ขณะนั้นเองร่างของพี่หัวราบที่กำลังกลิ้งตัวอยู่กลางอากาศพลันสั่นสะท้าน
“โฮก!”
เสียงคำรามดังกึกก้องมันร่อนลงสู่พื้นได้อย่างมั่นคง
จากนั้น ร่างกายของมันก็ค่อยๆเกร็งแน่นขึ้นอีกครั้ง
ทีละนิด
ทีละนิด...
จนกระทั่ง...
ในจังหวะนั้นเองอวี๋จื่ออวี๋พลันสังเกตเห็นบางอย่าง ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย
“นี่คือ...?”
เมื่อเขามองไปขนสีขาวเงินทั่วร่างของพี่หัวราบกลับมีกระแสไฟฟ้าสีขาวเงินส่องประกายแลบแปลบปลาบ
“เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ!”
ประกายไฟฟ้าตัดผ่านอากาศทิ้งร่องรอยสีเงินคล้ายใยแมงมุมไว้ในความว่างเปล่า
แล้วมันก็หายวับไปในชั่วพริบตา
“สายฟ้าอย่างนั้นหรือ?”
อวี๋จื่ออวี๋รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ไม่ได้สังเกตเจ้าตัวแสบนี่เสียนานไม่คิดเลยว่าจะปลุกพรสวรรค์เช่นนี้ขึ้นมาได้?
เมื่อคิดได้ดังนั้นอวี๋จื่ออวี๋ก็รวมสมาธิเพ่งมอง
พริบตาเดียวข้อมูลละเอียดก็ปรากฏขึ้นสู่สายตา
[เผ่าพันธุ์:ฮันนี่แบดเจอร์กลายพันธุ์
ระดับ: แรกเริ่มขั้นที่เจ็ด (สูงสุด)
พรสวรรค์ประจำตัว: โทสะสายฟ้า -เมื่อพี่หัวราบตกอยู่ในสภาวะคลุ้มคลั่งมันจะแผ่สายฟ้าสีเงินออกมาจากภายในปกคลุมทั่วทั้งร่างสายฟ้าเหล่านี้สามารถกระตุ้นการทำงานของเซลล์อย่างล้ำลึกทำให้ความเร็วและพลังป้องกันเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล... เป็นพรสวรรค์สายต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมเกิดมาเพื่ออยู่ในสมรภูมิโดยแท้...]
หลังจากชายตามอง อวี๋จื่ออวี๋ก็ละสายตาออกมา
อืม...
นี่นับเป็นการตื่นรู้สายธาตุหรือเปล่านะ?
ไม่ ดูเหมือนจะไม่ใช่เสียทีเดียวสายฟ้าสีเงินเหล่านี้เห็นได้ชัดว่าพุ่งออกมาจากภายในร่างกายของพี่หัวราบมันดูเหมือนการกลายพันธุ์ของร่างกายที่ทำให้เกิดความสามารถในการผลิตกระแสไฟฟ้าคล้ายกับปลาไหลไฟฟ้ามากกว่า
และนี่ก็คือสิ่งที่ข้อมูลระบุไว้
ทว่ายามที่พี่หัวราบแผ่กระแสไฟฟ้าสีเงินออกมากลิ่นอายพลังของมันก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วเห็นได้ชัดว่ามันแข็งแกร่งขึ้นไม่น้อย
“โฮก!”
เสียงขู่คำรามต่ำดังขึ้นร่างของพี่หัวราบพลันหายวับไปจากจุดเดิมในพริบตา
ความเร็วระดับนี้คนธรรมดาไม่มีทางตอบโต้ได้ทัน แม้แต่ผู้แข็งแกร่งอย่างชิงกังก็ทำได้เพียงมองเห็นเส้นแสงสีเงินวูบผ่านอากาศไปเท่านั้น
“เฮ้ย!นั่นยังใช่พี่หัวราบตัวเดิมอยู่ไหมเนี่ย?”
ชิงกังอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อพลางรู้สึกสงสัยในชีวิต
ทว่าในขณะเดียวกันเขาก็แอบนึกเสียใจปนโล่งอกที่เมื่อไม่นานมานี้ตอนที่เขาเพิ่งทะลวงเข้าสู่ระดับแรกเริ่มขั้นที่เจ็ดเขาไม่ได้ไปหาเรื่องประลองกับพี่หัวราบ ไม่เช่นนั้นคงไม่รู้ว่าจุดจบจะเป็นอย่างไร
ในตอนนั้นเองจระเข้จักรพรรดิที่อยู่ไม่ไกลก็หรี่ตาลงเล็กน้อยเผยแววตาที่แฝงความสนใจในแบบมนุษย์ออกมา
ตึง...
มันกระทืบเท้าลงกับพื้นร่างมหึมาพุ่งทะยานออกไปราวกับกระสุน
เพียงชั่วพริบตา
“ตูม!”
เงาร่างหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กปะทะกันกลางอากาศพี่หัวราบกางกรงเล็บตะปบออกไป ขณะที่จระเข้จักรพรรดิสะบัดหางยักษ์เข้าใส่
เสียงกระแทกดังสนั่นแสงไฟฟ้าสีเงินสาดกระจายไปทั่ว ขนของพี่หัวราบลุกตั้งชัน
พละกำลังมหาศาลที่ส่งผ่านมาจากหางยักษ์ทำให้ร่างกายของมันแทบจะรับไม่ไหว จนเกือบจะแหลกสลายลงตรงนั้น
ทว่า... มันยังทนได้
และยังสู้ไหว
มันกัดฟันแน่น ดวงตาแดงฉานดุจโลหิตกระแสไฟฟ้าที่พวยพุ่งออกมาเริ่มเข้มข้นยิ่งขึ้น
“ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ...”
ด้วยการเคลื่อนไหวที่เกือบจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าพี่หัวราบรีดเร้นความเร็วออกมาจนถึงขีดสุด
มองจากที่ไกลๆราวกับมีเส้นแสงสีเงินหลายสายพันพัวอยู่รอบกายจระเข้จักรพรรดิ
มันกำลังรอ... และหาโอกาส
“อึก!”
เชียนฉินและคนอื่นๆ ต่างพากันลอบกลืนน้ำลายเมื่อเห็นพื้นที่การต่อสู้ในรัศมีหลายสิบเมตรปกคลุมไปด้วยมวลสายฟ้าพวกเขาก็ได้แต่อ้าปากค้างด้วยความตะลึง
พร้อมกันนั้นในใจมีความหวาดกลัวที่ไม่อาจอธิบายได้ผุดขึ้นมา
“ทำไมถึงแข็งแกร่งขนาดนี้?”
เหลิ่งเฟิงและเชียนฉินสบตากันด้วยความสับสนและไม่อยากจะเชื่อ
นี่คือสัตว์อสูรกลายพันธุ์ธรรมดาจริงๆ หรือ?
สัตว์อสูรกลายพันธุ์ที่อยู่ข้างกายท่านเทพต้นไม้เริ่มมีความแตกต่างจากสัตว์อสูรภายนอกไปแล้วอย่างนั้นหรือ?
....
ในขณะนั้นพี่หัวราบไม่ได้สนใจความคิดของคนรอบข้างเลย
แต่เมื่อได้ลงมือเท่านั้นมันถึงได้ตระหนักความน่ากลัวของจระเข้จักรพรรดิ
แรงกดดันที่ยากจะบรรยายแม้ฝ่ายตรงข้ามจะเพียงแค่หมอบนิ่งอยู่กับที่ หรือแม้แต่ไม่หันกลับมามองพี่หัวราบก็พบกับเรื่องน่าหวาดหวั่นที่ว่า มันไม่สามารถหาช่องโหว่ให้โจมตีได้เลย
ใช่... ไม่มีโอกาสเลยแม้แต่น้อย
ราวกับว่าไม่ว่าจะโจมตีจากมุมใดสิ่งที่รอมันอยู่ก็คือการสวนกลับอันโหดเหี้ยมของจระเข้จักรพรรดิเสมอ
และนั่น... คือความจริง
ทว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลกเลย
จระเข้จักรพรรดิที่มีสายเลือดบรรพกาลไม่เคยต่อสู้ด้วยสมอง
มันไขว่คว้าความรุ่งโรจน์แห่งสายเลือดโดยอาศัยเพียงสัญชาตญาณในการต่อสู้เท่านั้น
ประสาทสัมผัสที่เฉียบคมเกินมนุษย์ทำให้มันรับรู้ได้ถึงทุกการเคลื่อนไหวและร่างกายที่หมอบต่ำอยู่นั้นก็พร้อมจะระเบิดการโจมตีถึงตายออกมาได้ในทันทีที่สัมผัสถึงความผิดปกติ
“ฟู่...”
พี่หัวราบกลั้นหายใจรวมสมาธิแน่วแน่ดวงตาของมันหรี่ลง
“เปรี๊ยะ!”
