาตีนน้อยทั้ง 12 จึงมุ่งตรงไปยังปราสาท “วังเจ้าสมุทร” ในทันที
มีนและพวกหยุดยืนอยู่หน้าปราสาทวังเจ้าสมุทรได้ไม่นานพื้นที่บริเวณรอบ ๆ ปราสาทก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม พวกมันต่างทยอยกันออกมาตั้งแถวรอให้การต้อนรับผู้บุกรุกอย่างรวดเร็ว
แม้จะบอกว่าเป็นการ“รอต้อนรับผู้บุกรุก” แต่มันเป็นการรอต้อนรับด้วยสีหน้าและท่าทางอันดุร้าย แต่กระนั้นมีนและพวกก็ไม่ได้รู้สึกหวั่นเกรงต่อนักรบฝ่ายตรงข้ามนักเพราะอีกฝ่ายมีระดับเพียง 180-230 เท่านั้น อีกทั้งจำนวนของพวกมันก็ยังมีแค่ชุดละ...ไม่กี่ร้อยตัว
เมื่อเป็นเช่นนี้มีนจึงยกหน้าที่สังหารศัตรูให้แก่เจ้าปลาตีนน้อยทั้งหมด ปล่อยให้พวกมันได้แสดงฝีมือกันอย่างเต็มที่ซึ่งพวกมันต่างก็ตอบรับคำสั่งฯ ด้วยความคึกคักอยู่มากโข
หญิงสาวแอบได้ยินพวกมันคุยกันถึงเรื่องพนันขันต่ออะไรสักอย่างหากฟังไม่ผิด...พวกมันคงจะเอาขนมหวานแสนอร่อยที่จะได้รับหลังจากจบศึกในครั้งนี้มาใช้ในการเดิมพัน‘เฮ้อ...เจ้าพวกนี้นี่ เป็นเด็กเป็นเล็ก ริอ่านเล่นการพนันกันซะแล้ว...’
ในขณะที่เจ้าปลาตีนน้อยทั้งหลายสาละวนอยู่กับการสังหารสัตว์อสูรผ่านไปหลายต่อหลายชุดตัวหญิงสาวเองก็ไม่ได้ปล่อยเวลาให้ล่วงผ่านอย่างไร้ประโยชน์แต่อย่างใด เพราะตัวเองกำลังง่วนอยู่กับการสร้างวงเวทจำนวนนับสิบนับร้อยวงจนพวกมันกระจายอยู่ทั่วทั้งลานกว้างหน้าปราสาทฯ เพื่อเตรียมรอรับสัตว์อสูรในชุดที่7 ซึ่งเป็นชุดสุดท้าย ก่อนที่พวกตนจะบุกเข้าปราสาทไปเผชิญหน้ากับบอสทั้ง 5 โดยสัตว์อสูรชุดที่ว่านี้หากมีนจำไม่ผิด พวกมันเป็นถึงมินิบอสชั้นองครักษ์ที่มีระดับ 245 จำนวนถึง 10ตัวด้วยกัน
และสาเหตุที่มีนต้องสร้างวงเวทจำนวนมากไว้เตรียมรับมือพวกมันทั้ง10 ตัวนี้ ไม่ใช่เพราะตัวเองเกิดความหวาดกลัวหรือกริ่งเกรงต่อพวกมันแต่อย่างใด
เพียงแต่...การที่ต้องสู้กับพวกมันทั้ง10 จอมอาคมสาวผู้นี้มองว่า มันเป็นเรื่องที่น่ารำคาญ
สาเหตุก็เพราะว่ามินิบอสเหล่านี้ แต่ละตัวมีทักษะที่หลากหลาย อีกทั้งยังสามารถสอดประสานกันได้เป็นอย่างดีในครั้งก่อนที่อยู่ในมิติความทรงจำของแอ๊กซอลนั้น ถ้าหากตนไม่ได้มีค่าสถานะที่โกงขั้นเทพและมีทักษะที่ไร้ซึ่งคูลดาวน์แล้ว การสังหารพวกมันทั้ง 10 ลงได้อย่างรวบรัด...ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นได้เป็นแน่
ในครั้งนี้แม้ตนจะมีระดับมากถึง294 แล้ว แต่กลับก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสังหารพวกมันทั้งหมดโดยที่ไม่สูญเสียอะไรเลยอีกทั้งตัวมีนเอง ก็ยังต้องการจะเก็บทักษะไม้ตายของเผ่าพันธุ์ฯ อย่างทักษะ [ผสานร่าง] ซึ่งมีระยะคูลดาวน์ที่ยาวนานเอาไว้ใช้ต่อสู้กับบอสทั้ง5 ข้างในปราสาทเสียมากกว่า ด้วยเหตุนี้มีนจึงจำเป็นต้องลงทุนวาดวงเวทจำนวนมากสำหรับใช้สังหารพวกมันโดยเฉพาะอีกทั้งจอมอาคมสาวผู้นี้ยังพยายามลดภาระการสิ้นเปลืองพลังเวทของตัวเอง ด้วยการกว้านซื้อใช้อัญมณีธาตุระดับสูงมาเพิ่มเติมอีกล๊อตใหญ่...เพื่อพวกมันทั้ง10 โดยเฉพาะ
แม้จะถูกดราโกเนียสคอยกระแนะกระแหนอยู่เป็นระยะว่า“ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” บ้าง “ขี่ช้างจับตั๊กแตน” บ้างแต่มีนก็หาได้สนใจในคำกระทบกระเทียบเปรียบเปรยเหล่านั้น ขอเพียงให้ตัวเองเอาชนะศัตรูได้ก็เป็นพอ...ต่อให้เป็น“เทพทรู” แล้วอย่างไร?
‘เงินตราก็คือ พลังอย่างหนึ่งเช่นกัน’ คุณหนูผู้ใช้เหรียญทองราวกับเบี้ย...คิดเช่นนั้น
การต่อสู้ของปลาตีนน้อยและกองทัพของสัตว์อสูรได้ดำเนินไปแล้วร่วม2 ชั่วโมง ในที่สุดกองทัพสัตว์อสูรทั้ง 6 ชุด ก็ถูกสังหารจนหมดสิ้น แม้จะช้ากว่าที่หญิงสาวคาดการณ์เอาไว้ไม่น้อยแต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้มีน ได้ปรับแต่แก้ไขวงเวทในส่วนที่ยังคิดว่าไม่สมบูรณ์ รวมไปถึงการเรียกใช้ทักษะสายศิลปะตกแต่งวงเวทฯจนออกมาในระดับ “เป็นที่น่าพอใจ” ได้ในที่สุด
จากนั้นมีนจึงสั่งการให้ปลาตีนน้อยทั้งหมดถอนตัวออกจากลานหน้าปราสาทฯเพื่อให้พวกมันได้พักผ่อนและฟื้นฟูเรี่ยวแรงอยู่ทางด้านหลัง อีกทั้งยังบอกให้พวกมันรอสัญญาณการโจมตีจากตนอีกทางหนึ่งด้วย
สัตว์อสูรในชุดสุดท้ายซึ่งเป็นมินิบอสเหล่านี้ ประกอบไปด้วยสัตว์อสูร 5 เผ่าพันธุ์ เผ่าพันธุ์ละ 2 ตัว อันได้แก่สิงโตทะเล ปลาไหลไฟฟ้า ฉลามยักษ์ แมงกะพรุนไฟและหมึกยักษ์ เมื่อพวกมันออกมาประจำตำแหน่งระบบก็ได้ทำการแจ้งเตือนให้หญิงสาวได้ทราบว่า ระดับของมันสูงกว่าในครั้งก่อนหน้าซึ่งตนเคยสู้ด้วยเป็นอย่างมาก เพราะพวกมันในตอนนี้...มีระดับสูงถึง 300 เลยทีเดียว
แม้มีนจะรู้สึกแปลกใจแต่ก็รู้สึกโล่งใจไปด้วยในเวลาเดียวกัน หญิงสาวแปลกใจตรงที่ว่า ระดับเฉลี่ยของสัตว์อสูรทหารภายในเมืองยังคง“ไม่แตกต่าง” จากระดับเฉลี่ยของพวกมันในห้วงมิติของแอ๊กซอลมากนัก แต่ทว่ามินิบอสเหล่านี้กลับมีระดับที่ต่างไปจากเดิมอย่างลิบลับ อีกทั้งก่อนที่พวกตนจะบุกโจมตีเมืองแห่งนี้ตัวเองก็ได้อ่านรายละเอียดของเมือง “วังเจ้าสมุทร” ในแผนที่โลกใต้ทะเลมาแล้ว แต่กลับไม่พบว่ามินิบอสกลุ่มนี้ มีตัวตนอยู่ในแผนที่ดังกล่าวเลย เพราะในแผนที่ฯ เพียงแสดงตัวเลขระดับของราชาเจ้าของเมืองทั้ง5 ตัว และระดับเฉลี่ยของสัตว์อสูรที่อยู่ภายในเมืองเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ มีนจึงรู้สึกแปลกใจกับระดับความแข็งแกร่งของมินิบอสตรงหน้าทั้ง10 ตัว จากการรายงานของระบบฯ อยู่ไม่น้อย
ส่วนที่หญิงสาวรู้สึกโล่งใจก็คือไม่ว่าพวกมันจะแข็งแกร่งมากขึ้นแค่ไหน แต่จอมอาคมอย่างตน ก็ได้เตรียมการรับมือพวกมันมาเป็นอย่างดีแล้ววงเวทจำนวนมาก ซึ่งมีพลังทำลายสูงพอจะสามารถสังหารสัตว์อสูรระดับ 350ได้ง่ายราวกับปอกกล้วยนี้ การเผชิญหน้ากับมินิบอสทั้ง 10 จึงไม่ถือว่า เป็นเรื่องลำบากกินแรงเท่าใดนัก
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับระดับความแข็งแกร่งของมินิบอสกลุ่มนี้ทำให้มีนได้มีโอกาสเหน็บแนมมังกรจอมแซะอย่างดราโกเนียส...กลับคืนไป 1 ดอกถ้วน
ดราโกเนียส “...เอาที่เจ้าสบายใจโฮก!!”
