ปกติแล้วพลังศักดิ์สิทธิ์จะถูกหลอมขึ้นจากเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์พลังอำนาจของมันมหาศาล แต่ใช้ได้แค่วันละหนึ่งครั้งเท่านั้น แต่มีบางวิชาที่สืบทอดมาจากเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์จนก่อเกิดเป็นชุดวิชาเมื่อบ่มเพาะและใช้ออกมาจะก่อเกิดเป็นพลังโจมตีที่มีอำนาจเทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งของพลังศักดิ์สิทธิ์พลังย้อนกลับก็ลดลงเช่นเดียวกัน มันจึงถูกเรียกว่าพลังกึ่งศักดิ์สิทธิ์
วิชาชนิดนี้เป็นความลับที่ไม่อาจสืบทอด แต่มันกลับปรากฏขึ้นบนตัวแม่ทัพชิง!
“ท่านผู้นำเผ่า ท่านสามารถช่วยคุณชายผู้นี้ได้หรือไม่”เงือกน้อยที่เคยเจอฟ่านเสวี่ยหลีเผยสีหน้าเป็นกังวล “ข้าเคยเจอคุณชายผู้นี้มาก่อน เขาเป็นคนดี”
ผู้นำเผ่าส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ไม่ทันแล้ว เมื่อพลังศักดิ์สิทธิ์ปรากฏชีวิตก็หาไม่แล้ว”ถึงเขาจะรู้สึกขอบคุณฟ่านเสวี่ยหลีที่เมื่อครู่นี้ช่วยเปิดโปงแผนการร้ายของแม่ทัพชิงแต่เขารู้ว่าฟ่านเสวี่ยหลีไม่สามารถหลบการโจมตีครั้งนี้พ้นแน่นอน
ไม่เพียงแต่ผู้นำเผ่าเท่านั้น ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ล้วนมองฟ่านเสวี่ยหลีเป็นดั่งคนที่ตายไปแล้ว
คนตระกูลเนี่ยบางคนยังส่ายหน้าอย่างเย้ยหยัน ใครใช้ให้ฟ่านเสวี่ยหลีเสนอหน้าเล่าสมน้ำหน้า!
ขณะที่เผชิญหน้ากับพลังกึ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างหวาดกลัวฟ่านเสวี่ยหลีกลับสายตาจดจ้องและเริ่มโคจรหัตถ์ขึ้นในมือ ระหว่างฟ้าดินราวกับเปล่งประกายขึ้นด้วยหัตถ์นี้
ปวงอัคคีบูชา ฟ้าดินรวมเป็นหนึ่ง
สำหรับการรับมือพลังกึ่งศักดิ์สิทธิ์ แค่ตราหมื่นอัคคีก็เพียงพอแล้ว!
ตราหมื่นอัคคีเป็นสิ่งอยู่เหนือพื้นฐานของอาจารย์ปรุงยาอาศัยหมื่นอัคคีเป็นบ่อเกิดเพื่อหลอมหัตถ์ถึงขีดสุดแล้วปลดปล่อยออกมาเมื่อเปลวเพลิงปรากฏขึ้นก็สามารถกำจัดสิ่งชั่วร้ายและทลายหัตถ์ทั้งปวง
สิ่งสำคัญที่สุดคือเมื่อขัดเกลาตราหมื่นอัคคีถึงขีดสุด มันก็เป็นพลังกึ่งศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกันอีกทั้งหัตถ์นี้ยังเป็นราชันแห่งหัตถ์ทั้งปวงเมื่อควบคุมอัคคีได้อย่างชำนาญก็สามารถกดทับพลังศักดิ์สิทธิ์ธาตุน้ำแข็งได้
ดังนั้นเมื่อตราหมื่นอัคคีปรากฏ ผนึกน้ำแข็งพันลี้ก็ถูกทลายในทันทีจากนั้นตราหมื่นอัคคีก็เล็งไปยังดวงวิญญาณของแม่ทัพชิงและโจมตีเข้ากลางอกของอีกฝ่าย
แม่ทัพชิงถูกโจมตีอย่างรุนแรงจนลอยกระเด็น!