กรงเล็บสีเงินที่ห่อหุ้มด้วยสายฟ้าฉีกกระชากอากาศก่อเกิดเสียงหวีดหวิวแหลมคม พุ่งเข้าหาลำคอของจระเข้จักรพรรดิอย่างดุดัน
ในจังหวะนั้นเองราวกับว่ามันสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง จระเข้จักรพรรดิพลันหรี่ตาลง
กล้ามเนื้อทั่วร่างของมันเคลื่อนไหวในพริบตา
ร่างกายของมันสั่นสะเทือนด้วยความถี่ประหลาด
จากนั้น ในดวงตาที่เบิกกว้างของพี่หัวราบหางมหึมาของจระเข้จักรพรรดิได้พุ่งเข้ามาถึงหน้าก่อนเสียแล้ว
“ตูม!”
เสียงระเบิดดังกึกก้องราวกับฟ้าผ่าคลื่นอากาศรุนแรงม้วนตัวกระจายออก
“ครืน ครืน ครืน...”
พื้นปฐพีส่งเสียงเลื่อนลั่นก่อนที่ผู้ที่อยู่รอบข้างจะทันได้ตั้งตัวพื้นดินโดยรอบก็แตกยับเยินราวกับใยแมงมุมในพริบตา
พร้อมกันนั้น ท่ามกลางฝุ่นควันหนาทึบปรากฏเงาร่างที่จมลึกลงไปในดินโดยมีเพียงแสงไฟฟ้าที่ส่องประกายริบหรี่จวนจะดับมอด...
จระเข้จักรพรรดิชายตามองร่างที่จมอยู่ในหลุมดินครู่หนึ่งโดยไม่เอ่ยคำใดก่อนจะค่อยๆ หันหลังกลับและใช้ขาสั้นป้อมทั้งสี่คลานกลับไปยังสระน้ำวิญญาณอย่างช้าๆ
ทว่าในเวลานี้ทุกคนที่จ้องมองแผ่นหลังที่ค่อยๆ คลานจากไปนั้น กลับไม่มีใครพูดอะไรออกมาได้สักคำ
“เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้น?”
เชียนฉินตาค้าง พึมพำถามออกมาอย่างเลื่อนลอย
“ไม่รู้เหมือนกัน”
เหลิ่งเฟิงส่ายหน้า ม่านตาของเขาหดเล็ก
เขาเพียงรู้สึกว่าตาฝาดไปแวบเดียวหางของจระเข้จักรพรรดิก็ฟาดเข้าที่หน้าของพี่หัวราบไปแล้ว
นี่... เป็นไปได้อย่างไร?
ต้องรู้ก่อนว่าเมื่อครู่นี้จระเข้จักรพรรดิยืนหันหลังให้พี่หัวราบอยู่แท้ๆ
นั่นหมายความว่าจระเข้จักรพรรดิต้องบิดร่างกายเกือบ180องศาในพริบตา พร้อมกับสะบัดหางออกไปในคราวเดียว...
ซึ่งเรื่องนี้...มันเป็นไปได้แค่ในทางทฤษฎีเท่านั้นไม่ใช่หรือ?
และเพราะมันเป็นเพียงทฤษฎีในความจริงจึงแทบไม่มีสิ่งมีชีวิตใดทำได้เลย
ในตอนนั้นชิงกังที่อยู่ห่างออกไปลอบถอนหายใจยาว
ในฐานะมนุษย์ที่ตื่นรู้พรสวรรค์สายเสริมแกร่งเขาพอมองออกอยู่บ้าง
“มิน่าล่ะ ถึงมีคนเรียกพี่สี่ว่า ‘จระเข้กล้ามเนื้อ’”
ชิงกังยิ้มขื่นในที่สุดเขาก็เข้าใจถึงจุดที่น่ากลัวที่สุดของพี่สี่แล้ว
กล้ามเนื้อทั่วร่างที่เคลื่อนไหวในพริบตาเดียวเปลี่ยนร่างกายทั้งร่างให้กลายเป็น ‘เกลียวสปริง’
และในสภาวะนั้นร่างกายของพี่สี่จะสามารถระเบิดพลังตอบโต้ได้ในทุกทิศทางในชั่วพริบตา
ใช่... ทุกทิศทางต่อให้ศัตรูโจมตีมาจากด้านหลังเขาก็สามารถหันกลับมาสะบัดหางใส่ได้อย่างรุนแรงในเสี้ยววินาที
และนี่... ก็คือความน่าพรั่นพรึงของพี่สี่
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแม้แต่พี่ใหญ่ปีศาจกระทิงที่ดูสุขุมเยือกเย็น ยามที่เอ่ยถึงพี่สี่แววตาก็ยังแฝงไปด้วยความระแวดระวังที่ปิดไม่มิด
สัญชาตญาณการต่อสู้เช่นนี้...แทบจะเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว