ตอนที่ 74 เธอคืออายูใช่มั้ย
ทุกคนได้ฟังการวิเคราะห์สถานการณ์ที่ชายสวมแว่น ทำให้พวกเขาคล้อยตามและพูดขัดแย้งขึ้นทันที นั่นทำให้มันจาที่พยายามอธิบายสรรพคุณทั้งหมดของพวกอายูนั่นทำหน้าไม่ถูกเลยทีเดียว
แต่ถึงอย่างงั้นเขาก็พยายามโต้เถียงกลับไป
" คุณแดซองครับ แต่ว่าเธอสามารถต่อสู้กับซอมบี้ได้อย่างง่ายดายเลยนะครับ "
" นายคิดจริงงั้นจริงๆงั้นหรอ แล้วถ้าพวกเขามาเพื่อหวังผลประโยชน์ มันจานายจะรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้นไหวมั้ย "
มันจาหลังจากที่ได้ยินสิ่งที่แดซองพูดทำให้เขาเริ่มลังเล แต่ตอนนั้นเองก็มีเสียงชายคนหนึ่งดังขึ้นมา
" พอได้แล้ว เลิกเถียงกันได้แล้ว ไปพิสูจน์ดูก็จบ มาเถียงกันให้เสียเวลากันทำไม "
" แต่ว่า จินวู "
" ฉันรู้ดีว่านายเป็นห่วงความปลอดภัยของพวกเรา แต่พวกเขาก็มีแค่ 4 คนเท่านั้น ถ้าพวกเขาเป็นภัยกับพวกเราจริงๆ พวกเขาก็ไม่สามารถต่อสู้กับพวกเราทั้งหมดได้หรอก จริงมั้ยแดซอง ?"
หลังจากที่มันจาได้ยินคำพูดของจินวูนั่นทำให้เผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย
" ขอบคุณครับหัวหน้า "
" ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก ว่าแต่พวกเขาอยู่ที่ไหน "
" ผมบอกให้พวกเขารออยู่ห้องโถงครับ "
" โอเค งั้นพาฉันไปที่นั่นที "
" ห่ะ จินวู !! นายจะไปพบพวกเขาด้วยตัวเองเลยอย่างงั้นเหรอ "
" ไม่ต้องลนลานขนาดนั้นก็ได้แดซอง ถ้าพวกเขาเป็นอย่างที่มันจาบอกจริงๆ พวกเราก็อาจจะมีความหวังขึ้นมาจริงๆ ก็ได้ และจำเอาไว้นะ ถ้าเราอยากได้ลูกเสือเราก็ต้องเข้าไปในถ้ำเสือเสียก่อน "
สิ่งที่จินวูพูดนั้นไม่ผิด เพราะถ้าไม่เสี่ยงก็ไม่อาจได้สิ่งที่ตอบแทนได้ และตอนนี้สถานการณ์ของเกาหลีก็วิกฤติเสี่ยงต่อการโดนลบของระบบอยู่ด้วย ถ้าพวกเขาเป็นคนญี่ปุ่นและให้ความช่วยเหลือพวกเขาจริงๆแล้วละก็ พวกเขาก็อาจจะรอดจากสถานการณ์ที่เลวร้ายครั้งนี้ไปได้
หลังจากที่แดซองไม่มีการโต้เถียงกลับมา จินวูก็บอกยกเลิกการประชุมและเดินทางไปหาพวกของริวจิ
ณ ห้องโถง
นับตั้งแต่พวกเขาเดินทางออกมาจากญี่ปุ่นถึงเกาหลีพวกเขาใช้เวลา 4 ชั่วโมงและแถมยังรอให้อายูจัดการซอมบี้อีก แถมยังต้องเสียเวลาคุยกับพวกของมันจากว่าจะได้เข้ามมาถึงทีนี้ และตอนนี้ริวจิก็เริ่มหิวจึงเอ่ยปากขึ้นมา
ริวจิ : กว่าหมอนั่นจะมา เรามากินข้าวข้ามเวลากันเถอะ พวกนายว่าไง
มิโกะ : ก็ดีนะคะ หนูก็เริ่มหิวแล้ว
โทชิโอะ : ผมยังไงก็ได้ครับ
ริวจิ : โอเคงั้น เรามากินข้าวกัน