เมื่อเห็นเช่นนี้ หัวของทุกคนก็แทบระเบิด
ฟ่านเสวี่ยหลีครอบครองตราหมื่นอัคคีในตำนานอย่างนั้นหรือ! มันเป็นไปได้อย่างไร
“เจ้าเป็นอาจารย์ปรุงยาและได้ครอบครองตราหมื่นอัคคีอย่างนั้นหรือ”
แม่ทัพชิงรู้สึกสิ้นหวัง เขามองออกว่าตราหมื่นอัคคีเป็นวิธีการที่ทรงพลังที่สุดในการยับยั้งพลังของเขา
ยิ่งไปกว่านั้น ลมปราณของอีกฝ่ายก็เป็นดั่งมังกรและฝึกฝนจนพลังกึ่งศักดิ์สิทธิ์ฝังลึกลงไขกระดูกแล้วแต่พลังกึ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขาเพิ่งครอบครองยังคงมีจุดบกพร่อง
เขาตัวหมุนคว้างกลางอากาศ เลือดกระอักออกจากปากและทรุดตัวลงกับพื้นอย่างสูญสิ้นสตินึกคิด
แต่ฟ่านเสวี่ยหลีกลับไม่ปรานี ตราหมื่นอัคคียังคงพลังเปี่ยมล้นและทลายปราณผนึกน้ำแข็งที่อยู่โดยรอบอย่างต่อเนื่องมือของเขาราวกับมังกรมรกตคำราม
เวลาในการโจมตีของตราหมื่นอัคคียาวนานประมาณสามถึงสี่ลมหายใจซึ่งเพียงพอสำหรับการจัดการแม่ทัพชิงแล้ว
เมื่อแม่ทัพชิงเห็นเช่นนี้ก็หวาดกลัวจนสติหลุด รีบนำเกสรดอกหิมะจันทราต้านไว้ตรงหน้าพร้อมกับหันหลังหนีเอาชีวิตรอด
เกสรดอกหิมะจันทราสามารถสร้างภาพลวงตา ทำให้อีกฝ่ายโจมตีพลาดเป้ามันเคยสร้างประโยชน์ให้เขานับครั้งไม่ถ้วนในยามวิกฤต แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาใช้มันเพื่อหนี
ตอนนี้เขาหนีออกมาไกลสิบจั้งแล้ว จึงรู้สึกโล่งใจเล็กน้อยสายตาของเขาพลันเปล่งประกายไปด้วยความโกรธแค้น วันหน้าเขาจะต้องชำระหนี้แค้นในวันนี้แน่
เขากวาดสายมองไปยังเงือกน้อยที่อยู่ด้านข้างผู้นำเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาเขาจำได้ว่าเมื่อครู่นี้นางเหมือนจะบอกว่ารู้จักกับชายผู้นี้ เขาจึงกางมือแล้วพุ่งไปจับเงือกน้อยอย่างไม่ลังเล
หากเงือกน้อยตกอยู่ในมือเขา อีกฝ่ายคงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทำอะไรไม่ได้ ส่วนเขาก็จะหนีไปได้อย่างสบายใจยิ่งขึ้น
แต่ทันใดนั้นเขากลับเห็นฉากอันน่าตกใจ!