มีนออกไปยืนประจันหน้ากับมินิบอสทั้ง10 อยู่ในตำแหน่งใจกลางของลานหน้าปราสาทฯ ด้วยสีหน้าอันเรียบเฉย และก็เช่นเคย เจ้าหมึกยักษ์ทั้ง2 ตัว ต่างก็ไม่คิดจะพูดพร่ำทำเพลง พวกมันพุ่งตัวเข้าหาเป้าหมายทั้งด้านซ้ายและขวาด้วยความรวดเร็วก่อนใครเพื่อนหมึกทั้งสองหมายจะใช้หนวดอันทรงพลังมัด พันธนาการร่างของหญิงสาวผู้บุกรุกคนนี้เอาไว้แต่...
สิ่งที่พวกมันต้องการ...มีหรือจะสัมฤทธิผล?เพราะหญิงสาวผู้นี้ได้เตรียมตัวมาเป็นอย่างดีแล้ว
เมื่อมีนเห็นเจ้าหมึกยักษ์ทั้งสองพุ่งร่างเข้ามาใกล้กับจุดที่ตนยืนอยู่จึงรีบใช้ทักษะ [พุ่งชน] พาร่างของตัวเองสวนทางออกไปทางด้านหน้าของพวกมันทั้งคู่อย่างรวดเร็วพร้อมกับปลดปล่อยเวทมนตร์ทั้ง 8 ลูกที่หน่วงไว้ โจมตีเข้าใส่มินิบอสตัวที่เหลือ ซึ่งยืนรอดูท่าทีอยู่ตรงเชิงบันไดหน้าปราสาทในทันที
เปรี้ยง!!ๆ ๆ ๆ ๆ
ศัตรูผู้ชะล่าใจทั้ง8 ถูกลูกบอลสายฟ้ากระแทกร่างด้วยความรวดเร็ว จนสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวพวกมันเสียหลักหกล้มอย่างหมดท่า เนื่องจากทั้งหมดคิดว่า เจ้าหมึกทั้ง 2 ตัว คงจะสามารถจับตัวผู้บุกรุกได้อยู่หมัดดังนั้นพวกมันจึงไม่ทันได้เตรียมพร้อมรับมือกับการโจมตีอย่างกะทันหันจากอีกฝ่าย
เมื่อถูกโจมตีอย่างฉุกละหุกจึงทำให้พวกมันแต่ละตัวเกิดอาการหงุดหงิดโมโหอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่พวกมันพยุงร่างของตัวเองขึ้นมาได้มินิบอสทั้ง 8 ต่างไม่รอช้ารีบเคลื่อนร่างพร้อมกับล็อกเป้าโจมตีมาที่หญิงสาว หมายจะสังหารอีกฝ่ายอย่างไม่ปรานีในโทษฐานความผิดที่...ทำให้พวกมันเสียหน้า
ส่วนตัวของมีนหลังจากปล่อยบอลสายฟ้าโจมตีมินิบอสทั้ง 8 ไปแล้ว ก็พยายามรักษาระยะห่างของตัวเองกับเจ้าหมึกยักษ์ทั้งสองตัวเอาไว้พร้อมทั้งคอยประคับประคองให้ร่างของตนอยู่ใกล้กับจุดกึ่งกลางของลานหน้าปราสาทให้มากที่สุด
หลังจากมินิบอสทั้ง10 ลงมาอยู่ในอาณาเขตพื้นที่ของลานหน้าปราสาททั้งหมดแล้ว มุมปากของหญิงสาวกลับกระตุกยกขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
............