เมื่อพูดจบริวจิก็นำอาหารที่เตรียมเอาไว้ตั้งแต่ที่อยู่ค่ายโตเกียวออกมา และกลิ่นของมันก็เผลอไปเตะจมูกของคนที่นั่งอยู่แถวๆ นั่นพอดี
" กลิ่นอะไรหน่ะ นี่มันชอบชะมัด "
" โอ้ ! กระเพาะฉันมันต้องการสิ่งนั้น "
พวกเขาหันไปมองรอบๆ และตามหาแหล่งที่กลิ่นที่แผ่ความหอมที่เย้ายวนออกมา และสายตาของพวกเขาก็ไปสะกิดตรงที่นั่งของพวกริวจิ พวกเขาสังเกตเห็นอาหารกำลังวางอยู่เบื้องหน้าของทั้ง 3 คน ด้วยความหิวกระหายพวกเขาไม่รอช้ารีบเดินดุ่มๆ เข้าไปหาทั้ง 3 ทันที
มิโกะ :พี่คะ หนูรู้สึกแปลกๆ เหมือนกับว่ามีคนมองเราอยู่
ริวจิ : มันก็จริงนั่นแหละ ก็ช่วยไม่ได้นิ่นา ถ้าเราไปกินอาหารที่อื่นแล้ว หมอนั่นกลับมาแล้วไม่เห็นพวกเรามันจะยุ่งเอานี่สิ
มิโกะ : หนูรู้สึกว่าพวกเขาจะเดินเข้ามาหาเรานะคะ
ริวจิ : อืมก็คงจะอย่างงั้นแหละ
จากนั่นริวจิก็ใช้สกิลประเมินของเขา ในตอนนี้มันสามารถประเมินบอกถึงอายุและอารมณ์ของอีกฝ่ายได้ นั่นทำให้ริวจิรู้ถึงอารมณ์ของผู้คนที่กำลังเดินเข้ามาหาเขา และมันก็เดาไม่ยาก นั่นก็คืออารมณ์หิวกระหาย ถึงไม่ใช้สกิลประเมินริวจิก็พอจะบอกได้ว่าเจตนาของพวกเขาคืออะไร
ไม่นานกลุ่มคนเหล่านั้นก็เดินเข้ามาถึงและชายคนหนึ่งก็เปิดปากพูดขึ้น
" เฮ้ น้องชายกลิ่นอาหารของนายมันหอมสุดๆ ไปเลยละ ขอแบ่งให้พวกเราหน่อยได้มั้ย "
ริวจิ : ไม่ได้หรอก อยากกินก็ไปหาเองสิ
ริวจิเขาไม่สามารถแบ่งอาหารให้กับคนอื่นได้เพราะว่าพวกเขาก็เอาอาหารมาอย่างจำกัดเช่นกัน อาหารส่วนมากของเขาเอาไว้ที่ค่ายโตเกียวเรียบร้อยแล้ว และถ้าเขาให้อาหารคนอื่นมั่วซั่วนั่นจะทำให้พวกเขาลำบากสะเอง ถ้าในค่ายนี้ไม่มีอาหารเลย
" มันจะใจดำไปแล้วมั้ง ฉันพูดดีดีด้วยละนะ "
เมื่อพูดจบกลุ่มคนเหล่านั้นก็แผ่ตัวอ้อมล้อมพวกเขาเอาไว้
ริวจิ : หึ ! ใจดำงั้นหรอ อย่าพูดให้ขำหน่อยเลย นี่มันไม่ใช่โลกเดิมอีกแล้วตื่นได้แล้ว
" ก็จริงอย่างที่นายพูดน้องชาย นี่ไม่ใช่โลกเดิมอีกแล้ว "
พูดจบชายคนนั้นก็หยิบมืดสั้นออกมาจากเอว ใบหน้าของเขาเผยความชั่วร้ายออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ริวจิ : เห้อออ ไม่ต้องพูดอ้อมค้อมหรอก ถ้านายจะมาปล้นก็บอกจะมาปล้น เสียเวลากินข้าวของฉันเดี๋ยวอาหารมันจะเย็นหมด เร็วเข้าๆสิ
ชายคนนั้นรู้สึกโกรธเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินคำพูดที่ตอบกลับมาริวจิ ใบหน้าของเขาแดงฉาน
" อย่าพูดว่าฉันไม่เตือนน่ะ ถ้ายอมมอบอาหารให้พวกเรา พวกแกคงไม่มาตกตายแบบนี้ "
" หัวหน้าฉันขอผู้หญิงได้มั้ย หลังจากจัดการผู้ชายหมดแล้ว "
" ได้สิ แต่ฉันขอก่อนน่ะ ฮ่า ฮ่า "
" พวกแกคงไม่รู้สิน่ะว่าหัวหน้าของพวกเรานั่นเป็นSanyangkkun(ซันย่างกุน ) ถ้านายขอโทษและมอบอาหารกับผู้กับพวกเรา หัวหน้าเราอาจจะยอมไว้ชีวิตแกก็ได้น่ะ ฮ่า ฮ่า
พูดจบคนเหล่านั้นก็จับมีดและพุ่งเข้ามาเพื่อหวังจะทำร้ายริวจิและโทชิโอะ แต่ว่าใบหน้าริวจิะและโทชิโอะนั่นไม่ได้สะทกสะท้านสักนิด
แต่มิโกะนั่นเธอกลับต่างออกไป เมื่อได้ยินคำพูดที่ล่อแหลมของชายเหล่านั้นทำให้เธอโกรธเป็นอย่างมาก
มิโกะ : พี่คะ เดี๋ยวหนูจัดการเองคะ
ริวจิ : อืมอย่าให้เลอะมากละ เราต้องกินข้าวต่อ
พูดจบริวจิก็เก็บอาหารทั้งหมดเข้าไปในแหวนเพื่อเก็บรักษาความร้อนของมันเอาไว้ เพื่อไม่ให้มันเสียรสชาติของอาหาร
เมื่อสังเกตเห็นเด็กหนุ่มเดินถอยหลังออกไป สกิลขี้ฟันของกลุ่มคนเหล่านั้นก็ได้ทำงานขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
" หึ ! นายนี่มันขี้ขลาดจริงๆ ให้ผู้หญิงออกหน้ารับแทนเหรอ เหอะ ! "
" ใช้ผู้หญิงเป็นโล่ แกยังเป็นผู้ชายอยู่รึเปล่าว่ะ ห่ะ ! "
" พวกเราไม่ต้องสนใจผู้หญิง บุกฝ่าเข้าไปฆ่าผู้ชายทั้ง 2 คนและแย่งอาหารมาสะ "
ได้ยินคำสั่งของหัวหน้า เหล่าลูกน้องทั้งหลายก็ได้พุ่งเข้าใส่หวังจะฟันเพื่อปลิดชีพของชายทั้ง 2
" ตายซ่ะเถอะ "
" อย่าหาว่าพวกเราใจร้ายเลยน่ะ แกเป็นเลือกเอง "
" ถ้าแกฉลาดกว่านี้หน่อย ยอมมอบผู้หญิงและอาหารให้กับพวกเรา ชีวิตแกคงไม่มาจบลงในวันนี้ "
เมื่อสิ้นเสียงก็เหล่ากลุ่มชายชกัญเหล่านั้น ก็ได้มีเสียงดังขึ้น
ฉิ๊ง
ฉิ๊ง
ฉิ๊ง
เสียงที่ดังขึ้นนั่นก็คือ ดาบของมิโกะที่ฟันเข้ากับร่างกายของเหล่าผู้ชายที่พุ่งเข้ามานั่นเอง ชาย 3 คนได้ตายลงทันที พวกเขาโดนฟันขาดเป็นสองท่อนและเลือดก็พุ่งกระฉูดออกมา
ซ่าาาาาาา
ภาพที่ปรากฏขึ้นบนหน้าทำให้หัวหน้าที่สั่งให้พวกลูกน้องเข้ามาโจมตีนั่น ใบหน้าของเขาซีดเผือดและเข่าของเขาก็อ่อนและทรุดไปลงบนพื้นในที่สุด
" สัตว์ประหลาด "
มิโกะ : สัตว์ประหลาดหรอ หึ
มิโกะเดินเข้าใกล้ไปยังชายหนุ่มทีละก้าวๆ นั่นทำให้เขาได้ร้องโอดโอยด้วยความกลัว
" อย่าเข้ามา อย่าเข้ามา ยัยสัตว์ประหลาด "
เมื่อรู้ว่ามิโกะยังไม่หยุด เขาก็ได้พลิกลิ้นไปพูดอีกแบบทันที
" ได้โปรดไว้ชีวิตฉันด้วย ฉันรู้เท่าไม่ถึงการ ฉันจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว ขอโทษษ เธอต้องการอะไรบอกฉันมาได้เลยนะ "
มิโกะ : ก็ได้ฉันจะยกโทษให้
" จริงเหรอ เธอเป็นคนดีจริง ๆ "
มิโกะ : แต่นายบอกว่าต้องการอะไรให้บอกนายได้เลยใช่มั้ย "
" ใช่แล้วล่ะ บอกได้มาเลย "
มิโกะ : มันก็คือชีวิตของแกนั่นเอง
ฉั้บบบบ
คอของชายคนนั้นได้หลุดออกจากบ่าทันที เมื่อฆ่าเสร็จมิโกะก็ได้เดินไปหาพี่ชายของเธอทันที
ริวจิ : เฮ้ พี่บอกแล้วใช่มั้ย ว่าให้จัดการแบบไม่ให้เลอะเทอะจนเกินไป
มิโกะ : เอ่อ ช่วยไม่ได้นิคะ 5555
ริวจิ : รู้สึกยังไง โอเคมั้ย
ริวจิไม่อยากให้น้องสาวของเขาฆ่าคนถ้าเป็นในโลกยุคก่อน เขาคงไม่ยอมเด็ดขาด แต่ถ้าในยุคมืดแห่งนี้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง น้องสาวของเขาก็ต้องพบเจอและมีเหตุการณ์ให้ฆ่าคนอย่างแน่นอน และเขาอยากจะให้เธอผ่านเหตุการณ์และความรู้สึกแบบนี้ไปให้ได้ วันนี้มันเป็นโอกาสเหมาะมากเพราะคนเหล่านี้ก็สมควรตายอยู่แล้ว
มิโกะ : อ๋อ เรื่องที่หนูฆ่าพวกเขาหนะหรอคะ ไม่เป็นไรค่ะ หนูโอเคดี พวกมันดีแล้วละที่ตายไป
ริวจิ: งั้นหรอ งั้นก็ดีแล้วล่ะ
พูดจบริวจิก็ลูบไปที่หัวของมิโกะ เบาๆ
มิโกะ : ขอบคุณนะคะที่พี่เป็นห่วงหนู
ริวจิเขาไม่ได้ตอบอะไรเขาก็ใช้มือลูบหัวของน้องสาวต่อไป และจากนั่นได้ลำลึกลำลาอะไรเสร็จสิ้น ริวจิก็เรียกให้ทั้ง 2 เปลี่ยนที่นิดหน่อย เพื่อที่จะให้ไม่ต้องได้กลิ่นเลือด เพราะมันทำให้การกินอาหารของพวกเขาคงจะไม่สำราญเท่าไหร่นักแต่มันกับไม่ง่ายขนาดนั้น
เมื่อผู้คนทั้งหลายเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขาก็ไม่ได้กระวนกระวายเป็นอย่างมาก
" พวกเขาต่อสู้กันในห้องโถงงั้นเหรอ พวกเขาไม่รู้เลยรึไงว่าทีนี้มันมีกฎห้ามต่อสู้กัน "
" พวกนั้นตายแน่ "
" ฉันว่ามันต่างออกไปหน่อยนะ คนเหล่านั้นเหมือนจะพึ่งเข้ามาและพวกเขาก็มาพร้อมกับคุณมันจาอีกด้วย ฉันว่าพวกเขาคงไม่เป็นไรหรอก "
" งั้นหรอ แต่คุณมันจาคงไม่มีอำนาจถึงขนาดขัดคำสั่งของหัวหน้าจินวูได้หรอกมั้งฉันว่า เผลอๆ คุณมันจาจะซวยเพราะพวกเขาด้วยซ้ำไป"
ได้เกิดการโต้เถียงขึ้นมากมาย ถึงเสียงของมันจะไม่ได้ดังอะไร แต่ริวจิและมิโกะก็พอได้ยินสิ่งที่พวกเขากำลังพูดอยู่ และตอนนั้นเอง
แอ๊ดดดดด
เสียงพูดประตูก็ดังขึ้น และปรากฎภาพของเหล่าหัวหน้าของค่ายต่างๆ กำลังเดินเข้ามาในห้องโถง
" เห็นมั้ยฉันพูดแล้วไม่ทันขาดคำ พวกนั้นตายแน่ "
" หัวหน้าจินวูมาเองเลยหรอเนี่ยะ รวมถึงเหล่าหัวหน้าหน่วยด้วย "
" ฉันสงสารพวกเขาจริงๆเลย พวกนั้นไม่น่าต่อสู้กันในห้องโถงเลย ถึงพวกนั้นจะพอแข็งแกร่งอยู่บ้าง พวกเขาก็อาจจะต่อสู้กับคุณจินวูที่อยู่ใน Top 10 ใน Red Tower ได้หรอก "
จินวูและคนอื่น ๆ ได้เข้ามาในห้องโถงและสังเกตเห็นศพที่นอนเกลื่อนที่ทั่ว นั่นทำให้เขาโกรธและเอ่ยเสียงถามขึ้นมา
" ใครมันกล้ามาต่อสู้ในห้องโถง ฉันไม่ได้บอกหรอกเหรอว่า มีกฎห้ามต่อสู้ในนี้ ห๊าาาา "
จินวูพูดพร้อมกับปลดปล่อยจิตสังหารด้วยความโกรธออกมา นั่นทำให้คนธรรมดาที่เหล่านั้นได้สงบลงและกระอักเลือดออกมาด้วยความกลัว ร่างกายของพวกเขาสั่นไม่หยุด
ถึงคนเหล่านั้นจะได้รับผลกระทบรวมถึงเหล่าหัวหน้าหน่วยด้วย แต่กลุ่มของผู้ชาย 2 คนและผู้หญิงออก 1 พวกเขายังปกติดีและไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เหตุผลที่โทชิโอะไม่ได้รับผลกระทบนั่นก็เพราะเขาไม่ได้กลัวจินวูสักนิดเดียว เพราะจิตสังหารที่ปล่อยออกมาจากจินวูนั่นไม่ได้ครึ่งของริวจิด้วยซ้ำไป เขาไม่จำเป็นต้องกลัวเพราะตอนนี้เขาอยู่กับริวจิและริวจิไม่ปล่อยให้เขาตายอย่างนอน เพราะตอนนี้เขาเป็นคนขับฮอเพียงหนึ่งเดียวของเขา
" ฉันบอกแล้วใช่มั้ยมันจาอย่าพาเขามาที่นี่ เกิดเรื่องจนได้ จินวูโกรธขนาดนี้แล้วใครก็ไม่สามารถหยุดเขาได้แล้วละนะ"
คำถามของจินวูไม่ไดรับการตอบกลับ นั่นทำให้เขายิ่งโกรธขึ้นไปอีก
" ฉันถามว่ามันเป็นฝีมือของใคร ตอบสิวะ เป็นใบ้กันรึไง "
ร่างกายของคนที่สั่นยิ่งสั่นเข้าไปอีก
" รับตอบเข้าสิ พวกนายอยากตายมากรึไง "
คนเหล่านั้นพยายามตอบแต่พวกเขาก็ไม่สามารถพูดได้เนื่องจากแรงกดดัน และแดซองก็สังเกตเห็นว่าพวกเขาพูดไม่ออกทำให้ได้หันไปพูดกับจินวู
" นายต้องใจเย็นๆ ถ้านายปล่อยจิตสังหารขนาดนั้น พวกเขาไม่พูดได้ยังไงละ "
ได้ยินที่แดซองพูดจินวูก็คลายแรงกดดันออกไป ทำให้แดซองหายใจด้วยความโล่งอก และเหล่าผู้คนก็พยายามและตั้งสติของตนหลังจากที่พวกเขาหลุดออกจากแรงกดดันแล้ว
" นั่น เธอเป็นคนทำ "
เหล่าผู้คนล้วนชี้ไปที่หญิงสาวที่กำลังจะกินข้าวอยู่
" พวกนั้นเองงั้นเหรอ " แดซองเขารู้สึกโมโหขึ้นมา เพราะนี่เป็นเพราะคนเหล่านี้เกือบทำพวกเขาตายเสียแล้ว แต่จินวูนั่นเขารู้สึกต่างออกไปเมื่อเห็นกลุ่มของริวจิ
" ทำไมพวกเขาไม่ได้รับผลกระทบของแรงกดดันของจิตสังหารของฉัน "
" มันจานายอาจจะพูดถูกก็ได้นะครั้งนี้ "
คำพูดของจินวูนั่นทำให้มันจานั่นยิ้มออก เขาได้คำชมจากจินวูและอาจจะได้รับผลประโยชน์มากมายรวมถึงถ้าเขาสามารถชักชวนอายูมาร่วมด้วย
จากนั่นอายูก็เดินเข้าไปหาหญิงสาวพร้อมกับพูดขึ้น
" เธอคืออายูใช่มั้ย? "
ฝากกดติดตามกดหัวใจเป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ
ขอบคุณครับ
วันนี้ท้องเสียก็เลยอัพช้าหน่อย 5555 ขอโทดน๊าา