หัตถ์ของฟ่ายเสวี่ยหลีกำลังหมุนวน รวบรวมทิศทั้งหกราวกับจะทำให้ฟ้าดินหลอมแน่นเป็นเตาหลอมหลอมรวมตราหมื่นอัคคีเป็นกลุ่มก้อนแล้วขว้างใส่เขา
ตราหมื่นอัคคีไม่เพียงมีพลังกึ่งศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งยังเป็นรากฐานเพลิงศักดิ์สิทธิ์แห่งการปรุงยาหากบ่มเพาะถึงระดับสูง พลังที่ปลดปล่อยออกมาก็สามารถกระหน่ำตะวันจันทราและสั่นคลอนฟ้าดิน แม้ฟ่านเสวี่ยหลียังบรรลุไม่ถึงระดับสูงแต่การหลอมแน่นครั้งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของระดับต้น
เขาบ่มเพาะเนื้อกายขั้นสี่จนสมบูรณ์แล้ว จึงสามารถแสดงวิชาการหลอมแน่นชนิดนี้ออกมาได้
ทันใดนั้นเปลวเพลิงก็ทลายภาพลวงตาภายในชั่วพริบตาและโจมตีเข้าแม่ทัพชิงอย่างรุนแรง
“ไม่!” แม่ทัพชิงยังไม่ทันสัมผัสโดนเงือกน้อยก็ถูกเปลวเพลิงหัตถ์อันน่าสะพรึงกลัวโจมตีเข้าจนเกิดเสียงดังสนั่นเปลวเพลิงลุกโชนทั่วกาย
เปลวเพลิงระดับนี้สามารถละลายน้ำแข็งทั้งปวง นับประสาอะไรกับร่างกายของเขา
แม่ทัพชิงกรีดร้องพลางใช้แขนตบไปที่ร่างกายตนเองอย่างบ้าคลั่งแต่ก็ไม่สามารถทำให้ไฟมอดดับ
สุดท้ายเขาก็หมดสิ้นเรี่ยวแรงและคลานลงกับพื้น ร่างกายถูกเปลวเพลิงแผดเผากลายเป็นเถ้าถ่าน
มนุษย์เงือกทุกตนที่อยู่ตรงนี้ต่างตกใจจนตาค้าง วิญญาณหลุดออกจากร่าง!
ก่อนหน้านี้พวกเขาคิดว่าฟ่านเสวี่ยหลีต้องตายแน่นอนแต่ฟ่านเสวี่ยหลีกลับมีองครักษ์ที่ทรงพลังอยู่ข้างกาย จากนั้นพวกเขาก็เห็นพลังกึ่งศักดิ์สิทธิ์อันน่าสะพรึงกลัวของแม่ทัพชิงสุดท้ายกลับเห็นฟ่านเสวี่ยหลีเป็นอาจารย์การปรุงยาผู้ครอบครองตราหมื่นอัคคี และแข็งแกร่งยิ่งกว่าพลังกึ่งศักดิ์สิทธิ์!
สังหารแม่ทัพชิงได้อย่างง่ายดายภายในชั่วพริบตา แล้วใครเล่าจะกล้าต่อกรกับบุคคลเช่นนี้
มนุษย์เงือกทุกคนนิ่งเงียบไม่กล้าพูดอะไรออกมาสักคำ พวกเขากลัวจะทำให้อาจารย์ปรุงยาที่น่าสะพรึงกลัวผู้นี้ขุ่นเคืองจนกำจัดทุกคนในชั่วพริบตา!
ฟ่านเสวี่ยหลีจ้องมองเผ่ามนุษย์เงือกชุดเขียวเหล่านั้นและพูดอย่างเย็นชาว่า“แม่ทัพของพวกเจ้าเห็นชีวิตคนเป็นดั่งต้นหญ้า รู้ทั้งรู้ว่าตนล้มเหลวในการเสวนาศาสตร์ครั้งนี้แต่ยังกล้าก่อความวุ่นวาย อีกทั้งยังคิดลงมือกับเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาจิตใจช่างชั่วร้าย พวกเจ้ามีข้อโต้แย้งกับการที่ข้าสังหารเขาหรือไม่”
ตอนนี้เนื้อกายขั้นสี่ของเขามั่นคงแล้ว ถึงแม้การใช้ตราหมื่นอัคคีจะเผาผลาญพลังมากไปหน่อยแต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อตัวเขา ประกอบกับการมีเพลิงสัจธรรมเป็นรากฐาน จึงไม่ต้องเกรงกลัวสิ่งใด
“ท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่ พวกข้ามิบังอาจ!ท่านเทพโปรดไว้ชีวิตพวกข้าด้วยเถิด!” เหล่ามนุษย์เงือกสีเขียวสั่นเทาไปทั้งตัวขอเพียงฟ่านเสวี่ยหลีไม่ฆ่าพวกเขาก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว แล้วพวกเขาจะกล้าโต้แย้งได้อย่างไร
ฟ่านเสวี่ยหลีครอบครองพลังกึ่งศักดิ์สิทธิ์และยังเป็นอาจารย์ปรุงยาเขาย่อมคู่ควรกับการถูกเรียกว่าเทพ
“วันนี้ข้าจะไว้ชีวิตพวกเจ้าเผ่ามนุษย์เงือกชุดเขียวสักครั้งพวกเจ้าจงกลับไปรายงานผู้นำเผ่าของพวกเจ้าว่าการสังหารในวันนี้เป็นฝีมือของข้าหลิงหลงจื่อห้ามระบายโทสะลงที่เผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาเด็ดขาด ประการที่สองคือ ฟ้าดินไร้เมตตา สรรพสิ่งล้วนดั่งสุนัขฟาง แต่เดิมเผ่ามนุษย์เงือกและมนุษย์ต่างเท่าเทียมกันหากข้าเห็นพวกเจ้าล่วงเกินเผ่ามนุษย์ตามอำเภอใจอีก พวกเจ้าก็จะมีจุดจบแบบเดียวกันกับแม่ทัพของพวกเจ้า” การที่เขาพูดเช่นนี้ถือเป็นการเคาะภูเขาสะท้านพยัคฆ์ เป็นการข่มขู่เผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาที่จับตัวมนุษย์
เผ่ามนุษย์เงือกชุดเขียวเหล่านั้นรีบตอบรับเพื่อความอยู่รอด "ขอรับๆ !"
พวกเขาจะกล้าไม่เชื่อฟังได้อย่างไร
“ส่วนเกสรดอกหิมะจันทราของแม่ทัพพวกเจ้าข้าจะเก็บเอาไว้เอง หากพวกเจ้าไม่พอใจก็ไปหาข้าที่จวนเจ้าเมืองฉางซาน แต่ครั้งหน้าข้าจะไม่ปรานีเด็ดขาด”ฟ่านเสวี่ยหลีพูดอย่างเย็นชา จากนั้นก็เดินไปด้านข้างโครงกระดูกของแม่ทัพชิงและใช้เท้าตวัดเกสรดอกหิมะจันทราขึ้นมาอยู่ในมือ
“พวกข้ามิบังอาจ!” มนุษย์เงือกชุดเขียวเหล่านั้นก้มกราบอย่างต่อเนื่อง เมื่อเห็นจิตสังหารของฟ่านเสวี่ยหลีจางลงจึงรวบรวมความกล้ารีบวิ่งหนีออกไปราวกับผึ้งแตกรัง
ในขณะเดียวกัน ฟ่านเสวี่ยหลีก็ยืนเอามือไพล่หลังพลางจ้องมองผู้นำมนุษย์เงือกชุดสีเทาโดยไม่พูดอะไรแต่จิตสังหารแผ่ออกมาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเห็นท่าทีอันน่าเกรงขามของฟ่านเสวี่ยหลี หน้าผากของผู้นำเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาก็เหงื่อไหลพราก
เขานึกถึงตอนที่ตนกดขี่ข่มเหงมนุษย์ จึงพูดอะไรไม่ออก
“เมื่อมนุษย์อย่างพวกข้าตกอยู่ในกำมือของพวกเจ้าเผ่ามนุษย์เงือกสีเทาปกติพวกเจ้าจะจัดการอย่างไร” เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีเห็นความหวาดกลัวของอีกฝ่ายจึงพูดอย่างเฉยเมย
หากรู้ว่าเผ่ามนุษย์เงือกเหล่านี้ทำชั่วต่อมนุษย์เขาก็จะไม่ปล่อยผ่านเช่นเดียวกัน