Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 3 บทที่ 90 แสงสีเงินเจิดจ้า จังหวะกล้ามเนื้อ

            ขณะนั้นเองร่างของพี่หัวราบที่กำลังกลิ้งตัวอยู่กลางอากาศพลันสั่นสะท้าน

            “โฮก!”

            เสียงคำรามดังกึกก้องมันร่อนลงสู่พื้นได้อย่างมั่นคง

            จากนั้น ร่างกายของมันก็ค่อยๆเกร็งแน่นขึ้นอีกครั้ง

            ทีละนิด

            ทีละนิด...

            จนกระทั่ง...

            ในจังหวะนั้นเองอวี๋จื่ออวี๋พลันสังเกตเห็นบางอย่าง ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย

            “นี่คือ...?”

            เมื่อเขามองไปขนสีขาวเงินทั่วร่างของพี่หัวราบกลับมีกระแสไฟฟ้าสีขาวเงินส่องประกายแลบแปลบปลาบ

            “เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ!”

            ประกายไฟฟ้าตัดผ่านอากาศทิ้งร่องรอยสีเงินคล้ายใยแมงมุมไว้ในความว่างเปล่า

            แล้วมันก็หายวับไปในชั่วพริบตา

            “สายฟ้าอย่างนั้นหรือ?”

            อวี๋จื่ออวี๋รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

            ไม่ได้สังเกตเจ้าตัวแสบนี่เสียนานไม่คิดเลยว่าจะปลุกพรสวรรค์เช่นนี้ขึ้นมาได้?

            เมื่อคิดได้ดังนั้นอวี๋จื่ออวี๋ก็รวมสมาธิเพ่งมอง

            พริบตาเดียวข้อมูลละเอียดก็ปรากฏขึ้นสู่สายตา

             [เผ่าพันธุ์:ฮันนี่แบดเจอร์กลายพันธุ์

            ระดับ: แรกเริ่มขั้นที่เจ็ด (สูงสุด) 

            พรสวรรค์ประจำตัว: โทสะสายฟ้า -เมื่อพี่หัวราบตกอยู่ในสภาวะคลุ้มคลั่งมันจะแผ่สายฟ้าสีเงินออกมาจากภายในปกคลุมทั่วทั้งร่างสายฟ้าเหล่านี้สามารถกระตุ้นการทำงานของเซลล์อย่างล้ำลึกทำให้ความเร็วและพลังป้องกันเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล... เป็นพรสวรรค์สายต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมเกิดมาเพื่ออยู่ในสมรภูมิโดยแท้...] 

            หลังจากชายตามอง อวี๋จื่ออวี๋ก็ละสายตาออกมา

            อืม...

            นี่นับเป็นการตื่นรู้สายธาตุหรือเปล่านะ?

            ไม่ ดูเหมือนจะไม่ใช่เสียทีเดียวสายฟ้าสีเงินเหล่านี้เห็นได้ชัดว่าพุ่งออกมาจากภายในร่างกายของพี่หัวราบมันดูเหมือนการกลายพันธุ์ของร่างกายที่ทำให้เกิดความสามารถในการผลิตกระแสไฟฟ้าคล้ายกับปลาไหลไฟฟ้ามากกว่า

            และนี่ก็คือสิ่งที่ข้อมูลระบุไว้

            ทว่ายามที่พี่หัวราบแผ่กระแสไฟฟ้าสีเงินออกมากลิ่นอายพลังของมันก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วเห็นได้ชัดว่ามันแข็งแกร่งขึ้นไม่น้อย

            “โฮก!”

            เสียงขู่คำรามต่ำดังขึ้นร่างของพี่หัวราบพลันหายวับไปจากจุดเดิมในพริบตา

            ความเร็วระดับนี้คนธรรมดาไม่มีทางตอบโต้ได้ทัน แม้แต่ผู้แข็งแกร่งอย่างชิงกังก็ทำได้เพียงมองเห็นเส้นแสงสีเงินวูบผ่านอากาศไปเท่านั้น

            “เฮ้ย!นั่นยังใช่พี่หัวราบตัวเดิมอยู่ไหมเนี่ย?”

            ชิงกังอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อพลางรู้สึกสงสัยในชีวิต

            ทว่าในขณะเดียวกันเขาก็แอบนึกเสียใจปนโล่งอกที่เมื่อไม่นานมานี้ตอนที่เขาเพิ่งทะลวงเข้าสู่ระดับแรกเริ่มขั้นที่เจ็ดเขาไม่ได้ไปหาเรื่องประลองกับพี่หัวราบ ไม่เช่นนั้นคงไม่รู้ว่าจุดจบจะเป็นอย่างไร

            ในตอนนั้นเองจระเข้จักรพรรดิที่อยู่ไม่ไกลก็หรี่ตาลงเล็กน้อยเผยแววตาที่แฝงความสนใจในแบบมนุษย์ออกมา

            ตึง...

            มันกระทืบเท้าลงกับพื้นร่างมหึมาพุ่งทะยานออกไปราวกับกระสุน

            เพียงชั่วพริบตา

            “ตูม!”

            เงาร่างหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กปะทะกันกลางอากาศพี่หัวราบกางกรงเล็บตะปบออกไป ขณะที่จระเข้จักรพรรดิสะบัดหางยักษ์เข้าใส่

            เสียงกระแทกดังสนั่นแสงไฟฟ้าสีเงินสาดกระจายไปทั่ว ขนของพี่หัวราบลุกตั้งชัน

            พละกำลังมหาศาลที่ส่งผ่านมาจากหางยักษ์ทำให้ร่างกายของมันแทบจะรับไม่ไหว จนเกือบจะแหลกสลายลงตรงนั้น

            ทว่า... มันยังทนได้

            และยังสู้ไหว

            มันกัดฟันแน่น ดวงตาแดงฉานดุจโลหิตกระแสไฟฟ้าที่พวยพุ่งออกมาเริ่มเข้มข้นยิ่งขึ้น

            “ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ...”

            ด้วยการเคลื่อนไหวที่เกือบจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าพี่หัวราบรีดเร้นความเร็วออกมาจนถึงขีดสุด

            มองจากที่ไกลๆราวกับมีเส้นแสงสีเงินหลายสายพันพัวอยู่รอบกายจระเข้จักรพรรดิ

            มันกำลังรอ... และหาโอกาส

            “อึก!”

            เชียนฉินและคนอื่นๆ ต่างพากันลอบกลืนน้ำลายเมื่อเห็นพื้นที่การต่อสู้ในรัศมีหลายสิบเมตรปกคลุมไปด้วยมวลสายฟ้าพวกเขาก็ได้แต่อ้าปากค้างด้วยความตะลึง

            พร้อมกันนั้นในใจมีความหวาดกลัวที่ไม่อาจอธิบายได้ผุดขึ้นมา

            “ทำไมถึงแข็งแกร่งขนาดนี้?”

            เหลิ่งเฟิงและเชียนฉินสบตากันด้วยความสับสนและไม่อยากจะเชื่อ

            นี่คือสัตว์อสูรกลายพันธุ์ธรรมดาจริงๆ หรือ?

            สัตว์อสูรกลายพันธุ์ที่อยู่ข้างกายท่านเทพต้นไม้เริ่มมีความแตกต่างจากสัตว์อสูรภายนอกไปแล้วอย่างนั้นหรือ?

            ....

            ในขณะนั้นพี่หัวราบไม่ได้สนใจความคิดของคนรอบข้างเลย

            แต่เมื่อได้ลงมือเท่านั้นมันถึงได้ตระหนักความน่ากลัวของจระเข้จักรพรรดิ

            แรงกดดันที่ยากจะบรรยายแม้ฝ่ายตรงข้ามจะเพียงแค่หมอบนิ่งอยู่กับที่ หรือแม้แต่ไม่หันกลับมามองพี่หัวราบก็พบกับเรื่องน่าหวาดหวั่นที่ว่า มันไม่สามารถหาช่องโหว่ให้โจมตีได้เลย

            ใช่... ไม่มีโอกาสเลยแม้แต่น้อย

            ราวกับว่าไม่ว่าจะโจมตีจากมุมใดสิ่งที่รอมันอยู่ก็คือการสวนกลับอันโหดเหี้ยมของจระเข้จักรพรรดิเสมอ

            และนั่น... คือความจริง

            ทว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลกเลย

            จระเข้จักรพรรดิที่มีสายเลือดบรรพกาลไม่เคยต่อสู้ด้วยสมอง

            มันไขว่คว้าความรุ่งโรจน์แห่งสายเลือดโดยอาศัยเพียงสัญชาตญาณในการต่อสู้เท่านั้น

            ประสาทสัมผัสที่เฉียบคมเกินมนุษย์ทำให้มันรับรู้ได้ถึงทุกการเคลื่อนไหวและร่างกายที่หมอบต่ำอยู่นั้นก็พร้อมจะระเบิดการโจมตีถึงตายออกมาได้ในทันทีที่สัมผัสถึงความผิดปกติ

            “ฟู่...”

            พี่หัวราบกลั้นหายใจรวมสมาธิแน่วแน่ดวงตาของมันหรี่ลง

            “เปรี๊ยะ!”

            กรงเล็บสีเงินที่ห่อหุ้มด้วยสายฟ้าฉีกกระชากอากาศก่อเกิดเสียงหวีดหวิวแหลมคม พุ่งเข้าหาลำคอของจระเข้จักรพรรดิอย่างดุดัน

            ในจังหวะนั้นเองราวกับว่ามันสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง จระเข้จักรพรรดิพลันหรี่ตาลง

            กล้ามเนื้อทั่วร่างของมันเคลื่อนไหวในพริบตา

            ร่างกายของมันสั่นสะเทือนด้วยความถี่ประหลาด

            จากนั้น ในดวงตาที่เบิกกว้างของพี่หัวราบหางมหึมาของจระเข้จักรพรรดิได้พุ่งเข้ามาถึงหน้าก่อนเสียแล้ว

            “ตูม!”

            เสียงระเบิดดังกึกก้องราวกับฟ้าผ่าคลื่นอากาศรุนแรงม้วนตัวกระจายออก

            “ครืน ครืน ครืน...”

            พื้นปฐพีส่งเสียงเลื่อนลั่นก่อนที่ผู้ที่อยู่รอบข้างจะทันได้ตั้งตัวพื้นดินโดยรอบก็แตกยับเยินราวกับใยแมงมุมในพริบตา

            พร้อมกันนั้น ท่ามกลางฝุ่นควันหนาทึบปรากฏเงาร่างที่จมลึกลงไปในดินโดยมีเพียงแสงไฟฟ้าที่ส่องประกายริบหรี่จวนจะดับมอด...

            จระเข้จักรพรรดิชายตามองร่างที่จมอยู่ในหลุมดินครู่หนึ่งโดยไม่เอ่ยคำใดก่อนจะค่อยๆ หันหลังกลับและใช้ขาสั้นป้อมทั้งสี่คลานกลับไปยังสระน้ำวิญญาณอย่างช้าๆ

            ทว่าในเวลานี้ทุกคนที่จ้องมองแผ่นหลังที่ค่อยๆ คลานจากไปนั้น กลับไม่มีใครพูดอะไรออกมาได้สักคำ

            “เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้น?”

            เชียนฉินตาค้าง พึมพำถามออกมาอย่างเลื่อนลอย

            “ไม่รู้เหมือนกัน”

            เหลิ่งเฟิงส่ายหน้า ม่านตาของเขาหดเล็ก

            เขาเพียงรู้สึกว่าตาฝาดไปแวบเดียวหางของจระเข้จักรพรรดิก็ฟาดเข้าที่หน้าของพี่หัวราบไปแล้ว

            นี่... เป็นไปได้อย่างไร?

            ต้องรู้ก่อนว่าเมื่อครู่นี้จระเข้จักรพรรดิยืนหันหลังให้พี่หัวราบอยู่แท้ๆ

            นั่นหมายความว่าจระเข้จักรพรรดิต้องบิดร่างกายเกือบ180องศาในพริบตา พร้อมกับสะบัดหางออกไปในคราวเดียว...

            ซึ่งเรื่องนี้...มันเป็นไปได้แค่ในทางทฤษฎีเท่านั้นไม่ใช่หรือ?

            และเพราะมันเป็นเพียงทฤษฎีในความจริงจึงแทบไม่มีสิ่งมีชีวิตใดทำได้เลย

            ในตอนนั้นชิงกังที่อยู่ห่างออกไปลอบถอนหายใจยาว

            ในฐานะมนุษย์ที่ตื่นรู้พรสวรรค์สายเสริมแกร่งเขาพอมองออกอยู่บ้าง

            “มิน่าล่ะ ถึงมีคนเรียกพี่สี่ว่า ‘จระเข้กล้ามเนื้อ’”

            ชิงกังยิ้มขื่นในที่สุดเขาก็เข้าใจถึงจุดที่น่ากลัวที่สุดของพี่สี่แล้ว

            กล้ามเนื้อทั่วร่างที่เคลื่อนไหวในพริบตาเดียวเปลี่ยนร่างกายทั้งร่างให้กลายเป็น ‘เกลียวสปริง’ 

            และในสภาวะนั้นร่างกายของพี่สี่จะสามารถระเบิดพลังตอบโต้ได้ในทุกทิศทางในชั่วพริบตา

            ใช่... ทุกทิศทางต่อให้ศัตรูโจมตีมาจากด้านหลังเขาก็สามารถหันกลับมาสะบัดหางใส่ได้อย่างรุนแรงในเสี้ยววินาที

            และนี่... ก็คือความน่าพรั่นพรึงของพี่สี่

            ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแม้แต่พี่ใหญ่ปีศาจกระทิงที่ดูสุขุมเยือกเย็น ยามที่เอ่ยถึงพี่สี่แววตาก็ยังแฝงไปด้วยความระแวดระวังที่ปิดไม่มิด

            สัญชาตญาณการต่อสู้เช่นนี้...แทบจะเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน