แต่ว่ากลิ่นมินต์มันกลิ่นซิกเนเจอร์ของฉีคุนเลยนะ...
ถึงกระนั้นกู้เลี่ยงรุ่ยก็ไม่ละทิ้งข้อสันนิษฐานที่ว่า อาจจะไม่ใช่ฉีคุนเลยก็ได้ ทั้งไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ต่อกัน เช่นนั้นแล้ว สหายประหลาดหลังกอไผ่เป็นใคร เขาต้องตามหาเขาเสียแล้วเพื่อไขความกระจ่าง บางทีอาจจะเป็นคนอื่นก็ได้
หากลองพิจารณาจากการกระทำและทุกสิ่งอย่างที่ฉีคุนกระทำต่อตนตั้งแต่ฟื้นขึ้นมา เขาก็ทำให้ข้าเกือบตายที่ทะเลสาบคืนวัน ทั้งยังมีเรื่องนั้นอีกที่ตลาด ทำเอาข้าต้องทำผิดกฎหมายเพื่อให้ปันน่าหนีไป ส่วนเขาก็จับข้าไปขังคุก แล้วบัญชีล่าสุดเลยคือไล่ข้าที่ช่วยเขาเอาไว้อย่างยากลำบากเหมือนหมูเหมือนหมา
คนเช่นนี้จะเป็นสหายประหลาดที่ดีต่อเจ้าสำนักกู้ขนาดนั้นได้อย่างไร ต่อให้สหายคนนั้นไม่พูดไม่เผยตัว แต่การกระทำที่มีต่อเจ้าสำนักกู้คือสายใยของมิตรแท้ ไม่งั้นเจ้าสำนักกู้คงไม่เล่าเรื่องมากมายให้อีกฝ่ายฟังขนาดนั่น ทั้งยังมีประกายตาที่ดูสดใสและรอยยิ้มกว้างขวางของเจ้าสำนักกู้ที่มีต่อสหายประหลาดหลังกอไผ่ นั้นคือความบริสุทธิ์อย่างแท้จริงไร้การปรุงแต่ง
จะมีก็แค่กลิ่นมินต์เท่านั้นที่ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าอาจจะเป็นฉีคุน
ความคิดที่กำลังตบตีและชั่งน้ำหนักในหัวต้องหยุดลงเมื่อมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น พร้อมกับเสียงของหลินโม่
"คุณชายกู้ขอรับ ท่านตื่นหรือยัง ข้าเอาโจ๊กมาให้ท่าน เข้าไปได้หรือไม่ขอรับ"
กู้เลี่ยงรุ่ยขยับตัวให้เรียบร้อย จัดเสื้อผ้าให้ดี ก่อนจะรวบผมไว้แล้วผูกด้วยเชือกเส้นเดียวที่ท้ายทอย ก่อนจะอนุญาตให้หลินโม่เข้ามาได้ "เข้ามาเลย ข้าไม่ได้ล็อคประตู"
"ขอรับคุณชายกู้"
หลินโม่ยิ้มสดใสมาพร้อมกับถาดที่มีถ้วยโจ๊ก และอ่างล้างหน้าพร้อมผ้า มือเล็กวางถาดลงก่อนจะประคองผ้าส่งให้กู้เลี่ยงรุ่ยอย่างนอบน้อมจนน่าแปลกใจ ผิดกับภาพขโมยน้อยเมื่อสามวันก่อนลิบลับ "หลินโม่ เหตุใดวันนี้ข้ารู้สึกว่าเจ้าดูแลปลกตาล่ะ มีอะไรดีๆ เกิดขึ้นรึ"
หลินโม่ยิ้มเอียงอายจนแก้มแดง ประสานมือไว้ที่ท้องพลางกล่าว อย่างจริงจัง"คุณชายกู้ เป็นเพราะความเมตตากรุณาดุจพระเเม่กวนอิมของท่าน ท่านแม่ของข้าจึงดีขึ้นมาก ได้โปรด ท่านรับการคาราวะจากข้าด้วยขอรับ"
"ไม่ อย่าเลย..."จะห้ามก็ไม่ทันเเล้ว หลินโม่คุกเข่าลงคำนับเหมือนตนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัด เลื่อมใสศรัทธายิ่ง ทำเอารู้สึกทั้งเอ็นดูทั้้งเกร็งไปหมด ก็เกิดมาตั้งนาน ไม่เคยโดนใครคำนับมาก่อน นี่คือครั้งแรก
"ขอบคุณคุณชายกู้ที่ช่วยชีวิตท่านแม่ข้าขอรับ"เมื่อครบสามครั้งก็หยุด
"เอาล่ะๆ ข้ารู้เเล้ว เจ้าลุกขึ้นมาคุยกับข้าดีๆ เถอะ ว่าอย่างไร อาการท่านแม่เจ้าดีขึ้นอย่างไรบ้าง ข้าอยากจะฟังเเล้ว"
หลินโม่พยักหน้า ลุกขึ้นมานั่งตรงปลายเตียงก่อนจะเล่า "หลังจากป้าจางเอายาที่ท่านเขียนใหม่มาปรุงเรียบร้อยก็เอาไปให้ท่านแม่ข้ากินขอรับ นางกินไปสองครั้ง สองชั่วยามกินครั้งหนึ่ง จนเมื่อเช้า ท่านแม่ของข้าก็หยุดไอ ตัวไม่ร้อนและลืมตามาพูดกับข้าได้ขอรับ คุณชายกู้ ข้าเป็นหนี้ท่านแล้ว วันหน้าต้องตอบแทนท่านแน่"
ดวงตากลมสดใสเปล่งประกาย ทำเอากู้เลี่ยงรุ่ยเอ็นดูอดใจไม่ไหวต้องยื่นมือไปวางบนศีรษะเล็กเพื่อลูบสักครั้งสองครั้ง
"หลินโม่เด็กดี เจ้าไม่ต้องตอบแทนข้าหรอกนี่ไม่ใช่ความดีความชอบของข้าคนเดียว ล้วนต้องขอบคุณทั้งเจ้าที่ช่วยปรนนิบัติมารดาไม่ห่าง ต้องขอบคุณป้าจางที่ช่วยต้มยา ต้องขอบคุณเหล่ยเฟยจี๋ที่ช่วยลงแรงหาสมุนไพร และยังมีคนอีกมากมายที่ร่วมใจกัน ทุกคนล้วนมีบุญคุณต่อเจ้า แต่ข้าถือเป็นแค่ส่วนเล็กน้อยเท่านั้น"หากไม่มีความรู้ที่ติดตัวมาแต่โลกโน่น เขาก็คงทำอะไรไม่ได้ เรื่องนี้เขาจึงไม่กล้าเอาความดีความชอบ ต้องขอบคุณคนที่ทุ่มเททำงานและบรรพบุรุษที่คิดค้นสูตรยาออกมา
"คุณชายกู้ ท่านดียิ่งนัก สักวันข้าจะต้องกลายเป็นคนอย่างท่านบ้าง มีความรู้และยังหล่อเหลา ตั้งแต่ข้าเกิดมา ท่านเป็นคนที่รูปงามที่สุดรองจากท่านแม่ที่ข้าเคยพบ"
กู้เลี่ยงรุ่ยยิ้ม "ข้าเป็นรองท่านแม่เจ้าเองรึ ได้ตำแหน่งนี้เลยเชียว"
ตอนนั้นเองที่เสียงเคาะประตูดังขึ้น พร้อมกับเสียงของเหล่ยเฟยจี๋"ขออภัยที่ขัดจังหวะ คุณชายกู้ ข้าเอง คือว่าศิษย์น้องท่านที่ชื่อหนิงเก่อกลับมาแล้ว รอท่านอยู่ที่ลานต้มยา"
"เหตุใดไปรอที่ลานต้มยา ท่านพาเขามาตรงนี้เลยสิ"กู้เลี่ยงรุ่ยรอมาสามวันแล้ว ข่าวคราวจากทั้งหม่าจวี้ หนิงเก่อและปันน่าเป็นศูนย์ ไม่รู้ว่าพวกเขาปลอดภัยหรือเป็นอย่างไรบ้าง บางเวลาจึงอดกังวลไม่ได้
"ข้าก็อยากทำอย่างนั้น แต่เกรงว่าคงจะไม่ได้ คุณชายกู้ ท่านมาดูเองเถอะ..."
กู้เลี่ยงจับน้ำเสียงไม่สู้ดีนั้นได้ ลางสังหรณ์ในใจไม่ดีเลย รับรู้เลยว่าต้องเป็นเรื่องไม่ดีมากแน่ๆ ถึงกระนั้นก็ภาวนา ว่าอย่าเป็นเรื่องไม่ดีเลย ให้เป็นแค่เขาที่คิดมากไปเถอะ ทว่าทุกอย่างก็ไม่เป็นเช่นนั้น ทุกย่างก้าวจากเรือนป้าจางหนักอึ้ง ตรงลานมีคนมุงอยู่นับสิบ จวบจนเขาเดินไปถึง ฝูงชนก็สะกิดกันจนแยกออก เผยให้เห็นหนิงเก่อที่นอนเลือดอาบมีลูกธนูปักอก ลมหายใจโรยรินเต็มที...
หนิงเก่ออายุยี่สิบปีแล้ว พึ่งเข้าพิธีสวมหมวกไปหมาดๆ เป็นเด็กหนุ่มอารมณ์ดีและสดใสผู้หนึ่ง ในใจไม่เคยคิดร้ายต่อใครทั้งยังไม่เคยำร้ายใครก่อน เป็นคนจิตใจดีที่เรียบง่ายมากคนหนึ่ง ทั้งยังไว้ใจได้และเป็นคนละเอียดอ่อน ทว่าตอนนี้เด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังนอนอยู่เบื้องหน้าตน ลูกธนูปักอก เสื้อผ้าฉีกขาด เลือดสีแดงฉานไหลหยดลงพื้นดินจนเป็นกองเลือด ในมือหนิงเก่อกำซองจดหมายเปื้อนเลือดไว้แน่น ราวกับว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่ยอมปล่อยมือ เปลือกตาที่ปิดแน่นเคลื่อนไหว
“หนิงเก่อ หนิงเก่อ ศิษย์น้อง ศิษย์น้องหนิง เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า เจ้าเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า”
กู้เลี่ยงรุ่ยปรี่ไปหา ยื่นมือไปแตะแก้มอีกฝ่ายที่เย็นชืด มือเลื่อนจับชีพจรที่เต้นแผ่วเบา ก่อนจะหยิบผ้าออกมาจากถุงเอกภพ แล้วกดเอาไว้ห้ามเลือด ตอนนั้นรอบข้างเหมือนเงียบงันว่างเปล่า มีเพียงแค่เขาที่กำลังพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยหนิงเก่อ
หนิงเก่อกระพริบตาทีหนึ่ง ก่อนจะขยับนิ้วชี้ที่สั่นเทาขึ้นมาเหมือนชี้ไปที่ไหนสักที่ หางตามีหยดน้ำตาหลั่งริน
“หนิงเก่อๆ ไม่เป็นไรๆ ไม่ต้องร้องไห้แล้ว ไม่เป็นไร ศิษย์พี่อยู่นี้แล้ว เจ้าไม่เป็นไร ไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ” ทว่าหนิงเก่อกลับกระอักเลือดออกมาก่อนจะแน่นิ่งไป อีกฝ่ายหัวใจเต้นช้าลงจนหยุดในที่สุด กู้เลี่ยงรุ่ยเหมือนจะเป็นบ้า ขึ้นไปคร่อมอยู่บนร่างของหนิงเก่อแล้วซีพีอาร์ปั้มหัวใจเพื่อให้หนิงเก่อรอด ดวงตามองไปยังใบหน้าซีดขาวคาดหวังว่าเปลือกตาจะขยับ แต่ก็ไม่เลย ต่อให้พยายามปั้นหัวใจยังไง ก็ไร้สัญญาณตอบสนอง
“ใครก็ได้ ช่วยหน่อย ใครก็ได้ช่วยที ศิษย์น้องไม่หายใจ ข้าทำอย่างไรดี หมอ หมอ ใครก็ได้เรียกหมอให้ที! ไม่นะๆ หนิงเก่อ เจ้าเป็นอะไรไป หายใจสิ หายใจหน่อย อย่าทำยังงี้ อย่าทำเช่นนี้ ป้าจาง? ป้าจาง ช่วยข้าที ไปหายามาให้หนิงเก่อหน่อย ยาอะไรก็ได้...”
“คุณชายเจ้าค่ะ...” ป้าจางสะอื้นไห้ อดสะเทือนใจกับภาพที่เห็นไม่ได้ จนต้องหันหลังร้องไห้ พูดอะไรไม่ออก
เหล่ยเฟ่ยจี้ยื่นมือไปหยุดไว้ พลางพูดเสียงสั่น “คุณชายกู้ ศิษย์น้องท่านตายแล้ว...”
“ไม่ เจ้าผิดแล้ว เขายังอยู่ ข้ายัง...ข้ายังรู้สึกได้ว่าหัวใจเขายังเต้น เมื่อครู่เขายังเต้นอยู่ใต้มือข้า เมื่อครู่นี่เองนะ เจ้าก็เห็นนี่ เมื่อกี้มะ..มือของหนิงเก่อขยับ ทั้งยังกระพริบตาได้อยู่เลย เขาจะตายได้อย่างไร นี่มันผิดพลาดแล้ว มีเรื่องผิดพลาดแล้วจริงๆ” ใต้ฝ่ามือตนเมื่อครู่ หัวใจของหนิงเก่อยังเต้นอยู่ แค่ครู่เดียวจะหยุดลงได้อย่างไร? นี่มันเกิดอะไรขึ้น? เขาไม่เข้าใจเลย ยา? ใช่ ยา ต้องไปหามา พอหายามาก็ต้มยาให้หนิงเก่อกิน เขาจะดีขึ้นแน่นอน
“ข้าจะไปหายามา ต้องใช้ยามารักษาเขา”
กู้เลี่ยงรุ่ยพยายามรวบรวมสติและมือที่สั่นเทาให้ไม่สั่นจนเหมือนคนเป็นโรคพาร์กินสัน ถึงกระนั้นก็ควบคุมอะไรไม่ได้ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปมาถึงจมูก ใบหน้าซีดขาวของหนิงเก่อเหมือนฝันร้ายที่ไม่อยากจะให้เกิด ตอนนี้สตเขาหายไปหมดแล้ว คิดอะไรไม่ออก ทำอะไรไม่ถูก ในหูอื้ออึ่ง ร่างกายเย็นเฉียบ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำตอนที่กำลังหลั่งน้ำตาอออกมาเปื้อนเต็มหน้า
“ท่านตั้งสติหน่อยสิ มองข้า ตั้งสติหน่อย คุณชายกู้ ท่านตั้งสติหน่อย” เหล่ยเฟ่ยจี้กระชากตัวคุณชายกู้ที่บอบบางกว่าที่เห็นให้มาประจันหน้า หยาดน้ำใสๆ ที่หลั่นรินบีบรัดหัวใจคนมอง ทำไมคนผู้นี้ร้องไห้ได้น่าสงสารถึงขนาดนี้
“เหล่ยเฟ่ยจี้ ข้าจะไปเอายา...” กระนั้นภาพของเหล่ยเฟ่ยจี้ที่เขาเห็นก็ไม่ชัดเจน วินาทีนั้นเหมือนเขาโง่งมไปครู่หนึ่ง ทั้งยังรู้สึกว่าเหมือนว่า นี่คือความฝัน ไม่ใช่ความจริง ใช่แล้วล่ะ บางทีเขาอาจจะยังไม่ตื่นขึ้นมาจากความฝันก็ได้ ไม่ชอบเลยจริงๆ ความฝันแบบนี้เขาไม่อยากฝนเลย อยากจะตื่นแล้ว
จะเป็นความจริงไปได้อย่างไรเล่า หนิงเก่อ เด็กหนุ่มที่สดใสขนาดนั้น จะตายแล้วได้อย่างไร นี่มันไร้สาระสิ้นดี...
“ข้าแค่ฝันไปเท่านั้น นี่ไม่ใช่ความจริงหรอกความฝัน นี่คือความฝันแน่ๆ”
เหล่ยเฟ่ยจี้ส่ายหน้าช้าๆ สีหน้าเสียใจ มือที่จับไหล่อีกฝ่ายไว้บีบเบาๆ “คุณชายกู้ ท่านฟังข้าดีๆ เถอะนะ ศิษย์น้องท่านไม่อยู่แล้ว ท่านอย่าเป็นเช่นนี้เลย ตั้งสติหน่อยเถอะ ได้โปรดล่ะ”
“ไม่ใช่...เขายังอยู่ จริงๆ นะ เมื่อครู่เขายังอยู่...” ทว่าตอนนี้เล่า ตอนนี้ทำไมกลายเป็นเช่นนี้แล้ว กู้เลี่ยงรุ่ยมองไปยังหนิงเก่อที่นอนอยู่บนตั่ง ใบหน้าซีดลงเรื่อยๆ ทั่วร่างเต็มไปด้วยเลือดสีแดงฉาน ความจริงตรงหน้าทำให้เขารู้สึกเหมือนโดนพุ่งชนด้วยสิบล้อจนบาดเจ็บสาหัส อยู่ดีๆ ก็รู้สึกว่าในอกเจ็บแน่น เหมือนถูกแรงชนนั้นกระแทกเข้าอย่างจังอีกครั้ง
“คุณชายกู้ หนิงเก่อตายแล้ว...”